กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 446 : เกล็ดมังกรบรรพกาล
อู่ อวี้ หลบหลีกเลี่ยงตัวจนเข้าสู่ตำหนักหลักอย่าง
รวดเร็ว
เนื่องจากยังมีหมาปั่าปีศาจทมิฬคอยส่งเสียงขู่อยู่
ตลอดเวลา เขาจึงไม่กล้าที่จะย่างออกไปยังตำหนัก
หลัง อีกทั้งตอนแรกยังแทบจะไม่กล้าสาวเท้าเข้า
มายังตำหนักหลักแห่งนี้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นหลังจาก
ที่เข้ามาถึงที่นี่แล้ว เขาจึงรู้สึกปลอดภัยยิ่ง
ซึ่งหากว่าภายในตำหนักหลักนี้ ยังปรากฎสรรพเท
วะวิญญาณออกมาอีกแล้วละก็ อู่ อวี้ และ ลั่วผิน
คงเป็นผู้ที่โชคร้ายที่สุดแล้วกระมั้ง…
เมื่อมาถึงแล้ว หวนนึกได้ว่าที่แห่งนี้คือสถานที่ผนึก
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ เอาไว้แต่โบราณ จิตใจ
ของเขาจึงพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันใด กลิ่นอายแห่ง
ความตายในที่แห่งนี้ รุนแรงยิ่งกว่าลานกว้างก่อน
หน้าอย่างเทียบกันไม่ติด ด้วยบรรยากาศอันเงียบ
วังเวง ผนวกกับกลิ่นอายอันโบราณเก่าแก่ ทำให้
ทุกคนที่เข้ามาเหยียบที่นี่ถึงกับขนลุกขนพองกัน
เป็นแถบ
ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้เอง จึงอาจทำให้รู้สึกว่ากำลังมี
ใครจับจ้องมายังตนเองอยู่ก็มิปาน และยิ่งเมื่อ
จินตนาการไปว่า บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ยังคงมี
ชีวิตอยู่จวบจนถึงปัจจุบัน มันยิ่งทำให้พวกเขารู้สึก
ประสาทหลอนขึ้นไปอีก
“อย่าไปคิดมากน่า บรรพชนมารกลืนสวรรค์ มัน
ลาโลกไปนานโขแล้ว หากมันยังไม่ตายเจ้าคงไม่
รอดตั้งแต่เข้ามาแล้ว” หมิงซวงไม่มีท่าทีตื่น
ตระหนกแม้แต่น้อย ทั้งนางยังสอดส่องมองดูรอบ
ทิศอย่างไคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง
“จริงด้วยสิ”
สิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นอันดับแรกนั่นก็คือการตา
มหา เกล็ดมังกรบรรพกาล ให้แก่ ลั่วผิน
อู่ อวี้ จุดประกายไฟในแววตาขึ้น กระทั่งทั่วทั้งตัว
เขาในยามนี้ก็ปรากฎเปลวเพลิงอันร้อนแรงเข้า
ห่อหุ้มร่างกาย ด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชนเช่นนี้ได้ทำ
ให้ทั่วทั้งตำหนักหลักพลันสว่างไสวในทันที ต่อมา
เขาก็ได้สร้างลูกบอลเพลิงทรงกลม เร่งส่งมัน
ทะยานขึ้นสู่ด้านบนอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่ทั่วทั้ง
ตำหนักหลักเปรียบได้ดั่งกลางวันแสกๆแลเห็นทุก
สรรพสิ่งภายใต้คลองจักษุอย่างชัดเจน
สิ่งที่ปรากฎเบื้องหน้าคือวงเวทค่ายกลอันลึกลับอัน
ยากจะหยั่งถึงกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่อย่างแน่น
หนา ไม่ว่าจะเป็นใต้ปฐพีที่พวกเขาได้ยืน กระทั่ง
เพดานหรือผนังในที่ต่างๆล้วนเต็มไปด้วยวงเวท
ค่ายกลทั้งสิ้น พวกมันถูกอัดแน่นจนถึงขนาดที่ว่า
ทำให้ภายในตำหนักหลักแห่งนี้ไม่เสถียรอีกต่อไป!
