กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 463 : ลบหลูบรรพชน
เขตแดนเซียนซูซัน!
ยอดเขาที่สูงที่สุดของนิกายเซียนซูซัน เต็มไปด้วย
หิมะสีขาวโปรยปราย ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆา
เกล็ดหิมะที่เบาดุจปุยนุ่นปลิวไสวอยู่ทั่วท้องฟั้า
ท่ามกลางหิมะที่ไม่มีสิ้นสุด ณ ตำแหน่งยอดเขาดู
เหมือนว่าจะมีพระราชวังสีแดงเพลิงอยู่หลังหนึ่ง
บนตัวพระราชวังมีกระบี่หยกบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ปัก
เรียงรายอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้ตัวของ
พระราชวังหลังนี้ดูคล้ายกับว่ามีหนามของอสูรกาย
ยักษ์ปกคลุมอยู่
หิมะและเกล็ดน้ำแข็งที่ตกอยู่รอบๆพระราชวังหลัง
นี้ถูกละลายลงไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งระเหย
กลายเป็นไอ
ภายในตัวพระราชวัง ไม่จำเป็นต้องมีแสงเทียน
เพราะว่าบนกำแพงมีการวางค่ายกลที่สร้างเปลว
เพลิงโหมกระหน่ำ ทำให้ทั่วทั้งพระราชวังเต็มไป
ด้วยแสงไฟที่สว่างไร้ที่เปรียบ
ส่วนด้านนอกพระราชวังอันกว่าใหญ่ มีลานกว้าง
อยู่ลานหนึ่งที่ยืดขยายออกไป บนลานกว้าง
ในตอนนี้มีสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่บนนั้น ร่างกาย
ของสตรีนางนี้ดูบอบบางยิ่ง แต่ทั่วทั้งร่างกำลังลุก
โชนขึ้นด้วยเปลวเพลิง 9 สีหมุนโคจรไปรอบๆ ทำ
ให้ดูเหมือนว่าตัวนางเกิดมาจากเปลวเพลิงนั้นก็มิ
ปาน
ที่ใต้เท้านาง สามารเห็นใจกลางของเขตแดนกระบี่
สามัญได้อย่างถนัดตา สถานที่ซึ่งมีปราณกระบี่นับ
ล้านปลิวว่อนฉวัดเฉวียน! อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดึงดูด
ความสนใจนางคือด้านนอกของเขตแดนกระบี่
สามัญ ด้านนอกที่มีเรือรบทมิฬ! เรือรบทมิฬลำนั้น
ที่ดูดุดันเก่าแก่ทรงพลังและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
ซึ่งในตอนนี้มีคนผู้หนึ่งบนเรือลำนั้นกำลังตะโกน
ออกมา
แม้ว่า หนานกง เหว่ย จะยังไม่เห็น อู่ อวี้ แต่นางก็
รู้ว่าเขาได้มาถึงแล้ว
มาตามนัดหมาย 3 ปี
“เขามาแล้ว”
นางไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ก้าวกระโดดออก
จากลานกว้างซึ่งอยู่สูงเสียดฟั้าในทันที เพียงแค่
พริบตาเดียวพลันปรากฏเป็นเปลวเพลิง 9 สี กำลัง
พุ่งดิ่งลงไปด้วยความเร็วสูง
…………
จอมจักรพรรดิที่เอ่ยถ้อยคำเยาะเย้ยออกมา ทำให้
เหล่าผู้คนที่อยู่บนเรือต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ย
อย่างสนุกสนาน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นการยั่วยุ
นิกายเซียนซูซัน
การที่อีกฝั่ายข่มขู่ถากถางออกมาเช่นนี้ เมื่อเซียน
กระบี่กุ้ยหยางได้ยินเข้า ใบหน้าของมันก็แปล
เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในทางกลับกัน
เซียนกระบี่เทียนจีก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนใดๆ แต่กลับ
กล่าวออกมาว่า “ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ
รายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่สำคัญเช่นนี้ อย่าได้ไปถือ
สา”
เรือรบทมิฬจะเข้าหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญ
ก็คือ วันนี้เป็นวันนัดหมายกันระหว่าง อู่ อวี้ และ
เปั่ยซาน ม่อ ท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรกัน
หลังจากที่เซียนกระบี่เทียนจีกล่าวจบ ค่ายกล
ปั้องกันซูซันก็ได้พลันสงบลงในทันที
“เซียนกระบี่เทียนจียังคงมีจิตใจกว้างขวาง” จอม
จักรพรรดิหัวเราะขึ้น พร้อมกับควบคุมขับเรือรบ
ทมิฬ พุ่งเข้าไปภายในเขตแดนกระบี่สามัญ มุ่ง
หน้าตรงไปยังท้องฟั้าที่อยู่เหนือสนามประลองชี้
เป็นชี้ตายแห่งเขตแดนกระบี่สามัญ!
