กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 456 : ตําหนักมวงทะเลมรกต และ มังกร
ภายนอกเกิดเป็นกระแสกรรโชกจนเกิดความ
โกลาหลไปทั่ว แต่ อู่ อวี้ ไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อย
ภายใน คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ตราบใดที่เขากับ
ลั่วผิน ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา ก็แทบจะเงียบ
ราวกับปั่าช้าเสมือนไม่มีผู้ใดอยู่ก็มิปาน
อู่ อวี้ วางวัตถุดิบ อุปกรณ์ในการหลอมยาและ
สร้างศาสตราวุธลงบนพื้น จากนั้นก็วางบัญญัติ
โอสถตระกูลมังกร กับ ตำราลับค่ายกลลงไปบนพื้น
เช่นกัน เขาต้องการที่จะเติมเต็มความหิวกระหาย
ที่จะเพิ่มพูนความรู้ของตน
สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่ายิ่งคือ มีร่างอวตาร 1,000 ร่าง
รายล้อมอยู่รอบตัวเขา นั่งขัดสมาธิกันอย่างเป็น
ระเบียบอยู่บนพื้น ทำการยกระดับแกนนภาเพื่อ
ทะลวงเข้าสู่ตำหนักม่วงกันอย่างพร้อมเพรียง
ขั้นตอนทั้งหมดนี้ อู่ อวี้ ต้องสูญเสียเม็ดยาปราณ
มรกตไปทั้งหมด 18,000 เม็ด เพื่อที่จะทำให้ร่าง
อวตาร 1,000 ร่างของเขาได้บรรลุถึงขอบเขต
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์ของทุก
ตนเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับตนเอง
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ระดับของกายเนื้อ มหา
วิถีเชื่อมสวรรค์ และ เคล็ดแปลงกายอสูร ของ อู่
อวี้ ล้วนอยู่เหนือร่างอวตารของเขาทั้งสิ้น
ยามเมื่อมองเหล่ากองทัพร่างอวตารทั้ง 1,000 ร่าง
ของเขาที่อยู่ในขอบเขตตำหนักม่วงทะเลมรกต
ทั้งหมดนั้น ช่างเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เคยนำทัพก่อศึกสงครามมา
มากมาย เขารู้ดีว่าเมื่อคนนับพันเป็นน้ำหนึ่งใจ
เดียวกัน จะก่อให้เกิดเป็นผลลัพธ์อันมหาศาลที่
ยากจะคาดเดาได้
เขายังเหลือเม็ดยาปราณมรกตอยู่อีก 3,000 เม็ด
ถึงจะดูว่ามากมายเพียงใด แต่ อู่ อวี้ กลับรู้ดีว่า
ตามการพัฒนาเช่นนี้ของเขาแล้ว ทั้งด้าน
พัฒนาการของร่างอวตาร ทั้งศาสตราเต๋าจำนวน
มาก และเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินอีกหลายวิชาซึ่งต้อง
เรียนรู้ ดังนั้นเม็ดยาเพียงเท่านี้ย่อมไม่พอต่อความ
ต้องการของเขาอย่างแน่นอน
เม็ดยาปราณมรกต 3,000 เม็ด จึงไม่สามารถอยู่ได้
นานนัก
ตอนนี้กองทัพร่างอวตารเหล่านี้ กล่าวได้ว่าเป็น
ปึกแผ่นและมีประสิทธิภาพกว่าที่เคยอย่างมาก อู่
อวี้ จึงรู้สึกบังเกิดความหวังขึ้นมาอย่างแรงกล้า
หากว่านำร่างอวตารเหล่านี้ไปใช้ในการต่อสู้จริง
ร่างอวตารเหล่านี้จะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มาก
ขนาดไหนกัน!
