กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 468 : มังกรครามผลาญศัตรู
ภาตใต้การโจมตีผสานของ เปั่ยซาน ม่อ กับ
หนานกง เหว่ย มิได้ทำให้เซียนกระบี่กุ้ยหยางผิด
หวังเลยแม้แต่น้อย
การร่วมโจมตีผสานนี้บังเกิดขึ้นมาเพราะ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง เป็นผู้ชี้แนะให้แก่พวกเขาทั้งสอง
ด้วยตนเอง ท่ามกลางความแตกต่างกันคนละขั้ว
แต่ยามเมื่อพวกเขาผนึกกำลังผสานร่วมมือ การ
โจมตีผสานนี้จะคอยหนุนช่วยกลบจุดด้อยเสริม
จุดเด่นของกันแลกัน ส่งผลให้กลายเป็นพลัง
อำนาจอันยิ่งใหญ่น่าประหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่สุด
ออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์แก่สายตา
ภายใต้การโจมตีผสานเช่นนี้ ได้ปิดล้อมทางหนีทีไล่
ทั้งหมดภายในสนามประลองเป็นตาย
การผนึกกำลังผสานการโจมตีของพวกเขาทั้งสอง
บังเกิดเป็นพลานุภาพสูงล้ำ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นี้ทำให้
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง รู้สึกพอใจอย่างเหลือคณา
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กับ เซียนกระบี่เทียนจี แผ่
กลิ่นอายแรงกดดันมาออกอย่างล้นพ้น เนื่องด้วย
การตกตายของ จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม ทำ
ให้จิตใจของ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ท่วมท้นไปด้วย
โทสะอันเกรี้ยวกราด อีกทั้งมันยังได้แอบกำชับ
ผู้เยาว์ทั้งสองว่าห้ามใจอ่อนเด็ดขาด คอยไขว่คว้า
หาโอกาสเหมาะ ๆ ปิดบัญชี อู่ อวี้ ให้สิ้นซาก
เด็ดขาด เพื่อเป็นการแก้แค้นให้แก่ จักรพรรดิ
กระบี่สวรรค์คราม
“ข้าได้แจ้งเรื่องไปยังเซียนกระบี่ที่เหลืออีก 5 คน
แล้ว ทว่าพวกเขาจะมาถึงที่นี่คงต้องใช้เวลา
พอสมควรอยู่“ เซียนกระบี่เทียนจี ติดต่อกับ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง อย่างรวดเร็ว
เซียนกระบี่กุ้ยหยางกล่าว “ วันนี้เราจะไม่ยอมให้
อู่ อวี้ มีชีวิตรอดลอยชายกลับไปได้อย่างเด็ดขาด
ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่อาจสู้หน้าบรรพชนได้อีก
ต่อไป! ”
ทั้งสองไม่ได้สื่อสารพูดคุยผ่านถ้อยวาจา แต่สื่อสาร
ผ่านกันโดยจิต ด้วยระดับขั้นจิตเทวะย่อม
ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว การพูดคุยนี้มี
ก่อนที่การต่อสู้อันดุเดือดของ อู่ อวี้ จะเริ่มขึ้นเสีย
อีก
เซียนกระบี่เทียนจีกล่าวว่า “ ต่อให้อีกเซียนกระบี่
ทั้ง 5 จะตามมาก็เถอะ แต่ถ้าต้องการสังหาร อู่ อวี้
ภายใต้การคุ้มครองของจอมจักรพรรดิ ย่อมเป็นไป
ไม่ได้เลย เพราะพวกเขาย่อมไม่อยากล่วงเกิน นคร
จักรพรรดิเพลิง ”
แต่แล้ว เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กล่าวออกมาด้วย
โทสะว่า “ แล้วเราจะปล่อยให้ อู่ อวี้ ลอยหน้า
ลอยตามีชีวิตรอดปลอดภัยออกจากนิกายเรา ทั้ง
ๆ ที่มันสังหาร จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม ของ