เวลา 3 ปี ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ได้กลับมาที่นิกายเซียน
ซูซันอีกครั้ง! เขายืนอยู่บนหัวเรือของเรือรบทมิฬ
และมองไปยังภูเขาอันกว้างใหญ่ภายในเขตแดน
กระบี่สามัญ เขาคุ้นเคยกับสถานที่ส่วนใหญ่ภายใน
นี้เป็นอย่างดี
จากนั้นเขาก็มองผ่านไปยังถ้ำแกนนภาอย่าง
รวดเร็ว
ในชั่วพริบตาเรือรบทมิฬก็มาถึงสนามประลองชี้
เป็นชี้ตายอย่างเป็นทางการ จอมจักรพรรดิไม่มี
ความคิดที่จะชะลอแม้แต่น้อย ดังนั้นผู้ฝึกตนวิถี
กระบี่อย่างน้อย 200,000 คนจึงถูกบังคับให้
เปิดทางโดยไม่จำใจ ทำให้ฉากเหตุการณ์ที่ปรากฏ
ในตอนนี้คือผู้คนทั้งหลายล้มลุกคลุกคลานหนีกัน
ไปคนละทิศคนละทาง เรือรบทมิฬแหวกฝูงทะเล
มนุษย์ออกเป็นสองฝังจนเกิดเป็นเส้นทางสัญจร
ตรงดิ่ง!
แม้ว่าจำนวนคนจะน้อยกว่าอีกฝั่าย แต่ว่าระดับ
ของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงนั้นอยู่สูงกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของผู้แข็งแกร่งระดับ
แนวหน้า พวกเขามีขุนพลอยู่ถึงสิบกว่าคน ซึ้ง
คล้ายกับจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซัน
อู่ อวี้ ยืนอยู่ตรงหัวเรือ ในเวลานี้ เผชิญหน้ากับผู้
แข็งแกร่งของนิกายเซียนซูซัน! ที่เบื้องหน้าของ
เขามีเซียนกระบี่ยืนอยู่ 2 คน และมีจอมกระบี่อีก
10 กว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าเหล่าผู้ฝึกตนวิถีกระบี่นับ
ล้าน!