บัดนี้เขายังคงให้ความสำคัญกับการหลอมยา วา
ดวงเวทศาสตราวุธ และการขยายขอบเขตของ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ซึ่งการทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับความคิดของชนรุ่นหลังนั้นค่อนข้างจะน่า
เบื่อ แต่หากไม่มีใจที่คิดอยากเป็นเซียนอมตะอย่าง
แรงกล้า ผนวกกับไร้ซึ่งประสบการณ์ต่อสู้อันโชก
โชน ย่อมไม่สามารถผลักดันให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้
ได้
เพราะยังไงแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นการฝึกฝนเพื่อไป
ก้าวสู่เซียนอมตะ
โชควาสนาและความเด็ดเดี่ยว ก็เป็นส่วนที่สำคัญ
ที่สุดเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าแทบไม่ต่างกับพรสวรรค์
เลย
ในความเป็นจริงพรสวรรค์ก็จัดว่าเป็นโชควาสนา
อย่างหนึ่ง!
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า มีบางครั้ง อู่ อวี้ รู้สึกว่า
ตนเองได้หลอมสกัดยาไปแล้วร่วมสิบวัน แต่อันที่
จริงมันเพิ่งจะผ่านไปเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
เนื่องจากว่าเขามุ่งมั่นมากเกินไป ดังนั้นจึงมีหลาย
ครั้งที่เขาลืมวันเวลาไปเสียสิ้น ต้องอาศัยการถาม
ไถ่จาก ลั่วผิน เพียงอย่างเดียว
แต่ว่าตัวนางอยู่ในขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง เขาจึงไม่
สามารถจะไปรบกวนนางได้ตลอด
อู่ อวี้ คาดว่าการณ์ว่าน่าจะใกล้จะถึงวันที่นัด
หมายแล้ว จึงทำให้จิตใจของเขาในตอนนี้รู้สึก
กระวนกระวายเป็นอย่างมาก
เหลืออีกประมาณ 1 ปีกว่าเท่านั้น
การหลอมสกัดยา วาดวงเวท การก่อตั้งตำหนัก
ม่วง ทั้ง 3 อย่างนี้ หลังจากที่ได้รับ บัญญัติโอสถ
ตระกูลมังกร กับ เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ และ
สามารถทำการรู้แจ้งจากพวกมันได้แล้วละก็
ความสามารถในการหลอมเม็ดยาและวาดวงเวท
จะยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล ถือได้ว่าเป็นผู้ไร้พ่าย
ในคนรุ่นเดียวกัน! ในตอนนี้ความสำเร็จในการ
หลอมเม็ดยาของ อู่ อวี้ ก็เพิ่มขึ้นมากแล้ว ช่วง 1
ปีมานี้เขาได้ทำการฝึกหลอมเม็ดยาไปแล้วมากกว่า
31 ชนิด หลอมไปมากมายจนถึง 10,000 เม็ด มี
ผลลัพธ์ที่มากมายหลายแบบ เม็ดยาส่วนใหญ่จะ
เป็นเม็ดยาวิเศษคุณภาพดี หากนำพวกมันไปขาย
คาดว่าจะสามารถนำไปแลกเป็นเม็ดยาปราณ
มรกตได้มากกว่า 5,000 เม็ด
นี่เป็นผลมาจาก บัญญัติโอสถตระกูลมังกร อย่าง
ยิ่งยวด คาดว่าตามมาตราฐานของ อู่ อวี้ ก่อน
หน้านี้ หากทำการสกัดเม็ดยาด้วยเวลา 1 ปี การที่
ได้เม็ดยาไปขายเพื่อแลกเม็ดยาปราณมรกตได้ถึง
500 เม็ดก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ในด้านของวงเวทก็นับว่าเขาเก็บเกี่ยวมาได้อย่าง
มหาศาล ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่วงเวทเลียนแบบ
แต่ภายใน เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ ที่มีความ
เข้าใจเกี่ยวกับค่ายกลของ มังกรเทวะ ระดับสูงอยู่
มากมาย จากบันทึกของพวกมัน ทำให้ อู่ อวี้ มี
ความคืบหน้าในด้านนี้มากมาย หลังจากที่เขา
ตรากตรำฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเป็นเวลา 1 ปี ก็ได้
อยู่เหนือกว่าคนที่ทำการค้นคว้าในด้านวงเวทมา
30 ปีได้สำเร็จ จนกระทั่งในตอนนี้เขากลับกลายมา
เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการวาดยันต์เวท การวาด
วงเวทศาสตราเต๋าและก่อตั้งค่ายกลจำนวนมาก
แล้ว ซึ่งในด้านของการสลักวงเวทบนศาตราเต๋า
เขาสามารถกระทั่งวาดวงเวทศาสตราเต๋าสถิต
วิญญาณได้แล้ว!
