กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 460 : ยันตสื่อสารจากที่หางไกล
บัดนี้บนสนามประลองเป็นตาย เต็มไปด้วยปราณ
กระบี่บินฉวัดเฉวียน ทะลวงแหวกฝั่าก้อนเมฆ
เมฆานับไม่ถ้วน สาดประกายลำแสงเหนือท้องนภา
เมื่อเกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในซูซันขึ้น ย่อมทำให้
จิตวิญญาณแห่งผู้ฝึกฝนในวิถีกระบี่เกิดความฮึก
เหิม!
เสียงหวีดหวิวจากปราณกระบี่จำนวนมากมาย ดัง
กึกก้องไปทั่ว ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่จำนวนมากต่างร้อง
ตะโกนแห่แหน ในเวลานี้ยอดเขาซูซันจะเต็มไป
ด้วยหิมะอันหนาวเย็นปกคลุม แต่ภายในใจของทุก
ผู้คนกับร้อนระอุลุกเป็นไฟ
ทั้งหมดล้วนกระทำเพื่อต้อนรับการมาถึงของ เปั่ย
ซาน ม่อ
ในขณะนี้ เปั่ยซาน ม่อ กำลังอยู่ท่ามกลางการ
ต้อนรับด้วยปราณกระบี่อย่างไร้สิ้นสุด ขณะลงสู่
สนามประลองเป็นตาย เด็กหนุ่มผู้นี้มีแนวโน้มว่า
จะเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ไปทั่วทั้งใต้หล้าใน
อนาคต แม้จะอยู่ท่ามกลางการจับจ้องของสายตา
นับล้านคู่ แต่เด็กหนุ่มผู้นี้ก็หาได้รู้สึกกริ่งเกรง หรือ
กดดันแต่ประการ นอกจากจะไม่เกรงกลัวแล้ว มัน
กลับแสดงท่าทางประดุจดั่งตนเองเป็นราชันก็มิ
ปาน หยิ่งทะนงโอหังอย่างที่สุด
บัดนี้กำลังถูกห้อมล้อมด้วยสาวกวิถีกระบี่ซูซัน ที่
กำลังร้องตะโกนเอ่ยนามของมันอย่างคลั่งไคล้!
เปั่ยซาน ม่อ เป็นอัจฉริยะที่อยู่เหนืออัจฉริยะ
ทั้งหมดของซูซัน ผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่ทั่วไปซึ่งอยู่ใน
อาณาเขตกระบี่สามัญ พวกเขาปรารถนาเพียงก้าว
ข้าม เพื่อให้ตนเองได้เป็นสาวกหลักอย่างเป็น
ทางการ ซึ่งยังห่างไกลจากบุรุษผู้นี้อยู่มาก
หลังจากมาถึง มันไม่ได้เอ่ยถ้อยวาจาใดออกมา
เพียงมองไปยังทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศทาง
ของ นครจักรพรรดิเพลิง ทุกคนต่างรู้ดีว่ามันกำลัง
รอผู้ใดอยู่
ในสายตาของทุกผู้คน มันคือเครื่องจักรสังหารซึ่งมี
ฝีมือแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง! อย่างไร
ก็ตามดูเหมือนว่าท่าทีของมันกลับดูผ่อนคลาย
มากกว่าที่คิดไว้
นั่นเพราะมันรู้ดีว่า การมาในวันนี้เป็นแค่เพียงการ
ปฏิบัติตามข้อตกลงเท่านั้น อู่ อวี้ ยังคงไร้ซึ่งข่าว
คราวเสมือนเช่นเคย ไม่มีข่าวว่ามีผู้ใดพบเห็นเขา
ออกจาก นครจักรพรรดิเพลิง เพื่อมาที่นี่แต่อย่าง
ใด ฉะนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าเขาไม่สามารถมาตาม
