กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 454 : คลื่นใตน้ําอันเชี่ยวกราก
ไพร่พลของ ค่ายเทียมฟั้า ผู้มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต จะรวมกลุ่มเล็ก ๆ
ของตนเองขึ้นมา วันธรรมดาทั่วไปกลุ่มของพวก
เขาจะออกไปรับภารกิจร่วมกัน เพื่อเก็บเกี่ยวแต้ม
ผลงาน พวกเขาเหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์ผ่านศึก
สงครามกันมาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีผู้เยาว์ที่
ทรงพลังอำนาจเป็นอย่างยิ่งอย่างเช่น อู่ เทียนหยี่,
ฟาง เชาฉวิน , เจิน หยู๋
แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะเป็นเพียงทหารธรรมดาใน
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ทว่าในไม่ช้าพวกเขา
เหล่านี้ก็จะได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อย แต่ก็ต้อง
ผ่านขั้นตอนการทดสอบเสียก่อน
เมื่อไม่นานมานี้กลุ่มพวกเขาอยู่ในสภาวะอารมณ์
หดหู่จิตตก
ณ พระราชวังแห่งแสง ยังคงมีผู้คนมากมายคับคั่ง
เหมือนเช่นเคย ส่วนใหญ่แล้วล้วนมีเปั้าหมาย
เดียวกันนั่นก็คือ มองหาภารกิจ นอกจากนี้ยังถือ
เป็นโอกาสที่ได้มาพบปะผู้คนโดยบังเอิญ หรือ
ไม่ได้พบเจอกันมานาน สามารถทักทายพูดคุยกัน
ได้อย่างอิสระผ่อนคลาย
เมื่อได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้น เหล่าพลพรรคจาก
ค่ายเทียมฟั้าก็หยุดเดิน พร้อมกับมองไปยังอีกด้าน
หนึ่ง แลเห็นว่าตรงประตูทางเข้าพระราชวังแห่ง
แสง มีกลุ่มคนกว่า 30 คนกำลังรวมตัวกันอยู่ ดู
เหมือนว่าพวกมันจะได้รับภารกิจรูปแบบกลุ่มที่ไม่
เลวเลยทีเดียว จึงได้แสดงท่าทางมีความสุขเช่นนั้น
แน่นอนว่าคนจากค่ายเทียมฟั้ารู้จักพวกมันเหล่านี้
ในช่วงภารกิจคุ้มกันพรรคสมุทรครามที่ทะเลตงไห่
พวกมันคือคนจากค่ายชางซง แต่เพราะ เฉิน ชา
งซง ตกตายไปในสงคราม ด้วยเหตุนี้ทำให้ค่ายของ
พวกเขาต้องเปลี่ยนหัวหน้ากองร้อยคนใหม่ ซึ่งใน
เวลานี้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ค่ายเพลิงคราม ‘
” ข้าว่าเรื่องนี้มันชักดูแปลก ๆ ข้าได้ยินข่าวมา
จากเบื้องบน ข้าเองก็ไม่รู้ว่าข่าวนี้รั่วมาจากไหน
มันบอกว่า อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ซี้ม่องเท่งอยู่ใน
คฤหาสน์เจ้านคร ภายในคฤหาสน์เจ้านครนั้นรวม
ทุกสรรพสิ่ง ถึงแม้คนอย่างเรา ๆ จะไม่มีบุญ
วาสนาได้เหยียบย่างเข้าไป แต่ข้าก็พอจะคาดเดา
ได้ว่าภายในนั้นมันคงไม่ดูเรียบง่ายเหมือนเช่นดั่ง
รูปลักษณ์ภายนอก ไม่เช่นนั้นพวกเราอัจฉริยะคง
ไม่ยอมต่อสู้ห้ำหันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อให้ตนเอง
ได้เข้าไปด้านในเป็นแน่ ”
