กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 469 : ความรักอันลึกซึ้ง
ภายใต้ประจักษ์พยานอย่าง เซียนกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่
ทั้ง 2 , จอมจักรพรรดิ , จอมกระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซันกว่าสิบชีวิต และ ขุนพลแห่ง
นครจักรพรรดิเพลิงอีกสิบกว่าคน ยังมีผู้ฝึกตนวิถี
กระบี่อีกนับล้านคน และทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
ต่างเห็นว่า อู่ อวี้ ได้มอบความพ่ายแพ้อย่าง
ยับเยินให้กับ เปั่ยซาน ม่อ และ หนานกง เหว่ย
ในตอนนี้เขาถือโอกาสเรียกกลับร่างอวตารแต่ละ
ร่างกลับมา ร่างวานรเซียนสีทองทั้งหลายถูก
รวบรวมกลับเข้ามาอยู่บนร่างกลายเป็นเส้นผมของ
อู่ อวี้ ดังเดิม
ร่างอวตารเหล่านี้ถือเป็นส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้ อู่
อวี้ สามารถเอาชนะบุคคลทั้งสองซึ่งถือเป็น
อัจฉริยะที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในประวัติศาสตร์
ของนิกายเซียนซูซัน
ที่สำคัญคือ อู่ อวี้ เคยเป็นสาวกของนิกายเซียนซู
ซันและเขาถูกเนรเทศขับไล่ออกมาจากสถานที่
แห่งนี้ด้วยเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะคำพูดของเซียน
กระบี่เทียนจี ในตอนนั้น อู่ อวี้ คงไม่สามารถมีชีวิต
รอดได้จนถึงทุกวันนี้
ขณะนี้ อู่ อวี้ กำลังเผชิญหน้ากับเซียนกระบี่กุ้ย
หยาง พร้อมกับยิ้มยกขึ้นเล็กน้อย มันคือรอยยิ้มที่
ไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ ซึ่งถือเป็นการตอบโต้
เซียนกระบี่กุ้ยหยางที่ค่อนข้างเจ็บแสบยิ่ง
อู่ อวี้ แก้แค้นได้สำเร็จแล้ว
อย่างน้อยๆ หลังจากนี้ไปหากมีใครกล่าวขวัญถึง
เรื่องในวันนี้ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ย่อมกลายเป็น
เพียงแค่คนที่โง่เขลาเบาปัญญาคนหนึ่งเท่านั้น
ทั้วทั่งนิกายเซียนซูซันในยามนี้ ไม่มีใครจะเปล่ง
ประกายได้เท่ากับ อู่ อวี้ อีกแล้ว!
หนานกง เหว่ย , เปั่ยซาน ม่อ กลับกลายเป็นเพียง
แค่หินรองเท้าให้แก่ อู่ อวี้ พวกเขาถูกรัศมีของ อู่
อวี้ บดบังจนสิ้น!
เปั่ยซาน ม่อ ที่อยู่เบื้องหน้านี้ หัวใจของมันราวกับ
แหลกสลายลงไป พยายามดิ้นรนเพื่อที่จะลุกขึ้นยืน
ใบหน้าของมันซีดขาวและร่างกายของมันสั่นเทา
ยิ่ง และเมื่ออยู่ต่อหน้าสายตาของคนจำนวนมาก
ยิ่งทำให้หัวใจของมันพังทลายลงไปง่ายดายยิ่งขึ้น
มันได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้ที่ไม่อาจจะเอาชนะได้
ตั้งแต่แรก หนำซ้ำยังถูก อู่ อวี้ บดขยี้ลงไปถึง 2
ครั้ง 2 ครา บัดนี้สภาพของมันช่างน่าสมเพชเป็น
อย่างยิ่ง กระทั่งมันยังพึ่งพาวิญญาณของ
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ครามในการช่วยต่อสู้ แต่
สุดท้ายก็ถูก อู่ อวี้ ทำลายเศษเสี้ยวจิตวิญญาณ
เพียงหนึ่งเดียวลงไปอีก
อู่ อวี้ กำลังลังเลว่าตัวเขาควรจะสังหารมันไปดี
