กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 466 : ไรปราณี
นอกจากคนทั้งสามนี้ ก็เป็นการยากที่จะล่วงรู้ว่า
บัดนี้ จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม ได้ตกตายไป
แล้ว
เพราะยังไงแล้ว มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่มีพื้นฐาน
ฝึกตนอยู่ในระดับ ‘ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ’
คนอื่นๆหาได้อยู่ในขั้นจิตเทวะไม่ แล้วจะสามารถ
มองเห็นเศษเสี้ยวจิตวิญญาณว่าตกตายไปได้
อย่างไร?
ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับล้าน อู่ อวี้ ได้คว้าชัย
ชนะมาจาก เปั่ยซาน ม่อ ด้วยวิธีการอันน่า
เหลือเชื่อ แม้ในเวลานี้ผู้คนกว่าเก้าสิบเก้าส่วนร้อย
ยังคงรู้สึกกังขาคลางแคลงใจอย่างที่สุด พวกมันไม่
อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง ด้วยเพราะตลอด
การต่อสู้ อู่ อวี้ โดนรุกไล่กดดันโจมตีจาก เปั่ยซาน
ม่อ อย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีผู้ใดแล
เห็นว่า อู่ อวี้ จะตอบโต้โจมตีกลับได้อย่างไร
กล่าวได้ว่าดวงตาทุกคู่กำลังอยู่ในอาการตกตะลึง
พรึงเพริดอย่างขีดสุด ใบหน้าขาวซีด มือไม้เนื้อตัว
สั่นเทา ยากที่จะสรรหาถ้อยวาจาใดมาอธิบายใน
สิ่งที่เกิดขึ้น เปั่ยซาน ม่อ อัจฉริยภาพผู้มีฝีมือทรง
พลังน่าทึ่ง แต่กลับถูกบดขยี้ลงอย่างง่ายดาย
แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานี้ เสมือนการบดขยี้
หัวใจของผู้ฝึกตนในวิถีแห่งกระบี่นับล้าน
ส่วนทางด้าน กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ที่อยู่
บนเรือรบทมิฬ ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น!
แต่ที่แน่ ๆ พวกเขาก็เห็นว่าบัดนี้ อู่ อวี้ ชนะแล้ว!
ผู้ที่มีปฏิกิริยาตอบสนองไวกับผลลัพธ์ครั้งนี้มาก
ที่สุด คงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกเสียจากไพร่พลของ
ค่ายเทียมฟั้า ในเวลานี้ผู้คนทั้งหมดต่างส่งเสียง
ไชโยโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งด้วยความดีใจเป็นที่สุด
พวกเขารู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่ อู่ อวี้ ต้องประสบพบ
เจอ ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่เหล่านี้ช่างมีจิตใจคับแคบน่า
รังเกียจเป็นยิ่งนัก ฉะนั้นทันทีที่พวกเขาเห็นว่า
เปั่ยซาน ม่อ ต้องปราชัยให้แก่ อู่ อวี้ จึงรีบไชโยโห่
ร้องเพื่อบดขยี้หัวใจของพวกมัน โลหิตภายในอก
เดือดพล่านด้วยความภาคภูมิใจปลื้มปิติ พวกเขา
ปลดปล่อยทั้งหมดออกมาอย่างไม่ต้องยับยั้ง!
“อู่ อวี้! อู่ อวี้! อู่ อวี้!!!” สุรเสียงแผดร้องกึกก้องปก
คลุมไปทั่วฟั้าดิน ช่วงเวลาแห่งความชื่นมื่นปลื้มปิ
ตินี้ได้ปิดปากผู้ฝึกตนกระบี่อย่างสมบูรณ์ มันจะ
กล้าร้องตะโกนได้อย่างไรเล่าในเมื่อยามนี้ เปั่ยซาน
ม่อ กลายเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างราบคาบ
“ปะ เป็นไปได้อย่างไร … ”
” เจ้า อู่ อวี้ ผู้นี้มันต้องใช้กลเม็ดบางอย่างตบตา
พวกเรา! ”
” ข้าไม่เชื่อว่านี่จะเป็นเรื่องจริง อู่ อวี้ มันจะมีพลัง
มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร … เปั่ยซาน ม่อ มีเจ็ด
เซียนกระบี่คอยสั่งสอนชี้แนะอย่างใกล้ชิดเชียวนะ!
