กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 461 : เรือรบทมิฬ
อู่ อวี้!
หลังจากชื่อนี้หลุดออกมาจากปากของ เฉิน ชิง
เหยา ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ที่หัวเราะกันอย่าง
สนุกสนานมาตลอดทั้งวัน บัดนี้สามารถอธิบายได้
เพียงอย่างเดียว พวกมันต่างกำลังรู้สึกตื่นตระหนก
ขวัญผวากันอย่างสุดขีด
ขณะที่พวกมันกำลังแยกย้ายกันกลับ ก็หยุดชะงัก
ลงในบัดดล พวกเขาต่างมองมาทาง เฉิน ชิงเหยา
ด้วยความตื่นตะลึงอย่างที่สุด รอยยิ้มที่แปดเปือน
อยู่บนใบหน้าใครหลายคนก่อนหน้านี้ เริ่มแข็งค้าง
อย่างฉับพลัน
แน่นอนว่า เหล่าจอมกระบี่ กับ เปั่ย ซานม่อ เป็นผู้
ที่มีปฏิกิริยาตอบสนองมากที่สุดกับคำพูดนี้
ทันใดนั้นพวกเขาก็หันกลับมาจ้องมอง เฉิน ชิง
เหยา ด้วยสายตาเย็นเฉียบ ราวกับว่าในเวลานี้
เฉิน ชิงเหยา ก็คือ อู่ อวี้
บรรยากาศของสนามประลองเป็นตายยามนี้ เงียบ
กริบประดุจดั่งความตายสมชื่อจริง ๆ
ผู้คนเบิกตากว้างขนาดจ้องมอง เฉิน ชิงเหยา
ดวงตานับไม่ถ้วนจ้องเขม็งมาที่เขาเป็นตาเดียว
สายตาของบางคนยังบ่งบอกถึงเจตนามุ่งร้าย
เนื่องจาก เฉิน ชิงเหยา ได้เอ่ยถ้อยวาจาที่พวกมัน
ไม่ปรารถนาจะได้ยิน
ถึงแม้ยามนี้บรรยากาศเปลี่ยนไป แต่ เฉิน ชิงเหยา
ก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงกดดันเลยแม้แต่น้อย เขายัง
กล่าวอีกว่า ” ข้าจะบอกทุกท่านว่า อู่ อวี้ ยังไม่
ตาย เห็นได้ชัดว่าข่าวลือที่ถูกปล่อยออกมาก่อน
หน้านี้เป็นเพียงข่าวลวง ส่วนสาเหตุที่เขามาไม่ได้
ในวันนี้ เดี๋ยวข้าจะซักถามเขา ผ่านตราประทับ
สื่อสารนี้เลยก็แล้วกัน ”
เขาหยุดชั่วครู่ ในเวลานี้สายตาของทุกผู้คนจ้อง
มองเขาด้วยโทสะไม่พอใจ แต่เขาก็หาได้สนใจไม่
เฉิน ชิงเหยา กล่าวต่อว่า ” ข้างในเขียนว่า ถึงผู้
อาวุโส ข้าต้องขออภัยในความล่าช้าเนื่องด้วย
เหตุผลบางประการ เกรงว่าในวันนี้ข้าคงไม่
สามารถมายังซูซันได้ แต่ขอให้ เปั่ยซาน ม่อ โปรด
มั่นใจว่าข้าจะไปแน่ รอคอยข้าอีกสัก 10 วัน เมื่อ
นั้นข้าจะไปเยือนซูซัน ไปต่อสู้ที่สนามประลองเป็น
ตาย เพื่อชำระหนี้แค้นครั้งเก่าก่อนให้จบสิ้น! ”
ถ้อยคำเหล่านี้แฝงไว้ด้วยความโอหังอย่างเปียมล้น
บ่งบอกว่าเขาหาได้แยแส หรือ เห็น เปั่ยซาน ม่อ
กับ ซูซัน อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย อันที่จริงมัน
ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ซ้ำร้ายยังปล่อยให้พวกมันรอคอย
ตนเองเป็นเวลาอีกสิบวัน!
