กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 451 : สําเร็จวิชา
อู่ อวี้ ได้วางแผนการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ มีพลังฟั้าดินอยู่
บางเบา ทั้งยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อต้องถูก
ขังอยู่ในที่แห่งนี้ แก่นแท้ตำหนักม่วงในร่างจึงได้
กลืนกินจนเกือบจะหมดสิ้น หากคิดที่จะยกระดับ
ขอบเขตของตนเองขึ้นจริงๆ ย่อมค่อนข้างเป็น
เรื่องยากยิ่ง
เพื่อเตรียมการณ์ในสิ่งที่ตนตัดสินใจไปแล้ว อู่ อวี้
จึงคิดหาทางอย่างทุกวิถีทาง เขารู้สึกว่าเวลาที่ถูก
ขังเอาไว้ในที่แห่งนี้ ย่อมสามารถใช้เวลาศึกษา
เคล็ดวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์ทั้ง 2 วิชานี้ให้สูงขึ้นได้
เคล็ดก้าวเทวะควบคุมได้ง่ายดาย ใช้เวลาเพียงไม่กี่
วัน อู่ อวี้ ก็สามารถใช้ฝึกฝนมันได้จนคล่องชิน
ส่วนเคล็ดมังกรทรราชผนึกสวรรค์ ค่ายกลกระบี่
มังกรคราม 9 ตะวัน เคล็ดผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ
และเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินอื่นๆ ก็ได้รับความรู้แจ้ง
เพิ่มมากขึ้น
หรับเคล็ดวิชาที่เหลืออยู่อีก 2 อย่าง ยังคงต้องใช้
เวลาขัดเกลาและฝึกฝนอีกเป็นเวลานาน นั่นก็คือ
ร่างอวตารนอกวิถี และ ดวงเนตรเพลิง
พลังวิเศษทั้ง 2 นี้ กล่าวได้ว่าเป็นทักษะที่สำคัญกับ
อู่ อวี้ มากที่สุด
ดังนั้น เขาจึงหยุดที่จะฝึกฝนบ่มเพาะเพิ่มความ
แข็งแกร่งให้แก่ตำหนักม่วงทะเลมรกต และใช้
เวลาส่วนใหญ่ทั้งหมดมาทำการศึกษาวิถีเทวะ
เชื่อมสวรรค์ทั้ง 2 วิชานี้แทน
ก่อนอื่นเขาเริ่มฝึกฝนที่ ‘ดวงเนตรทิพย์’
เคล็ดวิชานี้ค่อนข้างที่จะทรมานสุดแสนจะ
จินตนาการ
ความยากในการฝึกฝนเนตรเพลิง ไม่น้อยไปกว่า
กายาเพชรอมตะ ความเจ็บปวดเริ่มลุกลามขึ้นตา
บางครั้งเขาก็แทบจะทนไม่ไหว มีหลายครั้งที่ อู่ อวี้
รู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนตาบอดไปเสียแล้ว
เมื่อเขาไม่สามารถทนได้ เขาจะพักดวงตาลง และ
จากนั้นเขาก็จะปิดตา ไม่ปล่อยให้สิ่งใดมารบกวน
เข้าสู่ภวงค์ทำการฝึกฝน ‘ร่างอวตารนอกวิถี’ ต่อ
ในทันที การต่อสู้ครั้งล่าสุด ร่างอวตารนอกวิถี
สำแดงศักยภาพออกมาได้อย่างดีเยี่ยมทำเดียว
อู่ อวี้ เรียกรวมร่างอวตารทั้งหมดของเขา จากนั้น
ค่อยๆศึกษาและควบคุมอย่างละเอียด เนื่องจากไม่
เป็นการกระทบต่อ ลั่วผิน ดังนั้นเขาจึงควบคุมร่าง
อวตารให้ลองต่อสู้กันเอง
เสมือนเป็นการทดสอบพลังใจ!
กล่าวอีกมุมหนึ่งก็คือ อู่ อวี้ ต้องทำการควบคุมร่าง
อวตาร 100 ร่างด้วยสมาธิสูงสุดในคราวเดียว เป็น
ความลึกซึ้งซับซ้อนเสียยิ่งกว่าหนึ่งคนถืออาวุธนับ
ร้อยในมือเสียอีก!
