กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 467 : เขตแดนจาวสมุทร
เข้ามาพร้อมกันเลย
อู่ อวี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมสงบนิ่ง
ด้วยท่าทีอันไร้ซึ่งความแยแสนี้ ยิ่งทำให้รู้สึกถึง
ความเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด อันที่จริงการที่เขา
สามารถเอาชนะ เปั่ยซาน ม่อ มาได้อย่างสบายๆ
ทำให้เขารู้ดีว่า ไม่ว่า เปั่ยซาน ม่อ จะใช้วิธีไหน
มันก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเขาไม่
บัดนี้ หนานกง เหว่ย ได้เข้าร่วมในการต่อสู้ด้วย
แล้ว แน่นอนว่าสำหรับเขา ถือเป็นการต่อสู้ที่ใหญ่
หลวงมากนัก เขาจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญอัน
มากล้น เพื่อเผชิญหน้ากับการต่อสู้ในครั้งนี้
คำพูดที่เขากล่าวกับ หนานกง เหว่ย ล้วนเป็น
ความจริง การที่ อู่ อวี้ มาต่อสู้ถึงซูซันก็เพราะว่า
ต้องการไต่ถามเรื่องที่ยังค้างคาใจ แต่กลับ
กลายเป็นว่าการซักถามพูดคุยไม่ได้ทำให้ปัญหาที่
ค้างคาใจนั้นคลี่คลายลงอย่างที่คิดเอาไว้ มีเพียงแค่
การต่อสู้แห่งชีวิตและความตายเท่านั้น ถึงจะเป็น
ผลลัพธ์ที่สามารถยุติเรื่องราวทุกอย่างลงได้
มีหลายอย่างที่ต้องลงมือกระทำเท่านั้นถึงจะเข้าใจ
เพียงแค่การพูดคุยอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้
กระจ่างแจ่มแจ้งได้
มีแต่การต่อสู้แห่งความเป็นความตายเท่านั้น ถึงจะ
แสดงความรู้สึกที่แท้จริงได้
ดังนั้นเมื่อเขากำลังเผชิญหน้ากับ เปั่ยซาน ม่อ
และ หนานกง เหว่ย ที่ประกบกระบี่เข้าด้วยกัน
ถึงแม้ว่ากระบี่ทั้งสองจะจ่อเข้ามาที่ตัวเขา แต่
หัวใจของเขาก็ยังคงสงบสุขุมเป็นอย่างมาก เห็นได้
ชัดว่าการผสานพลังของทั้งสอง มันจะต้องร้ายกาจ
น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งยวด ถึงแม้ฝีมือของ อู่ อวี้
ร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวมากเพียงใด แต่การต่อสู้
ครั้งนี้เสมือนเป็นการทดสอบที่แสนโหดหินสำหรับ
เขา
สิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้ กล่าวได้ว่าเป็นความอัปยศ
อย่างที่สุด เมื่อบุคคลอันเป็นที่รัก กลับกลายมาเป็น
คู่ต่อสู้ของตนเอง ถึงกระนั้นมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขา
จะต้องอ่อนข้อ ไม่ยอมแพ้ สายตาของเขา กลับยิ่ง
แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มากยิ่งขึ้น
กว่าเก่า ทุกคนเห็นความมุ่งมั่นที่จะชนะของเขา
อย่างชัดเจน
หลังจากเขาได้รับชัยชนะมาครอบครอง คงไม่
จำเป็นต้องถามไถ่ถึงผลลัพธ์ นับตั้งแต่วันที่เขาถูก
ขับไล่ออกจากซูซัน ในวันนี้เขาได้เอาแผลนั้นคืน
สนองให้แก่ซูซันแล้ว สำหรับโลกภายนอก อู่ อวี้
คืออัจฉริยะผู้ก้าวข้ามซูซัน ต่อจากนี้จะไม่มีผู้ใดไม่
หยุดรั้งเขาได้อีกต่อไป
ในวันนี้ อู่ อวี้ ต้องการความกระจ่าง ต้องการให้
ทุกอย่างยุติลง สุดท้ายเขาก็เข้าใจแล้วว่า หนานกง
เหว่ย คงไม่เหมาะกับเขาอีกต่อไป รอยร้าวที่เกิด
ขึ้นกับพวกเขาทั้งสอง เป็นเสมือนกับมีหนอนแมลง
อัปลักษณ์ อยู่คั่นกลางระหว่างพวกเขาตราบชั่วนิ
