กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 470 : เจ็ดเซียนปรากฏกาย (จบเลม4)
เปั่ยซาน ม่อ ถูกสังหารตกตายในถิ่นของซูซัน
แม้ว่ากฎการประลองจะต้องแลกด้วยชีวิตและ
ความตาย ทว่า อู่ อวี้ ก็ล่วงรู้ว่า นิกายเซียนซูซัน
จะต้องไม่ยอมแพ้หรือหยุดเรื่องราวนี้ง่าย ๆ
นี่เป็นเพราะได้บารมีของ จอมจักรพรรดิ คุ้มครอง
ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะกระทำสิ่งนี้ได้อย่างไรกันเล่า!
จอมจักรพรรดิเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลานี้มา
นานแล้ว ทันทีที่ อู่ อวี้ สังหาร เปั่ยซาน ม่อ เขาก็
ถูกดึงร่างกลับมาบนเรือรบทมิฬทันที บนเรือรบ
ทมิฬในยามนี้ จอมจักรพรรดิได้ใช้ศาสตราเต๋า
หรือ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ที่ไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคือ
อะไรกันแน่ใส่เขา…
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ เห็นสิ่งที่จอมจักรพรรดิโยนลง
มาอย่างชัดเจน ร่างของเขาถูกกลืนกินด้วยความ
มืดมิดอันน่าสะพรึงกลัวอย่างฉับพลัน เขาถูกขังอยู่
ในนั้นโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวตัวได้
ท่ามกลางความคลุมเครือ ดูเหมือนว่ามันจะเป็น
ระฆังโบราณสีดำ ขนาดของมันขยายใหญ่เพิ่มขึ้น
อย่างฉับพลัน จากนั้นก็ครอบกลืน อู่ อวี้ เพียงชั่ว
พริบตามันก็หดกลับไปอยู่ในมือของจอมจักรพรรดิ
หลังจากที่เขากลับมายังเรือรบทมิฬ จอม
จักรพรรดิก็ปล่อยตัว อู่ อวี้ เป็นอิสระ แล้วในที่สุด
เขาก็หลุดพ้นจากความมืดมิดกลับคืนสู่แสงสว่าง
อีกครั้ง ร่างของเขาตกลงบนดาดฟั้าเรือ หลังจาก
นั้นสมบัติวิเศษ ก็หายไปจากมือของจอมจักรพรรดิ
ในชั่วพริบตา
ฟุบฟุบ!
ณ เวลานี้บรรดาขุนพลแห่งนครจักรพรรดิเพลิง ได้
ยืนโอบล้อมร่างของ อู่ อวี้ เอาไว้โดยมีตัวเขาอยู่
ตรงใจกลาง แต่ละคนสวมชุดเกราะสีดำเต็มยศ ใน
เวลานี้จอมจักรพรรดิได้ปลดปล่อยกลิ่นอายแสน
เหี้ยมหาญอหังการ เขายืนถัดไปจาก อู่ อวี้ จากนั้น
ก็หันมามองเขา พร้อมกับถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
” ตามกฎของสนามประลองเป็นตาย จะต้องต่อสู้
โดยชีวิตและความตายเข้าแลก แน่นอนว่าการ
ประลองในครั้งนี้ย่อมมีกฎ ซึ่งทางซูซันก็มาละเมิด
กฎซะเอง ด้วยการให้คนนอกเข้าร่วม ถึงแม้ อู่ อวี้
จะไม่แยแสก็ตามที แต่เวลานี้ อู่ อวี้ ได้สังหาร
อัจฉริยะของพวกเจ้าซูซันแล้ว นี่ก็ถือเป็นเรื่อง
สมเหตุสมผล หวังว่าทุกท่านในซูซันคงไม่อยาก
เสี่ยงเดิมพัน โดยไม่ยอมรับความพ่ายแพ้หรอกนะ
