กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 457 : ดวงตาที่จับจองอยูเบื้องหลัง
หลังจากที่สิ้นสุดกระบวนการ เห็นได้ชัดว่า ลั่วผิน
เกิดอาการหอบเหนื่อย จากนั้นนางได้กลับสู่ร่าง
มนุษย์แล้วกล่าวว่า “นี่เป็นวิธีลัดของเผ่าพันธุ์
มังกรของข้า วิธีนี้ควรจะใช้เฉพาะเวลาสำคัญ
เท่านั้น หากใช้ในระยะยาวมันจะเกิดผลเสีย ดังนั้น
จึงไม่อาจที่จะยกระดับของท่านให้สูงไปมากกว่านี้
ได้อีก”
อู่ อวี้ กำลังทำให้พลังฝึกตนของเขาเสถียรภาพอยู่
เขารู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจ จึงรีบกล่าวออกมาว่า
“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว! ขอขอบคุณท่านมาก…….“
อันที่จริงนางเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบมาก และ
มักจะให้ความสำคัญกับตัวเขามาโดยตลอด
“ข้าเพียงช่วยกระตุ้นฉุดท่านนิดหน่อยเท่านั้น เป็น
ท่านถึง 9 ส่วนที่กระทำสำเร็จเอง”
“แต่ว่าท่านได้ส่งมอบตำราล้ำค่าและวัตถุดิบมาให้
ข้ามากมาย ข้ารู้สึกซาบซึ้งยิ่ง”
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็ได้ทำให้พลังขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 2 มีความมั่นคงขึ้น
แล้ว อู่ อวี้ ยืนกายขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าของ ลั่วผิน
ร่างกายของนางก็ได้รับการฟืนฟูมาอย่างรวดเร็ว
เช่นกัน ในเวลานี้จึงไม่มีปัญหาใดๆอีกต่อไป
คำกล่าวขอบคุณสำหรับ อู่ อวี้ จะไม่กล่าวหลาย
ครั้งหลายครานัก เขาจะจดจำการช่วยเหลือของ
ลั่วผิน นี้เอาไว้ ถ้าหากมีวาสนาได้พบกับนางอีก
ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะตอบแทนนางเอง!
ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 2 ช่างต่างจากที่
เขาคาดคิดเอาไว้! มันทรงพลังอำนาจเสียยิ่งกว่า
ก่อนหน้านี้ ส่วนที่อ่อนแอที่สุดอย่าง แก่นแท้
ตำหนักม่วง ก็ถูกแก้ไขขึ้นจนแข็งแกร่งอย่างน่า
อัศจรรย์ บัดนี้กลิ่นอายของ แก่นแท้ตำหนักม่วง ที่
แผ่ออกมานั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าหัวหน้ากองพัน
แม้แต่น้อย
ทั้ง 2 คนจ้องหน้ากันเงียบๆท่ามกลางความมืดมิด
เฉกเช่นราตรีอันไม่รู้จบ
เป็นการจ้องมองกันระหว่างแววตาซึ่งมีสีทองอร่าม
และสีครามทอประกาย…….