รันดร์ ไม่ว่าจะอดทนหรือพยายามควบคุมตนเอง
อย่างไร ทว่าทุก ๆ ครั้งที่เขาคิดจะมองหน้ากัน แต่
กลับมองเห็นหนอนอัปลักษณ์ตัวนี้ก่อนทุกครั้ง
ฉะนั้นความรู้สึกแรกที่พวกเขาทั้งสองต่างสัมผัสได้
ก็คือ ความน่ารังเกียจ และ ความน่าขยะแขยงนี้
อยู่เสมอ
ในวันนี้ หนานกง เหว่ย ชี้คมกระบี่ใส่เขา สำหรับ
ตัวเขาแล้วก็เหมือนบททดสอบอันยิ่งใหญ่ที่เขา
จะต้องก้าวผ่าน นอกจากนี้มันยังเป็นจุดจบ
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสอง เพราะหาก
ว่ามันเป็นคำตอบของนางแล้ว อู่ อวี้ ก็จำต้อง
ยอมรับมัน
” วันนี้ข้าจะต้องกำชัยชนะจากพวกเจ้า แล้วต่อ
จากนี้ข้าก็คือข้า ซูซันก็คือซูซัน หนานกง เหว่ย ก็
คือ หนานกง เหว่ย ระหว่างพวกเราจะไม่มี
ความสัมพันธ์เกี่ยวดองกันอีกต่อไป! ”
กระบี่ที่ชี้เข้าหาตัวเขา เฉียบคมแน่วแน่เป็นอย่าง
ยิ่ง
อีกด้านหนึ่งคือ เพลิงเทวะเก้าสี ส่วนอีกด้านหนึ่ง
เป็นเหมือนกับกระสาธารอันลึกล้ำที่แสนเย็นยะ
เยือก ประหนึ่งร้อนกับเย็น บังเกิดเป็นปฏิกิริยา
ตอบสนองอันน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง หากพวกเขาทั้ง
สองปลดปล่อยพลังการโจมตี ผลลัพธ์ที่บังเกิดนั้น
เกินขีดจำกัดจะสามารถจินตนาการได้
ส่วน อู่ อวี้ หนึ่งคนหนึ่งเสา ยืนอยู่กลางสนาม
ประลองเป็นตายเพียงลำพัง
สายตาของผู้ฝึกตนวิถีกระบี่บางส่วนของ นิกาย
เซียนซูซัน กำลังจับจ้องมอง ด้วยสายตาที่เปียม
ล้นไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ถึงแม้ว่าอีกนัยหนึ่ง
พวกมันจะรู้สึกหวาดกลัว อู่ อวี้ อย่างจับใจก็ตาม
โดยเฉพาะหลังจาก อู่ อวี้ สามารถเอาชนะ เปั่ย
ซาน ม่อ มาได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ในคราวนี้ อู่
อวี้ ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว และ
เมื่อยิ่ง หนานกง เหว่ย เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย กลับ
ยืนหยัดเพียงผู้เดียวเช่นนี้ จึงเป็นการทำให้เห็นว่า
นี่คือความกล้าหาญในแบบฉบับของวีรบุรุษอย่าง
แท้จริง ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกประทับใจเลื่อมใส
เขาเป็นยิ่งนัก
ถึงแม้หลายคนคงปากกล้าก่นด่าสาปแช่ง อู่ อวี้
อย่างต่อเนื่อง แต่ในหัวใจของพวกมันก็ยังคงระส่ำ
ระส่ายหวาดผวา
ในเวลานี้ ทุกคนต่างกลั้นหายใจด้วยความลุ้น
ระทึก! เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ครั้งนี้ ต้องระทึก
ตระการตายิ่งกว่าครั้งที่ อู่ อวี้ ต่อสู้ตัวต่อตัวกับ
เปั่ย ซานม่อ ลำพังเป็นแน่! ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะ
ไม่เห็นว่า อู่ อวี้ ใช้วิธีใดจึงสามารถเอาชนะ เปั่ย
ซาน ม่อ มาได้ก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วย
ข้อกังขาอยู่ภายในใจของผู้ชม ดังนั้นพวกมันจึง
เปียมล้นไปด้วยความสงสัยว่า ในท้ายสุดแล้วผล
การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นเช่นไร ใครอยู่ใครไป แล้ว
หนานกง เหว่ย จะอำมหิตพอที่จะลงมือสังหาร อู่
อวี้ ได้ลงคอจริงเช่นนั้นหรือ? หรือ อู่ อวี้ จะใจแข็ง
มากพอจนสามารถลงมือสังหาร หนานกง เหว่ย
ได้หรือไม่?
