กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 455 : อาณาเขตเซียนวายุเหมันต
ณ อาณาเขตเซียนซูซัน!
ซึ่งถือเป็นสถานที่สูงที่สุดในเขาชิงเทียนซูซัน ตาม
ตำนานเล่าขานไว้ว่า ที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับวังสวรรค์
มากที่สุดอีกด้วย
อันที่จริงแล้วคำกล่าวขานที่ว่า สถานที่แห่งนี้อยู่
ใกล้เคียงกับวังสวรรค์มากที่สุดนั้น ถือเป็นคำพูดที่
กล่าวเกินจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
อาณาเขตซูซัน ตั้งอยู่ในบริเวณที่สูงที่สุดของเขา
ชิงเทียนซูซัน ผู้ที่สามารถเหยียบย่างเข้ามาและมี
คุณสมบัติที่จะฝึกฝนที่นี่ได้ มีเพียงแค่จอมกระบี่
เท่านั้น
สถานที่แห่งนี้เป็นยอดเขาสูงชัน ซึ่งถูกปกคลุมราย
ล้อมไปด้วยหิมะ กระแสสายวาโยพัดกรรโชกกวาด
ม้วนเกล็ดหิมะขาวบริสุทธิ์ ส่งเสียงหวีดหวิวอย่าง
บ้าคลั่ง มนุษย์สามัญทั่วไปไม่มีทางอยู่รอดได้ที่นี่
อีกทั้งทั่วทั้ง ทวีปแห่งทวยเทพ สถานที่แห่งนี้ถือ
เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีกลิ่นอายฟั้าดินหนาแน่น
เข้มข้นมากสุดอีกด้วย
พายุหิมะโหมกรรโชกรุนแรง ส่งเสียงกรีดร้องดัง
หวีดหวิว ตำหนักพระราชวังมากมาย เรียงราย
ประดุจกำแพงตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชัน ตั้ง
ตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำ
ถึงแม้พายุหิมะนี้ จะพัดกรรโชกโหมกระหน่ำ
รุนแรงมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถทำให้วิหาร
ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนยอดเขาสูงชันนี้สั่นไหวแม้แต่
น้อย หรือแม้แต่กระดิ่งลมที่ห้อยบนชายคา ก็ไม่มี
การเคลื่อนไหวใด ๆ
ที่นี่คือวังกระบี่ของจอมกระบี่
หากยืนอยู่บน อาณาเขตเซียนซูซัน ยาม
ทอดสายตาลงมา จะสามารถแลเห็น สายชลธีอัน
กว้างใหญ่ไพศาลของทวีปแห่งทวยเทพ เมื่อ
ทอดสายตามองไกล อาณาเขตกระบี่สามัญ
ปรากฎเป็นขนาดเล็กขึ้นมาถนัดตาทันที
หากแหงนมองขึ้นไปบนฟากฟั้า จะแลเห็นก้อนเมฆ
สีเทาขุ่น แม้แต่ยอดฝีมืออย่าง เจ็ดเซียนแห่งซูซัน
ก็ยังไม่สามารถเหาะผ่านระลอกคลื่นมหาสมุทร
เมฆาสีเทาขุ่นอันไร้สิ้นสุดนี้ไปได้ อันที่จริงมีผู้ฝึก
ตนมากมาย ได้ทุ่มเทความพยายามเพื่อบินผ่าน
ระลอกคลื่นมหาสมุทรเมฆาสีเทาขุ่นอันไร้สิ้นสุดนี้
ว่ากันว่ามีมนุษย์มากหน้าหลายตา พยายามปั่าย
ปีนขึ้นไปยังวังสวรรค์ นับตั้งแต่อดีตจวบจน
ปัจจุบันกลับยังไม่มีมนุษย์คนใดประสบ
ความสำเร็จปีนขึ้นไปได้เลย พวกเขาจะสูญสลาย
หายไปกับเมฆหมอกสีขุ่นขมุกขมัวนี้ นับเป็นการ
ตายที่แสนแปลกประหลาด พวกเขาเหล่านี้
กลายเป็นขุ่นโคลนชีวิตดับสูญลง ระหว่างรอคอย
ความตายอยู่นั้น ร่างของเขาก็ร่วงตกลงมาจาก
ฟากฟั้า …
ถ้า อู่ อวี้ มาถึงยอดเขาสูงชัน เขาจะต้องผิดหวัง