”
ภายในใจของพวกมันต่างรู้สึกเจ็บปวด หดหู่ อย่าง
ไม่อาจจะยอมรับผลที่ออกมาได้ ทั้งยังมีข้อกังขา
มากมายกับภาพการต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าของพวก
มัน
อู่ อวี้ ไม่รีบเร่งปลิดชีพ เปั่ยซาน ม่อ เขาชะงัก เสา
เหยียนหวงเบิกฟั้า ขณะกำลังฟาดเข้าใส่ เปั่ยซาน
ม่อ จากนั้นก็หันกลับไปมอง หนานกง เหว่ย ตาม
คาดท่าทางของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ดวงตาเบิกกว้างกลายเป็นสีแดงก่ขณะจับจ้องมอง
อู่ อวี้ ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง บางทีการกระทำ
ของเขาอาจจะไปบดขยี้หัวใจของนางเข้า สายตา
ของนางยามนี้จึงเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคน
ประหลาดใจในเวลาเดียวกัน ด้วยเพราะนางคงไม่
เคยคิดเลยว่า เปั่ยซาน ม่อ จะมาพ่ายแพ้ให้แก่ได้
อย่างง่ายดาย ภาพของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ ไม่ใช่แบบ
ที่นางคิดเอาไว้ ซึ่งมันเป็นเสมือนกับการฉีกหน้า
ของนางโดยตรง
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้ ขณะที่เขากำลังทะยาน
ลงมาจากท้องนภา ด้วยเตรียมพร้อมจะสังหาร
เปั่ยซาน ม่อ ทันใดนั้นพลังอำนาจอันน่าประหวั่น
พรั่นพรึงก็พุ่งมาที่ร่างของเขา พร้อมทั้งสกัดกั้น
ตรึงร่างเอาของเขาเอาไว้!
เขาล่วงรู้ในทันทีว่า คนที่สอดมือเข้ามาในครั้งนี้ก็
คือ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง!
” อู่ อวี้ เจ้ากล้าสังหารจักรพรรดิ์สวรรค์คราม … ”
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง แผดเสียงตะโกนออกมาด้วย
โทสะอย่างล้นพ้น ในทันทีที่เขาพูดประโยคนี้
ออกมา เซียนกระบี่เทียนจี ก็รีบห้ามปรามให้เขา
หยุดพูดเรื่องนี้ทันที ด้วยเพราะมันคือความลับของ
ซูซัน ถึงแม้ในเวลานี้เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม จะตกตายไปแล้วก็
ตาม แต่ก็ไม่สามารถแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
แต่เมื่อ อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้น เขาบังเอิญเห็นว่าใน
เวลานี้ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ บ่ง
บอกว่ากำลังบ้าคลั่งถึงขีดสุด เกรงว่าช่วงเวลาก่อน
หน้านี้ เขายังไม่โกรธเกลียดตนเองขนาดนี้!
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่รู้สึกว่าเขาทำอันใดผิด ไม่
ว่าจะเป็นเรื่องของ เปั่ยซาน ม่อ หรือทุกเรื่องที่
เกี่ยวกับซูซัน อีกทั้งในเวลานี้ทุกคนอยากให้เขา
ตาย ๆ ไปเสีย แล้วเหตุใดเขาต้องยั้งมือไว้ไมตรี
ด้วยเล่า?
เซียนกระบี่กุ้ยหยางเคยตบหน้าของเขา ซึ่งในเวลา
นี้ อู่ อวี้ ยังไม่สามารถส่งคืนให้กับเขาได้ ทว่าสิ่งที่
เขากระทำได้ส่งผลกระทบให้แก่ เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง ซึ่งร้ายแรงมากเสียยิ่งกว่าการตบหน้าเขาคืน
เสียอีก สายตาที่มันมอง อู่ อวี้ มีเพียงความรู้สึก
เดียวเท่านั้นนั่นก็คืออยากจะสังหารเขาเสียให้สิ้น
ซาก
อันที่จริงแล้วในเวลานี้ เจตจำนงแห่งกระบี่อันแสน
หนาวเย็นน่าสะพรึงกลัว ใดห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย
ของเขาเอาไว้ ทำให้ อู่ อวี้ ไม่สามารถขยับ
เคลื่อนไหวร่างกายได้!