อู่ อวี้ รู้ว่ายามนี้นางกำลังจะลองพยายามทำลาย
ประตูออกไป
อย่างไรก็ตามทั้ง 2 คนรู้ดี เมื่อออกไปจากที่แห่งนี้
แล้ว พวกเขาจะต้องแยกจากกัน ซึ่งอาจจะไม่ได้
พบกันอีกต่อไปแล้ว
ลั่วผิน หยุดครุ่นคิดสักพัก พร้อมกับเอ่ยถาม อู่ อวี้
ขึ้นว่า “ท่านเคยคิดที่จะออกไปจากทวีปแห่งทวย
เทพแห่งนี้ แล้วไปกับข้าหรือไม่……”
นางมีความคิดที่จะพาเขาไปด้วยกัน………
สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกคาดไม่ถึง
“อย่าได้ไปกับนาง หากอยู่ภายใต้การปกปั้องของ
นาง เจ้าก็จะไม่มีวันที่สามารถอยู่เหนือนางได้!“
เมื่อนางกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมา หมิงซวง ก็ได้เอ่ย
เตือนออกไป
อู่ อวี้ ได้ครุ่นคิดอย่างรอบคอบ
ที่ หมิงซวง กล่าวออกมาก็ถือว่ามีเหตุผล แต่
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ยังมีสิ่งอื่นที่ทำให้เขาไม่
สามารถไปจากทวีปแห่งทวยเทพได้ในตอนนี้ เขา
ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องไปสะสางด้วย
ตนเอง
ช่องว่างระหว่างเขากับ ลั่วผิน ในตอนนี้ใหญ่หลวง
เกินไปนัก หากติดตามนางไป แน่นอนว่านางย่อม
ต้องปกปั้องเขาเป็นอย่างดี เช่นนั้นแล้วจิตใจของ
เขาจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน
ดังนั้นหลังจากที่ลังเลอยู่ชั่วครู่ เขาจึงส่ายศรีษะ
พร้อมยิ้มแล้วกล่าวตอบว่า “ตอนนี้ยังไม่สามารถ
ไปได้ ท่านและข้าอยู่ในโลกที่แตกต่างกัน ทั้งยังมี
ข้อผูกมัดตัวข้าอยู่อีกหลายอย่างในทวีปแห่งทวย
เทพแห่งนี้ ”
“เป็นดรุณีที่มีนามว่า หนานกง เหว่ย ใช่หรือไม่?”
ลั่วผิน เอ่ยถาม
อู่ อวี้ ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่านางหมายถึงสิ่งใด เขาคิด
อยู่สักพัก และส่ายศีรษะตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่นาง
เสียทั้งหมด ข้าแค่รู้สึกว่า ข้าจะต้องเดินทางไปด้วย
ตัวคนเดียวก่อนอีกสักพัก”
ลั่วผิน พยักหน้าตอบ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ว่า “ข้าเพียงแค่มอบทางเลือกให้ท่านเท่านั้น ที่
จริงแล้วข้าก็ไม่แนะนำให้ตัวท่านติดตามข้ากลับไป
ข้าเป็นเหมือนกับบรรพบุรุษของท่าน ได้เดินก้าว
นำท่านไปไกลแล้ว อย่างไรก็ตามในภายภาคหน้า
ข้าหวังว่าคงจะมีสักวัน ที่พวกเราจะสามารถได้พบ
กันอีกในที่ใดสักแห่ง”
ยามออกไปจะต้องแยกจากทันที
อู่ อวี้ มองไปที่ผ้าแพรหัวใจสมุทรที่พันอยู่รอบๆคอ
อันขาวเนียนราวกับหยกของนาง กล่าวตามตรง
ระยะเวลาที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกันค่อนข้างนานนั้น
มีหลายคราที่หัวใจของเขาต้องสั่นไหวไม่เป็น
จังหวะ ในชีวิตคนเราเป็นการยากที่จะพานพบกับ
สตรีสักคนที่รู้ใจเช่นนี้ ถ้าหากต้องแยกจากกันไป
ในตอนนี้ พวกเขาอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดไป
มันย่อมทำให้เขารู้สึกโศกเศร้าและอ้างว้างอยู่
ภายในจิตใจ
มีบางครั้งเขาก็ต้องการที่จะลองพยายามดูสัก
หน่อย เพราะสตรีที่มีความเหมาะสมกับเขาเช่นนี้
ชั่วชีวิตนี้อาจจะไม่ได้พบพานอีกเป็นครั้งที่ 2 ……
อย่างไรก็ตามเขารู้ถึงช่องว่างระหว่างนางกับ
ตนเองเป็นอย่างดี บางทีอายุและประสบการณ์อาจ
ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาระหว่างความต่างชั้นของ
พวกเขาเป็นอะไรที่ยากจะก้าวผ่านไปได้
เขารู้ตัวเองดี!
ในชีวิต มีหลายครั้งจักต้องยอมลามือปล่อยวาง!
ถ้าหากยังดื้อดึงไม่ยอมแพ้ ภายภาคหน้าอาจจะ
ไม่ได้รับสิ่งใดกลับมาอีก!
