กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 462 : กลับมาเยือนซูซัน!
เรือรบทมิฬ ที่ทั้งโบราณและดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร ไม่
ว่าจะเป็นด้านไหน ก็ดูยิ่งใหญ่กว่าเรือรบจักรพรรดิ
เพลิงนับ 10 เท่า
ด้านบนเรือรบ มีรูปแกะสลักอสูรกายอยู่มากมาย
รูปแกะสลักแต่ละรูปดูดุร้ายและสมจริงยิ่ง!
แม้กระทั่งบนผ้าใบยังแปดเปือนไปด้วยโลหิต
จำนวนมาก เห็นได้ชัดว่าเรือรบลำนี้ ได้ผ่านการ
สมรภูมิรบอันดุเดือดมาอย่างโชกโชน
บนเรือรบทมิฬปลดปล่อยบรรยากาศของการต่อสู้
อันโหดเหี้ยมออกมา
แต่เทียบกับ เรือรบทมิฬ ลำนี้แล้ว อู่ อวี้ ผู้ที่มีข่าว
ลือว่าหายสาบสูญและตกตายไป กลับปรากฎตัว
อยู่เบื้องหน้าทุกคนเช่นนี้ มันทำให้เหล่าผู้คนรู้สึก
ตื่นตระหนกยิ่งกว่า
เกี่ยวกับเรื่องของ อู่ อวี้ ทุกคนต่างรู้อย่างชัดเจน
ถึงคำสัญญา 3 ปี!
ผู้เยาว์เลือดร้อน ทั้งยังเยาว์วัยและเต็มเปียมไป
ด้วยพละกำลัง มันเป็นความรู้สึกดึงดูดที่ทำให้ทุก
คนอยากจะมาเข้าใกล้และอยากทำความรู้จักด้วย
เมื่อ อู่ อวี้ ถูกขับไล่ออกจากซูซัน ในตอนนี้เขาก็
ได้รับการสนับสนุนจากนครจักรพรรดิเพลิงอย่าง
เต็มกำลัง การกลับไปที่ซูซัน ท้ายที่สุดแล้วจะเกิด
เรื่องอะไรขึ้น เชื่อได้ว่าทุกคนกำลังเฝั้าดูอยู่อย่าง
กระชั้นชิด!
“ท่านผู้บัญชาการ!” ท่ามกลางฝูงชน มีคนกลุ่ม
หนึ่งตะโกนเรียกขาน อู่ อวี้ ขึ้นมา พวกเขา
เหล่านั้นเป็นทหารที่อยู่ในสังกัดของค่ายเทียมฟั้า
พวกเขารู้สึกปิติยิ่งที่ได้เห็น อู่ อวี้ กลับมาอีกครา
ทุกคนต่างกรูกันไปหา อู่ อวี้ และหลังจากที่จอม
จักรพรรดิกล่าวจบ พวกเขาทุกคนก็รีบชูมือเพื่อ
ขานรับการไปครั้งนี้อย่างไม่ลังเล กระทั่งบางคนยัง
เหินพุ่งขึ้นไปหาเรือรบทมิฬที่อยู่บนนภากาศอัน
ว่างเปล่า!
เรือรบทมิฬลำนี้สามารถบรรจุผู้โดยสารได้นับหมื่น
คน
ตอนแรกมีเพียงแค่ค่ายเทียมฟั้า ยังไม่ทันให้จอม
จักรพรรดิเอ่ยคำยินยอม เหล่าทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิงจำนวนมากต่างรีบพุ่งตามติดขึ้นไปบนเรือรบ
ทมิฬเพื่อที่จะไปดูความสนุกที่จะเกิดขึ้นในนิกาย
เซียนซูซัน! แน่นอนว่ากลุ่มคนที่เร็วที่สุดก็คือเหล่า
หัวหน้ากองพัน และ หัวหน้ากองร้อย ดังนั้น
สามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิงจำนวนมหาศาลกำลังแย่งกันมุ่งขึ้นไปบนท้อง
นภา เพียงแค่เวลาไม่นานดูเหมือนว่าบนเรือรบ
ทมิฬจะบรรจุกลุ่มฝูงชนจนเนืองแน่นแล้ว
เนื่องจากว่า หัวหน้ากองพัน และหัวหน้ากองร้อย
นั้นรวดเร็วมาก ดังนั้นหัวหน้ากองพันและหัวหน้า
กองร้อยที่คิดอยากจะไป ก็อยู่บนเรือรบทมิฬลำนี้
จนหมดแล้ว
บนเรือรบทมิฬมีผู้คนเบียดเสียดกันอย่างเนืองแน่น
เหล่าทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงแต่ละคนรู้สึก
กระตือรือร้นไร้ที่เปรียบ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไปดู
เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่อย่างน้อยสำหรับผู้ฝึก
ตนทั้งหลายของนิกายเซียนซูซัน พวกเขาเป็นดั่ง
ผู้สนับสนุนอันน่ากลัวที่แข็งแกร่งที่สุดของ อู่ อวี้ !