เสมือนคนผู้ถึงมีมือถึง 3 ข้าง ซึ่งการให้แขนทั้ง 3
นั้นกระทำสิ่งที่ต่างกัน ย่อมควบคุมได้ยากขึ้นไปอีก
ระดับ
แต่ อู่ อวี้ ควบคุมร่างทั้งร้อยในเวลาเดียวกัน
พร้อมแบ่งออกเป็น 2 ฝั่าย จากนั้นพลันปลดปล่อย
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ระเบิดพลังต่อสู้อย่าง
ดุเดือด!
เมื่อมองจากภายนอก ราวกับว่าร่างอวตารทุกร่าง
เป็นอิสระมีความคิดเป็นของตนเอง ภายใต้การ
ต่อสู้ทุกๆร่างปรับตัวโต้ตอบไปตามสถานการณ์ แต่
จริงๆแล้วการปรับตัวของแต่ร่างล้วนอยู่ภายใต้
การควบคุม อู่ อวี้
นี่เป็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่งของร่างอวตารนอก
วิถี และเป็นส่วนที่ยากที่สุดอีกด้วย
ตอนนี้ร่างอวตารนอกวิถีของ อู่ อวี้ อยู่ในขั้นที่ 4
ตัวเขาต้องการที่จะไต่ไปให้ถึงขั้นที่ 5 เช่นนั้นเขา
จำเป็นที่จะต้องมีระดับความเชี่ยวชาญและสมาธิ
อันแน่วแน่ที่จะควบคุมรองรับร่างอวตารให้ได้ถึง
1,000 ร่าง นี่คือความยากลำบากในการที่จะแยก
จิตวิญญาณของเขาออกจากกัน ดังนั้นการทะลวง
เข้าสู่ระดับที่ 5 มันจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย!
สำหรับขั้นที่ 5 ไปถึงขั้นที่ 6 อันที่จริงก็ไม่ยากนัก
เพียงแค่ทำการยกระดับร่างอวตารที่เหลืออีก 900
ร่างให้มาถึงระดับที่น่าพอใจ ระดับที่น่าพอใจก็คือ
ระดับฝีมือที่เทียบเท่ากับ อู่ อวี้ ร่างจริง
หลังจากที่เขาได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตแล้ว เม็ดยาปราณมรกตที่เขามีอยู่ก็ไม่
เพียงพอต่อการยกระดับร่างอวตารให้ขึ้นมาอยู่ใน
ขอบเขตเดียวกับเขาในตอนนี้ ดังนั้นในตอนนี้จึง
กล่าวได้ว่า อู่ อวี้ นั้นค่อนข้างจะขาดแคลนเม็ดยา
ปราณมรกตอยู่จำนวนมาก
“ร่างอวตารนอกวิถี ไม่มีจุดสิ้นสุด ข้าต้องการ
ควบคุมร่างอวตารทั้งร้อยร่างนี้ ราวกับว่ามันเป็น
ส่วนหนึ่งของร่างกายของข้าเองให้ได้ ควบคุมการ
เคลื่อนไหวทุกอย่างให้สมบูรณ์ ไม่ว่าจะควบคุมนิ้ว
มือของพวกมันทุกนิ้ว ทุกการกระพริบตา หรือ
กระทั่งการพูดจา ทำให้ราวกับว่ามันเป็นมนุษย์คน
หนึ่ง นั่นก็คือการบรรลุถึงขั้นสูงสุด จากนั้นจึงจะ
สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นที่ 5 และควบคุมร่าง
อวตาร 1,000 ร่างได้”
จาก 100 สู่ 1,000 ดูเหมือนว่าเขาจะต้องทำความ
เข้าใจในการควบคุมร่างอวตารนอกวิถีเสียใหม่ ซึ่ง
จาก 1,000 ถึง 10,000 นั้นยังไม่ต้องไปกล่าวถึง
มันในตอนนี้
ร่างอวตารนอกวิถีน ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่ง
สำแดงอานุภาพได้น่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น
อู่ อวี้ หวนนึกไปถึงตอนก่อนที่จะเข้าไปในนิกาย
เซียนซูซัน ถ้าหากเขามีร่างอวตาร 1,000 ร่างนี้
และยังสามารถควบคุมพวกมันได้อย่างสมบูรณ์
แบบ สามารถใช้กองทัพนี้ได้อย่างเต็ม