” ไม่เห็นแปลก ข้าเดาว่าภายในคฤหาสน์เจ้านครก็
ต้องมีบททดสอบด้วยเช่นกัน ผลที่ได้ก็ไม่น่ามีอะไร
มากไปกว่า อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ไม่ผ่านการทดสอบ
ที่ว่าก็เลยต้องสิ้นชีพไปก็เท่านั้น แต่อย่างน้อย ฉิน
ฝูเหยา ก็รอดออกมาได้ มีคนถามนางเกี่ยวกับเรื่อง
นี้ แต่ ฉิน ฝูเหยา ตอบว่าไม่รู้ว่าทั้งสองไปที่ใด! ”
” แต่วันนี้เรายังไม่เห็น ฉิน ฝูเหยา เลยไม่ใช่รึ? ”
” เจ้าคิดว่านางเป็นใครกัน แค่เจ้าอยากเห็นก็จะได้
เห็นงั้นหรือ! ข้าไม่รู้ว่าสถานที่อันสูงส่งนั่น มีการ
ขัดเกลาหรือฝึกฝนเช่นใดรออยู่กันแน่ ”
” ตอนนี้ทั่วทั้งใต้หล้ากำลังพูดคุยถึงเรื่องของ อู่ อวี้
กับ ลั่วผิน ดูเหมือนว่าเบื้องบนจะมิใช่ผู้ปล่อยข่าว
ลือนี้ แล้วผู้ใดกันเป็นต้นเสียงปล่อยข่าว? อู่ อวี้
กับ ลั่วผิน ยังไม่ได้ตกตายไปจริง ๆหรอกนะ !
แม้แต่สงครามเหยียนอันดุเดือดยังไม่สามารถปลิด
ชีวิตของเขาลงได้ แต่กลับมาตกตายในคฤหาสน์
เจ้านครเนี่ยนะ นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย! ”
” ข้ามั่นใจว่ามันต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน!
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาข้ายังได้ยินมาอีกว่า ค่ายเทียม
ฟั้า กับ ค่ายมังกรครามกำลังคัดเลือกหัวหน้า
กองร้อยคนใหม่! แล้วถ้า อู่ อวี้ ยังไม่ตกตายไปจริง
แล้วจะคัดเลือกหัวหน้ากองร้อยคนใหม่ไปทำไมกัน!
” เรื่องจริงกระนั้นหรือ? ”
การพูดคุยของทุกผู้คนเริ่มขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น
ทันใดนั้นเมื่อพวกมันแลเห็น ฟาง เชาฉวิน กับคน
อื่น ๆ ก้าวเดินออกมาจากพระราชวังแห่งแสง ทุก
คนต่างมองหน้ากันแล้ว แอบยิ้มเยาะเย้ยหยัน ฟาง
เชาฉวิน และคนอื่น ๆ กันอย่างลับ ๆ ซึ่งหนึ่งใน
นั้นคือชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่ง มีพื้นฐานฝึก
ตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต มันก้าวเดิน
ออกมาด้านหน้า พร้อมกับยิ้มแล้วไต่ถามขึ้นว่า ”
พี่น้องทั้งหลายจาก ค่ายเทียมฟั้า ข้ามีคำถาม
อยากจะไต่ถามเจ้าสักหน่อย มีข่าวลือว่ากันว่า
ค่ายเทียมฟั้า จะเปลี่ยนหัวหน้ากองร้อยคนใหม่
เรื่องที่ อู่ อวี้ หายตัวไปอย่างลึกลับเป็นเรื่องจริง
หรือไม่? จากกำหนดการว่าสามารถอยู่ในคฤหาสน์
เจ้านครได้ครึ่งปี แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสอง จะ
อยู่ที่นั่นมากกว่า 2 ปีแล้ว แม้แต่อันดับสามจาก
สงครามหวงก็ออกมาจากคฤหาสน์เจ้านครแล้ว
ไฉนพวกเขาถึงยังไม่ออกกันมาอีก? หรือว่าได้ตก
ตายอยู่ในคฤหาสน์เจ้านครไปเสียแล้วหรือไร? หรือ
บางทีอาจเป็นเพราะเขาทำให้เจ้านครมีโทสะ จน
ถูกสังหารไปเสียแล้ว? ”