พวกเราเช่นนั้นรึ? ”
“กุ้ยหยาง อันที่จริงจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ครามก็
ได้ตกตายไปนานแล้ว สิ่งที่เขายังเหลือทิ้งไว้ก็มี
เพียงแค่จิตวิญญาณที่สถิตอยู่ภายในศาสตราเต๋า
วิถีแท้ก็เท่านั้น ตอนนี้ยุคสมัยได้ผันเปลี่ยนไปแล้ว
คนแก่อย่างพวกเราควรปล่อยวาง แล้วปล่อยให้
เป็นหน้าที่ของหนุ่มสาวพวกนี้เถิด ถึงแม้พวกเรา
อยู่ที่นี่แล้วแท้ ๆ แต่ อู่ อวี้ ก็ยังสามารถสังหาร
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม ของพวกเราได้ ”
สิ่งที่เซียนกระบี่เทียนจีกล่าวมานั้นเป็นความจริง นี่
ไม่ใช่ยุคสมัยของ จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม อีก
ต่อไป ด้วยเพราะเวลานี้ผู้จัดการทุกสรรพสิ่ง
ภายในซูซันก็คือ เจ็ดเซียนแห่งซูซัน เพียงเพราะ
เจ็ดเซียนแห่งซูซันทั้งหมดได้ทำตามเจตจำนงของ
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม โดยให้รับ เปั่ยซาน
ม่อ เป็นลูกศิษย์พร้อมกับคอยให้คำแนะนำ
แม้ว่าเซียนกระบี่กุ้ยหยางจะวางแผนการเอาไว้
แล้ว แต่ในเวลานี้มันไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป
พร้อมกล่าวออกมาว่า “ช่างมันเถอะ ข้าไม่อยาก
คิดมากอีกต่อไป การผนึกกำลังผสานของ เหว่
ยเอ๋อ และ เสี่ยวม่อ ย่อมเพียงพอที่จะสังหารมัน
แล้ว หาก อู่ อวี้ มันกล้าที่จะเผชิญหน้าต่อไป ก็
เท่ากับว่ามันรนหาที่ตายอย่างแท้จริง ”
เซียนกระบี่เทียนจีส่ายศีรษะ กล่าวว่า “ ไม่แน่
เสมอไป จากท่าทีของ อู่ อวี้ มันดูสงบสุขุมเป็น
อย่างยิ่ง มันย่อมไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ใน
สถานการณ์เสี่ยงอย่างแน่นอน ซึ่งดูแล้วเหมือนว่า
มันค่อนข้างมีความมั่นใจอยู่พอตัวทีเดียว”
เมื่อสิ้นเสียงของพวกเขา เบื้องหน้าพลันปรากฎ
เป็นภาพ อู่ อวี้ ได้สำแดงร่างอวตาร 1,000 ร่าง
ออกมา ภาพเหตุการณ์ที่เกิดทำให้สีหน้าของ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง ดูตึงเครียดลงไปอย่างถนัดตา
………………..
อู่ อวี้ เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันน่ากลัว
ของเคล็ดวิชานี้มาแล้วในสงครามเหยียน แต่
อย่างไรก็ตามผู้คนก็จดจำได้ว่าจำนวนร่างอวตาร
ของ อู่ อวี้ ต่างไปจากเดิมอย่างลิบลับ เดิมทีมี
เพียงแค่ 100 ร่างเท่านั้น ร่างอวตารหาได้มี
จำนวนนับพันเช่นดั่งยามนี้
ร่างอวตาร 1,000 ร่างในตอนนี้ เกือบจะเทียบเท่า
กับ 1 ใน 10 ของเหล่าทหารบนเรือรบจักรพรรดิ
เพลิง ดังนั้นแม้แต่คนที่อยู่บนเรือรบจักรพรรดิ
เพลิง ก็ยังอึ้งตะลึงไปตาม ๆ กัน ทั้งยังรับรู้ได้ถึง
แก่นแท้ตำหนักม่วง ของร่างอวตารเหล่านี้ได้อย่าง
ชัดเจน มันช่างสูงส่งจนน่าประหลาดใจ! รู้สึกได้ว่า
ระดับของพวกเขาแทบไม่ต่างกับผู้ฝึกตนขั้นกระบี่
โลกาของ นิกายเซียนซูซัน เลย บางทีอาจจะ
เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นกระบี่สวรรค์เลยเสียด้วย
ซ้ำ!