ประสิทธิภาพ ด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จะ
เกิดกระบวนการตั้งรับตามสถานการณ์ต่างกัน
ย่อมสามารถสร้างปาฏิหารย์ออกมาได้นับไม่ถ้วน
อย่างแน่นอน การประสานงานผ่านจิตวิญญาณ
เดียวกัน เปรียบได้กับการร่วมมือกันระหว่างมือ
ซ้ายและมือขวาของ อู่ อวี้
เคล็ดวิชาวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์นี้ยิ่งฝึกมากขึ้น
เท่าไหร่ อู่ อวี้ ก็ยิ่งรับรู้ได้ว่าจิตใจของตนเองได้ถูก
ยกระดับขึ้น แม้กระทั่งความคิดก็เติบโตขึ้นด้วย
เช่นกัน
ภายในเวลาสั้นๆ ร่างอวตารนอกวิถีได้สูบพลัง
ความคิดและจิตใจไปเป็นจำนวนมาก ส่วนเนตร
เพลิงจะต้องใช้ความอดทนรับความทนทุกข์
ทรมาน เนื่องจากวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์ทั้ง 2
ประเภทนี้ กินพลังงานของ อู่ อวี้ คนละด้าน ทำให้
เขาจึงสามารถสลับฝึกฝนไปมาระหว่างเคล็ดวิชา
ทั้ง 2 นี้ได้
ในยามฝึกฝนเนตรเพลิง เมื่อเขาไม่สามารถอดทน
รับความเจ็บปวดได้ไหว เขาก็หันมาควบคุมให้ร่าง
อวตารต่อสู้กันเอง
เมื่อจิตใจของเขาเริ่มอ่อนล้า และความคิดของเขา
ถูกสูบไปอย่างมหาศาล เขาก็จะกลับมาเริ่มฝึกฝน
เนตรเพลิง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความพยายามของเขาในยามนี้
ทำให้คนที่เหลืออยู่ภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
อีก 2 คน ซึ่งก็คือ ลั่วผิน และ หมิงซวง ค่อนข้าง
ที่จะรู้สึกประทับใจกับความพยายามของเขา
แต่ทั้ง 2 คนก็ไม่ได้ไปรบกวน อู่ อวี้ แต่อย่างใด
ยามที่ติดอยู่ภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ใน 1
เดือนมานี้ พวกเขาไม่ได้สนทนากันแม้เพียงครึ่งคำ
เงียบสงบราวกับปั่าช้า ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้
แทบไม่ต่างกับการปิดด่านฝึกตน หากเป็นคนอื่น
ย่อมอึดอัดตายไปนานแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาได้พบเจอกับสมรภูมิรบมากเกินไป
เมื่อเข้าสู่ความเงียบสงบและอยู่ในสภาพแวดล้อม
ที่ไม่มีใครเข้ามารบกวนเช่นนี้ ทำให้ อู่ อวี้ ฝึกฝน
ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
ฝึกฝนเคล็ดวิถีเชื่อมสวรรค์ทั้ง 2 วิชา ถึงแม้ว่ามัน
จะยากลำบาก แต่ก็ถือว่าเก็บเกี่ยวได้อย่าง
มหาศาล! อู่ อวี้ รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตนเองกำลัง
มีความก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ภายในระยะเวลา
สั้นๆ มันคือการตกผลึกที่ดีที่สุดสำหรับเขา
ผ่านไป 3 เดือน เนตรเพลิง ขั้นที่ 1 มิติไร้ลักษณ์ ก็
สำเร็จผล!
เมื่อ อู่ อวี้ เปิดตาขึ้น เขาค้นพบว่าโลกทั้งใบดู
เหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิม
เขาสามารถมองเห็นพลังฟั้าดินที่บางเบาท่ามกลาง
อากาศ…….