เรื่องนี้ควรจะยุติแล้วปล่อยผ่านไป ให้มันกลายเป็น
เพียงเรื่องน่าขำขันเท่านั้น เปั่ยซาน ม่อ เป็นตัวตั้ง
ตัวตีการประลองครั้งนี้ สุดท้ายกลับต้องมาตกตาย
ในสนามประลองเสียเอง หากคิดเสนอก็ควรจะ
เตรียมพร้อมตาย ตัวอย่างเช่นเรา ขณะที่ อู่ อวี้
ต่อสู้เราก็เตรียมพร้อมที่จะตายทุกเมื่อเช่นเดียวกัน
”
จอมจักรพรรดิเป็นคนมีไหวพริบทั้งอย่างวาจาคม
คาย เขาใช้ประโยชน์ของกฎสนามประลองมาเป็น
ข้อได้เปรียบ ทั้งยังชี้นำให้เห็นว่าอีกฝั่ายได้เป็นผู้
แหกทำลายกฎเสียเอง เห็นได้ชัดว่าอีกฝั่ายไม่
สามารถเอาเรื่องนี้มาเล่นแง่กับเขาได้ ฉะนั้นหากมี
สิ่งใดเกิดขึ้นกับ อู่ อวี้ เขาก็พร้อมที่จะปกปั้อง อู่
อวี้
ขณะ อู่ อวี้ ยืนอยู่บนเรือรบทมิฬ แล้วมองลงมาใน
สนามประลอง เห็นเป็นผู้ฝึกตนวิถีกระบี่นับล้าน
กำลังมองมาทางเขาด้วยสายตาหวาดกลัวยำเกรง
ภายในหัวใจของพวกเขายอมรับความพ่ายแพ้
อย่างศิโรราบ
เหล่าสาวกสามัญ ในอาณาเขตกระบี่สามัญส่วน
ใหญ่ต่างสลดหดหู่หมดอาลัยตายอยาก อย่างไม่
อาจต้านทานได้ ภายในหัวใจของพวกมันเปียมล้น
ไปด้วยความคับข้องใจแลโทสะ แต่ก็ไม่สามารถ
แสดงออกอันใดได้ ด้วยเพราะไม่ใช่แค่พวกมันจะ
เผชิญหน้าต่อสู้กับ อู่ อวี้ เพียงเท่านั้น แต่เป็น นคร
จักรพรรดิเพลิง ด้วย
จอมจักรพรรดิถือเป็นบุคคลระดับตำนานที่ยังมี
ชีวิต
อู่ อวี้ อยู่ท่ามกลางฝูงชนมากมาย มองดู หนานกง
เหว่ย ที่นั่งหมดสภาพอยู่บนสนามประลองเป็นตาย
เส้นผมสีดำขลับของนางพลอยตกลงมาปกปิด
ใบหน้า ทำให้ไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้านางได้
อู่ อวี้ ทอดถอนหายใจ แม้ว่าเขาจะหยุดความ
หุนหันพลันแล่น กับการกระทำอันแสนโง่เขลาของ
นางได้ แต่ความเกลียดชังที่นางมีต่อเขาย่อม
เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง อันที่จริงแล้วเขาตั้งใจมา
สะสางเรื่องราวครั้งเก่าก่อน แต่ตอนนี้ทุกอย่างคง
ไม่อาจย้อนกลับไปได้อีก หลังจากแปรเปลี่ยน
กลายเป็นความเกลียดชัง มันก็กลายเป็นความ
โกลาหล จนกลายเป็นการต่อสู้อันไร้สิ้นสุด แล้ว
หลังจากนี้ หนานกง เหว่ย จะทำเช่นไรกับตนเอง
เขาเดาไม่ถูกเลยจริง ๆ
ก่อนที่เรือรบทมิฬจะได้ทำอันใด เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง, เซียนกระบี่เทียนจี อีกทั้งจอมกระบี่แห่งซู
ซันคนอื่น ๆ มากกว่าสิบ ท่ามกลางบรรดาจอม
กระบี่แห่งซูซัน อย่างเช่น จอมกระบี่ชั่วฮวา ส่ง
เสียงตะโกนให้สังหาร อู่ อวี้ เพื่อแก้แค้นให้กับ เปั่ย