ดังนั้นเขาจึงต้องกัดฟันและเก็บความรู้สึกของเขา
เข้าไปในใจ พร้อมส่งยิ้มให้ ลั่วผิน แล้วกล่าวว่า
“การที่ได้พบกับท่านถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่
นับว่าเป็นโชควาสนาของข้าอย่างยิ่ง ท่านได้ช่วย
แก้ปัญหาให้กับข้ามามากมาย ทำให้ข้ารู้สึกว่าข้า
อาจจะได้พบกับคนที่เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับข้า
ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวสิ่งใดอีก หลังจากนี้อย่า
ได้มาหาข้า เพราะเมื่อถึงวันนั้นที่เหมาะสม ข้าจะ
เป็นคนไปหาท่านด้วยตนเอง”
ในใจของเขายังมีความภาคภูมิใจอยู่ เขาไม่
ต้องการให้ ลั่วผิน ต้องมาเสียเวลาเพราะตนเอง
เขาคิดว่าบางทีอาจจะมีสักวันหนึ่ง ที่ตนสามารถ
เข้าไปอยู่ในโลกของนางได้
เมื่อเห็นท่าทีอันองอาจเช่นนี้ของ อู่ อวี้ อารมณ์
ของ ลั่วผิน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
นางเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดมาก แต่ในเวลานี้อยู่ๆนาง
กลับกล่าวออกมาว่า “จริงๆแล้วท่านก็ช่วยแก้ไข
ปัญหาให้ข้าไม่น้อย นับตั้งแต่ข้าฝึกฝนและก้าวเข้า
สู่โลกแห่งการต่อสู้แย่งชิงนี้มาก็นับเป็นเวลา 152
ปีแล้ว ได้เห็นผู้เยาว์เช่นท่านมามากมาย แต่กลับ
ไม่เคยพบคนที่เป็นแบบท่านมาก่อน ถึงแม้ว่าท่าน
จะอายุยังน้อย แต่ข้าก็รู้สึกชื่นชมท่านจากใจจริง
ในอนาคต…..ข้าสามารถแน่ใจได้ใช่หรือไม่ว่าท่าน
จะมาหาข้า?”
อู่ อวี้ พยักหน้า โดยไม่มีหลงเหลือความลังเลใดๆ
อีก นี่เป็นเปั้าหมายต่อไปในการฝึกฝนของเขา!
อย่างไรก็ตาม ลั่วผิน มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว ถ้าหาก
อยู่ในโลกมนุษย์ธรรมดานางสามารถกลายเป็นยาย
ของเขาได้อย่างสบายๆ เมื่อคิดเช่นนี้แล้วเขาก็เกิด
ความสับสนอยู่เล็กน้อย
หลังจากที่ อู่ อวี้ พยักหน้า ลั่วผิน ก็ได้รับคำตอบที่
นางต้องการแล้ว
นางไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อไปอีก หลังจากนั้นนางเดิน
ตรงไปยังตำแหน่งทางออก พร้อมหันกลับไปกล่าว
กับ อู่ อวี้ “ข้าเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ท่านยืนห่าง
ออกไปอีกสักหน่อย แรงกระแทกนี้อาจจะรุนแรงไม่
น้อย”
อู่ อวี้ รีบเข้าไปภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
อย่างรวดเร็ว และทำการหลบซ่อนอยู่หลังประตู
เพื่อที่จะมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน
ในตอนนี้ ในมือของ ลั่วผิน ปรากฏเป็น ตรีศูลที่มี
ขนาดยาว 1 เล่ม เหมือนกับว่ามีเทพสมุทรกำลัง
ยืนอยู่ตรงตำแหน่งทางออก เห็นเพียงแค่ว่าบนร่าง
ของนางเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดมังกร ชั่ว
พริบตานางก็กลายร่างเป็นมนุษย์มังกร ในเวลานี้
ร่างกายของนางปลดปล่อยบรรยากาศที่น่าเกรง
ขามยิ่ง เห็นได้ชัดว่าในเวลานี้นางทรงพลังอำนาจ
อย่างมาก!
