กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 464 : กระบี่จักรพรรดิสวรรคคราม
ไม่สำคัญว่าการต่อสู้จะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่
เนื่องจากว่ามันอดทนรอ เตรียมตัวมานานกว่า 3
ปี ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อการประลองในวันนี้ ดังนั้น
การใช้ช่วงเวลาเล็ก ๆ นี้เพื่อปะทะฝีปากคารมจึง
มิได้มากมายอะไร
ณ เวลานี้ หนานกง เหว่ย กำลังยืนอยู่บนสนาม
ประลองเป็นตาย
ระหว่างที่ เปั่ยซาน ม่อ พึมพำขยับฝีปากแบบไร้
เสียงอยู่นั้น อู่ อวี้ ก็ กำลังจ้องมองไปยัง หนานกง
เหว่ย ความจริงแล้วผู้ที่เขาอยากประสบพบหน้า
มากที่สุดในวันนี้ก็คือนาง ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสอง
จะมีช่องว่างห่างไกลกันเหลือเกิน แต่การได้มา
พานพบหน้าอีกครั้ง มันทำให้เกิดความรู้สึกแปลก
ประหลาดบางอย่างขึ้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่าง
พวกเขาทั้งสอง ยังไม่เคยลืมเลือนลบหายไป
หนานกง เหว่ย เริ่มเอียงศีรษะมองเขา บางทีอาจ
รู้สึกถึงสายตาที่เขาจับจ้องมา ดูเหมือนว่าในยามนี้
นางพยายามจะปิดซ่อนอารมณ์ที่อ่อนไหวเอาไว้
แววตาที่เคยเปียมล้นไปด้วยความรู้สึกแปรเปลี่ยน
เป็นเปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำในฉับพลัน ซึ่งเป็น
เรื่องยากที่ผู้อื่นจะได้เห็นความรู้สึกแลอารมณ์ที่
แท้จริง ท่ามกลางหิมะโปรยปราย เปลวเพลิงที่ลุก
ท่วมร่างกายอย่างท่วมท้นนั้น ทำให้บนสนาม
ประลองเป็นตายอุณหภูมิความร้อนค่อย ๆ เพิ่ม
สูงขึ้น
ณ ขณะนี้ในโลกของ อู่ อวี้ ไร้ซึ่งที่อยู่ให้ เปั่ยซาน
ม่อ เหยียบยืน นับตั้งแต่เมื่อเขาถูกขับไล่ออกจากซู
ซัน เขาก็ยังไม่มีเวลากล่าวร่ำลานางเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีโอกาสกล่าวอันใดออกมาได้อย่างชัดเจน ใน
วันนี้ก่อนเริ่มการต่อสู้ เขามีความปรารถนาที่
อยากจะถามบางสิ่งกับ หนานกง เหว่ย
ฉะนั้นยามนี้เขาจึงกัดฟันแล้วกล่าวว่า ” จนถึง
ตอนนี้ เจ้ารู้สึกเสียใจ หรือ เปลี่ยนความคิดของ
เจ้าบ้างหรือไม่? ถ้าข้ายังยึดมั่นในหลักการความ
เชื่อ และ สิ่งที่ข้ากระทำ เจ้ายังยินดีที่จะคอยให้
การสนับสนุนข้าอยู่หรือไม่? หรือเจ้ายังคงต้องการ
ให้ข้าทำตามสิ่งที่เจ้าปรารถนา? ถ้าเจ้าไม่บังคับข้า
ข้าจะลืมทุกสิ่งในที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ”
ฉนวนปัญหาความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่ง
เกิดขึ้นระหว่างเขากับ หนานกง เหว่ย ก็คือจิ่วอิง
ในครานั้น หนานกง เหว่ย ต้องการให้ จิ่วอิง ตก
ตายโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น อีกทั้งนางยังไม่
สามารถยอมรับ ความสัมพันธ์ฐานะสหายของพวก
เขาทั้งสอง ไม่เพียงแต่นางจะไม่ช่วยเหลือ แต่นาง