ซาน ม่อ ส่วน เฉิน ชิงเหยา ก็ยังคงเงียบสุขุม
เสมือนเช่นเคย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วท่าทีและ
มุมมองของเขา ควรจะเป็นเช่นเดียวกับ เซียน
กระบี่เทียนจี
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กับ เซียนกระบี่เทียนจี เห็นได้
อย่างชัดเจนว่าพวกเขาทั้งสองนั้นแตกต่างกัน
ในเวลานี้ดวงตาของ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
กลายเป็นสีแดงก่ำ ทั้งยังแฝงเร้นไปด้วยความ
หนาวเย็น ที่แผ่กระจายมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
ท่ามกลางความว่างเปล่า พลังอำนาจของขอบเขต
จิตเทวะระเบิดพรั่งพรูออกมาอย่างรุนแรง ในขณะ
นี้มันกำลังประจันหน้ากับจอมจักรพรรดิด้วยความ
เดือดดาลถึงขีดสุด จากนั้นมันก็ตะโกนขึ้นด้วย
โทสะอันโกรธเกรี้ยว ” จอมจักรพรรดิ! อู่ อวี้ มันก็
เป็นแค่คนที่ถูกข้าขับไล่ออกจากซูซัน แต่ นคร
จักรพรรดิเพลิง ก็รับขยะไร้ค่าอย่างมันไป! วันนี้มัน
ได้สังหาร เปั่ยซาน ม่อ จนตกตาย ซึ่งได้สร้าง
ความเคียดแค้นชิงชังอย่างลึกล้ำให้กับซูซัน! ไม่ว่า
จะอย่างไร นิกายเซียนซูซัน จะมองว่ามันคือศัตรูที่
ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ ไม่ว่าจะพบเห็นมันที่ใด
ข้าก็จะไล่ล่าสังหารมันให้สิ้น! พรรคนิกายที่อยู่ใน
ทวีปแห่งทวยเทพ ล้วนอยู่ในวิถีทางที่ถูกต้อง ข้า
ไม่คิดว่าจอมจักรพรรดิจะทอดทิ้งเรา แล้วยืนอยู่ฝัง
ตรงข้ามกับ นิกายเซียนซูซัน เพื่อคนอย่างมัน! ”
จอมจักรพรรดิยังไม่มีการตอบโต้ใด ๆ กลับมา
จากนั้นเซียนกระบี่เทียนจี ก็กล่าวขึ้นว่า ” กุ้ย
หยาง การต่อสู้ในวันนี้ อู่ อวี้ ได้ทำตามข้อตกลง
เป็นที่เรียบร้อย ทั้งยังคว้าชัยชนะมาอย่างบริสุทธิ์
ขาวสะอาด ฉะนั้นเราควรยอมรับในผลครั้งนี้ อีก
ทั้งการประลองครั้งนี้เกิดขึ้นนั้นเพราะ เปั่ยซาน ม่อ
เป็นผู้ยื่นข้อเสนอด้วยตนเอง อู่ อวี้ ไม่ใช่คนเริ่ม
เรื่อง ท่านไม่ควรดึงดันอีกต่อไป ถึงแม้ซูซันของเรา
จะไม่มี เปั่ยซาน ม่อ แต่ก็ยังไม่สูญสิ้นความหวัง
ทุกสิ่งบนโลกล้วนเกิดขึ้นจากโชคชะตาวาสนา
ทั้งสิ้นหากในวันนี้ เปั่ยซาน ม่อ ได้ตกตายไปแล้วก็
ปล่อยให้ผ่านไป แสดงว่าเขาไม่ได้ดีเท่ากับคนอื่น
ๆ ข้าไม่อยากรู้สึกอับอายขายขี้หน้าต่อสหายนคร
จักรพรรดิเพลิงไปมากกว่านี้ ”
เขาคือคนที่รู้สึกถูกชะตา ทั้งยังมองเห็น
ความสามารถของ อู่ อวี้ ตั้งแต่แรก ในวันนั้นเขา
ถูกบังคับอย่างไม่อาจขัดขืน จน อู่ อวี้ ต้องถูกขับ
ไล่ออกจากนิกายไปในที่สุด แต่ฝีมือความสามารถ