รูปลักษณ์ของมนุษย์มังกรตนนี้ ถูกแต่งแต้มไปด้วย
สีขาวดูบริสุทธิ์สดใส แต่กลับดูน่าเกรงขาม ทุกๆ
การเคลื่อนไหว ราวกับเป็นราชันของอสูรกาย
เสียงคำรามของนาง เมื่อเทียบกับเหล่าอสูรกาย
ยามกู่ร้องทะยานยังน่ากลัวเสียยิ่งกว่า!
นางเตรียมพร้อมที่จะลงมือแล้ว
“หากนางมีความมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ แน่นอน
ว่ามันจะต้องสำเร็จ……” อู่ อวี้ ไม่แน่ใจว่า
ในตอนนี้นางแข็งแกร่งขนาดไหน แต่เขามั่นใจใน
ตัวอีกฝั่ายอย่างมาก
แต่ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกราวกับว่ามีคนกำลังจับ
จ้องมองมาที่ตัวเขาจากด้านหลัง!
ขนลุกชูชันอย่างฉับพลัน!
เมื่อหันหน้ากลับไปมอง กลับไม่พบอะไร!
เขากระตุ้นใช้งานเนตรเพลิง ใช้ดวงตาทั้ง 2 ข้าง
มองทะลวงทุกสิ่ง กวาดมองทั่วทั้งคฤหาสน์มาร
กลืนสวรรค์ในพริบตา แต่เขาก็ไม่พบสิ่งใดนอกจาก
หมาปั่าปีศาจทมิฬ กระทั่งแม้แต่แมลงวันสักตัวเขา
ก็ยังหาไม่พบ
ในเวลานี้ ตรีศูลที่อยู่ในมือของ ลั่วผิน ดูเหมือนว่า
มันจะแทงทะลุไปที่ทางออก อู่ อวี้ กำลังครุ่งคิดถึง
เรื่องราวต่างๆหลังจากออกไปจากที่นี่ เวลานี้ภูเขา
สะท้านแผ่นดินสะเทือน ราวกับว่าทั่วทั้งคฤหาสน์
มารกลืนสวรรค์กำลังจะพังทลายลงมา หมาปั่า
ปีศาจทมิฬที่อยู่ตำหนักด้านหลังตกอยู่ในอาการ
หวาดกลัว! เสียงคำรามที่น่ากลัวของของนางทำให้
เขาไม่ได้ยินสิ่งอื่นใดไปชั่วขณะ ฉับพลันเกิดเป็น
แสงสีฟั้าครามระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ช่วงเวลา
นั้น อู่ อวี้ เกือบจะสูญเสียการมองเห็นของตนไป
ทันใด สายตาของเขากลายเป็นพร่ามัว!
“น่าจะเป็นสรรพเทวะวิญญาณกำลังมองมาที่ข้า
…..” อู่ อวี้ ขบคิด
ยามที่ขบคิด แสงสีฟั้าครามได้กระทบต้องตา และ
พลังอำนาจที่น่าเกรงขามนี้ก็ได้กลืนกินตัวเขาเข้า
ไปจนมองไม่เห็นสิ่งใดอีก ทันใดนั้น ยังไม่ทันได้ตั้ง
สติกับเบื้องหน้าดูเหมือนว่าตัวเขาจะถูกห่อหุ้มด้วย
วารีสายอันอ่อนโยนอย่างรวดเร็ว เขาเข้าใจอย่าง
แจ่มแจ้งว่านี่จะต้องเป็นช่องทางที่ ลั่วผิน จะใช้ใน
การพาเขาออกไป!
เมื่อแสงที่ล้อมรอบตัวเขามืดสลัวลงไปเล็กน้อย
การมองเห็นและการได้ยินของเขาเริ่มฟืนฟูขึ้น
เห็นได้อย่างรางๆว่า ลั่วผิน กำลังพาตัวเขามุ่งผ่าน
อุโมงขึ้นไป
นางทำได้สำเร็จ!
ในที่สุดก็สามารถกลับออกมาที่หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง!
สถานที่เช่นคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ สถานที่ที่
เงียบสนิดและมืดมนเช่นนั้น เขาไม่ต้องการที่จะ
กลับลงไปอีกเป็นครั้งที่ 2 แล้ว!
ตูม!