กำหนดนัดหมายได้ ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของ อู่ อวี้
แล้ว เหตุผลเดียวที่ทำให้เขาไม่สามารถมาตามนัด
หมายได้นั่นก็คือ เขาได้ตกตายไปแล้ว
ถึงแม้ เปั่ยซาน ม่อ จะไม่สามารถจัดการผู้ที่มัน
เกลียดชังจนเข้ากระดูกดำด้วยมือของตนเองได้ แต่
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ต่างกัน
” การมาในวันนี้ของข้า ก็เสมือนดั่งเป็นการยืนยัน
ว่าเจ้า อู่ อวี้ ตกตายไปแล้วจริง ๆ พี่สาวหนานกง
ก็จะไร้ซึ่งความคาดหวังอย่างสมบูรณ์ สักวันหนึ่ง
อีกไม่นานต่อจากนี้นางจะเห็นข้าอยู่ในสายตา ดั่ง
เช่นคำที่อาจารย์ 6 ได้กล่าวเอาไว้ ในใต้หล้านี้มี
เพียงแค่ข้าเท่านั้น ถึงจะคู่ควรเป็นสหายเต๋าเคียงคู่
กับนาง ”
ฉะนั้นในวันนี้นอกจากปฏิบัติตามข้อตกลง ก็ยัง
เป็นการยืนยันถึงการสิ้นชีพของ อู่ อวี้
นอกจาก เปั่ยซาน ม่อ ก็ยังมีคนใหญ่คนโตของซู
ซันปรากฏกายให้เห็นทีละคน ๆ ไม่ว่าจะเป็น จอม
กระบี่ชิงเหอ, จอมกระบี่ซวนจี, จอมกระบี่ชั่วฮวา,
จอมกระบี่หลี่หั่ว, จอมกระบี่ชื่ออิง, จอมกระบี่ตง
หยู ทั้งคนอื่น ๆ อีกมากมาย จอมกระบี่ที่ปรากฎได้
อยู่เหนือฟากฟั้ามีจำนวนมากกว่าสิบคน สาวกของ
ซูซันมองพวกเขาด้วยสายตาหลากหลายอารมณ์
บางรู้สึกเพลิดเพลิน บางรู้สึกนับถือ บ้างรู้สึกริษยา
ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นผู้คนมารวมตัวกันมากมาย
เช่นนี้ นั่นก็คือวันที่ อู่ อวี้ ถูกขับไล่ออกจากนิกาย
เวลาช่างผ่านไปเร็วราวกับกระพริบตา นับจากวัน
นั้นจนวันนี้เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปเกือบ 3 – 4 ปี
แล้ว
เมื่อนึกถึงภาพในวันนั้น ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ต่างรู้สึก
คึกคักมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง ช่วงเวลานี้สำหรับ
พวกเขาแล้วเป็นเพียงแค่การพักผ่อนหย่อนใจ
เท่านั้น
ซึ่งระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา สำหรับพวกเขาแล้ว
ฝีมือยังคงมิได้มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่ง
แตกต่างจาก อู่ อวี้ กับ เปั่ยซาน ม่อ อย่างสิ้นเชิง
พวกเขาทั้งสองนั้นก้าวรุดหน้าไปมากอย่างไม่ต้อง
สงสัย
อันที่จริงแล้ว ท่ามกลางผู้ฝึกตนวิถีกระบี่จำนวน
มากเหล่านี้ หลายคนต่างล่วงรู้ดีว่า อู่ อวี้ จะไม่
ปรากฏกายขึ้น แต่พวกมันก็ยังคงมารวมตัวกันอยู่
ที่นี่ เพียงเพราะได้มีโอกาสแลเห็นผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้!