หลังจากคนผู้นี้กล่าวจบ ต่อมาผู้คนจาก ‘ค่ายเพลิง
คราม ‘ ก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
ครั้งหนึ่งในทะเลตงไห่พวกมันถูก อู่ อวี้ สยบเสีย
จนหมดรูป ฉะนั้นภายในใจของพวกมัน จึงอัดแน่น
ไปด้วยความโกรธแค้นขุ่นเคืองกันอยู่ไม่น้อย ใน
เวลานี้พวกมันได้มีโอกาสหยิ่งผยองอีกครั้ง เพราะ
ท้ายสุดแล้วชะตากรรมของ ค่ายเทียมฟั้า ก็ตกอยู่
ในสภาพเช่นเดียวที่พวกมันเคยประสบ นั่นก็คือไร้
ซึ่งหัวหน้ากองร้อย
อู่ เทียนหยี่ มีลักษณะนิสัยหุนหันพลันแล่น ซึ่งเขา
ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเป็นทุนเดิม ยิ่งได้ฟังเสียงหัวเราะ
ของมันพวกนี้ ในที่สุดสติของเขาก็ระเบิดออก
จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเปียมล้นไปด้วย
โทสะว่า ” บัดซบ พูดจาเหลวไหลสิ้นดี! ผู้
บัญชาการอู่เป็นถึงอันดับ 1 ของสงครามเหยียน
เชียวนะ! จะมาตกตายง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
แม้แต่ท่านจอมจักรพรรดิเพลิงก็ยังให้ความสนใจ
ไม่มีวันที่ท่านจะสิ้นชื่อตกตายอยู่ในคฤหาสน์เจ้า
นครเป็นแน่! ”
หลังจากนั้นพวกมันทุกผู้คน ก็ตะเบ็งเสียงหัวเราะ
ออกมาอย่างไม่เกรงใจ บางคนถึงขนาดแผดเสียง
ตะโกนกล่าวขึ้นว่า ” โถ ๆ ๆ ใช่…เจ้ากล่าวได้
ถูกต้อง ถ้าเขายังไม่ตกตายก็คงกำลังเต้นแร้งเต้น
กาอยู่ในนั้น ว่าแต่… ไฉน ค่ายเทียมฟั้า ของเจ้า
จะต้องเปลี่ยนหัวหน้ากองร้อยด้วยเล่า? ”
” ใช่แล้ว ตามกฎของ กองทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง เจ้าจะสามารถเปลี่ยนหัวหน้ากองร้อย อย่าง
ไร้สาเหตุได้อย่างไร? ”
” เจ้าจงยอมรับซะเถอะ ว่า อู่ อวี้ ตกตายลงไป
แล้ว อย่างไรเสียพวกเจ้าเองต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ อย่า
มาโต้เถียงกับเราเหนื่อยเปล่า ดูเหมือนว่าตอนนี้
ข่าวเรื่องที่เขาตกตายได้แพร่กระจายไปทั่วทั้ง นคร
จักรพรรดิเพลิง แม้แต่หัวหน้ากองร้อยของเราก็ยัง
กล่าวเช่นนั้น หรือแม้แต่หัวหน้ากองพันก็ยังกล่าว
เช่นนั้นเหมือนกัน ทว่าเจ้านครกลับมิได้ออกมาแก้
ข่าวลือแต่อย่างใด ขุนพลบางท่านก็ยังไม่ออกมา
แถลง หรือ ปฏิเสธข่าวลือนี้! ”
คำพูดของพวกมัน เปรียบเสมือนฝั่ามือที่ฟาดลงมา
บนหน้าของไพร่พล กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
จากค่ายเทียมฟั้า สีหน้าของพวกเขาซีดเผือดลง
ในทันที
“หุบปาก!” พวกเขาแผดเสียงตะโกนสวนกลับไป
มันเป็นเสียงที่ดังกึกก้องเป็นอย่างมาก ถึงแม้พวก
เขาจะมีกันเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น แต่พวกเขา
ทั้งหมดคือยอดฝีมือ หากให้ต่อสู้ พวกเขาก็ไม่มี
ทางพ่ายแพ้สูญเสีย
” ไอ้หยา! พวกเจ้าอยากจะหาเรื่องเช่นนั้นหรือ?