ภายในจิตใจของผู้ฝึกตน ต่างสับสนปันปั่วนเต็มไป
ด้วยความกังขา และ คำถามเหล่านี้ ว่าจะเกิด
ผลลัพธ์อันใดกับการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้น! แต่
อย่างน้อย หากการต่อสู้เริ่มขึ้น เปั่ยซาน ม่อ กับ
หนานกง เหว่ย ก็ย่อมไม่มีทางปรานีอย่างแน่นอน!
ตูมมมมมม!
หนานกง เหว่ย เปิดฉากด้วยการใช้พลังอิทธิฤทธิ์
ของนางเป็น ‘ปีกวิหคเพลิงเก้าสี’! ทันใดนั้นปีกคู่
ของหงส์เพลิงก็ปรากฏขึ้นบนแผ่นหลังของนาง ปีก
วิหคเพลิงเก้าสี กำลังเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงเก้าสี
ที่แตกต่างกัน ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบจากก่อน
หน้านี้ กล่าวได้ว่าปัจจุบัน ปีกวิหคเพลิงเก้าสี นั่น
ได้เติบโตเต็มที่แล้ว ในขณะที่นางได้กระพรือปีก
อุณหภูมิความร้อนแผ่กระจายม้วนกวาดผ่านไปทั่ว
ทุกแห่งหน! แก่นแท้ตำหนักม่วง พลันเปียมล้นไป
ด้วยพลังอันแข็งแกร่งเชี่ยวกราก ซึ่งเหล่าผู้คนก็
เข้าใจดีว่าพลังฝีมือของ หนานกง เหว่ย หาได้อ่อน
ด้อยกว่า เปั่ยซาน ม่อ แม้แต่น้อย
นางยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับ เปั่ยซาน ม่อ
ท่ามกลางพายุเพลิงที่กำลังลุกโหมกระหน่ำ ส่วน
ทางฝังของ เปั่ยซาน ม่อ คลื่นกระแสน้ำเย็นอัน
เชี่ยวกราก ร้อนสลับเย็นกล่าวได้ว่าพลังของทั้ง
สองนั้นต่างกันอย่างสุดขั้ว!
” เขตแดนเพลิงเทวะเก้าชั้น! ” ช่วงเวลานี้ หนาน
กง เหว่ย กำลังแสดงให้เห็นถึงอีกหนึ่งพลัง
อิทธิฤทธิ์ของนาง ความสามารถนี้คือพลังอิทธิฤทธิ์
วิถีที่ 2 ทันทีที่มันปรากฏขึ้นเปลวเพลิงก็ม้วนกวาด
ผ่านเกลือกลิ้งไปมาอยู่โดยรอบ ทั้งยังขยายอาณา
เขตไปด้านข้าง ซึ่งในเวลานี้กำลังท่วมท้นไปด้วย
มหาสมุทรแห่งเปลวเพลิง เปลวเพลิงทั้ง 9 สีได้
แบ่งออกเป็น 9 ชั้น ชั้นนอกสุดคือสีแดง จากนั้นก็
ตามมาด้วย ส้ม, เหลือง, เรียงลำดับไป ส่วนชั้นใน
สุดเป็นสีขาวและดำ! เขตแดนเพลิงเทวะเก้าชั้น
มันคือการโจมตีที่เอาไว้ใช้เผด็จศึกปลิดชีพศัตรู ใน
เวลานี้นางใช้ เขตแดนเพลิงเทวะเก้าชั้นผสานการ
โจมตีอย่างต่อเนื่อง พลังอิทธิฤทธิ์นี้สามารถใช้ได้
ทั้งโจมตี และ ปั้องกัน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่
ฝั่ายตรงข้ามจะฝั่าทำลายมันได้!
” เขตแดนเจ้าสมุทร! ”
ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ เปั่ยซาน ม่อ ก็แสดงพลัง
อิทธิฤทธิ์ออกมาเช่นกัน! ถึงแม้มันพ่ายแพ้ให้แก่ อู่
อวี้ แต่อันที่จริงแล้วยังมีเคล็ดวิชาอีกมากมายที่มัน
ยังไม่ได้แสดงให้เห็น
พลังอิทธิฤทธิ์ของมันคล้ายกับ เขตแดนเพลิงเทวะ
เก้าชั้นเป็นอย่างมาก ในเวลานี้ เปั่ยซาน ม่อ ถูก
ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรสีคราม มันเป็นเหมือนกับ
สายวารี ที่ผสานเข้ากับเขตแดนเจ้าสมุทร อันเย็น
ยะเยือก เมื่อตัวมันอยู่ในท้องทะเลลึก ก็
เปรียบเสมือนดั่งสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ปรากฏ
กายขึ้น พร้อมกับแผดเสียงร้องคำรามในเวลา
ต่อมา
แล้วทันใดนั้นเอง เขตแดนเพลิงเทวะเก้าชั้นกับ
เขตแดนเจ้าสมุทร ก็ผสานเชื่อมต่อกัน!