ร่างอวตารทั้งหลายออกมาเผชิญหน้ากับการโจมตี
ผสานของ หนานกง เหว่ย กับ เปั่ยซาน ม่อ!
พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของการโจมตีผสานเบื้อง
หน้าของ อู่ อวี้ และ ร่างอวตาร 1,000 ร่างของ
เขา ได้ปลดปล่อยการโจมตีออกมาแทบจะพร้อม
เพรียงกัน! เมื่อร่างอวตารนับพันปลดปล่อยพลัง
ออกมาพร้อมกัน มันจึงเป็นพลังการโจมตีผสานที่
สูงล้ำเหนือจะจินตนาการได้!
“ผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ!”
เคล็ดวิชาผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ หากปลดปล่อย
ออกมาเพียงแค่ผู้เดียว ย่อมไม่ได้น่ากลัวแม้แต่น้อย
แต่เมื่อ เคล็ดวิชาผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ ถูกปล่อย
ออกมาจากร่างอวตารนับพัน อีกทั้งยังเวลา
เดียวกัน รวมตัวกลายเป็นวิญญาณของอสูรร้าย
1,000 ตัว เสมือนดั่งมีม้าศึกนับหมื่นกำลังตะบึงห้อ
ทะยานแหวกฝั่าทุกสรรพสิ่ง กู่ร้องคำราม
ท่ามกลางท้องนภา บังเกิดเป็นกองทัพอันยิ่งใหญ่
เกรียงไกร พวยพุ่งทะยานด้วยพลังโจมตีอันรุนแรง
ไปยัง เปั่ยซาน ม่อ กับ หนานกง เหว่ย! เคล็ดวิชา
นี้เป็นการโจมตีที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินของ หนานกง เหว่ย และ
เปั่ยซาน ม่อ จึงมิอาจยับยั้งได้!
เมื่อการโจมตีถูกปลดปล่อยออกไป ย่อมบังเกิดเป็น
ผลกระทบอันใหญ่หลวงขึ้นกับจิตวิญญาณของ
พวกเขาทั้งสอง!
หลังจากที่เขาได้สำแดง เคล็ดวิชาผนึกอสูรเขย่า
วิญญาณ ยามนี้ อู่ อวี้ แลร่างอวตารนับพัน ทันใด
นั้นเองก็ดึงกระบี่ยาวออกมาถือจับเอาไว้อย่างถนัด
มือ ส่วนในมือของ อู่ อวี้ ร่างต้นกำลังถือจับ กระบี่
มหาจักรพรรดิ และ กระบี่จอมราชัน!
ทันใดนั้นร่างอวตารก็กระจายตัวกันออกไป ยืน
ประจำตำแหน่งเพื่อตั้งค่ายกล ก่อนเคล็ดวิชาแก่น
แท้ฟั้าดินของทั้งคู่จะมาถึงตัว!
“ค่ายกลกระบี่มังกรครามเก้าตะวัน!”