ความสุขที่เคยมีก่อนหน้านี้สลายหายไปในพริบตา
หลังจากที่การรอคอยสิ้นสุดลง แต่แล้วในช่วงเวลา
สุดท้ายกับได้ยินข่าวร้ายว่า อู่ อวี้ นั้นยังมีชีวิตอยู่
สำหรับผู้ฝึกตนวิถีกระบี่แล้วเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่
ยากจะยอมรับ อู่ อวี้ ไม่ยอมมาตามเวลานัดหมาย
ยังไม่พอ แต่บัดนี้กลับให้พวกมันรออีกสิบวัน! มัน
ช่างเป็นการกระทำที่หยามเกียรติเจตนายั่วยุยิ่งนัก
ทันใดนั้นคนส่วนใหญ่ก็แสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวหัว
ฟัดหัวเหวี่ยง
หลังจากนั้น เฉิน ชิงเหยา หันหน้าเข้าหาทุกคน
โดยเฉพาะ เปั่ยซาน ม่อ พร้อมกล่าวว่า ” นี่คือ
ตราประทับสื่อสารที่ข้าทิ้งไว้ให้แก่ อู่ อวี้ เกือบจะ
แน่ใจได้ว่าเขาเป็นผู้ติดต่อสื่อสารกลับมาด้วย
ตนเอง ซึ่งข้อความถูกส่งมาสองข้อความ ข้อความ
แรกได้แจ้งว่า อู่ อวี้ ไม่ตาย ข้อความที่ 2 แจ้งว่า
อีก 10 วันเขาจะมาที่นี่ ดูเหมือนว่าการประลอง
ยังคงต้องดำเนินต่อไป”
ณ เวลานี้เหล่าจอมกระบี่ต่างมีสีหน้าซีดเผือด ส่วน
ผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่ที่อยู่โดยรอบ ก็แผดเสียงคำราม
ออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
” อู่ อวี้ มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงได้หาญกล้า
ปล่อยให้พวกเราแห้งเหี่ยวรอมันอยู่ที่นี่ ? จะให้
พวกเรารออยู่ที่นี่อีกสิบวัน! ”
” มันไม่ยอมมาตามเวลานัดหมายที่กำหนด มันก็
แค่ไอ้คนขี้ขลาดตาขาวเพียงเท่านั้น แล้วคนอย่าง
มันมีคุณสมบัติอันใดที่จะต้องให้ให้ เปั่ยซาน ม่อ
รอคอยมันที่นี่อีกสิบวัน? ผู้ใดจะไปเชื่อคนปลิ้น
ปล้อนตลบตะแลงอย่างมัน ช่างน่าขันสิ้นดี! การ
กระทำนี้จะทำให้ผู้คนตาสว่าง ได้เห็นโฉมหน้าธาตุ
แท้ของ อู่ อวี้ !”
” การยึดถือถึงในคำมั่นสัญญา ถือเป็นพื้นฐานของ
คน แค่เพียงความซื่อสัตย์ในขั้นพื้นฐาน มันยังไม่
อาจรักษาเอาไว้ได้! ข้าคิดว่าข่าวโคมลอยเรื่องที่มัน
หายตัวไป คงเป็นตัวมันนั่นแหละที่เป็นผู้ปล่อยข่าว
ลวงนี้ออกมา! มันช่างเป็นการกระทำที่ต่ำช้าสิ้นดี
การกระทำนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าต้องการปลุกปัน
ยั่วโมโหของพวกเรา ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก! ”
ผู้คนต่างจ้องมองมาทาง เฉิน ชิงเหยา ด้วยสายตา
ไม่พอใจอย่างที่สุด นั่นเพราะพวกมันต่างรู้ดีว่า
เฉิน ชิงเหยา กับ อู่ อวี้ มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน จึง