แน่นอน ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่นับล้านคนเหล่านี้ได้
บังเกิดเป็นความตกตะลึงขึ้น เมื่อหลังจากที่มองไป
ยังจอมจักรพรรดิและเหล่าขุนพลแห่งนคร
จักรพรรดิเพลิงที่ติดตาม อู่ อวี้ มา และสุดท้าย
สายตาของพวกมันก็เบนตกไปอยู่บนร่างของ อู่ อวี้
ในวันนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้กลายเป็นดาวเด่น
ท่ามกลางหมู่ดาวทั้งหลาย
เขาหวนกลับมาที่นิกายเซียนซูซัน ทำให้ผู้คนรู้สึก
สนใจในตัวเขา แม้กระทั่งบางคนก็ได้ลืมตัวตนของ
เปั่ยซาน ม่อ ไปแล้ว
ในสายตาของ อู่ อวี้ บรรดาผู้ที่คนที่เขาคุ้นเคยใน
นิกายเซียนซูซัน ค่อยๆปรากฏตัวออกมาต่อหน้า
เขาทีละคน
เปั่ยซาน ม่อ จอมกระบี่ชั่วฮวา เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง เซียนกระบี่เทียนจี และคนอื่นๆทั้งหมดต่างก็
อยู่ที่นี่
การกลับมาครั้งนี้ของเขาย่อมต้องบังเกิดเป็น
ความรู้สึกหลายอย่าง
อย่างไรก็ตามเขาก็ได้เลิกคิดไปในทันที
จวบจนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงไม่เห็นเงาร่างของ
หนานกง เหว่ย
ในตอนนี้มีคนไม่น้อยมองขึ้นไปบนท้องนภา
หลังจากเรือรบทมิฬเข้าลงจอดได้ไม่นาน บนนภา
กาศพลันปรากฎเปลวเพลิง 9 สี กำลังพุ่งดิ่งลง
มายังสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย พร้อมลงมายืน
ด้วยกันกับ เปั่ยซาน ม่อ แน่นอนว่าเปลวเพลิงนั้นก็
คือ หนานกง เหว่ย
ใบหน้าของ หนานกง เหว่ย จ้องมองไปยัง อู่ อวี้
ด้วยท่าทีไม่แยแสต่อสิ่งใด
และเพียงชั่วขณะที่เห็นแววตาอันร้อนแรงเช่นนี้อีก
ครา มันแทบจะทะลวงจิตใจของ อู่ อวี้ อย่าง
รุนแรง ไม่ได้เจอกันนานโข แต่ดูเหมือนว่านางจะ
ยังเป็นเช่นเดิม ยังคงไม่เข้าใจในตัวเขาดั่งเมื่อก่อน
จากสายตาที่ไม่แยแสของนางในตอนนี้ จึงรู้ดีว่า
บัดนี้ไม่มีช่องว่างให้เขาสอดแทรกเข้าไปได้อีกแล้ว
ในยามเมื่อกระโปรงที่พริ้วไหวของ หนานกง เหว่ย
พลันนิ่งสงบนิ่งลงบนสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย
ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ จอมจักรพรรดิและเซียน
กระบี่อีก 2-3 คน ได้ยลโฉมของนาง ในตอนนี้
เซียนกระบี่เทียนจีจึงยกยิ้มขึ้น พร้อมกล่าวออกมา
ว่า “จอมจักรพรรดิ ในที่สุดก็ได้เจอกันอีกครั้ง ดู
เหมือนว่าท่านจะก้าวหน้าใหญ่หลวงทีเดียว ข้าขอ
แสดงความยินดีด้วย”
“หึ อย่ากล่าวเหลวไหลเลย ข้าได้ฝึกฝนจนถึง
ขีดจำกัดแล้ว จะมีความคืบหน้าได้เช่นไร อนาคต
ของทวีปแห่งทวยเทพแห่งนี้ ย่อมเป็นของคนหนุ่ม
สาวเหล่านี้เสียแล้ว ในตอนนี้ข้าได้พาผู้ที่มี
พรสวรรค์มากที่สุดในนครจักรพรรดิเพลิงคนหนึ่ง
มาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับนิกายเซียนซูซันของ
เจ้า” เมื่อกล่าวจบ เขาก็หันไปกล่าวกับ อู่ อวี้ ว่า
“อย่าได้รออีกต่อไป ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว
เช่นนั้นก็เริ่มกันเลยดีกว่า”
อู่ อวี้ ก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ในเมื่อมากันครบแล้ว
เช่นนั้นก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสางเรื่องราวกันได้แล้ว
เขาไม่ได้กล่าวสิ่งใดมาก เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ฝึกตน
แห่งซูซันนับล้านที่นี่ เขากระโดดขึ้นไปยืนอยู่บน
สนามประลองชี้เป็นชี้ตาย!
ในตอนนั้นเขาต้องคลานออกมาสถานที่แห่งด้วย
สภาพเวทนา แต่ในวันนี้ เขาได้หวนกลับมาแล้ว!
ตามติดมาด้วยเสียงเซ็งแซ่ดังทั่วทิศยามเมื่อเขา
ก้าวเหยียบขึ้นมาอยู่บนสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย!