สมแล้วที่เป็นวงเวทค่ายกลของเซียนอมตะ พวก
มันทั้งแม่นยำ ประณีต ลึกล้ำเสียยิ่งกว่าวงเวทใดๆ
เท่าที่ อู่ อวี้ เคยพบพานมาในชีวิตนี้
ลึกล้ำมากเกินไปแล้ววว!!
แต่น่าเสียดาย ที่วงเวทเหล่านี้ได้สิ้นอายุขัยในการ
ใช้งานไปเสียหมดแล้ว ในตอนนี้จึงหลงเหลือเพียง
แค่ตัวแกนกระตุ้นของมันให้ได้เชยชมเพียงเท่านั้น
เมื่อมองไปรอบๆ กลับไม่ปรากฎ บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ ให้เห็นแม้แต่ปลายเส้นผม
คงคิดได้เพียงว่าปีศาจที่ถูกกักไว้ในวงเวทค่ายกล
อันแน่นหนาเช่นนี้มานานนับหลายแสนปี ร่างกาย
ของมันน่าจะถูกเผาผลาญจนไม่เหลือเศษซากแล้ว
กระมั้ง…
ไม่ว่ามันจะทิ้งสิ่งใดเอาไว้ ก็ย่อมไม่พ้นกฎแห่ง
กาลเวลาอันเนิ่นนานจนทำร้ายให้พวกมัน
กลายเป็นเพียงฝุั่นผงประดับบนผืนดินเพียงเท่านั้น
หากว่ามันได้หลงเหลือบางสิ่งเอาไว้เบื้องหลังจริงๆ
เกรงว่าก็คงจะเหลือเพียง ‘เกล็ดมังกรบรรพกาล’
สมบัติสืบทอดของเหล่ามังกรเทวะไว้เสียแล้ว
ภายใต้ฝุั่นละอองที่ปกคลุมไปทั่วพื้นดิน อู่ อวี้ และ
ร่างอวตารที่ยังเหลืออยู่ช่วยกันค้นหาอย่างรวดเร็ว
ในความเป็นจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่จะ
ทำการค้นหามัน ภายในระยะเวลาอันสั้น อู่ อวี้
มองเห็นเกล็ดมังกรสีดำชิ้นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เท่า
ฝั่ามืออยู่ที่ใต้เท้า เกล็ดมังกรชิ้นนั้นเต็มไปด้วยกลิ่น
อายแห่งความเก่าแก่ มันดูเหมือนกับเป็นเพียงแค่
แผ่นเหล็กสามัญธรรมดา 1 แผ่น แต่ปัญหาก็คือ
มันผ่านระยะเวลามากกว่า 600,000 ปี แม้แต่
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ยังสิ้นชีวิตไป ทว่ามัน
กลับยังคงสภาพอยู่ได้ กล่าวอย่างมั่นใจได้เลยว่า
มันจะต้องเป็น ‘เกล็ดมังกรบรรพกาล’ ที่ ลั่วผิน
กำลังตามหาอย่างแน่นอน!
สำเร็จแล้ว!
อู่ อวี้ ตื้นเต้นอย่างยิ่ง!
แม้ว่าหากประตูใหญ่ของตำหนักหลักจะไม่สามารถ
เปิดออกจากด้านในได้ แต่เขายังสามารถโยนเกล็ด
มังกรบรรพกาลชิ้นนี้ผ่านช่องว่างของประตูไปให้
ลั่วผิน ได้
“ฉิน ฝูเหยา!”
อู่ อวี้ กู่คำรามขึ้น เขานำไข่สีขาวเก็บเข้าไปภายใน
ถุงจักรวาล มือข้างหนึ่งถือเกล็ดมังกรบรรพกาล
เอาไว้ หลังจากนั้นเขาขี่กระบี่บินจักรพรรดิออกไป
ในทันที ตอนนี้ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางฝังของ ลั่ว
ผิน เป็นเช่นไรบ้าง จึงเป็นธรรมดาที่ตัวเขาจะรู้สึก
เป็นกังวล เขารีบพุ่งไปยังตำแหน่งกึ่งกลางของ
ประตูทองสัมฤทธิ์ เบื้องหน้าปรากฎเป็นกลอน
ประตูขนาดมหึมา!
ผ่านซอกประตูออกไป เมื่อค้นพบว่าในตอนนี้ด้าน
นอกยังมีการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ อู่ อวี้ จึงรู้สึก
ประหลาดใจเป็นที่สุด
อย่างน้อยก็นับว่า ลั่วผิน ยังคงมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่
นางยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็
สามารถเป็นไปได้ทั้งสิ้น!