เหล่าสาวกระดับกระบี่สวรรค์หลายสิบคน และ
จอมกระบี่นับสิบ นอกจากนี้ก็ยังมี เปั่ยซาน ม่อ ซึ่ง
เป็นอัจฉริยะอันต้น ๆ ผู้โดดเด่นมากที่สุดในทวีป
แห่งทวยเทพ! ซึ่งถ้าหาก อู่ อวี้ ปรากฏกายขึ้นมา
จริง ๆ ก็มีความเป็นไปได้มากที่เจ็ดเซียนกระบี่แห่ง
ซูซัน จะปรากฏตัวขึ้น
ทว่าทั้งหมดทั้งมวล ยังมีคำสัญญาที่จอมจักรพรรดิ
ได้ให้ไว้กับ อู่ อวี้ ว่าจะมาที่นี่กับเขาด้วย
ในช่วงแรกอรุณนั้น จอมกระบี่ปรากฏกายอยู่
ด้านข้าง เปั่ยซาน ม่อ ทุกคนแสดงท่าทางผ่อน
คลาย ซึ่งในเวลานี้ เปั่ยซาน ม่อ ได้กล่าวทักทาย
จอมกระบี่ทุกคนในฐานะผู้อาวุโส อาจเป็นเพราะที่
ผ่านมา เฉิน ชิงเหยา กับ อู่ อวี้ มีความสัมพันธ์ที่ดี
ต่อกันมาตลอด เปั่ยซาน ม่อ จึงเดินผ่านเขาไป
หน้าตาเฉย โดยไม่กล่าวคำทักทายใด ๆ
เหล่าผู้ฝึกตนกระบี่ต่างยื้อแย่งกันเพื่อมายืนอยู่
ด้านหน้า เพื่อมองดูผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ในเวลานี้มี
จอมกระบี่มากกว่าสิบคนปรากฏกายขึ้นพร้อมกัน
ความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากแต่ละคน มันมาก
พอที่จะทำให้ฝูงชนทั้งหลายหายใจหายกันแทบไม่
ออก ฉะนั้นทุกคนจึงไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด
ออกมามากนัก
ท่ามกลางจอมกระบี่ทั้งหลาย ในหมู่พวกเขา จอม
กระบี่ชั่วฮวา ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกว่า ” เสี่ยว
ม่อ ในวันนี้เรามาก่อนกำหนดการ ด้วยเพราะข้า
รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนว่าผลลัพธ์
ของวันนี้ออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้ว จะว่าไปก็ช่าง
น่าเสียดายที่เสี่ยวม่ออุตส่าห์เตรียมตัวมาอย่างดิบดี
ก็เพื่อวันนี้ ข้าเองก็ไม่เคยคิดว่าเจ้า อู่ อวี้ มันจะ
อายุสั้นด่วนตกตายจากไปเร็วขนาดนี้ แม้แต่
สัญญานัดหมายก็ยังไม่อาจรักษาเอาไม่ได้”
จอมกระบี่ตงหยู กล่าวขึ้น ” ผู้ที่ถูกเรียกว่า
อัจฉริยะ สิ่งสำคัญที่สุดนั่นก็คือจะต้องมีชีวิตอยู่
อัจฉริยะที่มีชีวิตจะสามารถยกระดับศักยภาพให้
เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น อู่ อวี้แค่ชีวิต
เล็ก ๆ ของตนเองยังไม่อาจรักษาเอาไว้ได้
เพียงแค่นี้ก็ยืนยันได้ว่าเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ
ทั้งยังไม่สามารถเทียบเคียงกับเจ้าได้แม้แต่เพียง
เศษฝุั่นธุลี ”
จอมกระบี่ชั่วฮวา กล่าวเสริมต่อ ” คนอย่างมัน
สมควรตายแล้ว ในเมื่อเสี้ยนหนามอย่างมันตกตาย
สักวันหนึ่ง เหว่ยเอ๋อ ก็จะลืมมันได้ เมื่อถึงวันนั้น
พวกเจ้าทั้งสองก็จะเป็นดั่งคู่กิ่งทองใบหยกแห่งซู
ซัน พวกเจ้าจะได้เคียงคู่กันอย่างแน่นอน ช่างน่า
เสียดายที่บุตรสาวของข้า … ” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้