อันที่จริงการตอบโต้กลับนี้ ค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยง
อันตรายอยู่มากโขทีเดียว อย่างไรก็ตามโชคดีที่ อู่
อวี้ มีร่างอวตารอยู่เป็นจำนวนมาก บ้างอยู่
ด้านหน้า บ้างอยู่ด้านหลัง ซึ่งเท่ากับว่ายามนี้ เปั่ย
ซาน ม่อ และ หนานกง เหว่ย กำลังถูกขัดขวางทุก
ทิศทาง ทำให้การเตรียมการจัดตั้งค่ายกลเสร็จ
สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว พร้อมโจนทะยานพวยพุ่ง
เข้าปะทะ กับ หมื่นกระบี่หนักพลิกสมุทร และ ขน
วิหคจำนวนนับไม่ถ้วนได้อย่างทันท่วงที
ยามนี้ ค่ายกลกระบี่มังกรครามเก้าตะวัน ของร่าง
อวตารนับพัน พลันระเบิดพลังออกมาอย่างพร้อม
เพรียง เกิดเป็นปราณกระบี่มังกรคราม ผัน
แปรเปลี่ยนกลายเป็นมังกรเพลิงทั้ง 9 จากนั้น
ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนที่ก่อตัวเป็นมังกรเพลิงทั้ง 9
ตัว ก็ได้แตกแขนงออกเป็นมังกรนับพันตัว ทำการ
โจมตีเข้าไปยังทิศทางของ หนานกง เหว่ย และ
เปั่ยซาน ม่อ อย่างน่าตื่นตะลึง!
ชริ้งง ฟูมมมม!
อู่ อวี้ ต้องการพิสูจน์ให้ทุกผู้คนเห็นว่า ภายใต้การ
โจมตีของเขา ย่อมไม่ได้อ่อนแอไปกว่าฝั่ายตรง
ข้ามทั้งสองแต่อย่างใด หนำซ้ำยังแข็งแกร่งเสียยิ่ง
กว่า! ค่ายกลกระบี่มังกรครามเก้าตะวันของร่าง
อวตารนับพันร่างนี้ เรียกได้ว่าแข็งแกร่งจนน่ากลัว!
เหล่าร่างอวตารได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดออกมา ทุก
การโจมตีเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นกระบี่สวรรค์ ซึ่ง
อยู่เหนือขอบเขตของ หนานกง เหว่ย และ เปั่ย
ซาน ม่อ ไปไกลแล้ว เนื่องจากว่าพื้นฐานฝึกตน
ของทั้งสองพึ่งยกระดับขึ้นมาเป็นขั้นกระบี่สวรรค์
ได้ไม่นานนัก!
ตูม ตูม ตูม!
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้อง ร่างอวตาร
ของ อู่ อวี้ ที่ดูดกลืนพลังงานไปอย่างมหาศาล ได้
สำแดงเดชานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ให้
เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนทั้งผอง ตัวคน
เดียวแต่กลับสามารถโจมตี สะกดข่มฝังตรงข้ามที่
มีกันอยู่ถึงสองคนได้อย่างสมบูรณ์ ใช้ทะเลปราณ
กระบี่จากเหล่าร่างอวตาร กลืนกินหมื่นกระบี่หนัก
พลิกสมุทรลงไปอย่างง่ายดาย แม้กระทั่งขนนก
ของ หนานกง เหว่ย ก็ถูกเผาไหม้จนสิ้น ไม่ว่า
มังกรพิโรธจะกวาดผ่านไปยังทวยทิศทางใด ทุก
สรรพล้วนถูกแผดเผากลายเป็นเถ้าธุลีไปในบัดดล!
บัดนี้เหล่าผู้คนได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า มังกร
พิโรธนับพันตัวสามารถสะกดข่มเคล็ดวิชาผสาน
ของ หนานกง เหว่ย และ เปั่ยซาน ม่อ ลงได้อย่าง
สิ้นเชิง!
ในเวลาเดียวกัน เคล็ดวิชาผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ
ไร้รูปร่างซึ่งรอคอยจังหวะเหมาะสมสบโอกาส
บัดนี้ได้มาถึงเรื่องหน้าของ หนานกง เหว่ย กับ
เปั่ยซาน ม่อ แล้ว ส่วนมังกรพิโรธซึ่งอยู่ด้านหลัง
ได้ถูกทำลายไปกว่า 600 ตัว ทว่าก็ยังคงเหลือร่วม
400 ตัว เพียงเท่านี้ย่อมสามารถสร้างการโจมตีอัน
น่าประหวั่นพรั่นพรึงให้แก่ หนานกง เหว่ย และ
เปั่ยซาน ม่อ ยิ่งแล้ว!
หลังจากเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินของทั้งคู่ถูก อู่ อวี้
สะกดข่มทำลายอย่างราบคาบทั้ง เปั่ยซาน ม่อ
และ หนานกง เหว่ย ต่างก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความ
ตื่นตะลึง จนมิอาจขยับเขยื้อนกายาไปชั่วขณะ
หนึ่ง!
ถึงแม้พวกเขาทั้งคู่ จะฝึกฝนเตรียมตัวการโจมตี
ผสานนี้มาเป็นพิเศษ แม้แต่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
ยังคาดหวังกับการโจมตีผสานนี้เอาไว้สูงล้ำ
แต่ในเวลานี้ มันกลับถูก อู่ อวี้ บดขยี้ทำลายลง
อย่างง่ายดาย!
ทำลายบดขยี้จนสิ้นซาก!
ซึ่งในตอนต้นเอง อู่ อวี้ ก็ได้จัดการ เปั่ยซาน ม่อ
ได้อย่างสบาย ๆ ราวกับปลอกกล้วย!
ในขณะสองอัจฉริยะแห่งซูซันได้ร่วมมือผสานกัน
ทั้งเมื่อมองจากทิศทางการต่อสู้ ทุกผู้คนต่างเห็นชัย
ชนะอยู่เพียงแค่เอื้อม ทว่า อู่ อวี้ ก็อาศัยวิถีเทวะ
เชื่อมต่อสวรรค์ร่างอวตารนอกวิถี กลับมาสะกด
ข่มได้อีกครั้ง! ในตอนนี้ เคล็ดผนึกอสูรเขย่า
วิญญาณ และ เคล็ดวิชาค่ายกลกระบี่มังกรคราม
เก้าตะวัน ได้โจมตีห้ำหั่นหมายปลิดชีพ ปกคลุมทั่ว
จนมืดฟั้ามัวดิน บัดนี้สีหน้าของ เปั่ยซาน ม่อ กับ
หนานกง เหว่ย กลับกลายเป็นซีดเผือดลงใน
บัดดล!
“เขตแดนเจ้าสมุทร คุ้มกาย!”
ในห้วงความเป็นตาย พวกเขาสามารถทำได้เพียง
แค่ปั้องกันตนเอง รีบเร่งกระตุ้นใช้งานเคล็ดมหาวิถี
เชื่อมสวรรค์ กลับมาปั้องกันร่างแปรเปลี่ยน
กลายเป็นเกราะ พร้อมรับแรงปะทะโดยตรง!
ตูม!
ยามนี้ เคล็ดวิชาผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ ได้พุ่ง
ทะยานมาถึง ทว่าพวกเขาก็สามารถหลบเลี่ยงไป
ได้อย่างฉิวเฉียด ถึงแม้จะไม่ได้ถูกโจมตี แต่ก็ถูกปิด
กั้นทางหลบหนีไว้จนเกือบหมดสิ้น ทั้งยังต้อง
เผชิญหน้ากับ ค่ายกลกระบี่มังกรครามเก้าตะวัน
อีกครา ถึงแม้พวกเขาจะพยายามจะวิ่งหนีอย่าง
สุดกำลัง แต่ก็ยังคงถูกไล่ล่าอย่างดุเดือดเอาเป็น
เอาตาย ร่างของทั้งสองถูกเปั่ากระเด็นไปคนละ
ทาง ทางด้าน เปั่ยซาน ม่อ ได้ใช้ เขตแดนเจ้า
สมุทรมังกรคราม ปั้องกันการโจมตีเอาไว้อย่างเต็ม
กำลัง แต่การโจมตีของ อู่ อวี้ รุนแรงหนักหน่วง
เกินคณา ทันใดนั้น เปั่ยซาน ม่อ เปล่งเสียงกรีด
ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ทั่วทั้งร่างถูกเผาไหม้
เกรียมดำเป็นตอตะโก แล้วในชั่วพริบตานั้นเอง อู่
อวี้ ก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของอีกฝั่ายอย่าง
รวดเร็ว พร้อมฟันกระบี่ลงไปอย่างไร้ปราณี
หลังจากที่ เปั่ยซาน ม่อ ได้รับบาดเจ็บสาหัส อู่ อวี้
จึงได้ใช้กระบี่มหาจักรพรรดิฟันซ้ำลงไปอีกครั้ง ลง
ไปบนมือข้างที่ถือจับศาสตราเต๋าของ จักรพรรดิ
กระบี่สวรรค์คราม!