เนื่องจากชิงเทียนซูซัน ซึ่งอยู่จุดสูงสุดของยอดเขา
ดินแดนแห่งความฝันของเขา แท้จริงแล้วยังอยู่
ห่างไกลจากสวรรค์นัก
สรวงสวรรค์เหนือท้องนภาอันไร้สิ้นสุด ผู้ที่รู้แจ้งใน
เต๋าอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะสามารถกลายเป็น
เซียนอมตะและปีนปั่ายสู่วังสวรรค์ได้
เหนือยอดเขาสูงสุดบนอาณาเขตเซียนซูซัน มี
ประตูบานไม้ดูแปลกตาบานหนึ่งอยู่ บนประตูไม้มี
แผนภาพวงกลมถูกวาดประทับไว้อยู่ วงกลมนี้เป็น
สัญลักษณ์ของสังสารวัฏ แห่งการถือกำเนิดใหม่
บนจุดสูงสุดของยอดเขานี้ มีคนหลายคนกำลังลอย
คว้างอยู่โดยรอบ กำลังเพ่งมองลงมาบนวงกลม
ที่ว่านี้ ที่นี่มีผู้คนไม่มากนัก ทว่าล้วนแล้วแต่เป็น
บุคคลสำคัญของเขาซูซันทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น
จอมกระบี่ชิงเหอ หรือ เฉิน ชิงเหยา นอกจากนี้ยัง
มี จอมกระบี่ชั่วฮวา และ จอมกระบี่ซวนจี ซึ่ง
ประจำการเฝั้าพิทักษ์อยู่ในมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน
ผู้นำของกลุ่มคนเหล่านี้คือเจ็ดเซียนแห่งซูซัน เขา
ผู้นี้มิใช่ใครอื่นนั่นคือ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง หรือ
หนานกง ซวน เซียนกระบี่ผู้มีอายุน้อยที่สุด หนาน
กง ซวน มีรูปโฉมหล่อเหลาทั้งยังตงฉินอย่างที่สุด
คิ้วประดุจคมกระบี่ ลมพายุหิมะสาดซัดโหม
กระพือกรรโชกรุนแรงอยู่ทั่วทุกสารทิศ ส่งเสียง
หวิดหวิวกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราด แต่ลมพายุที่
โหมกระหน่ำทำให้เส้นผมของเขาพัดพริ้วเพียงแค่
เล็กน้อย ความน่าหวาดกลัวของมันไม่อาจ
สั่นคลอนจิตใจอันหนักแน่นดั่งหินผาของเขาได้
ยามนี้ทุกคนต่างแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่าง
ยิ่ง
ในเวลานี้ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กำลังตรวจสอบ
ตำแหน่งของดวงสุริยันบนท้องนภา หลังจากนั้นไม่
นานนักเขาก็พยักหน้าพร้อมกล่าวขึ้นว่า ” ดู
เหมือนว่าเกือบแล้วล่ะ พวกเขาทั้งสองน่าจะถูกส่ง
ตัวออกมาในไม่ช้านี้ ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ประตูไม้ก็ส่งเสียงกรีดร้องลั่น
ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มผู้มีเส้นผมดำสยาย ก็ผลักประตู
ไม้เปิดออกด้วยท่าทางเคร่งขรึม เขาเพียงแค่ผลัก
มันออกมาเบา ๆ เท่านั้น เมื่อมองลอดผ่านช่องเข้า
ไปด้านใน จะเห็นกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ ซึ่งดูแล้ว
ไม่มีอันใดเป็นพิเศษ
บุรุษหนุ่มที่ออกมาจากกระท่อมไม้ ดูองอาจสง่า
งามจิตวิญญาณกล้าแข็ง ด้านหลังหญิงสาวสวมใส่
อาภรณ์สีแดง สีหน้าของนางไร้ซึ่งความแยแส
ดวงตาของนางเปล่งประกายดุจเพลิงเก้าสี เสมือน
ดั่งมีหงษ์เพลิงกำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่ภายใน