จอมกระบี่ชั่วฮวา ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบุตรสาวของ
นาง มู่ หลิงเช่อ นางยังคงรู้สึกเสียใจทีเรื่องนี้ยัง
ไม่ได้รับการแก้ไข
เปั่ยซาน ม่อ รีบกล่าวอย่างรวดเร็ว ” จอมกระบี่
ชั่วฮวา โปรดมั่นใจได้ข้ายังจดจำเรื่องราวเกี่ยวกับ
มู่ หลิงเช่อ ได้อย่างถี่ถ้วน ฉะนั้นเมื่อถึงเวลาสุก
งอมตัวข้ากับพี่สาวหนานกง จะต้องแก้แค้นไอ้
ปีศาจ วูซาน เซี่ยชือ ข้าจะค้นหาปีศาจตัวนี้เพื่อ
ชำระหนี้แค้นให้แก่ท่าน เลือดต้องล้างด้วยเลือดถึง
จะถูกต้อง ”
จอมกระบี่ชั่วฮวา กับ จอมกระบี่หลี่หั่ว รู้สึก
ขอบคุณมันเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาทั้งสองรู้สึกผ่อนคลายสบายใจเป็นอย่างยิ่ง
ที่บัดนี้ อู่ อวี้ ได้ตกตายลงไปอย่างสมบูรณ์ เมื่อได้
ยินสิ่งที่พวกเขาได้สนทนากัน ผู้ฝึกตอนวิถีกระบี่
คนอื่น ๆ ก็รู้สึกผ่อนคลาย อันที่จริงหลังจากที่พวก
เขาได้ยินข่าวลือเรื่องการตายของ อู่ อวี้ ต่างก็รู้ดี
ว่าเขาไม่สามารถที่จะมาประลองในวันนี้ได้
เพียงแต่จำต้องจัดพิธีเช่นนี้ขึ้นมาตามธรรมเนียม ซู
ซันได้ส่งตัวแทนไปยืนรอที่ด้านหน้านิกายเพื่อรอ
คอยต้อนรับ อู่ อวี้
แม้ในวันนี้จะไม่ได้เห็นภาพการต่อสู้อันน่าตื่นเต้น
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง!
ในขณะที่ เปั่ยซาน ม่อ กำลังอยู่ในอารมณ์ที่ผ่อน
คลาย ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่คนอื่น ๆ ก็ต่างพูดคุย
เกี่ยวกับเรื่องนี้กันอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน
” นับว่าไอ้เจ้าสุนัข อู่ อวี้ โชคดีไม่น้อยทีเดียว ที่
รีบด่วนตกตายไปเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นหากมันมา
เหยียบที่นี่ ไม่เพียงแต่จะอับอายแทบซุกแผ่นดิน
แต่มันจะต้องตกตายด้วยสภาพน่าอนาถยิ่งกว่าเก่า
”
” บางทีมันอาจจะฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็หลบซ่อน
ตัว? มันคงจะเกรงกลัวซูซันของเรา เกรงกลัว เปั่ย
ซาน ม่อ จนหัวหด ”
” ทันทีที่มันถูกขับไล่ออกจากซูซัน เปั่ยซาน ม่อ ก็
พร้อมจะสังหารมันทุกเมื่อ ”
” แต่ก็ดี…ที่มันเกิดปอดแหกหลบซ่อนตัวอยู่เช่นนี้
คงรอให้พายุซาแล้วค่อยโผล่หน้าออกมาอีกครั้ง
ข้าไม่เชื่อว่าเมื่อถึงวันนั้นมันจะกล้าเสนอหน้า
ออกมาให้ผู้คนพบเห็น ”
” กล่าวตามตรง ถ้ามันเลือกที่จะหลบซ่อนตัว โดย
ที่มิกล้าเข้าร่วมการปะลองในครั้งนี้ ชื่อเสียงของ
มันก็พังพินาศย่อยยับเห็น ๆ อยู่แล้ว มันทำให้
หนานกง เหว่ย กับ ซูซันของเรา รู้สึกผิดหวังทั้งยิ่ง
ดูถูกมันมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก ”
“ เปั่ยซาน ม่อ กับ หนานกง เหว่ย คือคู่สวรรค์
สรรสร้างอย่างแท้จริง ถ้าหากไม่มีก้างขวางคอ
อย่างเจ้า อู่ อวี้ แล้วละก็ ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้
เยอะ!”