อู่ อวี้ อดคิดไม่ได้ว่า หากในวันนี้จอมจักรพรรดิไม่
ได้มาด้วย เกรงว่าเขาคงได้ตกตายอยู่ที่นี่อย่างแน่
แท้ที่สุด
ในทันทีที่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ทำท่าจะสังหาร อู่
อวี้ จอมจักรพรรดิซึ่งอยู่ในชุดเกราะสีดำ ก็ปรากฏ
กายขึ้นกลางเวหาลอยเหนือ อู่ อวี้ เมื่อเขาปรากฏ
กายขึ้น แรงกดดันซึ่งกดทับลงมาบนร่างกายของ
อู่ อวี้ ก็หายไปทันที เขาเงยหน้ามองแล้วเห็นว่า
จอมจักรพรรดิซึ่งเปียมล้นไปด้วยโทสะ พร้อมแผด
เสียงตะโกนดังลั่นว่า “หนานกง ซวน! เขาคือคน
ของนครจักรพรรดิเพลิง นิกายเซียนซูซัน ไม่มีสิทธิ์
มาตัดสินว่าเขาจะอยู่หรือตาย เจ้าเป็นถึงเจ็ดเซียน
กระบี่แห่งซูซัน แต่กลับสอดมือเข้ามาเยี่ยงนี้ได้
อย่างไรกัน! ตัวข้าจักรพรรดิแห่งแสงอยู่ที่นี่ ผู้ใด
อนุญาตให้เจ้ามาสังหารคนของข้ากัน หรือนิกาย
เทียนซูซันต้องการที่จะท้าทายสร้างความ
บาดหมางกับ นครจักรพรรดิเพลิง ของข้า?”
ปกติแล้วจอมจักรพรรดิ ค่อนข้างเป็นคนช่างเจรจา
พาที แต่เป็นเพราะตอนนี้เขารู้สึกมีโทสะเป็นอย่าง
ยิ่ง เสียงของเขาจึงดูดุดันน่าสะพรึง สุรเสียงของ
เขาสร้างความหวาดผวาประหวั่นพรั่นพรึง สั่น
สะท้านสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเขาซูซัน อีกทั้งยังอัด
กระแทกร่างของเซียนกระบี่กุ้ยหยาง กับ เซียน
กระบี่เทียนจี ลอยละลิ่วกระเด็นกระดอนออกไป
จากตำแหน่งเดิมของตนเอง
ดูแล้ว เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ให้ความเคารพนับถือ
กับ จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม เป็นอย่างมาก
ส่งผลให้ในเวลานี้ดวงตาของมันแดงก่ำประดุจ
โลหิต ทั้งยังหอบหายใจหนัก เรียกได้ว่าเกือบจะไม่
สามารถควบคุมสติตนเองได้ เซียนกระบี่เทียนจี
รีบพามันออกไป แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบสุขุม
ว่า ” จอมจักรพรรดิอย่าได้เข้าใจผิด เรื่องกุ้ยหยาง
ใจร้อนหุนหันพันแล่นข้าต้องขออภัยแทนเขาด้วย
”
ศักยภาพของซูซันยามนี้ ยังมีไม่มากเพียงพอที่จะ
งัดข้อหรือต่อสู้กับนครจักรพรรดิเพลิง นอกจากนี้
เรื่องของ จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม ยังไม่อาจ
สามารถเปิดเผยในที่แจ้งได้ ซึ่งถ้าหากข่าวเล็ดลอด
แพร่งพรายออกไป ว่าในยามนี้จักรพรรดิกระบี่
สวรรค์ครามได้ตกตายลงไปด้วยน้ำมือของ อู่ อวี้
ชื่อเสียงของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ครามคงได้
ยับเยินปั่นปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ เซียนกระบี่เทียนจี
ล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่อาจหุนหันพันแล่นได้ เพราะ
ท้ายที่สุด จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม คือผู้
ล่วงลับไปเนิ่นนานแล้ว ไม่ควรจะอยู่ในยุคสมัยนี้ได้
จอมจักรพรรดิ กล่าวว่า ” เยี่ยมจริง ๆ กล่าวตาม
ตรงข้าไม่คาดคิดว่าซูซันจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ หนาน
กง ซวน เจ้าต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ตอนนี้ อู่ อวี้
ไม่ใช่คนของซูซัน ที่เจ้าอยากจะฆ่าก็ฆ่าได้ เช่นนั้น
เราลองมาเปรียบเทียบกัน ถ้าข้ารู้สึกอยากสังหาร
อัจฉริยะจากนิกายเซียนซูซันของเจ้า ข้าก็สามารถ
ทำได้ใช่หรือไม่? การกระทำของเจ้าที่แสดงออก
ราวกับว่าอยากทำอะไรก็ทำได้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะ
ไม่ได้เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย?”