และ อู่ อวี้ เป็นเหมือนกับตัวแทนของนคร
จักรพรรดิเพลิง
“พอแล้ว เรือไม่สามารถจุคนไปได้มากกว่านี้แล้ว”
จอมจักรพรรดิรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า จึงได้
เริ่มทำการค่อยๆไล่เหล่าทหารที่เกินจำนวนลงไป
ต่อมา จอมจักรพรรดิ โบกสะบัดมือกวาดออกไป
ทันใดนั้นด้านข้างของ อู่ อวี้ ก็ปรากฏตัวตนที่
แข็งแกร่งนับ 10 คน เมื่อกวาดสายตามองไป
รอบๆ ทุกคนต่างก็อยู่ในระดับที่เทียบเคียงกับจอม
กระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซันได้เลย
ยกตัวอย่างเช่น ขุนพลกู่ ขุนพลมู่หรง ขุนพล
จินหลวน เป็นต้น ขุนพลฉินไม่ได้มา ว่ากันว่า
หลังจากที่เขารู้ว่า ฉิน ฝูเหยา เป็นผู้ฝึกตนนอกรีต
ที่แฝงตัวเข้ามา ซึ่งค่อนข้างเป็นข่าวที่เกินจะรับ
ไหว จึงไม่เป็นอันทำอะไร เพราะว่าเขาเป็นคนที่
เลี้ยงดูฟูมฟัก ฉิน ฝูเหยา มาตั้งแต่ยังเด็ก
ยังคงมีใบหน้าที่คุ้นเคยอีกหลายคน อย่างไรก็ตาม
บรรยากาศของแต่ละคนดูสูงส่งยิ่ง พลังฝึกตนของ
แต่ละคนนั้นแข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัว เพราะพวก
เขาเป็นถึงขุนพลแห่งนครจักรพรรดิเพลิงอันเกรียง
ไกร!
จอมจักรพรรดิแนะนำพวกเขาแต่ละคนให้ อู่ อวี้
ได้รู้จัก
“ข้าจะไม่กล่าวให้ยืดเยื้ออีก ทุกคนที่เดินทางไป
ด้วยกันในครั้งนี้ ต่างเป็นบุคคลชั้นนำที่ยอมร่วมหัว
จมท้ายด้วย แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นเรื่อง
ส่วนตัวของ อู่ อวี้ แต่แน่นอนว่า ตั้งแต่ที่ อู่ อวี้ ได้
เข้าร่วมทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงของพวกเรา เขาก็
กลายเป็นคนของพวกเราแล้ว หากใครก็ตามที่กล้า
ทำร้ายเขา ต้องมาถามพวกเราเหล่าพี่น้องทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิงก่อนว่าจะยินยอมหรือไม่”
จอมจักรพรรดิเอ่ยปลุกใจผู้คน เมื่อเสียงของเขา
เงียบลงไป เหล่าทหารต่างก็พากันตะโกนโห่ร้องขึ้น
โดยทั่วไปแล้วนครจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้ จอม
จักรพรรดิจะไม่ได้เป็นคนนำทัพไปด้วยตนเอง แต่
ครั้งนี้เขากลับนำทัพออกหน้าด้วยตนเอง มันจะ
เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างภายในนิกายเซียนซูซัน ทุก
คนต่างก็อยากจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ท้ายที่สุดแกนหลักที่ขึ้นไปยังบนเรือรบก็มี อู่ อวี้
จอมจักรพรรดิ และขุนผลผู้แข็งแกร่งกว่าสิบชีวิต
ส่วนด้านล่างยังคงมีทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงอยู่อีก
นับหมื่นคนที่ต้องการจะขึ้นมา แต่พวกเขาทำได้
เพียงแค่จ้องมองดูเรือรบทมิฬบินลอยขึ้นไปนภา
กาศเท่านั้น ท่ามกลางเสียงกลองศึกที่ดังกังวาล
พวกเขาได้ก็บินออกจากนครจักรพรรดิเพลิง
ออกไปอย่างองอาจห้าวหาญ บินข้ามมวลหมู่เมฆา
ทะลวงผ่านกลุ่มเมฆขาวบริสุทธิ์ บินมุ่งหน้าไปยัง
ทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว เมื่อเรือรบทมิฬบินทะลุ
ผ่านชั้นเมฆไป ความเร็วของมันก็เพิ่มระดับจนน่า
หวาดกลัว เร็วจนเรือรบจักพรรดิเพลิงทั่วๆไปไม่
อาจจะเทียบได้
ฟูมม ฟูมมมมม!