ดวงตาของนาง
ทั้งสองคนที่ออกมานี้ก็คือ เปั่ยซาน ม่อ กับ หนาน
กง เหว่ย ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาทั้งสอง
ก็สุกงอมเต็มที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
ความสามารถ และ ความแข็งแกร่งทางด้านฝีมือ
อยู่ในระดับน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง เพียงแวบแรก
ที่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง เห็นพวกเขาทั้งสองก็แสดง
ท่าทีพึงพอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขายิ้มออกมา
อย่างเปิดเผยพร้อมกล่าวขึ้นว่า ” ดูพวกเจ้าสิ พวก
เจ้าคืออนาคตใหม่ของซูซัน ข้ามั่นใจเป็นยิ่งนักใน
อนาคตทวีปแห่งทวยเทพต้องตกเป็นของพวกเจ้า
ทั้งสอง ซูซันจะต้องกลับมาผงาดอีกครั้ง นับเป็น
วันแห่งความสำเร็จของพวกเรา เกรงว่าการ
ครอบครองทวีปแห่งทวยเทพจะอยู่ไม่ไกลเกิน
เอื้อม!”
ถ้าหาก เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่พึงพอใจกับผลงาน
ของพวกเขาทั้งสอง เขาคงไม่แสดงอารมณ์
ความรู้สึกออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้
ด้านหลังของเขาคือ เฉิน ชิงเหยา จอมกระบี่ชั่วฮ
วา จอมกระบี่ซวนจี ฯลฯ คนเหล่านี้แสดงออกให้
เห็นถึงความตกตะลึงอย่างชัดเจนบนสีหน้า พวก
เขามองเข้าไปในดวงตาของหนุ่มสาวทั้งสอง ซึ่งมี
ความแตกต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย
เฉิน ชิงเหยา คืออัจฉริยะอันดับ 1 ในรุ่นของพวก
เขา ในอนาคตเขาสามารถก้าวขึ้นเป็นเจ็ดเซียน
แห่งซูซันได้ แต่ถ้าหากนำตนเองมาเปรียบเทียบกับ
คนหนุ่มสาวสองคนนี้ เขาก็ตระหนักว่า
ความสามารถของเขา ยังไม่อาจเทียบเท่าหนุ่มสาว
ทั้งสองได้ อย่างน้อย ๆ ตอนช่วงอายุเท่ากับ 2 คน
นี้ ระดับฝีมือหรือความสามารถยังห่างไกลจาก
พวกเขาทั้งสองอย่างลิบลับ
เปั่ยซาน ม่อ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวว่า ”
การที่ผู้น้อยสามารถก้าวหน้าอย่างมหาศาลได้
เช่นนี้ ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ทั้งเจ็ด ที่เมตตาส่ง
พวกข้าทั้งสองกลับเข้าไปภายในถ้ำกำเนิดใหม่แห่ง
ซูซันอีกครั้ง ทั้งยังคอยให้คำชี้แนะให้พวกเราอย่าง
รอบคอบระมัดระวังตัวขณะลงไปในถ้ำ ทั้งหมดนี้
ล้วนเป็นผลงานของท่านอาจารย์ทั้งเจ็ดอย่าง
แท้จริง ส่วนตัวข้ากับพี่สาวหนานกงเพียงแค่โชคดี
เท่านั้น ”
หนานกง เหว่ย ยังคงเงียบขรึมนางกวาดสายตา
มองไปรอบ ๆ คาดว่านางคงพร้อมจะออกเดินทาง
แล้ว
” เหว่ยเอ๋อ เจ้าสบายดีหรือไม่ ? ข้าไม่คิดว่าการที่
เจ้าลงไปในถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซันกับเสี่ยวม่อ ทำ
ให้พื้นฐานการฝึกตนของเจ้าจะก้าวรุดหน้าได้อย่าง
มหาศาล จนอยู่ในระดับเดียวกับเสี่ยวม่อเช่นนี้ ดู