หรือไม่ แน่นอนเขาไม่รู้สึกเวทนา เปั่ยซาน ม่อ
แม้แต่น้อย ถ้าหากเป็นตนเองที่พ่ายแพ้ไปในวันนี้
คนที่ตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ก็น่าจะเป็นตัว
เขาเอง ความลังเลเพียงอย่างเดียวของเขาคือ
หนานกง เหว่ย ถ้าหากว่าเขาสังหาร เปั่ยซาน ม่อ
ไป นางย่อมเคียดแค้นชิงชังตนอย่างแน่นอน
ในตอนนี้พวกเขาได้แตกหักกันไปแล้ว แต่ถ้าหาก
พวกเขายังคอยเกลียดชังซึ่งกันและกันในภายหลัง
เขารู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะดีเสียเท่าไหร่นัก
หลังจากที่ได้รับชัยชนะมาแล้ว เขาหันกลับไปมอง
หนานกง เหว่ย อีกครา ในสายตาของเขา สตรีผู้นี้
เป็นเหมือนกับน้องสาวดื้อรั้น ซึ่งหลังจากที่นาง
ได้รับบทเรียนไปเรียบร้อยแล้ว จึงบังเกิดเป็นน้ำตา
นองอยู่บนนัยน์ตาของนาง
“ต้องขอโทษจริงๆ ข้านั้นไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้า
คิด บัดนี้ข้าชนะแล้ว บางทีอาจจะอยู่เหนือความ
คาดหมายของเจ้าอยู่บ้าง แต่ข้าไม่ต้องการที่จะทำ
ร้ายเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะก้าวเดินต่อไป
ทะเยอทะยานเดินบนเส้นทางแห่งเต๋าและไล่ล่ามัน
เฉกเช่นที่ผ่านมา”
อู่ อวี้ นึกไปถึงนางเมื่อตอนยังเป็นเด็ก ยามที่นาง
ร่ำไห้ด้วยความไร้เดียงสา ทำให้หัวใจของผู้ได้พบ
เห็นเจ็บปวดเหลือคณา
ในความเป็นจริงในตอนนี้เป็นเหล่าเซียนกระบี่กุ้ย
หยางที่รู้สึกกังวลมากที่สุด การเข้าร่วมของ หนาน
กง เหว่ย เป็นการละเมิดข้อตกลงของทั้ง 2 ฝั่าย
และถึงพวกเขาจะร่วมมือกันก็ยังพ่ายแพ้ยับเยิน
ถ้าหาก อู่ อวี้ ต้องการจะสังหาร เปั่ยซาน ม่อ ไป
ในตอนนี้ พวกเขาก็ไม่อาจที่จะเข้าไปขัดขวางได้
อีกทั้งที่แห่งนี้ยังมี จอมจักรพรรดิ คอยปกปั้อง
ความเป็นธรรมให้ อู่ อวี้ อีกด้วย
แต่เมื่อเห็นว่า อู่ อวี้ ไม่มีเจตนาที่จะสังหาร เปั่ย
ซาน ม่อ เซียนกระบี่กุ้ยหยางและคนอื่นๆจึงพากัน
ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ยิ่งกว่านั้น เมื่อได้ยินคำกล่าวของ อู่ อวี้ ตัวมันผู้
เป็นบิดาก็ยังหวังว่า หนานกง เหว่ย จะยังก้าวเดิน
ต่อไปในเส้นทางแห่งเต๋านี้อย่างไม่สั่นคลอน
หลังจากที่ หนานกง เหว่ย ได้ยิน นางพลันกัดริม
ฝีปากสีเชอร์รี่ของนาง ทันใดนั้นก็ได้แสยะยิ้มขึ้น
พร้อมกับมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยสายตาอันขุ่นเคือง
และกล่าวว่า “หลังจากที่ได้รับชัยชนะแล้ว คิดจะ
ทำตัวเป็นผู้อาวุโสแล้วมาสั่งสอนข้าเช่นนั้นหรือ
เจ้าชนะแล้วอยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ แต่เจ้า
ไม่มีคุณสมบัติที่จะกำหนดทางเดินในอนาคตของ
ข้า ยามนั้นเป็นเจ้าที่ทอดทิ้งข้าก่อน ในตอนนี้ก็
อย่าได้แสร้งทำตัวเป็นคนดีไปหน่อยเลย เจ้า
แข็งแกร่งขึ้นดังนั้นจึงชนะในวันนี้ไป แต่นี่ไม่ได้
หมายความว่าเจ้าเป็นฝั่ายถูก ไม่ต้องมาทำ
เหมือนว่าเจ้ามีคุณสมบัติมาห่วงใยข้าเช่นนี้!”