บนสนามประลองชี้เป็นชี้ตายในตอนนี้มีคนยืนอยู่
ทั้งหมด 3 คน ทั้ง 3 คนนั้นกลายเป็นจุดสนใจของ
ทุกคนในทันที
ทุกคนที่อยู่ในนครจักรพรรดิเพลิงล้วนเปียมไปด้วย
พลังอย่างยิ่ง ยามเมื่อ อู่ อวี้ ก้าวเข้าสู่สนาม
ประลอง พวกเขาทุกคนต่างตะโกนโห่ร้องชื่อของ
อู่ อวี้ ตีกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วสนาม! ถึงแม้ว่าจะ
มีจำนวนคนที่น้อยกว่านิกายเซียนซูซัน แต่ความ
น่าเกรงขามและแรงใจกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ฝึก
ตนวิถีกระบี่นับล้านแห่งนิกายเซียนซูซัน! เสียง
เหล่านี้ก่อตัวเป็นกลายเป็นแรงสนับสนุนที่มองไม่
เห็นคอยผลักดัน อู่ อวี้ ทำให้สาวกนิกายเซียนซูซัน
เกิดความคิดชั่ววูบขึ้นมาว่าตอนนั้นไม่ควรขับไล่ อู่
อวี้ ไปเสียเลย!
ตามที่จอมจักรพรรดิกล่าว ในตอนนี้เขาเป็นตัวตน
สุดยอดอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวแห่งนครจักรพรรดิ
เพลิง!
“อู่ อวี้ !”
“จัดการพวกมันซะ!”
“เจ้าพวกนิกายเซียนซูซันอันกระจ้อยร่อย จะ
สามารถต่อสู้กับคนของนครจักรพรรดิเพลิงเช่น
พวกข้าได้เช่นไร!”
“เจ้านั่นน่ะเหรอ เปั่ยซาน ม่อ! ท่าทางอ้อนแอ้น
เช่นนี้เนี่ยนะ! บ้าไปแล้ว มันจะมาหาญกล้าต่อกร
กับ อู่ อวี้ ได้อย่างไรกันเล่า อู่ อวี้ ผู้ที่เป็นถึงอันดับ
1 ในสงครามเหยียนเลยนะโว้ยยย!”
เมื่อได้เห็นคนจากนครจักรพรรดิเพลิงกำเริบเสิบ
สานเช่นนี้ เหล่าสาวกแห่งนิกายเซียนซูซันที่ได้ฟัง
พลันรู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ดังนั้นจึงตะโกนต่อว่า
ด่าทอ สบถสาปแช่งสวนกลับ ในเวลานี้ทั้ง 2 ฝั่าย
ต่างปะทะฝีปากกันอย่างดุเดือด เจ้ามาข้าไม่ถอย
ทั้ง 2 ฝั่ายต่างกระทบกระทั่งกัน กลายเป็นภาพที่
น่าคึกคักยิ่ง
ที่สำคัญก็คือถึงแม้นครจักรพรรดิเพลิงจะมีคนน้อย
กว่า แต่พวกเขาก็ดูไม่เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย
“พอได้แล้ว หุบปากลงไปให้หมด!” นี่เป็นครั้งแรก
ที่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่อาจจะอดกลั้นได้อีก
ต่อไป เขาตวาดอย่างรุนแรง ณ ขณะนี้คนทั้งหมด
รู้สึกราวกับว่ามีกระบี่ทิ่มแทงเข้าไปในหูทั้ง 2 ข้าง
ของตนเอง ข่มขู่กดดันให้คนนับล้านต้องหุบปาก
ลงไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นทั่วทั้งนิกายเซียนซูซัน
ก็ตกอยู่ในความเงียบราวกับปั่าช้า
อู่ อวี้ มองไปที่เซียนกระบี่กุ้ยหยาง บางทีมัน
อาจจะรู้สึกว่าตนเองเป็นตัวปัญหาอย่างใหญ่หลวง
จริงๆก็ได้ เพราะเมื่อ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ประสาน
สายตาเข้ากับตัวเขา บนแววตาของมันเต็มไปด้วย
ความขยะแขยงเกลียดชังยิ่งกว่าเมื่อก่อน ซึ่งมัน
ปรากฎออกมาอย่างมิอาจซ่อนเร้น