ในเวลานี้เขาไม่ลังเลเลยที่จะเปิดใช้งานเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่ง ทำให้ร่างของตนเองแข็งแกร่งมาก
ยิ่งขึ้น กายเนื้อทั่วทั้งร่างระเบิดพลังออก ร่าง
จำแลงเซียนวานรก็ถูกใช้งานด้วยเช่นกัน เขาทุ่มเท
พลังทั้งหมดของเขาไปอยู่ที่กลอนประตูทอง
สัมฤทธิ์
“เปิด!”
ร้องคำรามออกมาเพียงแค่ 1 ครั้ง ในตอนนี้การ
สั่นสะเทือนลุกลามไปทั่วทุกหนแห่ง
เมื่อระเบิดพลังขึ้นมา ประตูทองสัมฤทธิ์เกิดการสั่น
ไหวอย่างฉับพลัน!
ในตอนนี้ ฉิน ฝูเหยา ที่กำลังหยอกล้อ ลั่วผิน อยู่
ซึ่งบัดนี้ ลั่วผิน ได้ถูกต้อนจนเข้าไปอยู่ภายในมุม
หนึ่ง ร่างของนางถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยแสงสีฟั้าอ่อน
แต่ทว่าในตอนนี้เริ่มแสงนั้นมืดสลัวลงไปแล้ว และ
มันกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภายในแสงนั้น
เป็นร่างกายที่ซีดขาวของ ลั่วผิน ประกายตามืดมน
อย่างไม่มีที่เปรียบ อันที่จริงสิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้
ไม่ใช่ ฉิน ฝูเหยา แต่เป็นพลังอำนาจของทัณฑ์
สวรรค์ที่อยู่ภายในร่างกายของนาง พลังปั้องกัน
ของนางได้ถูกมันทำลายจนหมดสิ้นไปเสียแล้ว!
“อู่ อวี้ ดูไปแล้วเหมือนจะปฏิบัติกับเจ้าได้ไม่เลว
เลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่มันโง่เกินไป เวลานี้
ด้านหลังไร้ซึ่งสุ่มเสียงใดๆแล้ว คาดว่าชีวิตของมัน
จะต้องสิ้นลายไปแล้วแน่ๆ กายเนื้อของมันคงจะ
ถูกปากหมาปั่าปีศาจทมิฬไม่น้อย เท่ากับว่าเจ้า
เป็นคนสังหารมัน เพราะใครกันเล่าที่เป็นคนพามัน
มายังที่แห่งนี้”
“เจ้ามันนังแพศยา เติบโตมาด้วยรูปลักษณ์อัน
งดงาม เกิดมาเป็นถึงมังกรเทวะที่สูงส่ง ช่างทำให้
ผู้คนต้องอิจฉายิ่ง แต่น่าเสียดาย ถึงแม้จะเป็น
มังกรเทวะ ก็ยังไม่อาจที่จะทำอะไรข้าได้แม้แต่น้อย
ราชามังกรทรราชเคยกล่าวเอาไว้ว่ามันสามารถ
สังหารกระทั่งมังกรเทวะได้ และข้าในวันนี้ จะถูก
กล่าวขานว่าเป็นผู้สังหารมังกรเทวะอย่างแท้จริง
ข้าจะควักดวงตา ฟัน และ เส้นเอ็นมังกรของเจ้า
ออกมาให้พวกมันได้เห็น!”