สามารถมองเห็นถึงไรฝุั่นที่อยู่ห่างไกลภายใน
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์…………….
หรือแม้แต่สามารถมองเห็นทะลุกำแพงได้
ตำแหน่งลูกตาดำของเขา ปรากฏเป็นสัญลักษณ์
แปลกประหลาดสีทองส่องสว่างขึ้น สามารถ
มองเห็นว่าดวงตาของเขาในตอนนี้ มีพลังอำนาจที่
เขย่าขวัญผู้คน บางทีทั่วทั้งทวีปทวยเทพนี้ ย่อมไม่
ปรากฎบุคคลที่สองขึ้นมาอีก
เมื่อเขาเข้าไปสู่ภายในตำหนักหลัก และจ้องมองไป
ยัง ลั่วผิน ทะลุมองผ่านมหาสมุทรที่ล้อมรอบกาย
ของนาง เขาสามารถเห็นได้ว่า ลั่วผิน กำลัง
นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร เพียงแต่บัดนี้
เขากลับมองเห็นเป็นมังกรเทวะเหมันต์ตนหนึ่งอยู่
ภายในนั้น
ในที่สุดเขาก็ได้เห็นมังกรเทวะอีกครั้ง
ต้องกล่าวว่านี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบยิ่ง มัน
คือสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดของทั่วทั้งโลก
หล้า! นอกจากเกล็ดมังกรบรรพกาลแล้ว ทั่วทั้ง
ร่างกายของนางก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีขาวหิมะ
ด้วยความสามารถของเนตรเพลิงนี้ แม้แต่ร่างเดิม
ของ ลั่วผิน ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาเขาไปได้
ไม่ต้องจินตนาการถึงอย่างอื่นที่ถูกปกปิดเอาไว้
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ คิดที่จะบุกฝั่าไปให้ถึงขั้นที่ 2
สกัดวิญญาณ!
หลังจากที่เขาสำเร็จขั้น ‘มิติไร้ลักษณ์’ แล้ว เขาก็
ไม่ลังเลที่จะทำการฝึกฝนเคล็ดเนตรเพลิงต่อเนื่อง
ในทันที ซึ่งความทรมานและยากลำบากในครั้งนี้
มันมีมากกว่าครั้งที่แล้วอย่างมากทีเดียว
เขายังคงฝึกฝนวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์ทั้ง 2 วิชาที่
ได้รับสืบทอดมาจาก ฉีเทียนต้าเซิ่ง
“อิทธิฤทธิ์ของ ฉีเทียนต้าเซิ่ง ร้ายกาจยิ่ง เซียน
อมตะไม่แก่ไม่ตายไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงทิ้งมรดก
ของตนเองเอาไว้กันนะ ด้วยกาลเวลาที่เนิ่นนานผัน
ผ่านยาวนานเสียยิ่งกว่าบรรพชนกลืนสวรรค์
อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาจะพบกับเคราะห์ร้าย
บางอย่าง……”
“ข้าคือผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของเขา ซึ่งถูกปลูกฝัง
โดยมาพร้อมกับพลองทองสมปรารถนา จิต
วิญญาณอันซื่อสัตย์ของข้า จะต้องตอบแทนผู้มี
พระคุณผู้นี้อย่างแน่นอน ถ้าหากเขามาเยือนข้าใน
ภายภาคหน้า ไม่ว่าจะให้บุกน้ำลุยไฟข้าก็ไม่หวั่น
เกรง”
นี่คือเต๋าอันเที่ยงตรงของเขา ได้รับความเมตตา
มาแล้ว ถึงจะน้อยนิดเพียงใด แต่ต้องตอบแทน
กลับคืนเป็นสิบเท่าตัว
ในระหว่างที่ฝึกตนซ้ำซากทุกๆวัน บางครั้งอาจจะ
ทำให้คนเราเป็นบ้าได้
เพียงแค่ว่าเมื่อ อู่ อวี้ รู้สึกขี้เกียจ หรือคิดอยากจะ
ยอมแพ้ เขาจะย้อนนึกไปถึงถ้อยคำขับไล่จากคน
นับหมื่นของนิกายเซียนซูซัน นึกไปถึงฝั่ามือของ