ยังคิดจะหยุดเขาด้วย
คำถามของ อู่ อวี้ ทำไปด้วยความจริงใจไม่เสแสร้ง
หลังจาก หนานกง เหว่ย ได้ยินคำถามนี้นางก็นิ่ง
เงียบไปสักครู่
เปั่ยซาน ม่อ รีบขัดจังหวะขึ้นมาทันที ” อู่ อวี้ เจ้า
ยังมีหน้าตั้งคำถามไร้ยางอายเช่นนี้อีกอย่างนั้น
หรือ? ความเห็นแก่ตัวกับความไร้ยางอายของเจ้า
ทำให้พี่สาวหนานกงต้องทนทุกข์ทรมานบอบช้ำ
กับความผิดหวัง ที่เจ้ากระทำเอาไว้กับนางมาเนิ่น
นานแล้ว แต่ตอนนี้เจ้ากลับมาไต่ถามนางประดุจ
ตนเองนั้นเป็นคนดีเหลือคณา หากเจ้าไม่ไร้ยางอาย
ก่อน นางก็คงให้อภัยเจ้าเป็นเวลานานแล้ว ”
ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่แห่งซูซัน หลายคนเห็นด้วยกับ
คำพูดของ เปั่ยซาน ม่อ ดังนั้นเวลานี้พวกมันจึง
เริ่มโห่ร้องเย้ยหยัน อู่ อวี้
คำหยาบที่พวกมันพรั่งพรูพ่นออกมา อู่ อวี้ จดจำ
ได้ทั้งหมดทุกคำ! ผู้คนนับหมื่นนับพันส่งเสียง
ตะโกนโห่ร้องกันอย่างพร้อมเพียง ซึ่งคำพูดส่วน
ใหญ่ที่พวกมันกล่าวนั้นก็หมายถึงตัวเขาเอง!
อย่างไรก็ตาม เขาสนใจเพียงคำตอบที่ออกมาจาก
ปากของ หนานกง เหว่ย เท่านั้น
หนานกง เหว่ย ใช้ดวงตาอันลุกโชนไปด้วยเปลว
เพลิงของนาง จับจ้องมายังเขา นางตอบด้วย
น้ำเสียงเย็นชาไร้ซึ่งความแยแสว่า “ ไฉนเจ้าถึงไม่
พูดเลยว่า เราทั้งสองมีแนวทางแตกต่างกัน ไม่มี
อะไรที่จะมาทำให้ความเกลียดชัง ซึ่งท่วมท้นดุจ
มหาสมุทรของข้าลดน้อยลงได้ นับตั้งแต่เจ้าก้าว
ขาออกจากซูซัน ที่นี่ก็ไม่ใช่โลกของเจ้าอีกต่อไป
ข้าไม่มีความสำคัญใด ๆ เกี่ยวข้องกับเจ้าอีกต่อไป
การมาถามข้าในตอนนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ
หาเหาใส่หัว ”
” บนโลกนี้มีทั้งดีชั่วคละเคล้ากันไป ล้วนเป็นไป
ตามกรรมดีกรรมชั่วที่ได้กระทำ ข้ายินดีจะช่วยเจ้า
แก้แค้นถ้าคนผู้นั้นเป็นคนเลว แต่ข้าไม่ยินดีที่จะ
ช่วยเหลือเจ้าสังหารผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่เจ้าไม่
บังคับให้ข้าฝั่าฝืนในเจตจำนงของตนเอง ถ้าเป็น
ในด้านอื่น ๆ ข้ายินดีที่จะช่วยเหลือสนับสนุนเจ้า
เสมอ เรื่องระหว่างพวกเราทั้งสอง ไม่เห็น
จำเป็นต้องทำให้เกิดปัญหาหรือแตกหักกันเช่นนี้
ไม่ใช่หรอกหรือ ? ” อู่ อวี้ ไม่ต้องการให้เรื่องราว
ของเขากับนางถึงขั้นแตกหัก ฉะนั้นเขาจึงพยายาม
ที่ประสานความร้าวฉานนี้ เขาไม่สามารถปล่อยมือ
คนที่เคยมอบ เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ให้แก่เขา
ถึงแม้ในเวลานั้น เขาจะมอบมันคืนกลับไปให้แก่
นานแล้วก็ตาม แต่เขายังจดจำเรื่องราวทั้งหมดได้
อย่างไม่อาจลืมเลือนหายไป
อย่างไรก็ตามหัวใจของ หนานกง เหว่ย ตายด้าน
ไปนานแล้ว สีหน้าของนางดูดุร้าย น้ำเสียงที่
ดังกล่าวออกมาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ”
อู่ อวี้ วันนี้ข้าจะไม่ฟังเจ้าพล่ามเรื่องเหลวไหลไร้