บางทีหลังจากที่ตัวเขาได้รับชัยชนะแล้วกล่าว
คำพูดเหล่านี้ มันอาจโหดร้ายกับนางเกินไป อีกทั้ง
นางที่ร่วมมือกับ เปั่ยซาน ม่อ แต่ก็ยังพ่ายแพ้จน
ยับเยิน ดังนั้นนางจึงไม่แยแสต่อผลแพ้ชนะอีก
ต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง การที่ อู่ อวี้ กล่าวอะไร
ออกไป ผลย่อมเป็นไปในทางลบทั้งสิ้น
หนานกง เหว่ย บัดนี้เกิดความแปรปรวนทาง
อารมณ์ยิ่ง จึงทำให้กล่าวออกไปด้วยคำพูดคำจาที่
รุนแรง
แน่นอนว่ามันคือนิสัยของนาง ใจร้อนดั่งเปลว
เพลิง ขาดสติไร้ซึ่งความเป็นผู้ใหญ่
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ฟังแล้ว เดิมทีเขาคิดจะใช้โอกาสนี้
พูดคุยกับ หนานกง เหว่ย อีกครา แต่ความจริง
แล้วมันเป็นความคิดของเขาแต่เพียงฝั่ายเดียว
ด้วยนิสัยของนาง หลังจากที่พ่ายแพ้แล้ว ไม่ว่าตัว
เขาจะกล่าวสิ่งใด ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งทำให้นาง
รู้สึกอับอายขายหน้ามากขึ้น หลังจากวันนี้ไป เขา
เกรงว่านางจะคิดว่าตัวเขานั้นเป็นศัตรูคนหนึ่ง
ซึ่งมันไม่ใช่ความต้องการของ อู่ อวี้
ดังนั้นเขาจึงส่ายศีรษะด้วยความจนใจ
เนื่องจากว่านางดื้อรั้นเป็นอย่างยิ่ง เช่นนั้นเขาก็จะ
ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่า หนานกง เหว่ย ดูร้อน
รนมากกว่าเขามากนัก ตัวนางยังเด็กมากเกินไป
ทำให้มีประสบการณ์พ่ายแพ้น้อยกว่า อู่ อวี้ ดังนั้น
ความอัปยศอดสูที่ได้รับในตอนนี้มันจึงทำให้นาง
รู้สึกอับอาย หดหู่ โศกเศร้าเสียใจ จากนั้นนางได้กำ
หมัดของนาง และเดินอ้อม อู่ อวี้ ไปอยู่ข้างกาย
ของ เปั่ยซาน ม่อ พร้อมกับพยุง เปั่ยซาน ม่อ
ขึ้นมา มอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาอันแดงก่ำ นางได้กัด
ฟันแล้วกล่าวออกมาด้วยโทวะว่า “อู่ อวี้ ข้า
ยอมรับว่าวันนี้เจ้าชนะ แต่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น สัก
วันหนึ่ง พวกข้าทั้ง 2 จะเอาชนะเจ้าให้ได้!”
บางครั้ง จากรักกลายเป็นเกลียด ก็เกิดขึ้นเพียงชั่ว
พริบตาได้
การพ่ายแพ้นี้ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นมันส่งผลกระทบ
อย่างรุนแรงต่อ หนานกง เหว่ย ทำให้นางกล่าวแต่
คำพูดที่ไร้ซึ่งเหตุผลออกมา
อู่ อวี้ เกียจคร้านจะกล่าวอะไรอีก เขาจึงปิดปากลง
เพราะต่อจากนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาคงสะบั้น
ลงโดยสมบูรณ์แล้ว…..
เขาหันหลังกลับ ทันใดนั้น หนานกง เหว่ย มองไป
ที่เขาด้วยสายตาเกลียดชัง พยุง เปั่ยซาน ม่อ
ขึ้นมา แล้วกล่าวต่อหน้าสาธารณะว่า “หลังจากนี้
เป็นต้นไป ข้ากับ เปั่ยซาน ม่อ จะเป็นสหายเต๋า
เคียงข้าง จะมีชีวิตและความตายร่วมกัน ส่วนตัว
ข้ากับ อู่ อวี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกันอีกต่อไป
หลงเหลือไว้เพียงความเกลียดชังเพียงเท่านั้น! สัก
วันพวกข้าทั้ง 2 คนจะบดขยี้เจ้าซะ และร่วมกัน
ปีนปั่ายกลายเป็นเซียน!”