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ที่ตบลงมาบนใบหน้าของเขา
มันจึงเป็นแรงผลักดันให้เขากัดฟันอดทนและยืน
หยัดฝึกตนต่อไป
ทางด้าน ลั่วผิน ต้องการที่จะสืบทอด ‘เกล็ดมังกร
บรรพกาล’ เพื่อที่จะย้อนกลับมาจากความตาย
และฟืนฟูร่างกายให้กลับมาอยู่ในจุดสูงสุด ถึงจะ
ฟังดูง่าย แต่กลับยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกล็ดมังกรบรรพกาล ที่ไม่
ยอมรับการควบคุมโดยนาง ดังนั้นในตอนนี้จึงเกิด
เป็นแรงต่อต้านที่รุนแรงออกมา แต่ ลั่วผิน ยังคง
กัดฟันมุ่งมั่นต่อไป อู่ อวี้ ได้เห็นแล้วว่านางก็เป็น
คนที่มุ่งมั่นคนหนึ่งเช่นกัน
ระหว่างทั้ง 2 ฝั่าย อยากจะเอื้อนเอ่ยพูดคุยกันผ่าน
คำพูด แต่เมื่อทั้งสองสบสายตาจนเกิดเป็นรอยยิ้ม
ให้แก่กัน เพียงแค่นั้นกลับเป็นพลังขับเคลื่อนให้
พวกเขาก้าวเดินต่อไปได้โดยไม่ต้องกล่าววาจาใดๆ
ดวงตาที่ดูอบอุ่นอ่อนโยนราวกับสายธารไหลเอื่อย
ยามตะวันเฉิดฉายของ ลั่วผิน บางครั้งทำให้คนที่
มองไปรู้สึกผ่อนคลายยิ่ง ราวกับว่าภายในสายตาคู่
นั้นของนางมีบางอย่างซ่อนอยู่และอยากจะระบาย
ออกมาให้เขาได้รับฟังมันเอาไว้
พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้ว 1 ปี!
ในช่วงชีวิตของการฝึกตน เวลา 1 ปีไม่นับว่า
ยาวนานแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นคนส่วนใหญ่แล้ว
มักจะปิดด่านฝึกตนยาวนานนับ 10 ปี
แน่นอนว่า ผลลัพธ์จากการปิดด่านนับ 10 ปีของ
คนจำนวนมากยังไม่อาจจะเทียบเท่ากับ อู่ อวี้ ได้
หลังจากผ่านไป 1 ปี เขาใช้เวลาอีก 7 เดือนทุ่มเท
ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงและทุกข์ทนทรมาน ในที่สุด
เขาก็ได้บรรลุเนตรเพลิงถึงขั้นที่ 2 ‘สกัดวิญญาณ’
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
เขาต้องก้าวผ่านช่วงเวลาที่สุดแสนจะทุกข์ทรมาน
ไม่มีแม้แต่คำชี้แนะ ทำเพียงแค่กัดฟันคลำหา
หนทางฝึกฝนบ่มเพาะทุกวันทุกเวลา แผดเผา
ดวงตาและสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ขั้นที่ 2 สกัดวิญญาณ สามารถใช้เพียงแค่สายตาก็
สามารถสกัดกลั่นวิญญาณของศัตรู! ถึงแม้ว่า อู่
อวี้ จะยังไม่เคยทดสอบดู แต่ในใจก็รู้ดีว่ามันมี
ประสิทธิภาพร้ายกาจเพียงใด ตนเองได้ฝึกฝนขัด
เกลาอย่างทรมานมานานนับ 7 เดือน ต้องอดทน
เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจอันน่าภาคภูมิใจ มัน
ย่อมมีความน่าหวาดพรึงเป็นอย่างยิ่งแน่นอน
และภายใต้การฝึกฝนและต่อสู้กันของร่างอวตาร
นอกวิถี ซึ่งสูบกินพลังงานของ อู่ อวี้ อย่าง
มหาศาลนั้น ก็ช่วยขับให้เขายิ่งเชี่ยวชาญในเคล็ด
วิถีเชื่อมสวรรค์ยิ่งขึ้น
บนเส้นทางแห่งการฝึกตน การรู้แจ้งในเป็นสิ่งที่
สำคัญมาก พรสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน แต่
การที่สามารถยืนหยัดมุ่งหน้าฝึกฝนต่อไปด้วยจิตใจ
ที่แน่วแน่ มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวหนักแน่น กลับสำคัญ
ยิ่งกว่า!