ในช่วงเวลาที่มันเชื่อมต่อกันอยู่นั้น ทั้งสวรรค์แล
ปฐพีก็บังเกิดความปันปั่วน แล้วทันใดนั้นเองพลัง
อิทธิฤทธิ์ของทั้งสองก็เพิ่มพูนสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
น้ำแข็ง และ เปลวเพลิงม้วนกวาดผ่านไปทั่ว ตรง
ส่วนใจกลางจะเห็นว่าพลังอิทธิฤทธิ์ทั้งสองกำลัง
หมุนวนไปมาอย่างดุเดือด พลังที่เพิ่มพูนขึ้นไม่ใช่
แค่การปั้องกันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงพลังในการ
โจมตีด้วย!
ด้วยพลังฝีมือระดับนี้ ถือได้ว่าเป็นระดับของผู้
อาวุโสแห่งซูซันไปแล้ว พวกเขาทั้งสองกำลังใช้
ออกด้วยวิถีโจมตีประสานร่วม!บัดนี้พลังการโจมตี
ของพวกเขาทั้งสอง เพิ่มพูนขึ้นจากเดิมถึงสามเท่า!
ด้วยสองมหาพลังอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ในเวลานี้ อู่
อวี้ คงไม่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนเช่นเคยไปได้
แต่ต่อให้เป็นการโจมตีผสานเวทสังหาร เขาก็ไม่มี
ทางที่จะยอมจำนน ผู้คนอยากรู้ว่าหากพวกเขาทั้ง
สองร่วมมือกันโจมตี อู่ อวี้ แล้วเขาจะมีท่าที
อย่างไร? จะมีโทสะเกรี้ยวกราดหรือไม่? หรือจะ
เคียดแค้นชิงชังมากเพียงใด?
ยามนี้ อู่ อวี้ ยืนอยู่เบื้องหน้า เขตแดนเพลิงเทวะ
เก้าชั้น และ เขตแดนเจ้าสมุทร มันเปรียบเสมือน
ดั่งดวงตาคู่ใหญ่ ดวงตาข้างหนึ่งเป็นสีคราม ส่วน
อีกข้างหนึ่งมีวงแหวนเก้าสีอยู่ด้านใด ดวงตาทั้งคู่
จ้องเขม็งอย่างดุร้ายมาทาง อู่ อวี้!
ทั้งคู่คือสองยอดอัจฉริยะแสนโดดเด่นใน นิกาย
เซียนซูซัน ซึ่งไม่ได้ปรากฏมาให้เห็นเป็นเวลานาน
ซึ่งถือเป็นความหวังในอนาคตของซูซัน แล้วใน
เวลานี้พวกเขากำลังผนึกกำลังผสานการโจมตี
ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง!
แต่ปัญหาคือ คู่ต่อสู้ของพวกเขาไม่ใช่ผู้ที่มีศักดิ์ศรี
หรือน่าเคารพเท่าใดนัก เนื่องจากครั้งหนึ่ง อู่ อวี้
เคยถูกซูซันขับไล่ แต่แล้ว อู่ อวี้ กลับทำให้ สอง
อัจฉริยะแห่งประวัติศาสตร์ร่วมมือกันเพื่อจัดการ
เขา ช่างเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี
ทุกคนไม่คาดคิดว่า หนานกง เหว่ย กับ เปั่ยซาน
ม่อ จะร่วมมือกันได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้
ภายในเขตแดนของคนทั้งสอง พวกเขาต่างโบก
สะบัดกวัดแกว่งกระบี่ยาวอย่างสอดผสานอย่าง
พร้อมเพียง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจากพลัง
อำนาจแห่งกระบี่ มหาอิทธิฤทธิ์เขตแดนของคนทั้ง
สองได้โหมกระพือพัดแผ่ขยายออกไปอย่างบ้าคลั่ง
” หมื่นกระบี่หนักพลิกสมุทร! ”
เปั่ยซาน ม่อ ที่อยู่ฝังซ้าย ควบคุมกระบี่จักรพรรดิ
สวรรค์ครามปลดปล่อยการโจมตีออกมาอย่าง
รุนแรง เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินอันดับหนึ่งแห่งซู
ซัน ได้แสดงพลังอำนาจของมันออกมาถึงขีดสุด
ชั่วอึดใจนี้เอง เขตแดนเจ้าสมุทรปะทุขึ้นราวกับ
ระเบิดคลั่ง มหาสมุทรอันไร้สิ้นสุดสาดกระเซ็นไป
ทั่วทุกแห่งหน แต่สิ่งที่อยู่ภายในมหาสมุทรนี้มิใช่
น้ำทะเล แต่มันคือปราณกระบี่ เพียงชั่วพริบตา
ปราณกระบี่หนักนับหมื่น ก็พลิกคว่ำมหาสมุทร
จากนั้นพุ่งทะยานออกมา พร้อมกับเสียงคำราม
หวีดหวิวที่ดังก้องไปทั่วทุกแห่งหน!