ในสนามประลองเป็นตาย อื้ออึ้งไปด้วยเสียงพูดคุย
อันดุเด็ดเผ็ดร้อน ทุกคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มระรื่น
เสมือนดั่งว่ากำลังต้อนรับวันใหม่ที่จะมาถึงในวัน
พรุ่ง เปั่ยซาน ม่อ กับ หนานกง พวกเขาทั้งคู่คือ
ความหวังใหม่มาแทนที่ อู่ อวี้
” ทำไม เหว่ยเอ๋อ ถึงยังไม่มา? ” จอมกระบี่ชั่วฮวา
ไต่ถาม เปั่ยซาน ม่อ
เปั่ยซาน ม่อ ทำท่าทางหดหู่ พร้อมกับกล่าวขึ้น
อย่างคับข้องใจว่า ” ข้าไปหานางแล้ว แต่นางไม่
ยอมตามมาด้วย เกรงว่าคงเป็นเพราะนางรู้ว่า อู่
อวี้ ได้ตกตายไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ปรารถนามีส่วน
ร่วมในงานรื่นเริงครั้งนี้ด้วย ”
เฉิน ชิงเหยา ยังคงเงียบครึมเหมือนเช่นเคย
จอมกระบี่ชื่ออิงที่อยู่ถัดออกไป นึกถึงความรุ่งโรจน์
ครั้งเมื่อ อู่ อวี้ แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่
สายตาใน นครจักรพรรดิเพลิง เขาก็พึมพำขึ้นว่า
“ ถ้า อู่ อวี้ ปรากฏกายขึ้น นางจะยอมออกมา
เช่นนั้นหรือ? การที่ อู่ อวี้ กล่าวอย่างแน่วแน่เด็ด
เดี่ยวว่าจะกลับมายังซูซันอีกครั้ง น่าจะเป็นเพราะ
นางสัก 8 ส่วน แต่สำหรับตอนนี้ อู่ อวี้ ได้ตายไป
จากจิตใจของ เหว่ยเอ๋อ ไปโดยสมบูรณ์แล้ว”
เมื่อกล่าวถึง อู่ อวี้ ความเกลียดชังในดวงตาของ
เปั่ยซาน ม่อ ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน มันกล่าว
ขึ้นว่า ” ตายก็ตายไปแล้ว แต่ยังมาสร้างปัญหาทิ้ง
ไว้เบื้องหลังอีก พี่สาวหนานกง มีค่าเกินกว่ามันจะ
อาจเอื้อม การที่นางเป็นแบบนี้เป็นเพราะเจ้า อู่
อวี้ มาหลอกล่อทำให้นางหลงใหล ซึ่งตอนนั้นนาง
ยังอ่อนเยาว์มากนักเลยไม่ทันต่อโลก ความ
ประทับใจในครั้งนั้นกลายเป็นความรู้สึกฝังลึกตรา
ตรึงอยู่ในใจของนางจวบจนวันนี้ แต่เวลาจะช่วย
เยียวยารักษาเอง อย่างไรเสีย อู่ อวี้ ก็เป็นแค่มด
ปลวกไร้ค่าที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของนาง คนอย่าง
มันไม่มีทางจะสร้างผลกระทบต่อนางได้อยู่แล้ว ”
” ถูกต้อง เหว่ยเอ๋อ รักมันมากจริง ๆ คงมีเพียงแค่
ซูซันของข้า ที่สามารถบ่มเพาะผู้มีความสามารถ
และ ยึดถือยึดมั่นเช่นนี้ได้ ไม่เหมือนตัวบัดซบอย่าง