หลังจากที่ได้เริ่มทำการฝึกฝนร่างอวตารนอกวิถีมา
นานนับ 8 เดือน ในที่สุดเขาก็บรรลุถึงขั้นที่ 5
บัดนี้ อู่ อวี้ สามารถสร้างร่างอวตารออกมาได้
1,000 ร่างแล้ว!
เขายืนอยู่ที่ด้านนอกของคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
ยามที่มองไปรอบคฤหาสน์ จะพบเห็นร่างอวตาร
1,000 ร่างของ อู่ อวี้ ซึ่งพวกมันทุกตนล้วนแต่มี
การเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตะลึงยิ่ง ซึ่ง อู่ อวี้ สามารถ
แบ่งสมาธิบังคับให้ร่างอวตารทุกร่างทำสิ่งที่
แตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิงตามสถานการณ์ หาก
แยกพวกมันออกจากกันไปประจำการในที่ต่างๆ ก็
เท่ากับว่าเขานั้นเหมือนกับมีสายตาที่คอยช่วย
สอดส่องเพิ่มขึ้นมาอีก 1,000 คู่!
ท่ามกลาง 1,000 ร่างนี้ ยากที่จะค้นหาได้ว่าร่าง
ไหนคือร่างจริงของเขา นอกเสียจากว่าคู่ต่อสู้จะมี
วิชาที่เหมือนกับ เคล็ดวิชาเนตรเพลิง
และแล้วก็ผ่านไปอีก 2 เดือน หลังจากที่ อู่ อวี้
สำเร็จวิชาเนตรเพลิงขั้นที่ 2 สกัดวิญญาณ ไปแล้ว
10 กว่าวันที่ผ่านมา อู่ อวี้ ยังสามารถยกระดับ
เคล็ดวิชาร่างอวตารนอกวิถีให้ไปถึงขั้นที่ 6 ได้
สำเร็จ ร่างอวตาร 900 ร่างที่พึ่งปรากฏออกมา ได้
ไต่มาอยู่ในระดับที่ตัวเขาพึงพอใจแล้ว
1 ปีที่เต็มไปด้วยความอุตสาหะ เคล็ดวิถีเทวะเชื่อม
สวรรค์ทั้ง 2 วิชา ได้มีความคืบหน้าอย่างใหญ่
หลวง!
ทางด้านของเนตรเพลิงนับว่าดี ส่วนด้านของร่าง
อวตารนอกวิถี เป็นเพราะว่าเขาขาดแคลนเม็ดยา
ปราณมรกตอยู่จำนวนมาก ทำให้ร่างอวตารชุด
แรกของเขาเท่านั้นที่สามารถสำเร็จถึงขั้นตำหนัก
ม่วง ด้วยประสบการณ์ของ อู่ อวี้ ร่างอวตาร
ทั้งหลายไม่จำเป็นที่จะต้องทำการฝึกฝนหา
ประสบการณ์ ขอเพียงแค่มีทรัพยากรที่เพียงพอต่อ
การบ่มเพาะก็พอแล้ว
อู่ อวี้ ตระหนักได้ว่า เขายังต้องอยู่ภายใต้
สถานการณ์ขาดแคลนทรัพยากรไปอีก 1 ปี เขา
เองก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
เคล็ดเชื่อมสวรรค์ทั้ง 2 วิชา ไม่สามารถทำการ
ฝึกฝนต่อไปได้อีกแล้ว ซึ่งเขาได้ฝึกฝนมันด้วย
ความเร็วที่ก้าวล้ำผู้คนไปไกลอย่างยิ่ง
และบัดนี้เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นถังแตก…….
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