หากมีเรื่องต่อยตีขึ้นในนครชั้นใน พวกเจ้าไม่กลัว
ว่าจะถูกขับไล่ออกจาก นครจักรพรรดิ์เพลิง ถูก
ปลดออกจากกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เช่นนั้น
รึ! ”
” มา มาสิ เข้ามาเล้ย! น้ำหน้าอย่างพวกเจ้า กล้า
พอโจมตีพวกเราไหมล่ะ กลุ่มของพวกเจ้ามันก็แค่
ไอ้พวกคนโง่เง่าดี ๆ นี่เอง พวกเจ้าน่าจะใสหัว
ออกไปจาก นครจักรพรรดิเพลิง เสียตั้งนานแล้ว ”
ผู้คนต่างเฝั้ามองดูสมาชิกของ ค่ายเทียมฟั้า
นอกจากพวกมันจะไม่เกรงกลัวต่อพลังฝีมือแล้ว
มันยิ่งตะเบ็งเสียงหัวเราะออกมากันจนดังสนั่น
เพื่อดึงดูดสายตาของผู้คนให้จับจ้องมองมากยิ่งขึ้น
พวกมันกราดนิ้วใส่ไพร่พลของค่ายเทียมฟั้า ทั้งยัง
พูดจาเยาะเย้ยถากถาง ถึงการหายไปของ อู่ อวี้
หรือแม้กระทั่งข่าวลือว่าเขานั้นต้องตกตายลงไป
แล้ว
” พวกเจ้าสุมหัวทำเยี่ยงไรกันอยู่ ไสหัวแยกย้าย
ออกจากที่นี่กลับไปค่ายใครค่ายมันกันได้แล้ว! ”
ทันทีที่ เจียง เสวี่ยชวน ปรากฏการณ์ขึ้น เขาก็
แผดเสียงตะโกนดังลั่นออกคำสั่งให้แยกย้ายด้วย
น้ำเสียงดุดันจริงจัง
เมื่อเห็นว่าหัวหน้ากองพันปรากฏกาย ไพร่พลของ
‘ ค่ายเพลิงคราม ‘ ต่างก็หัวหดลงในทันที จากนั้น
พวกมันก็รีบสลายตัวออกจากที่นี่ไปกันอย่าง
รวดเร็ว
สีหน้าของ เจียง เสวี่ยชวน ไร้ซึ่งความแยแสใด ๆ
หลังจากเขาออกคำสั่งให้ทุกคนแยกย้าย แล้วเขาก็
จากไปอย่างไม่มีปีไม่มีขลุ่ย
เจิน หยู๋ กับคนอื่น ๆ ต่างสบตากันและกัน
หลังจากนั้นพวกเขาต่างก็รีบไล่ตาม เจียง เสวี่ย
ชวน ไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับร้องตะโกนถามขึ้น
ว่า ” ผู้บัญชาการเจียง เจ้าพวกนั้นพูดเรื่องจริง
หรือไม่? ผู้บัญชาการอู่ของพวกเราประสบเหตุ
เภทภัยร้ายแรงอันใดเช่นนั้นหรือ? เรื่องนี้เกิดขึ้นได้
อย่างไร ”
เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้สีหน้าของ เจียง เสวี่ยชวน
ก็ดูจริงจังเป็นอย่างมาก เขาเหลือบสายตามองไปที่
สาวน้อยนางหนึ่ง ซึ่งก็คือ เจิน หยู๋ ที่กำลังยืน
น้ำตาคลออยู่ข้าง ๆ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกสงสารจับ
ใจ เจียง เสวี่ยชวน ถอนหายใจออกมาด้วยความ
หนักอก จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ว่า ” ความจริงเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ข่าวก็หลุด
เล็ดลอดออกมาจนใหญ่โต เพียงแค่นี้ก็มากเกิน
พอแล้ว อย่าได้ซักถามอันใดให้มากความเกินไป
เลย พวกเจ้าจงกลับไปที่ค่ายเสียเถอะ สิ่งสำคัญ
ในตอนนี้คือการฝึกฝนยกระดับตนเองให้แข็งแกร่ง
ขึ้น ”
หากมองจากท่าทีของ เจียง เสวี่ยชวน ดูเหมือนว่า
เขาไม่ค่อยสะดวกที่จะกล่าวอันใดมากกว่านี้ อันที่
จริงรายละเอียดต่าง ๆ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้
แจ้งชัดเจน ตัวเขาได้ลองไปซักถามขุนพลหลาย
ท่าน แต่กลับกลายเป็นว่าเขาถูกซักถามย้อนกลับ
มาเช่นกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้ในวันนี้แน่ ๆ ก็คือ นับตั้งแต่ที่