มันคือกระบี่เล่มหนึ่ง ที่ใบกระบี่มีสีดำทมิฬ
ถึงแม้ว่ามันจะดูอัปลักษณ์หน่อยๆ แต่พลังอำนาจ
ของมันมีมากมายเหลือล้น วงเวทหลักที่ใส่ลงไปก็
คือ ‘วงเวทมังกรเพลิงทมิฬ’ อู่ อวี้ บรรจงวาดมัน
ลงไปทีละขีดอย่างประณีต จนกระทั่งสำเร็จในที่สุด
คุณภาพของวงเวทนี้อยู่ระดับของศาสตราสถิต
วิญญาณ สำหรับทวีปแห่งทวยเทพแล้ว อู่ อวี้
อายุเพียงแค่นี้กลับสามารถวาดวงเวทศาสตราเต๋า
ถึงขั้นศาสตราสถิตวิญญาณได้ นับว่าเป็นปาฎิ
หาริย์ที่ไม่เคยปรากฏออกมาก่อน
ภายใน ‘เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ’ มีคำแนะนำ
จากมังกรเทวะอยู่มากมาย
เป็นเพราะ ลั่วผิน ได้นำพาความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
นี้มาให้เขา นำพา อู่ อวี้ ให้ได้รับการรู้แจ้งในด้านนี้
ทำให้เขาได้รับความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด
ความก้าวหน้าของเขาทั้งรวดเร็วและมั่นคงเป็น
อย่างยิ่ง นับว่าหาได้ยากในหมู่รุ่นเยาว์ ตำหนัก
ม่วงที่อยู่ในจุดตันเทียนก็ยังคงขยายขึ้นอย่าง
ต่อเนื่อง เพลิงตำหนักม่วงก่อกำเนิดและแก่นแท้
ตำหนักม่วงบัดนี้กำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล ทั้ง
ยังทรงพลังมากยิ่งขึ้นอีกด้วย!
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเป็นอัจฉริยะที่น่ากลัว
แต่การที่คิดจะทะลวง 1 ขั้นย่อยของขอบเขต
ตำหนักม่วงทะเลมรกตภายในระยะเวลา 1 ปี ย่อม
ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ไม่ต้องกล่าวถึงว่าตำหนักม่วง
ของ อู่ อวี้ นั้นแตกต่างจากของคนอื่น
เวลาผันผ่านกระชั้นชิดขึ้นทุกที แต่เขารู้สึกว่า
ตนเองอยู่ไม่ไกลจากขอบเขตขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 2 แล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันขาดส่วน
สำคัญอยู่อีกนิดหน่อย ส่วนสำคัญนี้มันทำให้เขา
ต้องหยุดชะงักอยู่ที่ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกระดับ
ที่ 1
“ถ้าหากสามารถไปถึงขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
ขั้นที่ 2 ได้ ไม่ว่า เปั่ยซาน ม่อ จะก้าวหน้าไปแค่
ไหน อย่างน้อยก็ยังพอลดความเหลื่อมล้ำความ
ต่างระหว่างพลังได้”
“ช่างน่าเสียดายที่มันขาดอยู่อีกเพียงนิดเดียว!
เวลา 1 ปีที่ผ่านมาข้าได้ใช้ความพยายามอย่าง
หนักขนาดนี้ แต่ก็ยังขาดอยู่อีกเพียงก้าวเดียว ถ้า
หากมีเวลาอีกสัก 3-4 เดือน ย่อมสามารถทะลวง
ไปได้อย่างแน่นอน แต่ข้าไม่ได้มีเวลามากมาย
ขนาดนั้น…..”