ผืนแผ่นดินพลิกกลับอีกครา เขาพุ่งออกมาพื้นดิน
จนเกิดเป็นเสียงระเบิดรุนแรง และเมื่อประสาท
การรับรู้ถูกฟืนฟูจนสมบูรณ์ ในเวลานี้เขาก็รับรู้ได้
ถึงกลิ่นของทะเลทรายสีเหลืองอร่าม จากสถานที่ที่
ไม่มีซึ่งพลังฟั้าดิน ทันใดนั้นเขาก็กลับมาอยู่ในที่ที่มี
พลังฟั้าดินอันหนาแน่นอีกครั้ง อู่ อวี้ ที่กำลังหิว
กระหาย ร่างกายของเขาจึงเริ่มทำการดูดกลืนพลัง
ฟั้าดินเข้าไปอย่างบ้าคลั่งโดยทันที คนเร่งดูดกลืน
ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปผสานกับตำหนักม่วงของตน!
เมื่อมองไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้ก็คือเมืองโบราณ!
หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง เขากลับขึ้นมาได้
แล้ว!
ลั่วผิน ปล่อยตัวเขาลงไป อู่ อวี้ จึงค่อยๆร่อนลงมา
อยู่บนพื้นอย่างช้าๆ เขามองย้อนกลับไป ฐานที่นั่ง
ของเจ้านครจักรพรรดิเพลิงในตอนนี้ได้ถูกทำลาย
ไปแล้ว ก้อนศิลากระจัดกระจายเต็มไปทั่วทุกหน
แห่ง ถ้าหากลองไปยืนอยู่ทางนั้นแล้วลองมองดู ก็
จะสามารถมองเห็นคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ได้
โดยตรง!
หลังจากที่ทางเข้าถูก ลั่วผิน ทำลายลงไป
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์และหลุมบรรพกาลจัก
พรรดิเพลิงก็เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ลั่วผิน เก็บ
ศาสตราเต๋าตรีศูลของนางกลับเข้าไป ทำให้ อู่ อวี้
ตระหนักได้ว่า ศาสตราเต๋าชิ้นนั้นเป็นศาตราที่น่า
หวาดกลัวมากที่สุด แน่นอนว่าอย่างน้อยมัน
จะต้องเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ การที่ ลั่วผิน
สามารถเปิดช่องว่างนี้ขึ้นมาได้ น่าจะมีความ
เกี่ยวข้องกับศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ แค่พริบตา
ต่อมา ก้อนหินที่กระจัดกระจายเหล่านั้นได้เกิดการ
รวมตัวเขาด้วยกันและก่อตัวขึ้นมาใหม่ ส่วนปาก
ทางเข้าก็ถูกปิดผนึกลงไปอีกครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่า
ทางเข้าคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์จะถูกปิดลงอีก
ครั้งหนึ่งแล้ว
แน่นอนทางเข้านี้เป็นเทพเซียนที่ก่อตั้งมันขึ้นมา
ด้วยตนเอง หากมันสามารถฟืนฟูกลับมาได้ก็ไม่ใช่
เรื่องแปลก ถ้าหากไม่อาจที่จะฟืนฟูได้ด้วยตนเอง
คาดว่า ลั่วผิน คงไม่น่าที่จะยอมทำลายออกมา
ง่ายๆเช่นนี้
ตอนนี้ฝุั่นทรายฟุั้งกระจายออกไปหมดแล้ว
สามารถมองเห็นทั่วทั้งเมืองโบราณแห่งนี้ได้อย่าง
ชัดเจน ส่วนด้านนอกของเมืองโบราณปรากฎเป็น
ผืนทรายปกคลุมอยู่ทั่วทุกที่ นอกจากนี้ยังได้ยิน
เพียงแค่เสียงของเม็ดทรายที่ปลิวภายในหลุม
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิงอย่างเดียวเท่านั้น
ทันใดนั้นเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ก็ปรากฏ
เป็นคน 2 คนขึ้นมาเบื้องหน้า
คนแรก มีรูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่ชุดเกราะสีดำทมิฬ
ดูแล้วเหมือนกับเทพสงคราม มีบรรยากาศที่น่า