ฉิน ฝูเหยา กล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะอย่างชั่ว
ร้าย นางหัวเราะไปพลางพร้อมกับโบกสะบัดพัด
ออกไป 2 ที เปลวเพลิงสีชาดของพัดระเบิดปะทุถา
โถมไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ภายในลานกว้างทั้งหมด
ตกอยู่ท่ามกลางพายุของนาง พลังพายุที่คมกริบ
ของนางปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง ส่งเสียงคำราม
ออกมาอย่างต่อเนื่อง พุ่งโจมตีไปบนร่างของ ลั่ว
ผิน ในเวลานี้การโจมตีจำนวนมากตีฝั่าผ้าแพร
หัวใจสมุทรเข้ามาถึงร่างของ ลั่วผิน ทำให้นางต้อง
กระอักโลหิตออกมากองโต
“เห…. หลั่งโลหิตเสียแล้ว สารรูปของเจ้าในตอนนี้
มันทำให้ข้าต้องเวทนาจริงๆ” ฉิน ฝูเหยา กล่าว
เยาะเย้ย
เดิมทีนางเป็นคนที่มีรูปลักษณ์งดงามและพราว
เสน่ห์ แต่ทว่าการแสดงออกในตอนนี้ช่างดุร้ายและ
เหี้ยมโหดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นแล้วมันทำให้นางดู
อัปลักษณ์อย่างแท้จริง
ลั่วผิน กวาดตามองไปที่นางด้วยสายตาที่ไม่แยแส
และกล่าวว่า “ถ้าหากว่าเจ้าเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือ
กลับกลอกปลิ้นปล้อนเช่นนี้ ทำไมถึงต้องฝึกตนอยู่
บนเส้นทางแห่งความถูกต้อง ข้าว่าหนทางของผู้
ฝึกตนนอกรีตน่าจะเหมาะสมกับเจ้าเสียมากกว่า”
ฉิน ฝูเหยา งงงันไปชั่วครู่ นางมองไปที่ ลั่วผิน
ด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ระเบิดเสียง
หัวเราะออกมา กล่าวว่า “สมแล้ว สมแล้วจริงๆที่
เป็นถึงมังกรเทวะ มีสายตาที่เฉียบแหลมจน
สามารถมองข้าได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนี้ได้ แต่แล้ว
ยังไงเล่า ตัวข้านั้นจะฝึกตนอยู่บนเต๋าแห่งความ
ถูกต้อง แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้?”
ฉิน ฝูเหยา ได้เพิ่มพลังการโจมตีเข้าไปอีก และ
กล่าวด้วยน้ำเสียงอันเย็นเฉียบว่า “ช่างเถอะ
ไหนๆ อู่ อวี้ ก็ตายแล้ว ข้าก็ไม่อยากที่จะเสียเวลา
กับเจ้าไปมากกว่านี้อีกต่อไป”
เมื่อกล่าวจบ พายุคลั่งก็ม้วนกวาดทุกสิ่งทุกอย่าง
รวมตัวกันเป็นใบมีดวายุนับหมื่นเล่ม พุ่งเข้าโจมตี
เป็นจุดเดียว อีกประเดี๋ยว ลั่วผิน จะต้องถูกใบมีด
วายุเหล่านี้กลืนกินจนหายเข้าไปเป็นแน่!
ลั่วผิน ขมวดคิ้วของนาง นางมั่นใจได้เลยว่า คลื่น
การโจมตีนี้จะสามารถทำลายปราการปั้องกันด่าน
สุดท้ายของนางได้
จะต้องพ่ายแพ้เช่นนี้หรือ?
ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องตกตายไปอยู่ดี
แต่การที่ ฉิน ฝูเหยา ออกมาปรากฏตัวในเวลานี้
เมื่อเปรียบการถูกทัณฑ์สวรรค์คร่าชีวิตไปกับการ
ถูก ฉิน ฝูเหยา สังหารไป อย่างหลังย่อมทำให้นาง
เจ็บใจเสียยิ่งกว่า
นางอดที่จะมองไปยังทิศทางที่ อู่ อวี้ จากไปไม่ได้
“ข้าจะยืนหยัดจนถึงวินาทีสุดท้ายและไม่ยอมแพ้
ได้จริงๆ?”
ในชีวิตนี้สิ่งที่รู้สึกเสียใจมากที่สุด ก็คือการปล่อยให้
อู่ อวี้ ต้องเอาชีวิตตนเองมาเสี่ยง เขาต้องเอาชีวิต
มาทิ้งที่นี่เป็นเพราะว่า ฉิน ฝูเหยา มันทำให้หัวใจ
ของนางรู้สึกโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าอย่างไร
นางก็ไม่อาจที่จะลืมภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มที่เป็น
เหมือนกับดวงตะวันได้ลง
ตูมมมมมมมม!
ไม่น่าเชื่อ!