ในที่สุดทุกอย่างก็ตกอยู่ในความสงบ ยามนี้ เปั่ย
ซาน ม่อ พึ่งจะเจอโอกาสได้กล่าวปราศรัย ดวงตา
ของมันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ก้าวออกมายืนอยู่
เบื้องหน้า หนานกง เหว่ย พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียง
อันเย็นเฉียบ “อู่ อวี้ ไม่คิดว่าคนที่ถูกขับไล่ และ
ทรยศเช่นเจ้า จะมีความกล้าพอที่จะกลับมา เจ้า
ถูกขับไล่ออกจากนิกายเซียนซูซัน ตามเหตุผลแล้ว
ห้ามไม่ให้ก้าวเข้าสู่นิกายเซียนซูซันอีกครั้ง
ไม่เช่นนั้นจะถูกโทษสถานหนัก ซึ่งวันนี้การที่เจ้ายัง
ยืนอยู่ที่นี่และยังมีชีวิตอยู่ย่อมเป็นเพราะข้า จง
สำนึกเอาไว้เสีย อีกทั้งการที่เจ้าได้กระทำความผิด
ใหญ่หลวงเมื่อ 4 ปีก่อน แต่นิกายเซียนกลับไม่คิด
เล็กคิดน้อยไม่เอาชีวิตก็จงระลึกบุญคุณเอาไว้ซะ
แต่ในที่สุดเจ้าก็ได้เนรคุณ ทำให้ซูซัน เสื่อมเสีย
ชื่อเสียงครั้งแล้วครั้งเล่า ในวันนี้ข้า เปั่ยซาน ม่อ
จะเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ และผู้ฝึกตนวิถี
กระบี่นับล้านของนิกายเซียนซูซันกำจัดจุดด่าง
พร้อยของนิกายเซียนซูซันเอง! ชีวิตของเจ้าจะต้อง
จบสิ้นลงในวันนี้ จะต้องตกตายไปในสนาม
ประลองแห่งนี้!”
เปั่ยซาน ม่อ เอ่ยออกมาด้วยอารมณ์อันเร่าร้อน
ราวกับว่ามันกลายเป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตของ อู่
อวี้ แล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จิตใจ อู่ อวี้ ก็ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม
พร้อมเอ่ยขัดจังหวะมันว่า “ดูเหมือนว่าสมองของ
เจ้าจะถูกลาเตะแล้วเสียแล้ว เมื่อตราสาวกของข้า
ได้สลายไปจากบนร่างของข้า ก็เท่ากับว่าข้ากับ
นิกายเซียนซูซันไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว
วันนี้ที่มานิกายเซียนซูซัน ข้ามาในนามของนคร
จักรพรรดิเพลิง ละทิ้งสถานะของนิกายเซียนซูซัน
ไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า
ข้าหาได้สนใจนิกายเซียนซูซันไม่ ตัวข้าถูกนิกาย
เซียนซูซันทอดทิ้งขับไล่ออกมา จนตัวข้าต้องระหด
ระเหไปเข้าร่วมกับนครจักรพรรดิเพลิง และทำทุก
สิ่งอย่างด้วยตนเองเรื่อยมา! เจ้าอาจจะดูถก
ความสามารถของข้า แต่ขอให้เจ้าคิดให้ดี ในวันนี้
ข้ามาประลองตามนัดของเจ้าในฐานะสมาชิกของ
นครจักรพรรดิเพลิง ซึ่งมีฐานะทัดเทียมกับเจ้า
และจะกล่าวอีกครั้งว่า ข้ากับนิกายเซียนซูซัน
ในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก!”
เมื่อเอ่ยคำกล่าวนี้ออกมา ทันใดเหล่าสาวกนิกาย
เซียนซูซันทั้งหลายรู้สึกไม่พอใจ
ทุกคนต่างพากันตะโกนออกมาอย่างหนาหู “อู่ อวี้
เจ้าทรยศบรรพบุรุษ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา!