ส่งผลให้ในเวลานี้โทสะถูกถ่ายโอนมายัง เฉิน ชิง
เหยา อย่างช่วยไม่ได้
ข่าวที่พวกมันได้รับในวันนี้ เสมือนดั่งถูกระเบิดลูก
ใหญ่ตกใส่เข้าอย่างจัง
อันที่จริงแล้วภายในหัวใจของ เปั่ยซาน ม่อ เต้นระ
ส่ำอย่างใหญ่หลวง แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังคงเก็บ
อาการสงบสุขุมอยู่เช่นเคย แม้ว่าในเวลานี้จอม
กระบี่ทั้งหลายกำลังเกรี้ยวกราดไปด้วยเพลิงโทสะ
แต่มันก็ยังเปล่งเสียงเย้ยหยันออกมาว่า ” ดีมาก…
ข้าเกือบจะคิดว่ามันตกตายไปเสียแล้วจริง ๆ
ไม่เช่นนั้นข้าคงเสียดายแย่ ที่สู้อุตส่าห์ฝึกฝนขัด
เกลาฝีมือมาเป็นเวลานานถึง 3 ปี! ช่างเป็นเรื่อง
ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! 3 ปีที่ข้าหมั่นเพียรฝึกฝนอย่าง
หนัก ข้าจะได้ใช้โอกาสนี้เพื่อทดสอบฝีมือ ที่สำคัญ
ข้ากับมัน จะได้ชำระหนี้แค้นให้จบสิ้นเสียที! ”
มันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวประโยคนี้
โลหิตของมันสูบฉีดเดือดพล่านอีกครั้ง ด้วยความ
ต้องการที่จะต่อสู้
สีหน้าของ จอมกระบี่ชั่วฮวา บิดเบี้ยวน่าเกลียด
พร้อมกล่าวขึ้นว่า ” เสี่ยวม่อเห็นได้ชัดว่าเจ้า อู่ อวี้
มันกำลังเล่นแง่กับเรา ถึงได้เลื่อนกำหนดการ
ประลองในรอบใหม่ การกระทำของมันไม่ได้เห็น
หัวพวกเราแม้แต่น้อย แม้แต่ข่าวโคมลอยเรื่องที่
มันหายตัวไปก่อนหน้านี้ อาจจะเป็นฝีมือของมัน
ทั้งสิ้น! กระทำตนดุจดั่งผู้ฝึกตนอันทรงเกียรติ แต่
แท้จริงแล้วกับกระทำเรื่องน่าขยะแขยงเช่นนี้! เหตุ
ใดทำไมเราต้องรอมันอีกสิบวันด้วยเล่า ? ”
คำพูดนี้ตรงใจกับใครหลายคน ผู้คนส่วนใหญ่คิด
เช่นเดียวกับนาง
จอมกระบี่ชื่ออิง กล่าวว่า “เฉิน ชิงเหยา รีบบอก
ให้ อู่ อวี้ ไสหัวมาที่นี่เดี๋ยวนี้ จะให้ซูซันรอมันได้
อย่างไรเล่า!”
หลังจากที่กล่าวจบ เปั่ยซาน ม่อ ก็เอื้อมมือออกไป
ห้ามปรามเอาไว้ แล้วมันก็กล่าวว่า ” ท่านทั้งหลาย
อย่าได้ตื่นตระหนกหลงกลไปกับแผนยั่วยุของมัน
โปรดฟังคำของข้า พวกเราเป็นคนของนิกายเซียน
ซูซัน ซึ่งเปียมล้นไปด้วยเกียรติยศคุณธรรม มีศัตรู
ประเทศเภทใดบ้างที่เรายังไม่เคยพบเจอ? ถ้ามัน
คิดตุกตึกเล่นไม่ซื่อ เราก็จะสังหารมันในทันที หาก
มันคิดใช้วิธีขลาดเขลาเช่นนี้ พวกเราก็อย่าได้ไป
เสียเวลาใส่ใจกับเจ้าตัวโง่เขลานี้ ข้าจะทำให้มันตา
สว่างเอง ไม่ว่ามันจะใช้วิธีไร้ยางอายมากเพียงใด
ตราบใดที่มันเข้ามาในซูซันของเรา ข้า เปั่ยซาน
ม่อ ก็จะสามารถสยบ และ บดขยี้คนอย่างมันได้!
ถึงมันจะยื้อเวลาออกไปอีกสิบวันแล้วกระไรเล่า?