สาระ เรื่องระหว่างเจ้ากับข้าวันนี้จะต้องทำให้มัน
แตกหักกันให้รู้แล้วรู้รอด แล้วต่อจากนี้
ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองจะไม่มีวันผสานต่อ
ติดกันได้อีก ยิ่งเจ้าพูดจาพร่ำเพ้อเหลวไหลมาก
เท่าไร มันจะยิ่งทำให้ข้ารู้สึกสมเพชเจ้ามากขึ้น
เท่านั้น หากเจ้าคิดว่าจะสามารถเอาชนะเกียรติ
ศักดิ์ศรีของข้าได้จริง ๆ แล้วล่ะก็ เจ้าก็จงมา
เอาชนะอย่างตรงไปตรงมา อย่าได้มาใช้เล่นลูกไม้
ตื้น ๆ เพราะทั้งหมดมันช่างเหลวไหลสิ้นดี ”
คำพูดของนางบอกถึงความตั้งใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ หัวใจของ อู่ อวี้ พังทลาย
ลงอย่างสิ้นเชิงในทันที ถึงแม้บางครั้งพวกเขาทั้ง
สองต่างก็คิดถึงกันและกัน ความทรงจำที่เคยทำ
ร่วมกันมา ยังคงตราตรึงอย่างไม่อาจลืมเลือน แต่
ในความเป็นจริงเมื่อทั้งสองต้องมาเผชิญหน้ากัน
กลับกลายเป็นว่าพวกเขากลับยืนอยู่กันคนละฝัง!
ภายใต้การเผชิญหน้าครั้งนี้ ไม่สามารถผสานรอย
แตกร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา เพราะผลที่
ออกมา กลับตรงกันข้ามกับที่เขาหวังไว้อย่าง
สิ้นเชิง
” ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่มาวันนี้ เจ้าช่างไม่เข้าใจ
อะไรเสียเลย ว่าเจ้ากับพวกเรานั้นแตกต่างกันมาก
เพียงใด ในช่วงเยาว์วัยที่พวกเราทั้งสองแยกจาก
กัน ฝีมือของข้าอยู่ใกล้เกินกว่าที่ตัวเจ้าจะอาจ
เอื้อมถึง แต่บัดนี้ ในช่วงชีวิตนี้ของเจ้าจะไม่มี
โอกาสที่จะไล่ตามทันได้อีก ความเป็นตายของเจ้า
ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว เหนือฟั้ายังมีฟั้า เจ้า
เปรียบเสมือนกับผีเสื้อน้อยกับราชสีห์ อู่ อวี้ ชาติ
กำเนิดของเจ้ามันต่ำต้อย จงยอมรับชะตากรรม
เสีย ”
ไม่คาดคิดหลังจากที่นางถอยลงไป เพื่อเปิดพื้นที่
ให้แก่การประลอง นางยังกล่าวเพิ่มอีกประโยค
หนึ่ง
สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่ง
จากที่นางกล่าวมาแล้ว นางยังคิดว่าฝีมือของเขา
นั้นยังคงอ่อนด้อยกว่านาง หลังจากที่นางออกมา
จากถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน อู่ อวี้ ก็ค้นพบบางสิ่ง
ว่านางนั้นพยายามสร้างเกราะปั้องกันตนเองมาก
เพียงใด นางไม่คิดว่าเขาจะอยู่ในระดับเดียวกันกับ
นาง นางดูมั่นใจในฝีมือของตนเองเป็นอย่างมาก
และ เปั่ยซาน ม่อ ที่สามารถชนะนางได้อยู่เสมอ
อีกทั้งความแข็งแกร่งของนางยังได้ถูกยอมรับ แต่
กระนั้น อู่ อวี้ ก็ดูไม่สะทกสะท้านเมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับนางแต่อย่างใด ซึ่งมันทำให้นาง
ตกใจเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับเข้าไปใน ถ้ำกำเนิด
ใหม่แห่งซูซัน เป็นครั้งที่สองนี้ ทำให้ฝีมือของพวก
เขาทั้งสองก้าวรุดหน้าขึ้นอย่างใหญ่หลวง!