เหมือนว่าการเก็บเกี่ยวครั้งนี้เจ้าได้ผลกำไรอย่าง
ใหญ่หลวงยิ่งนัก” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง จ้องมองไป
ยังบุตรีของตนเองด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับกล่าวขึ้น
ด้วยท่าทางพออกพอใจอย่างล้นเหลือ
หนานกง เหว่ย เคยไล่ตามหลังของ เปั่ยซาน ม่อ
มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ในที่สุดด้วยเวลาเพียงไม่
นานนางก็สามารถไล่ตามขึ้นมาได้
“ค่ะ ” นับตั้งแต่ อู่ อวี้ ถูกขับไล่ออกจากซูซัน
หนานกง เหว่ย ก็อยู่ในสภาวะอารมณ์เช่นนี้เสมอ
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่สามารถทำให้นางฉีกยิ้มได้
เช่นเคย หรือ ทำให้นางมีความรู้สึกผ่อนคลาย
ขึ้นมาได้ นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลว่าเพราะเหตุใด เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง ถึงรู้สึกไม่พอใจ อู่ อวี้ เอามาก ๆ
อีกทั้งยังแฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองเกลียดชังอยู่ไม่
น้อย ด้วยเพราะบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขา
ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
ท่าทางเย็นชาของ หนานกง เหว่ย ทำให้ เปั่ยซาน
ม่อ กับ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง รู้สึกปวดเศียรเวียน
เกล้าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นท่าไม่ดี เปั่ยซาน ม่อ ก็
รีบชวนเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างรวดเร็ว ” เรื่องนั้นมัน
ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว พี่สาวหนานกงพากเพียร
ฝึกฝนยิ่งกว่าข้าเสียอีก ความรู้แจ้งเรียกได้ว่าข้า
นั้นยังห่างไกลจากพี่สาวลิบลับ ขณะอยู่ภายในถ้ำ
กำเนิดใหม่แห่งซูซัน นางช่วยชี้แนะสั่งสอนข้า
เอาไว้หลายต่อหลายครั้ง ”
หลังจากพูดจาสอพลอจนสาแก่ใจ มันก็หันหน้าไป
มองอากัปกิริยาของ หนานกง เหว่ย ว่าจะมีท่าที
เช่นไรกับคำพูดของมัน แต่นางก็ยังคงเงียบขรึมไม่
เอื้อนเอ่ยถ้อยวาจาใดออกมาจะเหมือนเช่นเคย ซึ่ง
ทำให้มันไปไม่เป็นเลยทีเดียว ยิ่งนางมีท่าทางเฉย
เมยเย็นชาไม่เห็นหัวมันมากเท่าใด ภายในใจของ
มันก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองเกลียดชัง อู่ อวี้ มากยิ่งขึ้น
เมื่อนึกถึง ทำให้มันหวนนึกถึงกำหนดการประลอง
ในขณะที่มันกำลังจะเอ่ยปากไต่ถามถึงสถานการณ์
ล่าสุดของ อู่ อวี้ ว่าตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง ใน
ขณะเดียวกัน เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ก็เอ่ยปากกล่าว
ขึ้นมาก่อน ” เสี่ยม่อ ข้าคงต้องบอกเจ้าว่ามีเรื่องไม่
คาดคิดเกิดขึ้นกับ อู่ อวี้ ”
” ท่านว่ากระไรนะ? ” เปั่ยซาน ม่อ ไต่ถาม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานกง เหว่ย ก็หันมามองอย่าง