บางครั้งยิ่งรักก็ยิ่งเกลียด เมื่อเกิดเป็นความเคียด
แค้น มันก็ยิ่งเกาะกินหัวใจเข้าไปเรื่อยๆ
อู่ อวี้ ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสังหาร เปั่ยซาน ม่อ
เพราะเกรงว่านางอาจจะไม่สามารถทนรับ
บาดแผลครั้งนี้ได้ไหว แต่เมื่อนางประกาศเรื่องนี้
ขึ้นมา พลันทำให้ อู่ อวี้ เกิดโทสะเป็นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นเขาก็หันหลังกลับไปพร้อมกับแววตาซึ่ง
ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงพิโรธสีทอง!
การตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่นนี้ของ หนานกง
เหว่ย ทำให้ เปั่ยซาน ม่อ ตกอยู่ในอาการตกตะลึง
บางทีช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นก็มาเร็วเกินไป
ฉับพลันมันจ้องมองไปยัง หนานกง เหว่ย โดยไม่
สามารถตอบสนองสิ่งใดอยู่เป็นเวลานาน
ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่นับล้าน จ้องหน้ากันและกัน พวก
มันส่วนใหญ่ล้วนมีอายุมากกว่า หนากง เหว่ย จึงรู้
ว่าสิ่งที่ หนานกง เหว่ย กล่าวออกมานี้มันเกิดขึ้น
จากอารมณ์เพียงชั่ววูบ ตัวนางยังเด็กเกินไป
ดังนั้นจึงต้องการที่จะเอาชนะให้ได้ คิดอยู่เสมอว่า
สิ่งใดจะสามารถทำร้าย อู่ อวี้ ได้ และสิ่งที่นางคิด
ได้ก็คือการเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับ เปั่ยซาน ม่อ
นั่นเอง
แต่ว่าผลสุดท้ายนี้ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ใน
นิกายเซียนซูซันต้องการจะเห็นมัน
ครั้งหนึ่งพวกมันคิดว่า อู่ อวี้ เป็นตัวกาลกินี
ขัดขวางความรักที่ฟั้าสวรรค์ประทานมาให้แก่ซู
ซัน
แต่ในตอนนี้ อู่ อวี้ กลับสามารถคว้าชัยชนะทั้งคู่
มาได้อย่างง่ายดายจนพิสูจน์คุณค่าของตัวตนให้
เห็นแล้ว!
ยามที่ หนานกง เหว่ย ประกาศเรื่องนี้ออกมา ทุก
คนสามารถสัมผัสได้ถึงความหุนหันพลันแล่น และ
ความเคียดแค้นชิงชัง
ไม่น่าแปลกใจที่ อู่ อวี้ จะรู้สึกโกรธ! เขาใช้
สายตาแนลุกโชนขึ้นด้วยเปลวเพลิงพิโรธจับจ้อง
ไปที่ร่างของ หนานกง เหว่ย พร้อมกล่าวออกมาว่า
“เหว่ยเอ๋อ พ่ายแพ้ก็ส่วนพ่ายแพ้ ไม่ว่าในชีวิตของ
ใครก็ตาม ก็ต้องเคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ด้วยกัน
ทั้งนั้น! อย่างมากก็แค่กลับมาทำการต่อสู้อีกครั้ง!