“ พี่สาวหนานกง โปรดสบายใจได้แมงหวี่แมลงวัน
น่ารำคาญเช่นมัน ข้าจะเป็นผู้ปัดกวาดทำความ
สะอาดให้เอง ท่านรอชมอย่างผ่อนคลายได้เลย นับ
จากนี้ไปข้าจะยุติเรื่องราวทุกอย่างให้แก่ท่าน ท่าน
จะสามารถฝึกฝนได้อย่างผ่อนคลายสบายใจ ” เปั่ย
ซาน ม่อ พูดอย่างภูมิใจ
“อยากทำอะไรก็ทำ” หนานกง เหว่ย ตอบโต้ด้วย
ความน้ำเสียงเย็นชา
บางทีอาจเป็นเพราะมีคนอยู่ที่นี่มากเกินไป อู่ อวี้
จึงไม่ยินยอมก้มหัวให้แก่นาง ช่วงเวลา 3 – 4 ปี
ที่มานี้มานี้ เขาไม่เคยอ่อนข้อให้นางแม้แต่ครั้ง
เดียว ดังนั้นความเคียดแค้นในใจนางจึงบังเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามเวลานี้โทสะของนางพุ่งทะยานถึงขีด
สุด จึงทำให้นางกล่าวคำพูดหยาบคายเช่นนี้
ออกมาได้ ท่ามกลางผู้ฝึกตนกระบี่นับล้าน รวมถึง
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง และ เปั่ยซาน ม่อ พวกมันไม่
สามารถทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกมีโทสะขึ้นมาได้แม้แต่
น้อย แต่ทว่าเพียงคำพูดไม่กี่คำของนาง กลับทำให้
โทสะของ อู่ อวี้ พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด!
แท้จริงแล้วนางตั้งใจดูถูกเหยียดหยามตน!