มันก็แค่เล่ห์กลที่คนโง่เขลาเลอะเลือนอย่างมัน
พอจะคิดได้ ข้าจะปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่อีกสักสิบ
วันก็แล้วกัน ”
” ถูกต้อง แม้ว่าเจ้า อู่ อวี้ มันจะทำตัวไร้ยางอาย
มากเพียงใด เราจะเกรงกลัวไปทำไมกัน? คนทรยศ
อย่างมันมีอันใดที่เราจะต้องเกรงกลัวอีกเล่า? มันก็
แค่ใช้ลูกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ กับเรา ก็ดีคราวนี้ทั่วทั้ง
ทวีปแห่งทวยเทพ จะได้รู้ว่าคนอย่างมันต่ำช้า
เพียงใด! ”
” ตัวบัดซบขลาดเขลาเช่นมันกลับหาญกล้ามาขอ
ยืดเวลาไปอีก 10 วัน นับตั้งแต่ข้าบำเพ็ญเพียรมา
นานเป็นร้อยปี ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใดหน้าด้านไร้
ยางอายถึงเพียงนี้มาก่อน สัญญาที่นัดหมายกันไว้
เป็นมั่นเป็นเหมาะมันยังไม่สามารถรักษาไว้ได้ ทั้ง
ยังให้พวกเราทั้งหลายในซูซันต้องรอคอยมันอีก
มันเป็นคนประเภทไหนกัน!? ”
” ไม่ว่าจะเป็นลูกไม้ใด ๆ ที่มันงัดมาใช้กับเราล้วน
ไร้ประโยชน์ เมื่อใดก็ตามที่มันพ่ายแพ้ สิ่งที่มันจะ
ได้ก็มีเพียงแค่เสียงหัวเราะเย้ยหยันก็เท่านั้น ”
รอ…ที่จะต่อสู้ นี่คือความหมายของ เปั่ยซาน ม่อ
” จอมกระบี่ชิงเหอ ตอบ อู่ อวี้ กลับไป ข้าจะรอ
คอยมันอีกสิบวัน ถ้าครบกำหนดแล้วมันยังไม่มา
ข้าจะตามไปสังหารมันที่ นครจักรพรรดิเพลิง ข้า
จะไปคิดบัญชีกับไอ้คนขี้ขลาดตาขาวอย่างมัน ”
เปั่ยซาน ม่อ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เต็มไปด้วยความยโส
เฉิน ชิงเหยา พยักหน้า เพราะเขาขี้เกียจต่อปาก
ต่อคำพูดอันใดให้มันเยิ่นเย้อ นอกจากนี้เขายังไม่
คิดว่า อู่ อวี้ จะกลืนคำพูดของตนเอง นั่นก็เพราะ
ถ้าเขาบอกว่าจะมาอีก 10 วัน ก็หมายความว่าเขา
ต้องมาอย่างแน่นอน อันที่จริงแค่ อู่ อวี้ ติดต่อ
กลับมาในวันนี้ เฉิน ชิงเหยา พลันรู้สึกผ่อนคลาย
ขึ้นมาก อู่ อวี้ สำหรับชายผู้นี้ตราบใดที่เขายังไม่
สิ้นลมหายใจ ก็จะมีความเป็นไปได้อย่างไร้สิ้นสุด
เฉิน ชิงเหยา กวาดตามองไปยังฝูงชน สายตาของ
เขาตกอยู่ที่ เฉิน ชิงหยู๋ กับ ไปั๋หลี่ เฟยหง รวมถึง
คนอื่น ๆ ดูเหมือนในตอนนี้พวกเขาจะมีความสุข
เช่นเดียวกัน
ผู้คนคาดไม่ถึงว่า อู่ อวี้ จะไม่เห็นการต่อสู้นี้อยู่ใน
สายตา จึงทำให้ผู้คนต่างเดือดดาลเกรี้ยวกราดใน
สิ่งที่เขากระทำ ถึงแม้เขาจะแจ้งว่าจะมาประลอง
ใหม่ในอีก 10 วันข้างหน้า ผู้ฝึกตนกระบี่ที่แยกย้าย
กลับไปก่อนหน้านี้ ก็ค่อย ๆ ทยอยกลับมาทีละคน