แต่ว่าเจ้าจะทำร้ายตัวเองโดยการตัดสินใจอย่าง
หุนหันพลันแล่นเช่นนี้ไปเพื่ออะไร! ในตอนนี้เจ้าไม่
อาจนำวิธีนี้มาทำร้ายข้าได้อีกแล้ว มันทำให้ข้ารู้สึก
เพียงแค่ว่าเจ้านั้นช่างอ่อนต่อโลก อย่าได้ตัดสินใจ
เช่นนี้เพราะข้า การตัดสินใจเช่นนี้มันจะทำให้เจ้า
ต้องเสียใจในภายหลัง”
เรื่องนี้มันคือความรับผิดชอบของเขา
ถึงแม้ว่าจะตัดความสัมพันธ์ยังไงก็ตาม แต่เขาก็ไม่
ต้องการให้ หนานกง เหว่ย ทำตามอำเภอใจเช่นนี้
นางยังคงยิ้มอย่างเย็นชา แล้วกล่าวออกมาอีกว่า
“ยังจะมาเสแสร้งเป็นคนดีอีก? รู้จักข้าเพียงแค่ผิว
เผิน แล้วจะทำมาเป็นเข้าใจข้างั้นรึ? เจ้ารู้ได้
อย่างไรว่าในตอนนี้ข้าได้ตัดสินใจออกมาด้วย
อารมณ์ชั่ววูบ? จะกล่าวว่า เปั่ยซาน ม่อ ไม่ได้ดี
เช่นเจ้าอย่างงั้นรึ? เขายินดีที่จะทำทุกสิ่งเพื่อข้าไม่
ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ แต่เจ้ากลับเป็นคนเห็นแก่ตัว ใน
สายตาของเจ้าก็มีเพียงแต่ตัวเจ้าเอง แม้แต่การจะ
สังหารปีศาจก็ยังไม่อาจจะตัดใจทำเพื่อข้าได้ เอา
แต่กล่าวว่านี่เพื่อเป็นการรักษาเต๋าของตัวเอง!
จริงๆข้าน่าจะเลือกเขาตั้งนานแล้ว”
ในตอนนี้นางเอ่ยออกมาอย่างประชดประชัน
ถึงแม้กล่าวคำพูดออกมามากมาย แต่ไม่ว่าใครก็รู้ดี
การตัดสินใจของนางในตอนนี้เกิดจากอารมณ์โกรธ
ถ้าหากนางคิดเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว นางก็คงไม่มี
ท่าทางที่เย็นชาต่อ เปั่ยซาน ม่อ มาโดยตลอด
“เจ้าต้องสงบจิตใจลงสักหน่อย ความใจร้อนของ
เจ้าในตอนนี้ มันอาจจะย้อนกลับไปทำร้ายตัวเจ้า
เองได้ ” อู่ อวี้ เอ่ยออกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
หากตนเองต้องกลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับคนที่
ไม่ได้รักใคร่จริงๆ แล้วจะสามารถเชื่อมต่อใจถึงใจ
ได้อย่างไร? แล้วจะสามารถร่วมใจเป็นหนึ่ง
เดียวกันได้อย่างไร? เมื่อนางมาอยู่บนเส้นทางนี้
แล้ว ตราบที่ในใจเกิดการต่อต้านเพียงเล็กน้อย นั่น
ก็เท่ากับว่านางได้ทำลายอนาคตของตนเองให้ดับ
วูบลงไป
เขารู้สึกเหนื่อยเมื่อได้สนทนากับคนที่ยังไม่โตเป็น
ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลของ อู่ อวี้
รังจะทำให้มันกลายเป็นความอับอายเสียเปล่าๆ
ในตอนนี้ ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบ มีเพียง
เซียนกระบี่กุ้ยหยางที่กล่าวออกมา “อู่ อวี้ พวก
เขาจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของนิกายเซียนซูซันของ
ข้า เจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เจ้าก็ได้รับชัยชนะไป
แล้ว ตอนนี้เจ้าก็ได้กู้คืนศักดิ์ศรีของเจ้าคืนแล้ว ถึง
เวลาที่จะกลับไปเสียทีกระมั้ง”
อู่ อวี้ ทำเป็นเมินไม่สนใจมัน
ถึงแม้ว่าจะสูงส่งเป็นถึง 1 ใน 7 เซียนแห่งซูซัน
แต่การที่ถูก อู่ อวี้ เมินเช่นนี้ นับว่ามันได้รับความ
อับอายไม่น้อยทีเดียว
อู่ อวี้ ขบคิดอีกคราว่า หนานกง เหว่ย จะสามารถ
ไตร่ตรองอีกรอบได้หรือไม่?