อู่ อวี้ ทำตัวเนรคุณ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา มุ่ง
ก้าวเดินสู่วิถีของปีศาจอย่างต่อเนื่อง จนทำร้าย
จิตใจของ เหว่ยเอ๋อ หลังถูกขับไล่ออกจากซูซัน ก็
เข้าร่วมกับนครจักรพรรดิเพลิงทันที เพื่อยกระดับ
ฐานะของตนให้สูงขึ้น สร้างความอัปยศให้แก่ซูซัน
ของข้า เจ้าหมอนี่ สมควรตายในสนามประลอง
เป็นตาย ถึงจะสามารถลบล้างความอัปยศที่มันทำ
ไว้กับซูซันได้ ”
เวลาค่อย ๆ ผันผ่านไป
ชั่วพริบตาเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงวันแล้ว ดวง
ตะวันบนท้องนภาส่องแสงสว่างเจิดจ้า แต่ อู่ อวี้
กับ นครจักรพรรดิเพลิงก็ยังไม่มีข่าวคราวหรือ
ความเคลื่อนไหวใด ๆ ดวงตาของ เฉิน ชิงเหยา
เผยเห็นถึงความวิตกกังวลเล็กน้อย แต่ อู่ อวี้ ก็ยัง
ไม่ปรากฏตัว เมื่อถึงขั้นนี้ทุกอย่างก็น่าจะชัดเจน
แล้ว
จอมกระบี่ซวนจีกล่าวขึ้นว่า ” นี่ก็เกือบจะผ่านไป
ครึ่งวันแล้ว พวกเราทำดีที่สุดแล้ว ถ้า อู่ อวี้ มา
จริง ถึงแม้ว่าจะยังมาไม่ถึงก็ตาม แต่นครจักรพรรดิ
เพลิงก็น่าจะมีความเคลื่อนไหวใด ๆ บ้าง ”
เห็นได้ชัดว่า อู่ อวี้ ยังไม่ได้เดินทางออกมาจาก
นครจักรพรรดิเพลิง หมายความว่าถ้า อู่ อวี้ มา
ที่นี่ไม่ได้ ก็จะเป็นไปตามข่าวลือว่าเขาได้ตกตายไป
แล้ว
เปั่ยซาน ม่อ มองไปรอบ ๆ มีผู้ฝึกตนกระบี่อยู่ในที่
แห่งนี้มากกว่า 300,000 คน ยิ่งเวลาผ่านไปนาน
เท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองนั้นมาเสียเที่ยว
ดังนั้นผู้ฝึกตนกระบี่จึงกระจายตัวกันออกไปก่อน
เวลา ผู้ที่เหลืออยู่ มีแค่คนที่ต้องการเฝั้าชมเหล่าผู้
แข็งแกร่งเท่านั้น
เปั่ยซาน ม่อ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่แล้วกล่าวว่า “ไหน
ๆ วันนี้ก็มาแล้ว ข้าอยากจะรออีกสักหน่อย”
ถึงแม้มันจะรู้อยู่แก่ใจว่าในวันนี้ อู่ อวี้ จะไม่
ปรากฏกายขึ้น แต่ถึงกระนั้นมันก็ได้เตรียมความ
พร้อมไว้อย่างเต็มที่ จนมาถึงปัจจุบัน มันก็
พยายามที่จะรอเขาอยู่พักใหญ่ ๆ
เพราะยังไงแล้วในวันนี้คือวันที่คู่แข่งยิ่งใหญ่ที่สุด
ของมันได้หายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ!