ฉิน ฝูเหยา ออกมาจากคฤหาสน์เจ้านคร ก็เป็น
ระยะเวลากว่า 1 ปีแล้ว ทั้งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
ท่าทีของนางก็ดูแปลก ๆ และ เปลี่ยนไป หลังจาก
นั้นนางก็ได้หายตัวไป ซึ่งถ้านับวันเวลาจนถึง
ปัจจุบันนางได้หายตัวไปเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้เขาก็ยังรู้อีกว่า แม้แต่ขุนพลฉินก็ยัง
ไม่สามารถตามหา หรือ ติดต่อนางได้
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ขุนพลหลายท่านตามหาตัว
นางกันให้ควัก กระทั่งตามไปถึงส่วนลึกของห้วง
สมุทรปีศาจอนันต์ แต่ก็ไม่ได้รับข่าวคราวของ ฉิน
ฝูเหยา แม้แต่น้อย ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ขุนพลฉิน
เศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นขุนพล
ฉินก็ออกคำสั่งให้ เจียง เสวี่ยชวน ออกไปตามหา
ฉิน ฝูเหยา แล้วก็ไม่ต้องกลับมาจนกว่าจะพบตัว
นาง ซึ่งทำให้เขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเป็นอย่าง
มาก ที่ถูกระบายอารมณ์ใส่
เพราะเหตุใด ฉิน ฝูเหยา ถึงได้หายตัวไปอย่าง
ลึกลับเช่นนี้ ? มันยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เจิน หยู๋ ฝืนยิ้ม แล้วนางก็กัดฟันถามขึ้นว่า ” พวก
ข้ามิได้อยากล่วงรู้ถึงรายละเอียดเบื้องลึก เราแค่
อยากรู้ว่าท่านผู้บัญชาการอู่ ยังมีชีวิตอยู่หรือตาย
กันแน่? ”
คำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ …
เจียง เสวี่ยชวน ส่ายศีรษะแล้วตอบกลับไปว่า ”
ข้าขอตอบตามตรง ข้าเอ็งก็ไม่รู้เช่นกัน เรื่องนี้มันดู
มีเงื่อนงำทั้งยังซับซ้อนมากเกินไป ข้าเลยไม่รู้อะไร
เลย แต่ที่แน่ ๆ อู่ อวี้ มีกายเนื้อที่แข็งแกร่งเป็น
อย่างมาก ฉะนั้นบางทีเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ … ”
อาจจะยังมีชีวิตอยู่ …
หลังจากกล่าวจบ เจียง เสวี่ยชวน รีบหุนหันจาก
ไปด้วยเพราะไม่อยากจะพูดอะไรไปมากกว่านี้
เจิน หยู๋ รู้สึกเสมือนดั่งวิญญาณหลุดลอย นางเดิน
ย้อนกลับมารวมกันกับทุกคน ซึ่งพวกเขาก็จ้องมอง
ไปที่นางอย่างเศร้าสลดหดหู่
” พวกเรากลับไปตั้งหลักที่ ค่ายเทียมฟั้า กันก่อน
ดีกว่า ” ฟาง เชาฉวิน เสนอ
ทุกคนพยักหน้ารับทราบ พร้อมกลับค่ายด้วย
สภาพซังกะตาย หลังจากที่พวกเขากลับมายัง ค่าย
เทียมฟั้า อีกไม่กี่วันต่อมา ค่ายเทียมฟั้า ก็ไม่มีอีก
ต่อไป
ครั้งหนึ่งที่นี่มีมิตรภาพอันสวยงาม มีความ
ปรารถนา มีความหวัง สิ่งเหล่านี้ถูกเก็บซ่อนเอาไว้
ในใจ
อันที่จริงเรื่องของ อู่ อวี้ และ ลั่วผิน ไม่ได้เป็น
หัวข้อสนทนาเฉพาะภายในนครจักรพรรดิเพลิง
เท่านั้น แม้แต่พรรคนิกายสำคัญต่าง ๆ ที่อยู่
ภายในทวีปแห่งทวยเทพ ก็กำลังพูดคุย
วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของพวกเขาทั้งสองอยู่
เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น นิกายเซียนซูซัน นิกายเก่าของ อู่ อวี้
ดูเหมือนว่าจะให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ!