เรือรบทมิฬแหวกสายวาโยอย่างเชี่ยวกราด
เหล่าทหารแห่งทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงสามัญ
ทั่วไปจะอยู่ที่ด้านหลังของเรือรบ ส่วน อู่ อวี้ จอม
จักรพรรดิ และคนอื่นๆยืนโต้ลมอยู่แถวหน้าสุด
ของเรือ ด้วยความเร็วเช่นนี้ คาดว่าเรือรบทมิฬ
น่าจะใช้เวลาไม่นานนักก็จะถึงนิกายเซียนซูซัน!
เมื่อถึงแล้ว นั่นก็จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่เขา
ได้เตรียมตัวมาเป็นเวลา 3 ปี!
ยืนอยู่ตรงส่วนหัวเรือ ปะทะกับกระแสสายลมอัน
แสนรุนแรงบ้าคลั่งยิ่ง เบื้องหน้าเป็นผู้ฝึกตนกระบี่
นับล้านกำลังรออยู่ ส่วนด้านหลังเป็นนคร
จักรพรรดิเพลิงผู้แข็งแกร่งเกรียงไกร เป็นทหาร
แห่งทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่โลหิตเดือดพล่านไม่
แพ้กับสาวกแห่งซูซัน! ตอนนี้พวกเขากำลังพุ่งฝั่า
คลื่นลมไปอย่างมั่นคงไม่สั่นคลอน จิตวิญญาณอัน
ฮึกเหิมทะยานทะลุเสียดฟั้าจนไปถึงสวรรค์
ชั่วชีวิตจะมีเพียงกี่ครั้งที่คนทั่วทั้งโลกหล้าจะให้
ความสนใจเช่นยามนี้!
จอมจักรพรรดิที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำทมิฬยืนอยู่
ด้านข้างของเขา สายลมที่โหมกระหน่ำไม่อาจที่จะ
สั่นคลอนเขาได้แม้แต่น้อย หนวดเคราที่อยู่บน
ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงรอยยิ้ม จอม
จักรพรรดิเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หยาบกร้านว่า
“ในตอนที่ข้ายังเยาว์วัย ดูเหมือนว่าจะมีหลายครั้ง
ที่มีอารมณ์พุ่งพล่านเช่นนี้ พวกนิกายเซียนซูซัน
เปรียบเสมือนกับมหาอำนาจขั้วหนึ่ง รู้สึกเช่นไร
บ้าง? เจ้าหวาดกลัวหรือไม่?”