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยรู้วันเวลาชัดเจน แต่
สัญชาตญาณของ อู่ อวี้ รู้สึกได้ว่าวันแห่งการนัด
หมายดูเหมือนจะอยู่อีกไม่ไกลเท่าไหร่
ไม่แน่ว่ามันอาจจะผ่านไปแล้ว
“ข้าจดจำวันเวลาได้ ยังคงเหลืออยู่อีก 16 วัน ”
ในขณะที่ อู่ อวี้ กำลังขมวดคิ้วอยู่ เสียงของ ลั่วผิน
ก็ดังก้องขึ้นในหูของเขาอย่างฉับพลัน
16 วัน!
“อู่ อวี้ ท่านถึงขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 2
แล้วหรือยัง?” ลั่วผิน ที่อยู่ในตำหนักหลักเอ่ยถาม
ขึ้น
เสียงของนางดูผ่อนคลาย
หรือว่า…….
อู่ อวี้ เก็บร่างอวตารของเขากลับ แล้วยันกายลุก
ขึ้นยืน ในตอนนี้เขาอยู่ภายในประตูใหญ่ของ
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ปรากฏเป็นเงาร่างของ
หญิงสาวผู้หนึ่งที่ส่องประกายแสงสีฟั้าครามอยู่
ภายใต้คลองจักษุ เป็นความงดงามที่ดูเสมือนกับ
เป็นเทพธิดาบนสวรรค์ยิ่ง ลั่วผิน มองไปยัง อู่ อวี้
ด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าจะยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย
แต่ว่ามันก็สั่นคลอนจิตวิญญาณของเขาได้เป็น
อย่างดี!
หรือว่านางสำเร็จแล้ว! นางฟืนฟูจนกลับมาอยู่ใน
สภาพสมบูรณ์แล้ว?
อู่ อวี้ เลยเอ่ยถามนางอย่างประหลาดใจ “ท่าน
รักษาตนเองหายแล้วหรือ?”
ลั่วผิน ย่าวก้าวมาอยู่เบื้องหน้าของเขาด้วยท่าที
สบายๆ กลิ่นหอมรัญจวนของนางโชยมาแตะจมูก
ของเขาอย่างรวดเร็ว สตรีผู้เฉกเช่นมหาสมุทรอัน
ลึกเกินจินตนาการได้มองมายังเขาแล้วกล่าวด้วย
น้ำอันอ่อนโยนว่า “เป็นเพราะข้าได้รับบาดเจ็บ
มากเกินไป ในตอนนี้จึงฟืนฟูมาได้ 2 ใน 10 ส่วน
หากต้องการจะคืนสู่ขอบเขตดั้งเดิมอย่างสมบูรณ์
อย่างน้อยต้องใช้เวลา 10 ปี อย่างไรก็ตามท่านไม่
ต้องเป็นกังวลไป สาเหตุที่ข้าลงหยุดในเวลานี้ เพื่อ
ต้องการมอบเวลาครึ่งเดือนสุดท้ายให้กับท่าน บัดนี้
ข้าเพียงแค่ใช้ออกพลังเพียง 7 ส่วน ก็สามารถ
ออกไปได้แล้ว”
2 ใน 10 ส่วน ก็เท่ากับ 1 ใน 5ส่วนเดิมของนาง
อู่ อวี้ รู้สึกตกตะลึง ลั่วผิน ที่อยู่ในสายตาเขาเป็น
เหมือนกับนางเซียนที่ลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ ด้วย
ความลึกลับของเนตรเพลิงของ อู่ อวี้ เป็นเรื่อง
ยากที่จะจินตนาการได้ถึง ว่าผู้หญิงที่ดูสมบูรณ์
แบบเบื้องหน้านี้ จะสามารถฟืนฟูกลับมาได้เพียง
แค่ 1 ใน 5 ส่วน?