ในเวลานี้ ประตูทองสัมฤทธิ์ที่ของตำหนักหลัก
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภายใต้แรงสั่นสะเทือน ดู
เหมือนว่าบนตัวประตูจะเกิดรอยแตกร้าวขึ้นมา 1
แห่ง ภายในรอยแตกนั้นเองจะเห็นได้ถึงเงาร่าง
มนุษย์สีทองอร่ามร่างหนึ่งพุ่งกระแทกออกมา
เพียงแค่เสี้ยวพริบตานั้นพายุก็ถูกทำลายลงและเงา
ร่างสีนั้นก็พุ่งโจมตีไปที่ด้านหน้าของ ฉิน ฝูเหยา!
มันเป็นการกลายร่างสู่จำแรงเซียนวานร ในมือคร่า
กุมเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าเอาไว้ และได้สำแดงเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่ง อีกทั้งประสิทธิภาพของเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่งในยามนี้ อู่ อวี้ ยังไม่ได้ใช้ออก
อย่างเต็มที่เสียด้วย!
การปรากฏตัวอย่างฉับพลันของเขา มีความเกรี้ยว
กราดและรุนแรงราวกับเป็นพลังของปีศาจ
ช่วงเวลาที่เขามาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า ฉิน ฝู
เหยา นางถึงกับรู้สึกตกใจอย่างสุดขีด จนไม่อาจจะ
ตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทัน อู่ อวี้ ได้ฟาดพลอง
ลงมาอย่างฉับพลัน!
เปิดใช้งาน วงเวทจักรพรรดิหวงผ่าปฐพี!
ลำแสงสีทองส่องสว่างไปทั่วฟั้าดิน พริบตามันก็
สามารถกดดันพายุคลั่งจนมลายสิ้น ในเวลานี้ ฉิน
ฝูเหยา ถูกกดดันอย่างสมบูรณ์!
แน่นอน นางรู้ว่าผู้ที่บุกเข้ามาคือใคร!
ตอนนี้หัวใจของนางตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย
ตกอยู่ในความวิตกกังวล นางจึงควบคุมใบมีดวายุ
จำนวนนับไม่ถ้วนให้พุ่งเข้ามาโจมตีสกัดกั้น อู่ อวี้
เอาไว้
นางยังคงเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
ระดับที่ 3 !
แน่นอนว่านางไม่อาจที่จะสกัดกั้น อู่ อวี้ ได้โดย
สิ้นเชิง อู่ อวี้ ได้ฟาดพลองที่เต็มไปด้วยความ
เกรี้ยวกราดของเขาลงมา เขาได้เล็งโจมตีไปที่นาง
อย่างไม่ลังเล เมื่อพลองฟาดลงมา ถึงแม้ว่านางจะ
ใช้พัดเขามากันเอาไว้ แต่ท้ายที่สุดนางก็ถูก อู่ อวี้
ฟาดเข้าไปที่ไหล่อย่างจัง!
ขณะที่โดน อู่ อวี้ ฟาดไป ไหล่ของ ฉิน ฝูเหยา
ครึ่งหนึ่งดูเหมือนว่าจะถูกบดขยี้จนแตกหักไป
โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว นางกรีดร้องออกมาอย่าง
เจ็บปวด ล้มลงไปกระแทกกับพื้นดินอย่าง
อเน็จอนาถ เวลานี้บนพื้นดินชุ่มโชกไปด้วยโลหิต
ของนาง!
ตัวนางกรีดร้องออกมาด้วยความทุกทรมาน!
หลังจากที่นางถูก อู่ อวี้ ฟาดจนได้รับบาดเจ็บ
สาหัส ลมพายุคลั่งที่ล้อมอยู่รอบด้านได้สูญสลาย
ไปอย่างสมบูรณ์ บัดนี้ ลั่นผิน ปลอดภัยแล้ว แต่อัน
ที่จริงแล้วก็ไม่ปลอดภัยเท่าใดนัก เพราะว่าในเวลา
นี้นางได้ตกอยู่ภายใต้ความกริ้วโกรธ แต่เมื่อใน
ช่วงเวลาสุดท้ายนางได้เห็น อู่ อวี้ ดวงตาของนาง
ได้มืดสลัวลงไปจนถึงขีดสุดแล้ว ในที่สุดนางก็ถอน
หายใจออกมาด้วยความโล่งอก คาดว่าเวลานี้นาง
ประคับประคองตัวเองได้อย่างยากลำบาก
สำหรับนางแล้ว ในยามนี้เมื่อได้เห็น อู่ อวี้ ออกมา
จากภายในนั้นได้อย่างปลอดภัย นางก็รู้สึกราวกับ
ว่าตนเองฝันไป
บัดนี้ผู้เยาว์ที่เต็มไปด้วยโทสะและและความบ้า
คลั่งสุดขีด ได้ทำตราตรึงอยู่ในใจของนางจนให้ชั่ว
ชีวิตนี้นางไม่อาจที่จะลืมเขาไปได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ในตอนนี้ มันมหัศจรรย์มากเกินไป นางไม่เคย
คาดคิดมาก่อนว่าภายใต้การโจมตีของหมาปั่า
ปีศาจทมิฬ อู่ อวี้ จะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้
……….