ตอนนี้ อู่ อวี้ มองเห็นแต่เพียงความเกลียดชังที่มี
ต่อเขาในแววตาของนางเท่านั้น และจะยิ่งรุนแรง
ขึ้นยามที่นางอยู่ด้วยกันกับ เปั่ยซาน ม่อ จากนั้น
นางได้เอื้อนเอ่ยออกมาว่า “ชีวิตของข้า หนานกง
เหว่ย ไม่ว่าจะเดินไปบนเส้นทางไหน ก็ไม่เกี่ยวข้อง
อันใดกับเจ้า เจ้าชนะไปแล้ว ก็ควรจะไสหัวไปซะ
ขอใช้โอกาสนี้บอกกับเจ้าเลยก็แล้วกัน สิบวัน
หลังจากนี้พวกข้าจะไปที่วิหารคู่เซียน แต่ไม่ได้เชื้อ
เชิญเจ้า”
ความแค้นนี้ทำนางกลายเป็นบ้า เปลวเพลิงในใจ
แผดเผาตัวนางเองเพราะ อู่ อวี้ หลังจากนี้นาง
ย่อมไม่สามารถพบเจอกับความสงบได้อีกแน่นอน
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินเช่นนี้ เขาจึงหลับตาลงไป
เขาได้ตัดสินใจแล้ว
เมื่อเขาเปิดตาทั้ง 2 ข้างขึ้น ในดวงตาของเขา
ปรากฏเป็นสัญลักษณ์สีทองเปล่งประกายออกมา!
เป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนไร้ที่เปรียบ ยามเมื่อ
ปรากฏ มันทำให้หัวใจของคนที่ได้เห็นเต็มไปด้วย
ความหวาดผวา! ในชั่วพริบตานั้น เปั่ยซาน ม่อ ที่
ถูก หนานกง เหว่ย ประคองอยู่พลันกรีดร้องขึ้นมา
ทันใดนั้นมันก็ล้มลงไปบนพื้นอย่างแน่นิ่ง ดวงตา
ทั้ง 2 ข้างกลายเป็นสีขาวโพลน ร่างกายแน่นิ่งไม่
ไหวติง ยอดอัจฉริยะของนิกายเซียนซูซัน
ความหวังของนิกายเซียนซูซันที่สวรรค์ประทานให้
ในรอบหลายพันหลายหมื่นปี ในตอนนี้มันกลับได้
สิ้นลมหายใจไปโดยสมบูรณ์แล้ว!
ภายใต้อาการบาดเจ็บสาหัส อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิง
ขั้นที่ 2 สกัดวิญญาณ กลั่นวิญญาณของมัน
โดยตรง ทำให้วิญญาณของมันสลายหายไป
ในทันที เท่ากับว่าในตอนนี้มันได้ตกตายไปจริงๆ
แล้ว
ท่วงท่าของ อู่ อวี้ ตอนนี้ เกรงว่าแม้แต่จอม
จักรพรรดิก็ยังคาดไม่ถึง เขายังคงความเที่ยงตรง
และเด็ดเดี่ยวตรงไปตรงมาเช่นเคย
สำหรับเขาแล้ว ด้วยความเอาแต่ใจของ หนานกง
เหว่ย เช่นนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ ถึงเขาจะไม่
อาจจะจัดการกับนางได้ก็จริง แต่เพียงแค่สังหาร
เปั่ยซาน ม่อ ไปก็จบ บัดนี้ใบหน้าของ อู่ อวี้ ซีด
เผือก จากนั้นก็หันไปจ้องมอง หนานกง เหว่ย
พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า “เช่นนั้น
เจ้าก็แต่งงานกับศพไปแล้วกัน”
จากนี้เขาไม่คิดที่จะกล่าวสิ่งใดอีกต่อไป
หันกายกลับ พุ่งทะยานสู่ท้องนภา สู่เรือรบทมิฬ
ในตอนนี้ทั่วทั้งฟั้าดิน ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยัง
บนร่างของ อู่ อวี้ ผู้สังหาร เปั่ยซาน ม่อ ด้วย
ความเด็ดขาดและไร้ซึ่งความลังเล ทำให้ทุกคนใน
ที่แห่งนี้ได้รับรู้อย่างชัดเจนแล้วว่า เมื่อนำ อู่ อวี้
มาเปรียบเทียบกับ เปั่ยซาน ม่อ และ หนานกง
เหว่ย แล้ว มันก็ราวกับว่าได้นำเด็กทั้งสองมา
กระทำการต่อสู้กับผู้ใหญ่ก็มิปาน
“อู่ อวี้! ” นัยน์ตาของเซียนกระบี่กุ้ยหยางกลาย
เป็นแดงก่ำ พร้อมตะโกนใส่ อู่ อวี้ ด้วยโทสะอัน
ยากจะควบคุมอีกต่อไป
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