เกรงขาม ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เพ่งเล็งไปที่ อู่ อวี้
แต่ อู่ อวี้ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอัน
รุนแรง
ส่วนอีกคนหนึ่งมีรูปร่างธรรมดา เป็นชายชราคน
หนึ่ง ยืนเท้าเปล่าอยู่บนผืนทราย มีสีหน้าที่เงียบ
ขรึม ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์
ทั้ง 2 คนนี้ก็คือจอมจักรพรรดิจักรพรรดิแห่งแสง
และ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ที่พวกเขาปรากฏตัวออกมาพร้อมกัน สาเหตุมา
จาก ลั่วผิน
ในเวลานี้ เห็นได้ชัดว่าสายตาของพวกเขาเต็มไป
ด้วยความตกตะลึง พวกเขาต่างเคยเห็น ลั่วผิน
แล้ว แต่กลับไม่พบความผิดปกติ ในตอนนี้สายตา
ของเจ้านครเต็มไปด้วยความตกตะลึง จึงได้กล่าว
ออกมาอย่างตื่นตระหนก “กลับกลายเป็นสัตว์
สวรรค์ มังกรเทวะ ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก ขนาดก่อน
หน้านี้ชายชราเช่นข้าก็ยังมองไม่ออก”
“สัตว์สวรรค์ มังกรเทวะ?” ใบหน้าจอมจักรพรรดิ
กลายเป็นเขียวคล้ำ พร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดัน
ออกมาอย่างหนักหน่วง และกล่าวออกมาด้วย
โทสะว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร กลับกล้าบุกเข้า
มาถึงภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ เจ้าไม่รู้หรือ
ว่าภายในนั้นได้ผนึกบรรพชนมารกลืนสวรรค์
เอาไว้!”
เดิมทีพวกเขาคิดว่า อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน หายไปจาก
หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงเนื่องจากสาเหตุอื่น
เพราะในเวลานั้นเจ้านครก็ออกไปจัดการธุระต่างๆ
ด้านนอก แต่หลังจากกลับมาปรากฎว่า ลั่วผิน กับ
อู่ อวี้ ก็ได้หายไปแล้ว และเพราะว่าเมืองโบราณก็
ยังอยู่เหมือนเดิม แถม ฉิน ฝูเหยา ก็ยังอยู่ในที่แห่ง
นี้ด้วยเช่นกัน แน่นอน ฉิน ฝูเหยา ย่อมต้องบอกว่า
ตนไม่รู้ถึงสถานการณ์ของทั้งสองคน
ในตอนนั้นเขาทำการค้นหาและตรวจสอบเป็น
เวลานาน แต่ก็กลับไม่พบทั้ง 2 คน ซึ่งเขาไม่คิดว่า
พวก อู่ อวี้ จะอยู่ภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
แต่อย่างใด
ลั่วผิน ไม่ต้องการที่จะสร้างความขัดแย้งกับพวก
เขา ดังนั้นจึงถอยไปอยู่เบื้องหลังของ อู่ อวี้ พร้อม
กับกล่าวว่า “ต้องขอโทษพวกท่านทั้ง 2 คนด้วย
คงต้องยกหน้าที่ให้ อู่ อวี้ เล่าให้พวกท่านฟังด้วย
ตนเอง”
สำหรับ อู่ อวี้ นั้น เขารู้เป็นอย่างดีว่าสถานการณ์
เบื้องหน้ามีความตึงเครียดเช่นไร
เพราะยังไงแล้วพวกเขาก็นับว่า อู่ อวี้ เป็นคนของ
นครจักรพรรดิเพลิงแล้ว
เพื่อปั้องกันความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝั่าย อู่ อวี้ ผู้
เป็นคนกลางจึงค่อนข้างจะหนักหนา ตัวเขาเองก็
ไม่ได้รู้อะไรแจ่มชัดมากนัก ซึ่งหลังจากที่กล่าว
ออกไปหมด ก็ยังไม่รู้ว่าเจ้านครและจอมจักรพรรดิ
จะแก้ปัญหาเช่นไรกัน………
อีกทั้ง ลั่วผิน พึ่งฟืนฟูตัวเองกลับมาได้แค่ 2 ใน
10 ส่วนเท่านั้น น่าจะยังไม่อาจเป็นคู่มือของพวก
เขาได้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