เขตแดนเจ้าสมุทรแผ่กลิ่นอายหนาวเย็นสุดขั้ว
สอดผสานไปกับหมื่นปราณกระบี่หนักพลิกสมุทร
ชั่วพริบตานั้นเองคลื่นสมุทรอันไร้สิ้นสุดก็ถูกอาบ
ย้อมไปด้วยสีครามอย่างสมบูรณ์!
วิถีกระบี่แห่งซูซัน คมกริบ อหังการหาใดเปรียบ!
ปราณกระบี่หนัก ส่งเสียงหวีดหวิว เปั่ยซาน ม่อ
ได้ปลดปล่อยแสดงให้เห็นถึง สุดยอดพลังทำลาย
ล้างออกมาอีกครั้ง!
แน่นอนว่า ทางฝังของ หนานกง เหว่ย ก็ไม่ได้ด้อย
ไปกว่ากัน ถึงแม้ว่านางจะไม่มีศาสตราเต๋าวิถีแท้
แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยพลังอิทธิฤทธิ์อันทรงอำนาจ
ซึ่งมหาวิถีเชื่อมสวรรค์นี้มีชื่อว่า ‘หงษ์เพลิงหลุด
พ้นสู่นิพพาน’ ร่ำลือกันว่ามันมีทั้งหมด 3 ขั้น ขั้น
แรก ผู้ใช้จะสามารถกำเนิดใหม่ฟืนคืนจากนิพพาน
กลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง และมันจะค่อย ๆ ยกระดับ
ขึ้นไปจนถึงขั้นที่ 3 ผู้ใช้จะฟืนคืนจากนิพพาน
กลับมาต่อสู้ได้ถึง 3 ครั้ง! ซึ่งมันเทียบเท่าได้กับการ
ถือกำเนิดใหม่ 3 ครั้ง!
ในเวลานี้ หนานกง เหว่ย ยืนอยู่ท่ามกลางเขตแดน
เพลิงเทวะเก้าชั้น ซึ่งกำลังลุกโหมกระหน่ำกระพือ
พัด ไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของนาง
ได้ แต่นางกลับดูเสมือนดั่ง ปักษาเทวะหงส์เพลิง
แสนอหังการยิ่งใหญ่ไร้เปรียบ ตั้งแต่อดีตกาลหงส์
เพลิง และ มังกรเทวะ ต่างเป็นสัตว์สวรรค์
เช่นเดียวกัน หนานกง เหว่ย มีสายโลหิตของหงส์
เพลิง ดังนั้นการฝึกฝนพลังอิทธิฤทธิ์นี้ จึงก้าว
รุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า หากนางฝึกฝนบำเพ็ญตน
จนบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ การที่นางจะ
กลายเป็นสัตว์สวรรค์หงส์เพลิง ก็ใช่ว่าจะเป็นไป
ไม่ได้
ตูม!
สอดผสานไปพร้อมกับ หมื่นกระบี่หนักพลิกสมุทร
ของ เปั่ยซาน ม่อ ภายในเขตแดนเพลิงเทวะเก้า
ชั้นปรากฎเป็นขนนกนับแสนชิ้นพุ่งทะยานออกมา
ขนนกเหล่านี้มีเปลวเพลิงหลากสีสันลุกโหม
กระหน่ำแตกต่างกันออกไป ซึ่งทั้งหมดต่างคมกริบ
หาใดเปรียบ ขนนกนับแสนชิ้นนั้นพุ่งทะยาน
ออกมา หลังจากปราณหมื่นกระบี่หนักพลิกสมุทร
ของ เปั่ยซาน ม่อ ภาพนี้ช่างน่าตกตะลึงเป็นอย่าง
ยิ่ง!