ๆ เพียงไม่กี่วันก่อนครบกำหนดการประลองรอบ
ใหม่จะเกิดขึ้น ผู้คนก็อัดแน่นอยู่ในสนามประลอง
เป็นตายกว่าล้านคน ข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
แพร่สะพัดออกไปดั่งไฟลามทุ่ง ส่งผลให้ผู้ฝึกตนใน
วิถีกระบี่หลั่งไหลมายังสนามประลองเป็นตายอย่าง
ต่อเนื่อง
เปั่ยซาน ม่อ ยืนอยู่ในสนามประลองเป็นตาย
มันเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดเขาชิงเทียนซูซัน
มันรู้ดีว่า หนานกง เหว่ย คงรู้ข่าวเรื่องนี้แล้ว
” มันยังมีชีวิตอยู่ หากนางได้ยินข่าวนี้นางจะมี
ความสุขหรือไม่? หรือจะรู้สึกมีโทสะเกลียดชังอยู่
ในหัวใจเช่นเดียวกับข้า? ”
” อู่ อวี้ ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานอย่าง
ยาวนาน หากข้าสังหารมันต่อหน้าต่อตาของนาง
บางทีนี่อาจเป็นการปลดปล่อยนางสู่อิสระได้อย่าง
แท้จริง ”
” ดังนั้นสำหรับข้าแล้ว การที่ อู่ อวี้ ยังมีชีวิตอยู่
อาจเป็นเรื่องดีก็ได้ มันคือโอกาสที่ข้าจะสร้าง
ชื่อเสียงให้ตนเองอย่างแท้จริง ”
เนื่องจากว่าตอนนี้ชื่อเสียงของ อู่ อวี้ ในทวีปแห่ง
ทวยเทพ ในฐานะผู้ชนะเลิศอันดับ 1 แห่งสงคราม
เหยียน เมื่อเทียบกับ เปั่ยซาน ม่อ แล้วยิ่งใหญ่กว่า
มากนัก
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เปั่ยซาน ม่อ ก็แสดง
รอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทั่วทั้งร่างของ
มันลุกโหมกระหน่ำไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนรุ่ม
แก่นแท้ตำหนักม่วงอันกว้างใหญ่ภายในร่างของ
มัน พุ่งพล่านปันปั่วนอย่างบ้าคลั่ง มันคือห้วง
สมุทรอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด การอยู่ในถ้ำกำเนิด
ใหม่แห่งซูซันมานานกว่า 2 ปี ทำให้มันมี
ความก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ความ
มั่นใจของมันจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ มี
เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ เปั่ยซาน ม่อ กำลังครุ่นคิด
อยู่ในตอนนี้ หากมันสังหาร อู่ อวี้ ตกตายไปในชั่ว
พริบตาต่อหน้าต่อตาของผู้คนในนครจักรพรรดิ
เพลิง พวกนั้นจะแสดงออกกันอย่างไร
” ถึงแม้ว่าท่านจะยังไม่ลืมมัน แต่ข้าจะไปยืนอยู่
เบื้องหน้าของท่าน แล้วสังหารมันให้ตกตายไปใน
สภาพอเนจอนาถอย่างถึงที่สุด! ข้าจะพิสูจน์ให้
พี่สาวหนานกง เห็น ถึงความต่างชั้นระหว่างข้า
กับ อู่ อวี้ เมื่อเทียบกับข้าแล้ว มันก็เป็นแค่กากเดน
ไร้ค่าเท่านั้น!”