ผู้ฝึกตนกระบี่ที่เฝั้ารอคอยลดน้อยลงเรื่อย ๆ เปั่ย
ซาน ม่อ ยังคงดึงดันอยู่ที่นี่อย่างดื้อรั้น ด้วยเพราะ
ต้องการลงไปต่อสู้บนสนามประลองเป็นตาย
ผู้คนพูดต่างเป็นเสียงหัวเราะกันอย่างครื้นเครง
อารมณ์ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เพียงชั่วพริบตา
ความมืดก็คืบคลานเข้ามา ทว่า อู่ อวี้ ก็ยังไม่
ปรากฏกาย เวลาล่วงเลยมาถึงปั่านฉะนี้แต่เขา
กลับยังไม่ปรากฏกาย นั่นก็แสดงว่าไม่มีเรื่องไม่
คาดฝันเกิดขึ้น ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
เสียงหัวเราะของผู้คนดังก้องกังวานมากขึ้นเรื่อย ๆ
เปั่ยซาน ม่อ กำลังยิ้มระรื่นชื่นมื่น ขณะพูดคุยกับ
จอมกระบี่คนอื่น ๆ ในยามนี้มันรู้สึกโล่งใจเป็นที่สุด
หลังจากการนัดหมายได้จบสิ้นลง นับจากนี้อนาคต
ของมันรุ่งโรจน์กว้างไกลอย่างไม่มีผู้ใดมาหยุดยั้ง
ขวางกั้น!
มีคนเพียงไม่กี่คนที่รู้สึกเสียใจ อย่างเช่น เฉินชิง
เหยา เป็นต้น เขารอคอย อู่ อวี้ มาเนิ่นนานแต่ก็ไม่
เห็นการปรากฏตัวของเขา เขาจึงตัดใจเตรียมตัวที่
จะจากไป
” ทุกคนแยกย้ายกันไป นับจากวันนี้ไม่มีผู้ชื่อ อู่ อวี้
อยู่บนโลกนี้อีกต่อไป ” เปั่ยซาน ม่อ สะบัดชาย
แขนเสื้อเบา ๆ ขณะกล่าวกับทุกคน
เสียงตะโกนให้กำลังใจดังขึ้นอย่างแซ่ซ้อง
ขณะนี้ผู้คนเริ่มหัวเราะแล้วแยกย้ายจากไป ส่วน
เปั่ยซาน ม่อ ก็หันมากล่าวอำลากับจอมกระบี่ทีละ
คน
ยกเว้น เฉินชิง เหยา
นั่นเป็นเพราะมันไม่พอใจ เฉินชิง เหยา
ในขณะที่ เฉินชิง เหยา กำลังหันหลังจะออกไป
ทันใดนั้นตราประทับสื่อสารพุ่งเข้าหาเขา เขาเอื้อม
มือไปคว้ามันไว้ แล้วค่อย ๆ เปิดมันขึ้นอย่าง
นุ่มนวล ช่วงเวลานี้ยังไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นสิ่งที่เกิด
ขึ้นกับเขา
เมื่อเขาเปิดตราประทับสื่อสาร เขาเพ่งมองอย่าง
พินิจจากนั้นสีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความกังขา
ระคนประหลาดใจ แล้วในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ที่จะ
ยิ้มออกมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ เปั่ยซาน ม่อ
กำลังยิ้มร่าหัวเราะอย่างร่าเริงเตรียมพร้อมที่จะ
จากไป แต่ทันใดนั้นเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงก้อง
กังวานว่า ” ทุกท่านอย่าพึ่งรีบร้อนจากไป ข้ามี
ข่าวใหม่จะบอก ”
ทันทีที่คำพูดของ เฉินชิง เหยา หลุดออกมา ก็ได้
ดึงดูดความสนใจจากทุกผู้คน
” มีเรื่องบ้าอะไรอีก? ” จอมกระบี่ชื่ออิง กล่าวขึ้น
อย่างไม่พอใจ
แต่แล้ว เฉินชิง เหยา ก็พูดเรื่องที่ไม่คาดคิดออกมา
ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ” บางทีทุกคนอาจจะไม่เชื่อ
ว่าข้า เพิ่งได้รับการติดต่อจาก อู่ อวี้ ผ่านตรา
ประทับสื่อสาร ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