เดิมทีจิตใจของเขาสงบเป็นอย่างยิ่ง ทว่าตอนนี้มัน
ได้ถูกแทนที่ด้วยโทสะ ซึ่งกำลังลุกโหมกระหน่ำ
อย่างบ้าคลั่ง กลืนกินเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล
กระทั่งกายาเพชรอมตะ ก็บัดเกิดความโกรธเกรี้ยว
ขึ้นอย่างฉับพลันเช่นกัน ในทุก ๆ ครั้งที่ความบ้า
คลั่งของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุด คือช่วงเวลาที่เขา
ใช้ร่างกายกลืนกินเพลิงลาวาจากเขาอัคคี และ
ในตอนนี้มันเป็นเสมือนกับว่า เขากำลังพุ่งทะยาน
อยู่ท่ามกลางคลื่นลาวาปันปั่วนจากเขาอัคคี ซึ่ง
เต็มไปด้วยเสียงลาวาปะทุอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้
บัดนี้บน สนามประลองเป็นตาย ดังกึกก้องไปด้วย
เสียงแผดคำราม
“ เป็นแค่ขยะไร้ค่า แต่กลับวางตนใหญ่โตโอหังเสีย
เต็มประดา แค่หนึ่งกระบวนท่า ข้าจะส่งเจ้าลงไป
ในนรกหมื่นชั้น! ” เปั่ยซาน ม่อ แสยะยิ้มจากนั้น
มันก็เริ่มสาวเท้าเข้าไปหา อู่ อวี้
ฉับพลันพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงอันไร้สิ้นสุด ก็ปะทุ
ขึ้นจากทั่วทั้งสรรพางย์กายของมัน บังเกิดเป็น
คลื่นปันปั่วนม้วนกวาดผ่านไปทั่วทุกทิศทาง โดยมี
ร่างของมันเป็นจุดศูนย์กลาง ในชั่วขณะนี้เอง
เหล่าผู้ฝึกตนกระบี่แทบทั้งหมด ก็พากันส่งเสียงกู่
ร้องคำรามนามของ เปั่ยซาน ม่อ ! เสียงนี้ดัง
สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งสี่ทิศ! ท่ามกลางช่วงเวลา
แห่งความพุ่งพล่านปันปั่วน จากโลหิตอันเดือด
พล่านนี้ เหล่าผู้ฝึกตนจากนครจักรพรรดิเพลิงที่ยืน
อยู่ไม่ห่างจากเบื้องหลังของ อู่ อวี้ ก็ส่งเสียงกรีด
ร้องคำรามนามของ อู่ อวี้ ออกมาเช่นเดียวกัน
ทุกคนรอคอยการต่อสู้ในครั้งนี้มานานมากเกินไป
แล้ว
จนถึงตอนนี้ การปะทะคารมกันก็มิได้ช่วยให้
ปัญหาคลี่คลายลงได้ กล่าวได้ว่าในช่วงเวลาที่ อู่
อวี้ รู้สึกผิดหวังในตัวของ หนานกง เหว่ย จนถึง
ขีดสุด เปั่ยซาน ม่อ ก็ฉวยโอกาสนี้ลงมือโจมตี
ทันที!
เปลวเพลิงทองคำลุกโหมกระหน่ำ ขึ้นภายใน
ดวงตาทั้งสองข้างของ อู่ อวี้ ในท้ายสุดมันก็เผา
ผลาญร่างกายของเขาเช่นเดียวกับ หนานกง เหว่ย
นี่คือการปะทะกันของ 2 ของสองเปลวเพลิง จาก
ความหวานซึ้งในอดีตที่นางมีให้ ได้แปรเปลี่ยน
กลายเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้า ให้อีกฝั่าย
ตกตายไปเสียให้สิ้น
ถึงแม้ว่านางอาจจะสับสนจากโทสะที่มี แต่มันก็
มากพอที่จะทำให้ อู่ อวี้ ซึ่งคาดหวังว่านางจะ
กลับมาอีกครั้ง ต้องรู้สึกเจ็บปวดเสียใจ
ในเวลานี้ ไม่ทราบว่า เปั่ยซาน ม่อ ได้นำกระบี่ยาว
สีคราม ซึ่งดูเสมือนดั่งสายวารีออกมาเมื่อใด กระบี่
ยาวนี้แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกออกมาอย่างน่า
เหลือเชื่อ เสมือนดั่งสายชลธีอันหนาวเย็นขนาด
ใหญ่ ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าท่ามกลาง
สวรรค์แลปฐพี แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง
ความเย็นเยือกถึงขีดสุดนี้ได้ทำให้ผู้ฝึกตนกระบี่
แทบทั้งหมด สั่นสะท้านไปทั่วทั้งสรรพางย์กาย จน
ต้องถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ จับจ้องไปยังกระบี่ยาวสีครามที่อยู่บนมือ
ของมัน บนตัวกระบี่มีวงเวทย์ถูกวาดประทับเอาไว้
จำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งหนาแน่น แลสลับซับซ้อนอยู่
นับพันนับหมื่นวง นี่ต้องเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้
อย่างแน่แท้
มันคือศาสตราตราเต๋าวิถีแท้จริง ๆ ครั้งหนึ่ง เปั่ย
ซาน ม่อ เคยใช้มันจ่อคอหอยของเขา กระบี่เล่มนี้
มีชื่อว่า ‘กระบี่จักรพรรดิสวรรค์คราม’ แน่นอนว่า
มันคือศาสตราวุธของสุดยอดผู้แข็งแกร่งในซูซัน
อย่าง ‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม’
สิ่งนี้มิใช่ศาสตราเต๋าวิถีแท้สามัญอย่าง แพรหัวใจ
สมุทร หรือแม้แต่กระบี่เต๋าผสานอัสนี ก็ไม่สามารถ
นำมาเทียบเคียงกับมันได้
เมื่อถือกระบี่จักรพรรดิสวรรค์ครามเอาไว้ ทำให้ใน
เวลานี้ เปั่ยซาน ม่อ ดูเสมือนดั่ง เทพแห่งการ
สังหารซึ่งจุติมาจากขุมนรกอันหนาวเย็นสุดขั้วก็มิ
ปาน ดวงตาทั้งสองข้างของมันเสมือนดั่งน้ำหมึก
ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยคลื่นปันปั่วน แน่นอนว่า
มันคือจุดศูนย์กลางของกระแสน้ำวนแห่งความเย็น
ยะเยือกนี้ ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ก็ดูเหมือนกับ
ว่า เปั่ยซาน ม่อ จะเป็นอัจฉริยะผู้ซึ่งเปียมล้นไป
ด้วยพรสวรรค์เสียยิ่งกว่า มู่หรง ซวี่ อย่างไรก็ตาม
อาจเป็นเพราะขีดจำกัดในด้านอายุ ถึงแม้พื้นฐาน
ฝึกตนของ มู่หรง ซวี่ จะอยู่ในระดับน้ำหนักม่วง
ทะเลมรกตขั้นที่ 5 แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาหาใช่คู่ต่อสู้
เปั่ยซาน ม่อ แม้แต่น้อย
แน่นอนว่า หนานกง เหว่ย ก็คิดแบบนี้เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่านางจะเคยมีสัมพันธ์อันดีกับ อู่ อวี้ แต่
ภายในจิตวิญญาณของนาง ก็เปียมล้นไปด้วย
ความภาคภูมิใจอย่างสูงล้ำ
บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ปลูกฝัง
ให้กับนาง!
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่มีเวลาให้คิดมากนัก
เปั่ยซาน ม่อ ถือกระบี่จักรพรรดิสวรรค์ครามเอาไว้
ในมือ พร้อมแสยะยิ้มขึ้นอย่างหนาวเย็น มันกู่ร้อง
คำรามเช่นดั่งวีรชน ปราณกระบี่ปะทุแผ่ขยายปก
คลุมไปทั่วท้องนภา ทันใดนั้นมันก็เปิดฉากโจมตี อู่
อวี้ ทันที กระบี่ยาวถูกตวัดฟันออกไป ชั่วอึดใจ
นั้นเอง ปราณกระบี่สีครามก็แตกออก แปรเปลี่ยน
กลายเป็นห้วงสมุทรคราม พุ่งพล่านปันปั่วนอย่าง
บ้าคลั่ง เฉกเช่นดั่งคลื่นสมุทรขนาดใหญ่ของทะเล
มรกต ไม่มีที่ใดที่หลบเลี่ยงหรือหนีรอดไปได้
ท่ามกลางคลื่นสมุทรอันเย็นยะเยือกนี้ แฝงเร้นไว้
ด้วยปราณกระบี่สีครามอันไร้สิ้นสุด พร้อมฉีก
กระชากตัดผ่านทุกสรรพสิ่ง!
ซ่าตูม!!! ชิ้งชิ้งชิ้ง!!!