ฉงนสงสัยเช่นเดียวกัน
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กล่าวว่า ” ระหว่างที่เจ้ากำลัง
ฝึกฝนยกระดับตนเองอยู่ภายในถ้ำกำเนิดใหม่แห่ง
ซูซัน ข้าขอบอกเจ้าก่อนเลยว่า อู่ อวี้ ได้รับชัยชนะ
เป็นอันดับ 1 ในสงครามเหยียน กลายเป็นผู้มี
คุณสมบัติในการก้าวเข้าสู่ หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง เป็นเวลาครึ่งปี แต่แล้วจู่ ๆ
ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก็มีข่าวลือหนาหู
หลุดออกว่า อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ได้รับ
ชัยชนะ 3 อันดับแรก ได้หายตัวไปใน หลุมบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิง อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังถือเป็น
หนึ่งในสถานที่ลึกลับพิศดารอย่างยิ่งยวด ไม่ต่าง
จากถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน ของเรา แม้แต่ เจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง ก็หาได้รู้วิธีควบคุมหลุมบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิง นี้ไม่ ครั้นเมื่อ อู่ อวี้ หายตัวไป
อย่างไร้วี่แววที่นี้ จากประสบการณ์ผ่าน ๆ มาของ
ข้า เกรงว่าพวกเขาทั้งสองคงไม่ปรากฏตัวขึ้นมา
อีก คาดว่าคงจะตกตายไปแล้ว ”
เมื่อได้ยินข่าวนี้ แน่นอนว่ามันทำให้ เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง รู้สึกปิติยินดีอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ที่ อู่ อวี้ จะเอาชนะ เปั่ยซาน ม่อ แต่อย่างน้อย ๆ
ความตายของ อู่ อวี้ ก็จะทำให้ความทุกข์ระทม
ภายในจิตใจของบุตรียุติลงเสียที จุดด่างพร้อยที่ อู่
อวี้ ได้สร้างเอาไว้ให้แก่ นิกายเซียนซูซัน เมื่อเวลา
ผันผ่านไป ผู้คนก็จะลืมเลือนไปตามกาลเวลา
เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้วคงไม่มีผู้ใด อยากกล่าว
ขานถึงอัจฉริยะผู้ตกตายไปก่อนวัยอันควร
ดังนั้นมันจึงตัดสินใจบอกผู้เยาว์ทั้งสองให้รับทราบ
โดยตรง
อู่ อวี้ เข้าร่วม นครจักรพรรดิเพลิง กลายเป็นผู้
ได้รับชัยชนะอันดับ 1 ในสงครามเหยียน กล่าว
ตามตรงว่ามันทำให้ ซูซัน กลายเป็นหัวข้อสนทนา
ทำให้ผู้คนจากทั่วทั้งใต้หล้าหัวเราะเยาะเย้ยดูถูก
ถากถาง เมื่อได้ยินข่าวคราวนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อย
ใน ซูซัน จึงรู้สึกปิติยินดีขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ สิ่ง
เดียวที่น่าเศร้าเสียใจก็คือ เปั่ยซาน ม่อ มิได้บดขยี้
อู่ อวี้ ในฐานะผู้ทรยศ
หลังจากได้ยินข่าวนี้ สีหน้า เปั่ยซาน ม่อ ก็มืด
ทะมึนลงเล็กน้อย มันกล่าวขึ้นว่า ” เป็นไปได้
อย่างไร นี่อาจเป็นข่าวลวงที่ฝั่ายนั้นปล่อยออกมา!
ข้าทราบดีถึงอันตรายในถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน
มันมิได้รุนแรงถึงขนาดทำให้เราต้องตกตาย! อู่ อวี้
อาจยังไม่ตาย ถ้ามันตาย ข้อตกลงระหว่างข้ากับ
มันก็ … ”
แน่นอนว่าว่ามันมีความมั่นใจสูงล้ำเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งในทางตรงกันข้าม มันปรารถนาให้ผู้คนจากทั่ว
ทั้งทวีปแห่งทวยเทพเป็นพยานในการมีชัยเหนือ อู่
อวี้ แลสิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือมันต้องการให้
หนานกง เหว่ย เห็นว่ามันเป็นผู้สยบ อู่ อวี้ ลงแทบ
เท้า
สำหรับ หนานกง เหว่ย…
หลังจากได้ยินข่าวนี้ ดวงตาของ หนาน กงเหว่ย ก็
กระตุกเล็กน้อย นางจับจ้องไปยัง เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง ซึ่งในแววตานั้นแฝงไว้ด้วยคำถามและความ
สงสัยอย่างเงียบ ๆ หลังจากนางได้ยินข่าวนี้ นางก็
ไม่อยากจะเชื่อเช่นเดียวกัน
นางไม่เชื่อว่า อู่ อวี้ จะตายเช่นนี้!
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง โบกมือพร้อมกับกล่าวว่า ”
ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งใต้หล้า ซึ่งนคร
จักรพรรดิเพลิงก็หาได้ยินดีจะเปิดเผยความลับของ
หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงนี้ไม่ ดังนั้นข่าวนี้จึง
ค่อนข้างคลุมเครือ แต่อย่างน้อย ๆ เมื่อเรื่องราว
ดำเนินมาถึงขั้นนี้ อีกทั้งยังไม่มีผู้ใดออกหน้าปฏิเสธ
ข่าวลือ แสดงให้เห็นว่ามันต้องเป็นอุบัติเหตุอย่าง
แน่นอน เจ้าบอกว่ามันเป็นเพียงข่าวลวงที่ฝั่ายนั้น
สร้างขึ้น มันไม่ใช่เช่นนั้นแน่ นครจักรพรรดิเพลิง
เกลียดการใช้วิธีหยุมหยิมเช่นนี้มากที่สุด เป็นไปได้
ว่าข่าวการตกตายของ อู่ อวี้ จะถูกต้องแม่นยำ
กว่า 9 ใน 10 ส่วน ”
ด้วยเหตุนี้ ความหวังในการมีชีวิตรอดของ อู่ อวี้
จึงริบหรี่เป็นอย่างยิ่ง…
หัวใจของ เปั่ยซาน ม่อ รู้สึกหดหู่ขึ้นมาในบัดดล
มันกล่าวขึ้นด้วยโทสะอย่างไม่อาจระงับขึ้นว่า ” อู่
อวี้ เจ้ามันเป็นคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถมี
ชีวิตอยู่จนถึงกำหนดเวลาการต่อสู้กับข้าได้! คนไร้
ความสามารถเยี่ยงเจ้าตาย ๆ ไปเสียได้ก็ดี! เจ้ารู้
หรือไม่ว่าข้าเตรียมตัวมาเพื่อการนี้มานาน
เพียงใด!”