ยามนี้ ลั่วผิน กลายเป็นหญิงสาวที่สมบูรณ์แบบจน
มิอาจเอื้อมไปแล้ว ก่อนหน้านี้นางเป็นเพียงหญิง
สาวที่ดูให้อารมณ์ราวกับพี่สาวผู้หนึ่ง แต่บัดนี้นาง
คือมังกรที่พร้อมจะโบยบินเผชิญกับทุกสิ่งในใต้
หล้า แม้ว่านางจะอ่อนโยนสุภาพต่อเขาก็ตามที แต่
เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลซึ่ง
แพร่กระจายอยู่รอบตัว
อู่ อวี้ ไม่รู้วันเวลาที่แน่นอน ไม่แน่ใจว่าจะสามารถ
ออกไปก่อนวันสัญญาได้หรือไม่ แต่ไม่คาดคิดว่า
นางได้วางแผนเอาไว้ก่อนแล้ว นางเหลือเวลาครึ่ง
เดือนเพื่อที่จะให้ อู่ อวี้ ได้ผ่อนคลายตนเอง
ครึ่งเดือน น่าจะเพียงพอแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถไปได้ถึงขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตขั้นที่ 2 ได้
“ท่านลงมือเถิด” อู่ อวี้ รู้สึกตื่นเต้นมาก ในที่สุด
เขาก็มีความหวังที่จะได้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้
แล้ว
ลั่วผิน ส่ายหัวเบาๆ เอ่ยว่า “ก่อนอื่น ข้าจะ
ช่วยเหลือท่านสักหน่อย”
“ช่วย?” อู่ อวี้ กล่าวอย่างลังเล
“สำหรับวันนัดหมายอันสำคัญของท่าน ท่าน
สมควรจะต้องมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยใช่
หรือไม่? ท่านนั่งลงก่อนสิ” นางเหยียดมือที่ขาว
ราวหิมะออกมาจับไปที่บ่าของ อู่ อวี้ อย่างแผ่ว
เบาพร้อมกับกดลงไป อู่ อวี้ ฟังคำแนะนำของนาง
อย่างไม่ลังเล คนนั่งขัดสมาธิลงไปบนพื้น อู่ อวี้
ยังคงไม่เข้าใจว่า ลั่วผิน ต้องการจะทำสิ่งใด ดังนั้น
จึงค่อนข้างรู้สึกสับสน
ขณะนี้ ลั่วผิน ได้อยู่ในระยะที่ใกล้กับเขาเป็นอย่าง
ยิ่ง เนื่องจาก อู่ อวี้ เป็นผู้ชาย จึงเป็นเรื่องยากที่จะ
สงบจิตใจได้ยามเมื่อมีหญิงสาวงามล่มเมืองมาเข้า
ใกล้เช่นนี้
“อย่าวอกแวก“ ลั่วผิน เหลือบตามองเขา
“ได้ ได้” อู่ อวี้ สีหน้าแดงก่ำพร้อมกับรีบก้มหัว
ต่ำลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นความเลิกลั่กขึ้นมา
ทันใด ลั่วผิน เกิดมาพร้อมกับพร้อมกับบุคลิคซึ่งมี
คุณสมบัติแห่งผู้นำ ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะแผ่วเบา แต่
คำกล่าวนั้นกลับไม่อาจที่จะปฏิเสธได้อย่างน่าตกใจ
ทันใดนั้นเองรอบกายพุ่งพล่านไปด้วยหมอกขาว
เมื่อ อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้น พลันปรากฎเห็นศีรษะเล็กๆ
ของมังกรเหมันต์กำลังก้มลงมาอยู่เหนือหัวเขา
ร่างกายอันสูงศักดิ์บัดนี้ได้ขดพันรอบกายของ อู่
อวี้ เอาไว้ มังกรที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับ อู่ อวี้ นั้น
มีดวงตาสีฟั้าครามสว่างไสว แน่นอนว่ามังกรตนนี้
ก็คือ ลั่วผิน
“ปิดตาของท่าน” ลั่วผิน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง
ราบเรียบ
อู่ อวี้ ปฏิบัติตามนาง
“พุ่งความสนใจของท่านไปที่ตำหนักม่วง ช่วงเวลา
สุดท้ายนี้ข้าจะช่วยท่านทะลวงเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 2 เอง” เสียงอันละมุนของ ลั่ว
ผิน ได้ดังก้องสะท้อนในหูของเขา
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
เดิมทีนางได้วางแผนเอาไว้แล้ว
อู่ อวี้ รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามนี่
ไม่ใช่เวลาที่จะมาซาบซึ้ง เขาควรจะคว้าโอกาสนี้
เอาไว้ให้ได้! คนเร่งสงบจิตใจลง บรรยากาศภายใน
จุดตันเถียน มุ่งเน้นไปที่ตำหนักม่วง ยามที่ ลั่วผิน
รัดพันเขาเอาไว้ อู่ อวี้ ก็มองเห็นว่าตำหนักม่วงที่
อยู่ภายในโลกใบหนึ่ง ปรากฏเป็นมังกรเทวะสีขาว
ราวเหมันต์อยู่ตนหนึ่ง!