คลื่นสมุทรม้วนกวาดผ่านสัดซาดเข้ามา เพียงชั่ว
พริบตาร่าง อู่ อวี้ ก็ถูกกลืนกินหายไปจนสิ้น
ตามมาด้วยเสียงปะทะกันของกระบี่จำนวนนับไม่
ถ้วน ภาพนี้ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นล้วนตกตะลึง
เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่า หลังจากที่คลื่นสมุทรสี
ฟั้าความม้วนกว่าผ่านไปแล้ว ก็บังเกิดเป็นรอย
แตกร้าวจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นบนสนามประลอง
เป็นตาย หรือแม้แต่ยอดเขาก็ถูกบดขยี้เป็นชิ้น ๆ
ไม่เพียงแต่ถูกแช่แข็งจากความเย็นยะเยือกถึงขีด
สุด แต่ยังแตกละเอียดกายเป็นเกล็ดเล็กเกล็ดน้อย
ตามมาด้วยการบดขยี้ทำลายจากปราณกระบี่
ส่งผลให้เกล็ดน้ำแข็งแปรเปลี่ยนกลายเป็นฝุั่น
ละอองล่องลอยหายไปทันที!
อู่ อวี้ หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ทุกผู้คนต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้ พึ่งเริ่มการ
ต่อสู้ แต่ อู่ อวี้ ก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นเถ้าธุลีเสีย
แล้ว! เปั่ยซาน ม่อ แข็งแกร่งมากเกินไป! สำหรับ อู่
อวี้ พวกเขาต่างไม่ได้คิดว่าฝีมือของ อู่ อวี้ นั้นจะ
อ่อนด้อยแต่ประการใด เนื่องด้วยเพราะ อู่ อวี้ เป็น
ถึงอันดับหนึ่งของสงครามเหยียน แต่สิ่งที่พวกเขา
คิดกันก็คือ เปั่ยซาน ม่อ มีมรดกของจักรพรรดิ
กระบี่สวรรค์ครามผู้ซึ่งเกือบกลายเป็นเซียนอมตะ
ซึ่งมันทำให้เขาน่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่าเดิม!
“เขาอยู่ที่นั่น!”
หลายคนพยายามสอดส่ายสายตามองหา อู่ อวี้
แต่ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนได้ค้นพบร่องรอย
ของ อู่ อวี้ แล้ว กลายเป็นว่ายามนี้เขาได้มายืนอยู่
ด้านข้างของ เปั่ยซาน ม่อ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่
เมื่อไหร่
“เร็วยิ่งนัก เร็วจนน่าเหลือเชื่อ!”
อันที่จริงแล้วหากเป็นผู้ที่มีฝีมือเหนือล้ำกว่า อู่ อวี้
โดยพื้นฐานแล้วคนผู้นั้นย่อมสามารถมองเห็นได้ว่า
อู่ อวี้ หลบเลี่ยงการโจมตีของ เปั่ยซาน ม่อ ได้ใน
ชั่วพริบตา ด้วยเพราะระดับความเร็วของเขานั้น
สูงล้ำมากเกินไป แม้แต่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กับ
คนอื่น ๆ ยามนี้ยังอดไม่ได้ที่จะเพ่งตามอง
ด้วยระดับความเร็วที่ อู่ อวี้ แสดงให้เห็นในวันนี้
หากเขาต้องการสังหาร เปั่ยซาน ม่อ จริง ๆ แล้ว
ล่ะก็ เกรงว่ามันคงมิได้ยากลำบากเท่าใดนัก
” จะหลบหนีอย่างเดียวเช่นนั้นหรือ? เจ้ามันขี้
ขลาดตาขาว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง! ”
เปั่ยซาน ม่อ หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
กระบี่จักรพรรดิสวรรค์คราม ส่องแสงประกายอีก
ครั้ง สำหรับ เปั่ยซาน ม่อ มันใช้เวลากว่า 3 ปีเพื่อ
เตรียมตัวสังหาร อู่ อวี้ แล้วบัดนี้มันได้เริ่มต้นขึ้น
แล้ว!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