บางทีอาจเป็นเพราะใน นครจักรพรรดิ์เพลิง อู่ อวี้
นั้นดูโดดเด่นเจิดจ้ามากจนเกินไป ทำให้ใครหลาย
คนเกลียดชังเขาด้วยความริษยา ถึงแม้ อู่ อวี้ จะ
ถูกซูซันเฉดหัวทิ้งแล้วก็ตามที แต่เขากลับยิ่งทรง
พลังมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้แล้วซู
ซันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันเล่า
แล้วผู้ที่ให้การสนับสนุนฝังซูซัน จะทนต่อไปได้
อย่างไร?
ช่วงเวลาผ่านพ้นไป คลื่นแห่งความโกลาหลที่
บังเกิดขึ้นใน ซูซัน ก็หาได้สงบลงไม่ ในทางตรงกัน
ข้ามวันเวลานัดหมายก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ
ทำให้ห้วงแห่งความโกลาหลนี้ ลุกกระพือโหม
กระหน่ำมากขึ้นกว่าเดิม
ในเวลานี้ สาวกซูซันมักจะมารวมตัวกันเพื่อพูดคุย
หารือ
” ได้ยินมาว่า เปั่ยซาน ม่อ ที่กำลังปิดด่านฝึกตน
ใกล้จะออกมาแล้ว นอกจากนี้วันแห่งการนัดหมาย
ระหว่างเขา กับ อู่ อวี้ ก็ใกล้เข้ามาเต็มที น่า
เสียดายหลังจากที่เขาออกมา เขาคงต้องรู้สึกเศร้า
เสียใจมากอย่างแน่นอน! ผู้ใดจะไปคิดว่าชีวิตของ
อู่ อวี้ จะมาได้แค่ครึ่งทางก็ต้องจบสิ้นลง อยู่ไม่ถึง
วันกำหนดนัดหมาย วันที่เขาตั้งหน้าตั้งตารอคอย
ต่อสู้ เพื่อจะบดขยี้มันให้แหลกคามือ ! ”
” เจ้าไม่รู้หรือไงว่านี่มันเป็แค่เรื่องโกหก ข้าคิดว่า
เรื่องนี้ มันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เราคิด! เป็นไปได้
ว่า อู่ อวี้ รู้สึกลังเล กลัวว่าตนเองจะต้องแบกรับ
ความอัปยศ หรือแม้กระทั่งสูญเสียชีวิต ดังนั้น
สาเหตุการหายตัวไปครั้งนี้ จึงเป็นเพียงเรื่อง
หลอกลวงเพื่อสร้างความสับสนเท่านั้น มันจะต้อง
ออกมาอยู่แล้ว เพราะยังไงไอเจ้าเด็กสารเลวนั่นมัน
ก็มีเล่ห์กลร้อยแปดอยู่กับตัว ”
” ไม่น่าจะใช่ แม้แต่บุคคลระดับสูงในนคร
จักรพรรดิเพลิง ก็มิได้ปฏิเสธข่าวนี้ ดูเหมือนว่ามัน
จะหายตัวไปอย่างลึกลับในคฤหาสน์เจ้านคร บางที
มันอาจถูกคนในนครจักรพรรดิเพลิงแย่งชิงมรดก
ไป! เจ้าเด็กน้อยผู้นี้ช่างโง่เง่าเสียจริง! มันคิดว่าผู้
แข็งแกร่งในสถานที่อื่น ๆ จะเมตตากรุณา
เช่นเดียวกับซูซันของเรางั้นรึ? บางทีตอนนี้มันอาจ
ไม่หลงเหลือซากศพอยู่แล้ว ”
” ข้าไม่คิดเช่นนั้น เจ้านครจักรพรรดิเพลิงทรงพลัง
เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเขายังมิได้แยแส อู่ อวี้
นอกจากนี้ คฤหาสน์จักรพรรดิเพลิง มีขนาดใหญ่
แค่ไหนกันเชียว? ถึงทำให้คน ๆ นึงหายไปได้อย่าง
นี้ ? แถมยังหายไปอย่างหมดจดไม่เหลือร่องรอย
ไม่เชื่อก็รอดู ในที่สุด อู่ อวี้ จะปรากฏตัวออกมา
หลังจากเวลาผ่านไป เจ้าขยะนั้นจะกลับมา!”