ด้านหน้าของ อู่ อวี้ ในเวลานี้คือ หมื่นกระบี่หนัก
พลิกสมุทร และ ขนวิหคเพลิงอันไร้สิ้นสุด ที่กำลัง
รวมเข้าด้วยกัน คนทั้งสองต่างประสานงานร่วมมือ
กันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในห้วงแห่งความโกลาหล
นี้ อัคคีกับวารีได้หลอมรวมเข้าด้วยกันฉีกกฎแห่ง
ธรรมชาติไปจนสิ้น ด้วยการหลอมรวมของพลังทั้ง
สองนี้ ทำให้อำนาจทำลายล้างของมันน่า
สะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น !
ในสายตาของ อู่ อวี้ ยามนี้เสมือนโลกทั้งใบกำลัง
พังทลาย!
ไม่ว่าจะไปยังแห่งหนใด แม้แต่ภูผาบรรพตก็ยัง
พังทลายกลายเป็นเถ้าธุลี!
ภายใต้ความพยายามร่วมมือผนึกกำลัง สรรสร้าง
เป็นมหาพลังอันยิ่งใหญ่ อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึก
ตนในวิถีกระบี่นับล้าน หรือแม้แต่ กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ต่างรู้สึกประทับใจใน
ความสามารถ พวกเขาล่วงรู้ดีว่า เปั่ยซาน ม่อ กับ
หนานกง เหว่ย ไม่ได้อ่อนแอเลย ความแข็งแกร่ง
ของพวกเขาสมกับคำร่ำลือกับชื่อเสียงที่พวกเขา
ได้รับในปัจจุบัน แต่ อู่ อวี้ กลับมีพลังแข็งแกร่ง
เหนือกว่าที่คิดอยู่เสมอ!
ดูเหมือนยามนี้ทุกผู้คนต่างวิตกกังวลแทนเขา แต่
เขากลับมีท่าทีสงบเยือกเย็นประดุจสายธารา
ซ้ำร้ายยังแสดงออกถึงความเย้ยหยันในที
ในดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง ไม่มี
สรรพสิ่งใดสามารถขวางกั้นการมองเห็นของเขาได้
เขาแลเห็น หนานกง เหว่ย กับ เปั่ยซาน ม่อ
โดยเฉพาะ เปั่ยซาน ม่อ ในเวลานี้แววตาของมัน
เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเปียมล้น ส่วนทางด้านของ
หนานกง เหว่ย แม้ว่าจะไม่ทรงพลังเท่า แต่ที่
เลวร้ายยิ่งกว่านั่นก็คือนางผนึกกำลังร่วมมือกับ
ผู้อื่น เพื่อมาสังหารเขา!
“แบบนี้เองสินะ” อู่ อวี้ รู้สึกว่านางได้ให้คำตอบ
เขาแล้ว
ฉะนั้นเขาเองก็ต้องเลือกเช่นกัน
ชั่วพริบตานั้นเองเขาก็เริ่มกลายร่างเข้าสู่ ร่าง
จำแลงเซียนวานร
หลังจากนั้นเขาก็ดึงเส้นขนสีทองออกมา เส้นขนได้
ปลิวกระจายออกไปทีละเส้น ทีละเส้น ช่างเป็น
ภาพที่น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกัน
เส้นขนของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง เพียงชั่ว
พริบตาก็กลายเป็นวานรยักษ์สีทองนับพัน ทุกตนดู
คุ้มคลั่งคลั่ง เปียมล้นไปด้วยโทสะเกรี้ยวกราดเดือด
ดาล มือข้างหนึ่งกำหมัดแน่น ส่วนอีกข้างหนึ่งถือ
กระบี่ยาว ยืนเคียงข้าง อู่ อวี้ ในเวลานี้พวกมันทุก
ตนล้วนชูศาสตรากระบี่ขึ้น!
ทั้งหมดล้วนเป็นศาสตราสถิตวิญญาณ!
ร่างอวตารนับพันที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันนี้
ทำให้ อู่ อวี้ เป็นเสมือนดั่งวีรชนผู้โดดเด่นแสน
เหี้ยมหาญอหังการคลั่ง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