“ข้าไม่มีทางให้ถอยกลับแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใด
ต้องกังวล” อู่ อวี้ ส่ายศีรษะ
“การมีความมั่นใจเช่นนี้มันเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็
ตามข้าของเตือนเจ้าสักหน่อย ตัว เปั่ยซาน ม่อ นั้น
ออกมาจากถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซันแล้ว ว่ากันว่า
มันมีความคืบหน้าอย่างใหญ่หลวง มันเป็น
เช่นเดียวกับ มู่หรง ซวี่ ซึ่งก็คือมันสามารถใช้
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ได้ อย่างไรก็ตาม ตามการคาด
เดาของข้า ถึงแม้ว่า มู่หรง ซวี่ จะฝึกฝนอย่างหนัก
หน่วง แต่เขาไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าไปที่ถ้ำกำเนิด
ใหม่ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะสามารถควบคุมศาสตราเต๋า
วิถีแท้ได้ คาดว่าเขาก็ไม่ใช่คู่มือของ เปั่ยซาน ม่อ
มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ซูซันจะมีอัจฉริยะเช่น เปั่ยซาน
ม่อ เจ็ดเซียนแห่งซูซันจึงร่วมกันสอนสั่งฝึกฝนมัน
เฉกเช่นไข่ในหิน ปฏิบัติต่อมันอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
ขึ้นมาก่อน เจ้าจะต้องระมัดระวังให้ดี ห้าม
ประมาทเด็ดขาด………” จอมจักรพรรดิยกยิ้มแล้ว
มองมาที่เขาอย่างอ่อนโยน
อันที่จริง นี่เป็นการกดดันก่อนเริ่มการต่อสู้
แต่เพื่อเป็นการเตือนสติไม่ให้ อู่ อวี้ ประมาทและ
เพื่อเป็นการวางแผนต่างๆในการรับมืออีกด้วย
“อู่ อวี้ เจ้าจะต้องพิสูจน์ว่า ซูซันขับไล่เจ้าออกมา
มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากที่สุด พิสูจน์ว่า
เจ้ามีฝีมือที่เหนือกว่า เปั่ยซาน ม่อ และ หนานกง
เหว่ย อย่างน้อยในความคิดเห็นของข้า มันก็เป็น
เช่นนั้น และเจ็ดเซียนแห่งซูซัน ไม่มีใครมีวิสัยทัศน์
เช่นเดียวกับข้า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมมิ
อาจได้รับการอำนวยความสะดวกจากพวกเรานคร
จักรพรรดิเพลิงเช่นนี้” จอมจักรพรรดิกล่าวออกมา
พร้อมกับหัวเราะ
จอมจักรพรรดิ ค่อนข้างจะกล่าวอย่าง
ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
แต่ก็ดีแล้วที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจาก อู่ อวี้ ไม่ชอบคน
ที่พูดจาอ้อมค้อมไปมา
ที่เขากล่าวมามันสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง การกลับไป
ในครั้งนี้ อู่ อวี้ กลับไปเพื่อทำการพิสูจน์ว่าซูซัน
เป็นฝั่ายคิดผิด แน่นอน ยามที่ถูกขับไล่ออกมา
จะต้องเกิดความกลัดกลุ้มล้มเหลวอย่างที่สุด? แล้ว
จะให้ปล่อยผ่านไปง่ายๆได้เช่นไร?
เรื่องนี้ย่อมต้องสะสางให้ถึงที่สุด
“ตั้งแต่อดีตกาลมักจะปรากฏวีรบุรุษน้อยออกมา
เพื่อสะเทือนโลกหล้า และสำหรับตอนนี้ ข้าจอม
จักรพรรดิ จะคอยสนับสนุนเจ้าเอง” จอม
จักรพรรดิเอามือแตะไปที่บ่าของ อู่ อวี้
ทำไมเขาถึงประเมิน อู่ อวี้ เอาไว้สูงส่งเช่นนี้?
อย่างน้อย คำกล่าวของจอมจักรพรรดินี้ ก็ได้มอบ
ความมั่นใจให้กับ อู่ อวี้ ได้อย่างดีทีเดียว ยามเมื่อ
จะได้เผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนกระบี่นับล้าน หัวใจ
ของเขากลับรู้สึกงสงบเป็นอย่างมาก กระทั่งไม่
หลงเหลือความหวาดกลัวใดๆเพียงเศษเสี้ยว ไม่ได้
ทำอะไรไม่ถูกเหมือนตอนที่เขาถูกขับไล่แล้ว!
เนื่องจากว่าในตอนนี้ตัวเขาแข็งแกร่งขึ้น! และ
ตอนนี้ตัวเขาก็ได้รับการสนับสนุนจอมจักรพรรดิ
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง และทั่วทั้งนครจักรพรรดิ
เพลิง!
“ อู่ อวี้ ถ้าหากหัวใจของเจ้าเผชิญกับจิตมาร เจ้า
ก็เพียงแค่เพลิดเพลินไปกับมัน! ปัญหาทุกสิ่งทุก
อย่างบนโลก สามารถทำลายได้ด้วยจิตใจของ
เจ้า!” ขุนพลกู่ ที่อยู่ด้านหน้า เอ่ยออกมาด้วยท่าที
ที่เขร่งขรึม
“ถูกต้อง ผู้เยาว์ที่เลินเล่อเช่นเจ้า หากมีบุญคุณ
ต้องทดแทน หากมีแค้นเจ้าก็ต้องชำระ ในวันนั้น
เจ้าถูกพวกมันดูถูกเหยียดหยาม ในตอนนี้พวกมัน
จะต้องจ้องแปรเปลี่ยนสายตาที่ได้เคยมองเจ้า! ”
“ความกลัดกลุ้มในใจ จะต้องถูกสะสาง เมื่อถึง
เวลานั้นเจ้าจะพบว่า บนเส้นทางแห่งการฝึกตน
หากมีเพียงความรุ่งโรจน์ไร้ซึ่งอุปสรรค์ใดๆ ย่อมไม่
อาจเรียกว่าประสบความสำเร็จได้”
ถึงแม้ว่าคำกล่าวเหล่านี้แม้ว่าจะเป็นการกระตุ้น
จิตใจ แต่มันก็มีผลกระทบกับ อู่ อวี้ อย่างมหาศาล
เขารู้ดีว่าครั้งนี้ที่เขากลับมาที่ซูซัน เขาควรจะทำ
สิ่งใดเมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชนทั้งหลาย
ตูม ตูม ตูม!