ซูซันเฝั้าจับตาดู อู่ อวี้ อย่างไม่ให้คลาดสายตาไม่
ว่าชะตาของเขาจะขึ้นหรือดิ่งลงเหว
ครั้งหนึ่ง ณ สนามรบเป็นตาย พวกเขาต่างก็เห็น
ภาพนั้น สาวกซูซันทั้งหมดร่วมเป็นสักขีพยานใน
การจับกุมตัว อู่ อวี้ แลเห็นเขาถูกขับไล่ออกจากซู
ซัน!
พวกมันไม่คาดหวังว่า อู่ อวี้ จะหันมาพึ่งใบบุญ
ของ นครจักรพรรดิ์เพลิง เมื่อเขาถูกตราหน้าว่า
เป็นคนทรยศของซูซัน ก็ควรจะถูกผู้คนรังเกียจ
เหยียดหยามไม่ต่างจากหนอนแมลง แต่ผู้ใดจะไป
คาดคิดว่าคนทรยศอย่างมัน กลับผงาดมีชื่อเสียง
โด่งดังจากสงครามเหยียนได้ถึงเพียงนั้น และ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรุ่งโรจน์นี้ ได้สร้างแรงกดดัน
ให้แก่ซูซันเป็นอย่างยิ่ง
ทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพต่างมอง นิกายเซียนซูซัน
ไม่ต่างจากตัวตลกโง่เง่า ที่ปล่อยอัจฉริยะมาก
ความสามารถเช่นนี้ออกมา
ดังนั้นแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ นิกายเซียนซูซัน
จึงมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง! ฉะนั้นข้อตกลงที่เกิดขึ้น
นั้น เปรียบเสมือนดั่งคำพิพากษาที่กำหนดให้ อู่
อวี้ ต้องพ่ายแพ้การประลอง หรือแม้แต่สังหาร อู่
อวี้ ให้ตกตายลงไป นี่คือความปรารถนาอันแรง
กล้าของสาวกส่วนใหญ่ใน นิกายเซียนซูซัน หาก
คนผู้นี้ยังมีลมหายใจอยู่บนโลก นิกายเซียนซูซัน ก็
ต้องมีมลทินแปดเปือนอย่างไม่อาจลบเลือนจาง
หาย!
ดังนั้นบางคนจึงกล่าวออกด้วยโทสะว่า ” ไอ้หนอน
ผักอย่างเจ้า อู่ อวี้ ตกตายไปซะได้ก็ดีแล้ว หากมัน
ยังไม่ตายอยู่จนถึงวันนัดหมาย เปั่ยซาน ม่อ ก็ต้อง
พิพากษามันอยู่ดี การตายของมันจะทำให้ นิกาย
เซียนซูซัน กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง! ให้คนผู้นี้ได้ผล
กรรมอย่างสาสม! ถึงแม้ว่ามันจะพยายามซ่อนตัว
หรือหลบหนี เปั่ย ซานม่อ ก็จะก็จะพบมัน แล้วคิด
บัญชีแค้นนี้อย่างสาสม เมื่อถึงเวลานั้น ข้าอยาก
เห็นนักว่า แม่นาง หนานกง เหว่ย จะลืมเลือนมัน
หรือไม่! ”
อันที่จริงพวกมันไม่ล่วงรู้ว่า บุคคลระดับสูงกำลัง
ตั้งหน้าตั้งตาเฝั้ารอคอย เปั่ยซาน ม่อ กับ หนานกง
เหว่ย ออกมาจากถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน บนยอด
เขาสูงของซูซัน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