แขนของมันขาดสะบั้นปลิวกระเด็นออกไป!
อู่ อวี้ คิดที่จะปลิดชีพมันในทันที แต่ทันใดนั้น
ด้านหลังพลันบังเกิดเสียงร้องตะโกนด้วยโทสะดัง
ขึ้น
“อู่ อวี้!”
ใช่แล้วเป็นเสียงของ หนานกง เหว่ย
เปั่ยซาน ม่อ ล้มลงกองกับพื้นดิน สีหน้าเต็มไปด้วย
ความเจ็บปวดอย่างสุดแสน ในครั้งนี้มันได้รับ
บาดเจ็บสาหัสจนมิอาจจะกลับมาต่อสู้ได้อีก ใน
คราแรกมันมีความมั่นใจอย่างเต็มเปียม แต่มันไม่
เคยคิดเลยว่าจะถูก อู่ อวี้ ไล่ต้อนจนไม่สามารถ
ต้านทานได้แม้แต่น้อยเช่นนี้!
ยากจะจินตนาการได้ว่า ความเจ็บปวดที่มันได้รับ
ทั้งร่างกายแลจิตวิญญาณ จะหนักหนาสาหัส
เพียงใด
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตี ซึ่งเปียมล้นไปด้วยแรง
กดดันของ อู่ อวี้ จนทำให้ต้องบาดเจ็บสาหัสเยี่ยง
นี้ ทำให้มันอยากจะปลิดชีพตัวเองตาย ๆ ไปเสีย
ให้รู้แล้วรู้รอด
อย่างไรก็ตาม หนานกง เหว่ย กลับช่วยชีวิตมัน
เอาไว้ อู่ อวี้ ไม่ได้คิดจะจู่โจมไปยัง หนานกง เหว่ย
แต่อย่างใด ซึ่งถ้าให้กล่าวอย่างสัตย์จริงตัวเขาไม่
อยากทำร้ายนางเท่าใดนัก ดังนั้นการโจมตีส่วน
ใหญ่จึงตกไปที่ เปั่ยซาน ม่อ เป็นผู้รับผลแทน
ในตอนนี้ หนานกง เหว่ย ยืนอยู่ด้านหลังของ อู่
อวี้ พร้อมตะโกนออกมาด้วยเสียงก้องกังวาน
เมื่อ อู่ อวี้ หันหน้ากลับไป ภาพที่ปรากฏคือภาพ
น่าสังเวชของ หนานกง เหว่ย ดวงตาทั้งคู่ของนาง
เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา อาภรณ์ที่สวมใส่เปรอะ
เปือนไปด้วยดินโคลนแลคราบโลหิตที่ไหลริน ผม
เผ้ายุ่งเหยิง ด้วยสภาพเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดไม่ได้นึก
ย้อนไม่ได้ ถึงรอยยิ้มอันแสนสดใสงดงามไร้มลทิน
และความสูงส่งเมื่อครั้งอดีต ด้วยสภาพที่ทุกคน
เห็นในยามนี้ช่างดูน่าเวทนาหดหู่เป็นที่สุด
ทั้งคู่ได้สานผสานสายตาบรรจบกัน อู่ อวี้ จนเกิด
เป็นความปันปั่วนผันผวนขึ้นมาในจิตใจ อย่างไร
เสียนางก็เคยเป็นคนที่เขามอบหัวใจให้ ซึ่งเขาเอง
ก็ไม่อาจทนเห็นนางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ หัวใจ
ของเขาแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ลงอย่างสมบูรณ์ ใน
แววตาที่นางจับจ้องมอง อู่ อวี้ เปียมล้นไปด้วย