หลังจากที่ออกมาจากถ้ำกำเนิดใหม่ มันก็ได้ยินข่าว
การหายตัวไปของ อู่ อวี้ ทำให้ เปั่ยซาน ม่อ รู้สึก
ผิดหวังไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากว่าความ
พยายามอย่างยาวนาน ที่มันยอมทุ่มเทตลอด
ระยะเวลาที่ผ่านมา แต่กลับต้องมารู้ข่าวว่าคู่ต่อสู้
ของมันตกตายไปก่อนเสียได้ เรื่องนี้ทำให้มันรู้สึก
สลดหดหู่ใจเล็กน้อย
แต่ตอนนี้ เปลวเพลิงในจิตใจของมันลุกโชนขึ้นอีก
ครั้ง ทั้งยังเผาไหม้อย่างบ้าคลั่งอีกด้วย! ซึ่งแน่นอน
ว่าโลหิตภายในกายของมัน ก็เดือดพล่านไปทุกอณู
ขุมขนสรรพางค์กายด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง จะกล่าวว่ายังไงการที่ อู่ อวี้ ตก
ตายไปก็ดีกว่า แต่ในฐานะที่มันเป็นชายหนุ่ม ซึ่ง
เปียมล้นไปด้วยพลังแห่งความเลือดร้อน อีกทั้ง
ด้วยความเกลียดชังที่มันมีต่อ อู่ อวี้ แล้วมันจะไม่
อยากกลายเป็นจุดสนใจ จากผู้คนทั่วทั้งทวีปแห่ง
ทวยเทพได้อย่างไร มันปรารถนาจะทำลายบดขยี้
อู่ อวี้ ด้วยตนเอง!
“ข้าจะรอมันอีก 10 วัน!”
” แต่ถ้า 10 วันหลังจากนี้มันยังไม่มา ข้าจะไป
กระชากมันออกจากนครจักรพรรดิเพลิง แล้ว
สังหารมันเอง! ”
เสียงของ เปั่ยซาน ม่อ ดังก้องกังวาลแผ่ขยาย
ออกไป ทำให้โลหิตภายในกายของผู้ฝึกตนกระบี่
โดยรอบ ที่รวมตัวกันอยู่เดือดพล่านขึ้นอย่าง
รุนแรง จากนั้นพวกมันก็เริ่มตะโกนโห่ร้องขึ้นทีละ
คนทีละคนด้วยความฮึกเหิม หลังจากผ่านไปครู่
หนึ่ง ทั่วทั้งซูซันก็เต็มไปด้วยเสียงก้องกังวาลอย่าง
ดุเดือดเลือดพล่าน
เฉิน ชิงเหยา มองดูทุกอย่างเงียบ ๆ
แท้จริงแล้วตัวของเขานั้นตระหนักดีว่า ด้วย
ลักษณะนิสัยและตัวตนของ อู่ อวี้ ถ้าไม่มีสิ่งใดมา
คอยเหนี่ยวรั้งแล้วล่ะก็ อู่ อวี้ จะต้องพุ่งทะยานขึ้น
อย่างแน่นอน
…
อู่ อวี้ มองดูเวลาแห่งการนัดหมาย ที่กำลังคืบ
คลานเข้ามาในอีกไม่ช้านี้ นอกจากนี้การยกระดับ
ปรับแต่งความแข็งแกร่งของร่างอวตาร ก็เพิ่ม
สูงขึ้นอีกเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าคนที่อยู่ด้านนอก คิดว่าเขานั้นได้หายตัว
ไปหรือไม่ก็ตกตายไปแล้ว แต่กระนั้นเขากลับ
ปรากฎตัวขึ้นมาอย่างสายฟั้าแลบเช่นนี้ ซึ่งอย่างไร
ก็ตาม อู่ อวี้ ก็จำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาเพื่อ
เตรียมความพร้อมเสียก่อน
การยกระดับศักยภาพให้กับร่างอวตารในครั้งนี้ ได้
ใช้เม็ดยาปราณมรกตที่เหลืออยู่ 30,000 เม็ดไปจน
หมดเกลี้ยง! ในที่สุดเปั้าหมายของเขาก็บรรลุเสร็จ
สิ้น ก่อนครบกำหนดวันนัดหมายสองวัน ยามนี้ร่าง
อวตารของเขาได้เข้าสู่ระดับ ตำหนักม่วงทะเล
มรกต ขั้นที่ 2 ซึ่งอยู่ในระดับพื้นฐานฝึกตน
เดียวกับร่างหลักอย่าง อู่ อวี้
ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จ!