คำกล่าวของเขา ทำให้ หนานกง ซวน หุบปาก
เงียบลงทันที ถึงแม้ในใจของมัน จะเปียมล้นไป
ด้วยโทสะพุ่งทะยานถึงขีดสุด แต่มันก็พยายามฝืน
ทนระงับเอาไว้ ในที่สุดมันก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า
การที่ อู่ อวี้ มาพร้อมกับจอมจักรพรรดิ เป็นเรื่อง
ยากที่จะจัดการ อู่ อวี้ ลงได้ ซึ่งถ้าหากในวันนี้ไม่
ติดที่จอมจักรพรรดิแล้วล่ะก็ ไม่ว่า อู่ อวี้ จะมีสักกี่
หัวคงไม่พอให้มันฆ่าเป็นแน่?
ชั่วอึดใจทุกสรรพสิ่งก็เงียบสงัดลงราวกับความ
ตาย มีเพียงจอมจักรพรรดิเท่านั้น ที่หันมายิ้มให้ อู่
อวี้ พร้อมกล่าวเตือนเขาว่า ” เจ้ามัวรออะไรอยู่ นี่
คือการต่อสู้แห่งชีวิตและความตายของเจ้า มันยัง
ไม่จบ อย่าปล่อยให้คู่ต่อสู้มีโอกาสสวนกลับมาได้”
หาก อู่ อวี้ สามารถสังหาร เปั่ยซาน ม่อ ได้แล้วละ
ก็ เขาคงจะอารมณ์ดียิ่งกว่านี้
เมื่อเห็นว่ามีจอมจักรพรรดิคอยเฝั้าพิทักษ์อยู่เช่นนี้
ย่อมทำให้ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่สามารถแตะ
ต้องเขาได้อย่างแน่นอน ในทางกลับกันถ้าการ
ประลองครั้งนี้เขากลายเป็นฝั่ายพ่ายแพ้ ก็คงเป็น
เรื่องยากที่ จอมจักรพรรดิ จะช่วยเหลือเขาได้
เพราะท้ายสุดแล้วเจ็ดเซียนกระบี่ก็อยู่ที่นี่
เช่นเดียวกัน
การที่ จอมจักรพรรดิ เฝั้ารออยู่ในที่แห่งนี้ ก็
สามารถรับประกันได้ว่า อู่ อวี้ จะได้รับความ
ยุติธรรมอย่างแน่นอน
กล่าวได้ว่า ต่อให้มีผู้ฝึกตนกระบี่นับล้านคนอยู่ที่นี่
ก็ไม่มีใครสามารถยื่นมือเข้าช่วย เปั่ยซาน ม่อ ได้!
ด้วยเพราะทุกคนบนเรือรบทมิฬต่างกำลังส่งเสียง
โห่ร้องตะโกนนามของ อู่ อวี้ จนดังสนั่นกึกก้อง
ส่งผลให้ชื่อเสียงของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุด ซึ่ง
การที่ เปั่ยซาน ม่อ ต้องประสบพบเจอกับจุดจบ
เช่นนี้ เป็นเพราะการกระทำของตัวมันเองล้วน ๆ
เพราะมันเป็นผู้เสนอความคิดในการประลองต่อสู้
แห่งชีวิต และ ความตายด้วยตัวมันตนเอง
เมื่อมี จอมจักรพรรดิ คอยเฝั้าพิทักษ์รักษาความ
ยุติธรรมให้แก่ตนเอง สายตาของ อู่ อวี้ ก็ตก
กระทบไปบนร่างของ เปั่ยซาน ม่อ อีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจากในเวลานี้ เปั่ยซาน ม่อ หาใช่คู่ต่อสู้ของ
เขาไม่ ตอนนี้จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ครามได้ตก
ตายไปแล้ว กล่าวได้ว่าในเวลานี้ จิตใจของมันได้
พังทลายลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สีหน้าของ
มันซีดเผือด ทั้งพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจาก
พื้น
อู่ อวี้ มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ เขาพุ่งทะยานไป
เบื้องหน้า เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ถูกฟาดลงมาจาก
ด้านบน ซึ่งเปั้าหมายก็คือศีรษะของ เปั่ยซาน ม่อ
สำหรับคู่ต่อสู้เช่นนี้ เขาต้องการบดขยี้มันให้เป็น
ชิ้น ๆ แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่มีเหตุผลให้ปล่อยมันไป