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
เมื่อเรือรบทมิฬฝั่าลมโต้คลื่น ทันใดนั้นก็ปรากฏ
เทือกเขารูปกระบี่อยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ! นั่นก็คือ
เทือกเขาชิงเทียน! ชิงเทียนซูซัน ที่ตั้งตระหง่านอยู่
ท่ามกลางหมู่เมฆ! มันเป็นสถานที่ที่ อู่ อวี้ เคยฝัน
ว่าจะได้ไปสัมผัสสักครั้งหนึ่ง!
เขตแดนกระบี่สามัญ กว้างใหญ่และไร้ขอบเขต!
เทือกเขาชิงเทียน ตั้งสูงตระหง่าน ราวกับเป็นเสาที่
คำยันฟั้าสวรรค์ เชื่อมต่อกับแดนสวรรค์เบื้องบน
เมื่อมองเห็นเทือกเขาชิงเทียน เหมือนกับว่ามีกระบี่
ยักษ์ทิ่มแทงเข้ามาที่ตัวเขา
ประกายตาของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยความหนักแน่น
เมื่อเผชิญหน้ากับกระบี่ยักษ์เล่มนี้ หัวใจของเขา
กลับไม่สั่นคลอน
ภายใต้ความเลือนลาง เขาสามารถเห็นว่าด้านใต้
ของเทือกเขาชิงเทียน มีปราณกระบี่ตัดสลับกันอยู่
นับล้านสาย ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ปลดปล่อยพลัง
อำนาจพุ่งทะยานสูงขึ้นราวกับหวังว่าจะสั่นคลอน
สวรรค์ ปราณเฉียบคมไร้ที่เปรียบ แสดงให้เห็นว่า
พวกมันกำลังรอคอย อู่ อวี้ อยู่!
บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็อยู่เป็นกลุ่ม ความคิดของ
แต่ละคนล้วนแตกต่างกันออกไป!
คนที่มาคนเดียว มีทั้งแข็งแกร่ง และก็อ่อนแอ และ
คนที่มาเป็นกลุ่ม ส่วนมากล้วนแต่อยู่ในศักดิ์ฐานะ
เดียวกันในซูซัน เปียมไปด้วยเกียรติอันหยิ่งทระนง!
จอมจักรพรรดิหัวเราะขึ้นอย่างแช่มช้า ไม่สนใจ
แรงกดดันที่ถาโถมมาจากเทือกเขาชิงเทียน เขา
แล่นเรือรบทมิฬ มุ่งหน้าไปยังเขตแดนกระบี่สามัญ
หลังจากที่สัมผัสได้ว่าเรือรบทมิฬกำลังใกล้เข้ามา
ค่ายกลปั้องกันของเขตแดนกระบี่สามัญและ
เทือกเขาชิงเทียนก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ในทันที ในเวลานี้ ค่ายกลของเขตแดนกระบี่สามัญ
ได้ปะทุปราณกระบี่นับหมื่นออกมา พุ่งโจมตีขึ้นไป
บนชั้นเมฆ ก่อตั้งเป็นค่ายกลล้านกระบี่ ปิดผนึก
นิกายเซียนซูซันเอาไว้อย่างสมบูรณ์!
ฉากเหล่านี้ เรียกได้ว่าสั่นคลอนจิตใจของทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่านี่จะเป็นการ
ตอบสนองด้วยตัวของค่ายกลเอง แต่ความเป็นจริง
นี่กลับนับได้ว่าเป็นการแสดงพลังอำนาจให้นคร
จักรพรรดิเพลิงได้เห็น!