เมี่อมังกรเทวะปรากฏตัวออกมา มังกรตนนั้นก็ได้
เวียนว่ายไปมาอยู่ภายในตำหนักม่วงมรกตของเขา
เพียงแค่ขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย กลับรวดเร็วยิ่ง
รูปร่างของมันเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้น และ
เคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้น เดิมทีตำหนักม่วงเต็มไป
ด้วยความสงบ แต่บัดนี้กลับพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่าง
ฉับพลัน ในเวลานี้ตำหนักม่วงเกิดคลื่นซัดซาด
พลิกตลบไปมา อู่ อวี้ รู้สึกปันปั่วนอย่างที่สุด ทั่ว
ทั้งร่างรู้สึกเหมือนจะระเบิดออกมา
“ช่วงเวลานี้ ท่านรีบใช้เคล็ดบัญญัติตำหนักม่วง
ของท่าน และกลืนกินเม็ดยาปราณมรกตเข้าไป
เพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตใหม่เร็วเข้า” คำพูดของ
ลั่วผิน ดังขึ้นที่ข้างหูของ อู่ อวี้
เขารู้ดีว่า ลั่วผิน ไม่มีวันที่จะทำร้ายเขา ดังนั้นเขา
จึงรู้สึกวางใจ ทำตามทุกอย่างที่นางบอก
นอกจากนี้วิธีของนางก็ค่อนข้างแปลกประหลาด
เมื่อตำหนักม่วงเกิดคลื่นพลิกไปพลิกมา อู่ อวี้ ก็
รู้สึกว่าโอกาสได้มาถึงแล้ว!
เขารีบกระตุ้นเคล็ดวิถีเทียนเซียนขึ้นเพื่อหล่อ
หลอมตำหนักม่วงขึ้นมา ในเวลาเดียวกันก็ได้กลืน
กินเม็ดยาปราณมรกตเข้าไปด้วย! คาดไม่ถึงว่า
มหาสมุทรที่อยู่ภายในตำหนักม่วงจะถูก ลั่วผิน
ปันปั่วนจนพลุ่งพล่านไปมา ไม่ว่าจะเป็นการโคจร
หรือว่าการดูดซับพลัง และการกลืนเม็ดยา บัดนี้ได้
เพิ่มพูนขึ้นอย่างทวีคูณ! ตำหนักม่วงของ อู่ อวี้
ขยายขนาดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กระบวนการนี้
กลับสามารถย่นระยะเวลา 3-4เดือน ที่เขาต้องการ
ได้ในพริบตา กำแพงคอขวดระหว่างเขาและขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 2 ได้ถูก ลั่วผิน
ทำลายจนสิ้น!
1 วันผ่านไป อู่ อวี้ ได้กลืนกินเม็ดยาปราณมรกต
ไปแล้วกว่า 2,000 เม็ด ในที่สุดก็ประสบ
ความสำเร็จในการทะลวงขั้น บัดนี้เขาได้ก้าวเข้า
มาสู่ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 2 ได้สำเร็จ!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