นิกายเซียนซูซันเลี้ยงดูเจ้ามา แต่จิตใจเจ้ากลับ
โหดเหี้ยมเหมือนหมาปั่า! ไม่คาดคิดว่าจะบนโลกนี้
จะมีคนที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่นเจ้า นคร
จักรพรรดิเพลิงได้รับหมาบ้าเช่นเจ้าเอาไว้ ไม่ช้า
เร็วก็จะได้รับบทเรียน!”
“อู่ อวี้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเจ้าอยู่ที่ไหน ใน
วันนี้เจ้ามีทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่นิกายเซียนซู
ซันเป็นผู้มอบมันให้กับเจ้า! มิฉะนั้นเจ้าก็คงเป็น
ตัวตนอันกระจ้อยร่อยเร่ร่อนไปตามเส้นทางแห่ง
เต๋าแล้ว เจ้าไม่เพียงแต่ไม่สำนึกบุญคุณ ยัง
หาญกล้ามากล่าววาจาไร้สาระแบบนี้อีก ในวันนี้
ข้าจะรอดูความตายของเจ้าให้เต็มเบ้าตา เจ้าต้อง
ไม่ตายดีแน่!”
เปั่ยซาน ม่อ ยังคงเอ่ยโน้มน้าวต่อ “กล้าพูดมา
หน้าด้านๆ คิดว่ามีนครจักรพรรดิเพลิงเป็นผู้หนุน
หลัง แล้วจะสามารถกำเริบเสิบสานได้รึ เจ้าได้ทำ
ให้ทั่วทั้งนิกายเซียนซูซันต้องขุ่นเคือง ในวันนี้เจ้ามิ
อาจที่จะหลบหนีไปไหนได้แล้ว เจ้าควรจะรู้ได้แล้ว
นะว่าการที่เจ้าตัดสินใจจะมา ณ ที่แห่งนี้ ย่อมถือ
เป็นการกำหนดความเป็นความตายของเจ้าแล้ว อู่
อวี้! ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ก่อน การต่อสู้บนสนาม
ประลองนี้จะไม่จบลงจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง
ไม่อาจจะหลบหนีไปได้ เจ้ากล้าหรือไม่?”
อู่ อวี้ กล่าวตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “นั่นก็เป็น
เรื่องปกติ ตอนที่ข้าขึ้นมาบนสนามแห่งนี้แล้ว ข้าก็
ไม่คิดที่จะให้เจ้าลงไปทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่แล้ว”
หากกล่าวถึงความเย่อหยิ่งและยโส ใครกันจะ
สามารถมาเทียบกับเขาได้! ถึงแม้ว่าจะต้อง
เผชิญหน้ากับคำสาปแช่งของผู้ฝึกตนวิถีกระบี่นับ
ล้าน เขาก็ทำได้แค่เพียงยิ้มอย่างไม่สนใจ เนื่องจาก
เขารู้ดี ในตอนนี้มันไร้ซึ่งประโยชน์ที่จะกล่าวสิ่งใด
ออกมาอีก ทั้งหมดจะต้องใช้ความตายเป็นการ
ตัดสิน
“หึ ใครก็สามารถโอ้อวดได้ แต่เจ้าน่าจะทราบดีนะ
ช่องว่างระหว่างเจ้ากับข้ามันมีมากขนาดไหน? ”
เปั่ยซาน ม่อ อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ที่ยืนอยู่เหนือท้องนภาได้กล่าว
ขึ้นว่า “เสี่ยวม่อ อย่าไปเสียเวลาเอาตัวเองไปคลุก
คลีกับเศษสวะพรรคนี้เลย ลงมือเถอะ”
“ขอรับ อาจารย์หก” เปั่ยซาน ม่อ ได้รับการ
สนับสนุนจากเซียนกระบี่กุ้ยหยาง มันจึงดีอกดีใจ
ยิ่ง มันไม่ได้กล่าวเป็นคำพูดใดๆอีก แต่ทำเป็นขยับ
ปากกล่าวออกมาอย่างไร้เสียงแทน
“ดูเขาสิ ช่างปกปั้องลูกเขยของตนเป็นอย่างดี
เชียว ส่วนเจ้า อู่ อวี้ เจ้ามันเป็นพวกคนนอก
เท่านั้น”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