มันจินตนาการถึงในวันนั้น วันที่มันสามารถกำชัย
ชนะมาจากคนทรยศอย่าง อู่ อวี้ ได้อย่างหมดจด
จะเป็นวันที่มันสามารถกู้คืนศักดิ์ศรีความอัปยศ
ทั้งหมดที่ อู่ อวี้ ได้สร้างรอยแปดเปือนไว้ให้แก่ซู
ซัน ทั้งยังถือเป็นการพิสูจน์ตนเองต่อหน้า หนาน
กง เหว่ย เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แต่
บัดนี้ไอ้คนทรยศผู้นั้นดันหายไปเสียแล้ว …
ทันใดนั้นเอง หนานกง เหว่ย ก็พุ่งตัวออกไปอย่าง
กะทันหัน ทุกคนต่างตกอกตกใจกับการกระทำของ
นาง เปั่ยซาน ม่อ พยายามจะไล่ตามนาง แต่ก็ถูก
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ขัดขวางห้ามปรามเอาไว้
พร้อมทั้งยังกล่าวอีกว่า ” ปล่อยให้นางไปสงบ
จิตใจลงสักพักเถิด ความจริงข่าวลือนี้นับเป็นข่าว
ดีไม่น้อย หากถึงวันกำหนดที่สัญญากันเอาไว้แล้ว
มันมีจอมจักรพรรดิคอยหนุนหลัง ย่อมทำให้เจ้าไม่
มีทางลงมือสังหารมันได้ แต่ในกาลนี้มันได้ตกตาย
ลงไปแล้ว รับรองว่าไม่นานเกินรออีกไม่ถึงสิบปี
เหว่ยเอ๋อ ก็จะลืมเลือนมันได้อย่างสนิทใจ คนตาย
ย่อมไม่อาจแข่งขันกับคนเป็นได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่มี
ใครมาเป็นคู่แข่งแย่งชิงนางกับเจ้าไปได้แล้ว ”
” ศิษย์ขอขอบคุณ สำหรับคำชี้แนะของท่าน
อาจารย์หก!” เปั่ยซาน ม่อ ไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่อง
นี้ มันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย แม้แต่ เซียนกระบี่
กุ้ยหยาง ก็ยังให้ความสนับสนุนแก่มัน ผู้คนทั้งซู
ซันรวมถึงทุกคนในใต้หล้านี้ ต่างเห็นพ้องว่าตัวมัน
กับ หนานกง เหว่ย เป็นคู่ชะตาฟั้าลิขิตตั้งแต่
กำเนิด ในเมื่อเวลานี้ก้างขวางคอชิ้นใหญ่อย่าง อู่
อวี้ ได้แดดิ้นสิ้นลมหายใจลงไปแล้ว ก็เท่ากับว่านับ
แต่นี้จะไม่มีผู้ใดมาหยุดรั้งมันได้อีก
ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเวลาทั้งสิ้น
เปั่ยซาน ม่อ ใครครวญครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
อย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน อีกไม่กี่ปีหลังจากนี้
ศักดิ์ฐานะของมันอยู่ในระดับสูงสุดของซูซันอย่าง
ไร้ข้อกังขา ส่วน หนานกง เหว่ย ก็จะกลายเป็น
สหายเต๋าเคียงคู่ของมันเอง ศักดิ์ฐานะนี้จะหนุนนำ
ทำให้มันกลายเป็นผู้นำพา นิกายเซียนซูซัน
ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เหนือยิ่งกว่า พรรคซ่างจงหยวน
และ นครจักรพรรดิเพลิง เมื่อนั้นมันจะบดขยี้
ทำลายเผ่าพันธุ์ปีศาจให้สิ้นซาก! ทั้งหมดนี้ล้วน
เป็นสิ่งยอดเยี่ยมดีงาม
หลังจากนั้นมันก็ไต่ถามว่า ” ด้วยเหตุนี้ข้าจำต้อง
เตรียมตัวสำหรับวันนั้นอยู่อีกหรือไม่? ”
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ตอบกลับ ” เตรียมตัวสัก
เล็กน้อยพอเป็นพิธีก็แล้วกัน ข่าวที่หลุดออกมาเป็น
เพียงแค่ข่าวลือยังไม่มีอะไรชี้ชัดแน่นอน ไม่ว่าวัน
นั้นเขาจะมาหรือไม่มา จะตายหรือไม่ตาย ในฐานะ
เราเป็นเจ้าภาพก็จำเป็นจะต้องรอคอยพวกเขามา
ประลอง ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