ช่วงเวลานี้ เปั่ยซาน ม่อ กำลังเผชิญหน้าอยู่กับ
ประตูแห่งความตาย
ฝูงชนอดหลับตาลงอย่างช่วยไม่ได้ จิตใจของพวก
มันเปียมล้นไปด้วยความขมขื่น ร่างกายสั่นเทา
อย่างมิกล้าดูฉากที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ครั้งหนึ่ง เปั่ยซาน ม่อ เคยเป็นความภาคภูมิใจของ
ซูซัน ซึ่งผู้ฝึกตนกระบี่นับล้านที่มารวมตัวกันอยู่นี้
ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะกลายเป็นฝั่ายพ่ายแพ้หรือ
ถูกสังหาร บดขยี้โดย อู่ อวี้
สำหรับ อู่ อวี้ หลังจากที่สังหารมันแล้วทุกอย่างก็
จะจบสิ้นลง นับจากนี้ไปเขาจะไม่เหยียบมาซูซัน
ซึ่งถือเป็นอันว่าความสัมพันธ์ทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้อง
กับซูซันของเขาได้จบสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง
แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มีคนผู้หนึ่งลอบลงมือ
ทันใดนั้นเป็นเพลิง 9 สีก็พุ่งทะยานโอบร่างของ
เปั่ยซาน ม่อ กับ กระบี่จักรพรรดิสวรรค์คราม ไว้
พร้อมทั้งกระชากร่างของมันหลบเลี่ยงจากการ
โจมตีอย่างรุนแรงของ อู่ อวี้ ! หลังจากที่ อู่ อวี้
โจมตีพลาดเปั้า ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของเขา
ในตอนนี้ก็คือ หนานกง เหว่ย ส่งกระบี่จักรพรรดิ
สวรรค์ครามคืนให้แก่ เปั่ยซาน ม่อ จากนั้นนางก็
มอบโอสถฟืนฟูซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังฟั้าดินให้กับ
มัน อาการบาดเจ็บทางกายเนื้อของ เปั่ยซาน ม่อ
ก็มิได้รุนแรงเท่าใดนัก สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดก็คือ
การที่มันได้รับบาดเจ็บจากเนตรเพลิงสกัด
วิญญาณ ช่วงเวลาที่ผ่านมา เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
กับ หนานกง เหว่ย ปรากฏตัวออกมาเพื่อถ่วงเวลา
ไว้ อีกทั้งเขายังไม่ทราบว่าโอสถนั้นคืออะไรกันแน่
เปั่ยซาน ม่อ ฟืนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่
นานนักเนตรมรกตก็ฟืนคืนกลับมาอีกครั้ง สิ่งที่
เหลือหลังจากนี้ ก็แค่ฟืนฟูพลังจิตวิญญาณเพิ่มขึ้น
อีกบางส่วน ซึ่งอันที่จริงแล้วมันไม่ได้ส่งผลกระทบ
ต่อพลังรบของมันเท่าใดนัก
สำหรับ อู่ อวี้ การที่ หนานกง เหว่ย โจมตีมาเช่นนี้
ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลยิ่ง เนื่องจากเขาก็คาด
เอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน
เมื่อเป็นไปตามที่คิดเอาไว้ เขาก็รู้สึกเศร้าใจ
เล็กน้อย หลังจากทั้งหมดนี่คือการต่อสู้อย่าง
ยุติธรรม หาก อู่ อวี้ พ่ายแพ้แล้วกลายเป็นฝั่ายถูก
สังหาร นางก็คงจะไม่เข้ามาปกปั้องเขาเช่นนี้
เมื่อเห็นภาพนี้ จอมจักรพรรดิก็รู้สึกไม่พอใจอย่าง
ยิ่ง เขากำลังจะเข้าไปช่วยอู่ อวี้ จัดการกับ หนาน
กง เหว่ย ออกไป แต่ อู่ อวี้ ก็ศีรษะหัวพร้อมกับ
กล่าวว่า ” ท่านจอมจักรพรรดิไม่เป็นไร ”