ความหวาดกลัวอย่างที่สุด เพราะเขาบดขยี้การ
โจมตีอันเต็มเปียมไปด้วยความมั่นใจของนางจนไม่
เหลือชิ้นดี
เมื่อเห็นนางโศกเศร้า ผนวกกับสภาพอันน่าสังเวช
ของ เปั่ยซาน ม่อ อู่ อวี้ จึงรู้ว่า ในวันนี้เขาได้สั่ง
สอนพวกเขาทั้งคู่มากเพียงพอแล้ว ทางด้าน เปั่ย
ซาน ม่อ พ่ายแพ้ย่อยยับจนปรารถนาจะปลิดชีพ
ตนเอง ส่วน หนานกง เหว่ย ได้พ่ายแพ้อย่างย่อย
ยับให้แก่เขาเช่นนี้ นางย่อมคิดจะปลิดชีพตนเองลง
ด้วยอย่างแน่นอน เพราะการพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้ฝึก
ตนวิถีกระบี่นับล้าน นางต้องรู้สึกอับอายจน
อยากจะจมดิ่งลงสู่ห้วงอเวจีลงเลยทีเดียว การพ่าย
แพ้ในครั้งนี้สำหรับนิกายเซียนซูซันแล้ว นับว่า
ใหญ่หลวงยิ่งจนกระทั่งเหล่าสาวกนิกายเซียนซูซัน
ทั้งหมดตกอยู่ในอาการนิ่งงัน ร่างกายของพวกมัน
สั่นเทา จนไม่เหลือเรี่ยวแรงจะจับกระบี่ที่อยู่ในมือ
อีกต่อไป
นับเป็นการโจมตีเต๋าของพวกมันอย่างโหดร้าย!
เปั่ยซาน ม่อ และ หนานกง เหว่ย ในตอนนี้ ได้รับ
บาดเจ็บสาหัส การโจมตีนี้ส่งผลกระทบมากกว่า
การสังหารพวกเขาจนตกตายไปเสียอีก การทวง
หนี้ครั้งนี้จะส่งผลทำให้รู้สึกเศร้าเสียใจในภายหลัง
นับแต่นี้ย่อมเป็นการยากที่จะฟืนฟูจิตใจให้สมาน
ฟืนคืนกลับมาดั่งเดิม หลังจากนี้หากมันได้พบเจอ
อู่ อวี้ สิ่งแรกพวกมันจะต้องหวาดผวาเป็นที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนี้การจะสังหาร หรือ ไว้ชีวิตพวกมัน ก็
ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
ผลงานปัจจุบันของ อู่ อวี้ เหนือกว่าจินตนาการที่
ตนคิดเอาไว้เสียอีก เขาเงยหน้าขึ้นมอง เซียนกระบี่
กุ้ยหยาง ซึ่งเมื่อเห็นแววตาของ เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง อู่ อวี้ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเย้ยหยันเพราะว่า
บัดนี้ มันมองมายังทิศทางเขาด้วยความไม่อยาก
เชื่อ อาจเป็นเพราะมันอาจจะนึกย้อนกลับไปเมื่อ
ครั้งที่มันได้กล่าวกับ อู่ อวี้ ไว้ว่า เขามันเป็นพวก
อ่อนแอไร้พลัง เห็นทียามนี้มันคงนึกเสียใจแล้ว
กระมั้ง ?
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