ยามนี้ เปั่ยซาน ม่อ และคนอื่นๆ รู้ว่า อู่ อวี้ และ
คณะได้มาถึงแล้ว! ความจริงวันที่นัดหมายกัน
เอาไว้ยังคงเหลือเวลาอยู่อีก 2 วัน และเหล่า ซูซัน
ก็กำลังเตรียมตัวรอวันที่นัดหมายเอาไว้
เดิมทีพวกมันคิดว่า อู่ อวี้ จะถ่วงเวลาเพิ่มไปอีก
10 วัน!
เมื่อมีค่ายกลปั้องกันนี้ จอมจักรพรรดิย่อมไม่คิดจะ
เข้าไป เขาไม่ต้องการให้กลายเป็นการเปิดสงคราม
ของทั้ง 2 ฝั่าย ตัวเขากับนิกายเซียนซูซันยังไม่มี
ความสัมพันธ์อันแตกหักถึงขนาดจะกลายเป็น
สงครามระหว่างขุมอำนาจได้ ดังนั้นเขาจึงยืนอยู่
บนเรือรบทมิฬ ตะโกนส่งเสียงดังสนั่นไปไกล!
“เจ็ดเซียนแห่งซูซัน ข้าจอมจักรพรรดิเดินทางมา
ไกล เพื่อพา อู่ อวี้ หนึ่งในสมาชิกอันทรงเกียรติ
แห่งนครจักรพรรดิเพลิง มาตามนัดหมายกับ เปั่ย
ซาน ม่อ แห่งนิกายเซียนซูซัน แต่พวกเจ้ากลับใช้
ค่ายกลปั้องกันนี้ ขวางพวกเราเอาไว้ให้อยู่ด้าน
นอก ไม่รู้สึกว่ามันหยาบคาบไปหน่อยรึยังไง”
จอมจักรพรรดิ!
เมื่อผู้ฝึกตนแห่งนิกายเซียนซูซันได้ยินน้ำเสียงนี้
จิตใจของพวกมันพลันสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
สิ่งที่พวกมันกลัวมากที่สุดก็คือการมาถึงของจอม
จักรพรรดิผู้นี้ ว่ากันว่าชายที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ
2 ของนครจักรพรรดิเพลิงอย่างจอมจักรพรรรดิ ก็
ยังแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่ าเซียนกระบี่เทียนซู ผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุดของนิกายเซียนซูซันอยู่นิดหน่อย
ที่จริงแล้วบนสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย มีเซียน
กระบี่ถึง 2 คนดำรงอยู่บนนั้น พวกเขาคือ เซียน
กระบี่กุ้ยหยางและเซียนกระบี่เทียนจี เซียนกระบี่
กุ้ยหยางนั้นองอาจกล้าหาญไม่ธรรมดา ทั้งยังหนุ่ม
แน่นและแข็งแกร่ง ส่วนเซียนกระบี่เทียนจีนั้นดู
สูงส่งและลึกลับยิ่ง ยามเมื่อจอมจักรพรรดิแล่นเรือ
รบทมิฬมุ่งหน้าเข้ามา ที่จริงเมื่อ เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง เห็นเช่นนี้แล้ว จึงบังเกิดไปด้วยโทสะ พร้อม
กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีน้ำโห “บังอาจยิ่งนัก!
คิดจะขับเคลื่อนศาสตราเต๋าเข้ามาข้างในงั้นรึ! เห็น
นิกายเซียนซูซันของพวกเราเป็นสวนหลังบ้านของ
พวกเจ้ารึยังไง! ยังไงข้าก็ไม่ยอมให้พวกเจ้าเข้ามา
ทั้งแบบนี้เป็นแน่ ช่างจองหองยิ่งนัก!!”
จากนั้นก็มีเสียงสายหนึ่งดังขึ้นมาว่า “เชิญท่าน
จอมจักรพรรดิเก็บเรือรบเสียก่อน คนอื่นๆถึงจะ
เข้ามาได้”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ จอมจักรพรรดิก็หัวเราะขึ้น
ด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ พร้อมกับกล่าวขึ้นมาว่า
“ได้ยินมาว่าเซียนกระบี่กุ้ยหยางนั้นขี้ขลาดตาขาว
ราวกับหนู พอได้เห็นกับตาก็รู้ว่ามันได้เป็นเช่นนั้น
จริงๆ หวาดกลัวกระทั่งเรือรบเก่าๆของข้า หาก
วันนี้ข้านำเรือรบเข้าไปได้ เกรงว่า เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง คงไม่ปัสสาวะราดไปเลยงั้นเรอะ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