จอมจักรพรรดิ มองไปยัง หนานกง เหว่ย เขาพยัก
หน้า พร้อมกับกล่าวว่า ” เช่นนั้น ข้าจะให้เจ้า
จัดการกับมันด้วยตัวเอง ”
ในช่วงเวลานี้ สีหน้าของ เปั่ยซาน ม่อ แดงก่ำขึ้น
เล็กน้อย หลังจาก หนานกง เหว่ย กล่าวคำ 2-3
คำข้างหูของมัน จากนั้นมันก็ค่อย ๆ หลุดออกมา
จากเงาแห่งความตายของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์
ครามอย่างช้า ๆ มันถือกระบี่จักรพรรดิสวรรค์
ครามไว้ในมือ พร้อมทั้งฟืนฟูพลังการต่อสู้ส่วน
ใหญ่กลับคืนมา มันจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ ด้วย
ดวงตาที่เปียมล้นไปด้วยความเกลียดชังอย่างถึง
ที่สุด
ในเวลานี้ หนานกง เหว่ย นำศาสตราเต๋าออกมา
ถึงแม้ว่านางจะไม่มีศาสตราเต๋าวิถีแท้ แต่ศาสตรา
เต๋าสถิตวิญญาณ ‘กระบี่หงษ์เทวะเก้าสี’ เป็น
ศาสตราที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แม้แต่ศาสตรา
กระบี่ของจอมกระบี่หลายคนยังไม่ทรงพลังเช่นนี้
ด้ามจับของมันประกอบขึ้นด้วยปีกหงส์เพลิงทั้ง 9
สี พร้อมเปลวเพลิงที่ลุกโหมกระหน่ำ ก่อรูปเป็น
หงส์เพลิงกระพือปีกโบยบินอยู่รอบใบกระบี่ ส่ง
เสียงกรีดร้องกระจ่างใสแจ่มชัด ตอนนี้ หนานกง
เหว่ย ได้ชี้กระบี่หงษ์เทวะเก้าสีไปทาง อู่ อวี้ โดย
ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ แค่กระบี่นี้ก็
สามารถอธิบายทัศนคติของนางที่มีต่อเขาได้อย่าง
ชัดเจน!
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เปั่ยซาน ม่อ ก็ก้าวออกมา
พร้อมกับประสานกระบี่คู่กับนาง
สิ่งนี้น่าจะเป็นการฝึกฝนบำเพ็ญคู่วิถีโจมตีผสาน
ร่วมของคนทั้งสอง ซึ่งความสัมพันธ์ธาตุระหว่าง
น้ำกับไฟ สอดผสานอย่างลงตัว ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่
ติอย่างยิ่ง ทั้งยังทำให้พลังการต่อสู้ทวีเพิ่มสูงขึ้น
มากกว่าคน ๆ เดียวอย่างเทียบกันไม่ติด ไม่ต้อง
สงสัยเลยว่ามันคือความท้าทายที่น่าสะพรึงกลัว
มากสุดสำหรับ อู่ อวี้
หนานกง เหว่ย กล่าวว่า ” เจ้ากับข้าต้องมายุติ
เรื่องราวทุกอย่างให้สิ้น เมื่อสักครู่เจ้าได้แสดงพลัง
อันน่าเกรงขามออกมาให้เห็น ข้าคงต้องยอมรับว่า
ก่อนหน้านี้ ข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไป เรื่องราว
ระหว่างเราไม่ควรเอาเสี่ยวม่อเข้ามาเกี่ยว เขาไม่
ควรที่จะตกตาย มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้นที่จะ
สามารถแก้ปมนี้ได้ ”
นางต้องการให้ปล่อย เปั่ยซาน ม่อ ไป แต่คนอย่าง
เปั่ยซาน ม่อ ยอมตายดีกว่าถูกเหยียดหยามเช่นนี้
แล้วมันก็กล่าวขึ้นว่า ” นี่คือการต่อสู้ของพวกเรา
ท่านไม่เกี่ยวข้อง ข้ายังไม่แพ้สักหน่อย ”
อันที่จริงพวกเขาต่อสู้กันมาพอแล้ว
อู่ อวี้ ขดริมฝีปากลง สิ่งที่พวกเขาทั้งสองกำลัง
กระทำอยู่นั้นเป็นการบีบบังคับทางอ้อมรอให้ อู่
อวี้ กล่าวออกมาเพียงประโยคเดียว…..
นั่นคือ ” พวกเจ้าทั้งสองเข้ามาพร้อมกันนั่นแหละ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