จากนั้น ลั่วผิน ก็สังเกตุเห็นว่าในมือของเขามี
สิ่งของที่นางต้องการมากที่สุดอยู่!
ที่อยู่ในมือ อู่ อวี้ ก็คือเกล็ดมังกรบรรพกาล!
เมื่อได้เห็นเกล็ดมังกรบรรพกาลนี้ ลั่นผิน จึงอด
ไม่ได้ที่จะยกมุมปากยิ้มขึ้น นางรู้ว่า ในที่สุดนางก็
เห็นประกายแห่งความหวังในการเอาชีวิตรอด
ถึงแม้นางจะไม่ได้ช่วงชิงมันมาด้วยตนเอง
อู่ อวี้ ไม่กล่าวสิ่งใด เขาพยักหน้า จากนั้นเดินเข้า
ไปส่งมอบเกล็ดมังกรบรรพกาลไปให้ถึงมือ ลั่วผิน
ลั่วผิน รีบขยับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มัน
จะสลายไป นางวางเกล็ดมังกรบรรพกาลสีดำไว้ที่
ด้านข้างลำคออันขาวผ่องของนาง ภายในเวลา
สั้นๆเกล็ดมังกรบรรพกาลก็ถูกดูดกลืนเข้าไป
ภายในร่างของนาง ราวกับจะกลายเป็นส่วนหนึ่ง
ของร่างกายนาง
ครู่ต่อมารอบด้านของ เกล็ดมังกรบรรพกาล ได้
ปรากฎ เกล็ดมังกรสีขาวซึ่งห่อหุ้ม ลั่วผิน ได้
ล่องลอยออกมาโดยมีทิศทางของเกล็ดที่อยู่คนละ
ด้านกำลังค่อยๆผสานกัน อู่ อวี้ เคยได้ยินมาว่า
ลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ถูกเรียกว่า ‘การย้อนเกล็ด’
กลับกลายเป็นว่า อู่ อวี้ ส่งมอบการย้อนเกล็ดนี้
ให้กับนาง
เวลานี้เกรงว่าไม่มีใครที่จะสามารถขัดขวางการ
กำเนิดใหม่ของ ลั่วผิน ได้แล้ว
“อู่ อวี้ ท่านรีบไปชิงกุญแจศิลากลับมาก่อน ข้า
ต้องการเวลาสักครู่” ลั่วผิน กระซิบเอ่ยออกมา
นางได้นั่งขัดสมาธิลงไปบนพื้นดิน
ทางด้านของนาง อู่ อวี้ ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยว
อีกต่อไป ในที่สุดภารกิจของเขาก็เสร็จสิ้น อู่ อวี้
ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก การเดินทางภายใน
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ในครั้งนี้ ไม่รู้ว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ลั่วผิน พัฒนาไปถึง
ขั้นไหนแล้ว……..
ถึงแม้ว่าเขาจะวนเวียนอยู่ขอบเหวแห่งความตาย
มาหลายครั้ง แต่ถ้าหากเขามีชีวิตรอดต่อไปได้ เขา
ก็จะไม่มาเสียใจในภายหลัง
ในเวลานี้ เขาร่อนลงไปอยู่บนพื้น มอง ฉิน ฝูเหยา
ที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เย็นชา
ทันใดนั้นเขาเห็นว่าดวงตาของ ฉิน ฝูเหยา เกิด
การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสีขาว ดูเหมือนมันจะ
เป็นกระแสน้ำวน 2 ลูกอยู่ภายในนั้น แต่ว่ามันก็
สลายไปอย่างรวดเร็ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