ความแข็งแกร่งของร่างอวตารนับพันตนนี้ ช่างร้าย
กาจน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง จอมจักรพรรดิสวม
ชุดเกราะสีดำ จ้องมองเขาด้วยความกระตือรือร้น
สนใจ แล้วกล่าวว่า ” ข้าไม่ยอมพลาดแน่ พร้อม
จะไปกันแล้วหรือยัง? ”
“พร้อมแล้วขอรับ เราไปกันเถอะ! ” อู่ อวี้ กล่าว
ขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
ในเมื่อเขาเป็นคนขอยืดเวลาไปอีกสิบวัน หลังจาก
ครบกำหนด แน่นอนว่าเขาจะต้องไปตามที่นัด
หมาย
” เยี่ยม มีจิตวิญญาณเด็ดเดี่ยวแน่วดีมาก ข้าล่ะ
ชอบพลังหนุ่มกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเจ้าเสียจริง ๆ
” จอมจักรพรรดิยิ้มอย่างเป็นปลื้ม
เขาได้ทำตามสัญญาว่าจะติดตาม อู่ อวี้ ไปด้วย!
“ไปข้างนอกกันเถอะ”
อู่ อวี้ กับ จอมจักรพรรดิ ออกจาก หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ก่อนจะออกทั้งสองได้กล่าวคำ
อำลากับ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เขาจ้องมอง อู่
อวี้ แล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ ถึงตอนนี้เจ้าจะเป็นคน
ของ นครจักรพรรดิเพลิง แต่นับจากนี้ไม่ว่าอนาคต
จะเป็นอย่างไร ข้าจะให้การสนับสนุนเจ้าเต็มที่ ไม่
ว่าผู้ใดหน้าไหนหากพวกมันตัดสินว่าเจ้าจะเป็น
หรือตาย มันต้องมาถามเราก่อนเจ้าเข้าใจใช่
หรือไม่? ”
จากคำพูดนี้เห็นได้ชัดว่า เจ้านครจักรพรรดิ์เพลิง
ให้ความสำคัญกับตัวเองมาก
อู่ อวี้ รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง เขารีบกล่าว
ขอบคุณ อันที่จริงเขาเป็นคนเรียบง่าย คิดอะไรง่าย
ๆ แบบตรงไปตรงมา ใครดีกับเขา เขาก็จะดีตอบ
เขาก็รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่ นครจักรพรรดิเพลิง
มอบให้แก่เขาจากใจจริง ทั้งยังรู้สึกขอบคุณใน
เรื่องที่ตัวเขา กับ ลั่วผิน แอบเข้ามาใน คฤหาสน์
มารกลืมสวรรค์ แต่เจ้านครก็หาได้ถือโทษโกรธ
เคือง หรือ ลงทัณฑ์ ในความผิดพลาดนี้แต่
ประการใด ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกดีมาก
หลังออกจาก คฤหาสน์เจ้านคร ไปพร้อมกับ จอม
จักรพรรดิเพลิง นี่ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรก
หลังจากมีข่าวคราวว่าเขานั้นหายตัวไปอย่างไร้
วี่แวว และ มีข่าวว่าเขาจะไปต่อสู้ยัง นิกายเซียนซู
ซัน ซึ่งมันทำให้เขาไม่คาดคิดว่า หลังจากตนเอง
ออกจากคฤหาสน์จ้าวนคร จะมีฝูงชนใน นคร
จักรพรรดิเพลิง รอคอยเขาอยู่!
ในขณะนั้น สายตาของทุกผู้คนใน กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ต่างจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว
จอมจักรพรรดิเพลิง ได้นำเรือรบสีดำทมิฬออกมา
เรือรบลำนี้มีขนาดกว้างใหญ่กว่าเรือรบธรรมดาถึง
10 เท่า ณ เวลานี้เรือรบทมิฬกำลังลอยคว้างอยู่
กลางเวหา
จากนั้น จอมจักรพรรดิเพลิง ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียง
ดั้งก้องว่า ” ผู้ใดอยากจะร่วมต่อสู้ ไปซูซันพร้อม
กับ อู่ อวี้? ”
จากคำกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่าถ้าผู้ใดต้องการจะไป
ด้วยก็ให้ขึ้นมาบนเรือรบ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