ที่ อู่ อวี้ แสดงให้เห็นในวันนี้ มันทำให้ เซียนกระบี่
เทียนจี รู้สึกยกย่อง บางทีอาจเป็นเพราะว่าเขาไม่
อาจสังหาร อู่ อวี้ ได้เนื่องจากอยู่ภายใต้การ
ปกปั้องคุ้มครองของจอมจักรพรรดิ ฉะนั้นมันน่าจะ
เป็นทางเลือกที่ดีกว่า โดยการไม่ทำลายสัมพันธ์อัน
แน่นแฟั้น ซึ่งถือเป็นการช่วยปกปั้อง นิกายเซียนซู
ซัน จากหายนะอย่างแท้จริง อย่างน้อยตอนนี้ อู่
อวี้ แค่ต้องการความยุติธรรม เขาไม่ได้คิดเคียด
แค้น หรือ ถือซูซันเป็นศัตรูจนถึงขนาดที่เรียกว่า
อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ แล้วต้องตายกันไปข้าง
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่อาจทนฟังต่อไปได้ โทสะ
ของมันท่วมท้นจนไม่อาจจะทนระงับได้อีกต่อไป
แล้วมันก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า ” ศิษย์พี่เทียนจี ท่าน
ยังคงยืนอยู่ข้าง นิกายเซียนซูซัน อยู่หรือไม่!? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิ้วของ เซียนกระบี่เทียนจี ก็เลิก
ขึ้นข้างหนึ่งเขายังคงสุขุมหาได้มีโทสะหรือโกรธ
เคืองกับคำพูดนั้น แล้วเขาก็กล่าวว่า ” ข้าสะบั้น
ศีรษะหลั่งโลหิตให้ซูซัน มาตั้งแต่เจ้ายังไม่เกิดด้วย
ซ้ำ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาพูดกับข้าเยี่ยงนี้? ”
เป็นเพราะ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กำลังเสียศูนย์โดน
โทสะความเกรี้ยวกราดครอบงำ จึงทำให้ใช้คำพูด
และ แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมาเยี่ยงนี้ ตัว
มันไม่อาจเปรียบเทียบกับ เซียนกระบี่เทียนจี ได้
แม้แต่น้อย เพียงแค่สองคำนี้ก็สามารถหุบปากจน
เงียบสนิทด้วยเพราะเถียงไม่ออก คำพูดของ เซียน
กระบี่เทียนจี เป็นเสมือนคำประกาศิต ที่ตอบโต้
ความรุนแรงของเซียนกระบี่กุ้ยหยางกลับคืนไป
ถึงแม้ว่าผู้ฝึกตนวิถีกระบี่เหล่านี้จะมีมันสมอง
ค่อนข้างน้อยนิด แต่พวกมันก็เข้าใจสถานการณ์
ตอนนี้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่ การตัดสินใจของ เซียน
กระบี่เทียนจี เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า ด้วย
เพราะ อู่ อวี้ ไม่เหมือนเช่นดังเก่าก่อน ไม่ว่าจะเป็น
ความคับข้องใจ หรือ เรื่องส่วนตัวที่พันกันยุ่งเหยิง
อีรุงตุงนัง ล้วนไม่มีประโยชน์ใด ๆ แก่ซูซันแม้แต่
น้อย
ในวันนี้ความพ่ายแพ้ ของสุดยอดอัจฉริยะแห่ง
ประวัติศาสตร์ทั้งสอง ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตา
ของทุกผู้คนแล้ว
“ พอแล้ว” ทันใดนั้นก็มีเสียงแผ่วเบา ดังขึ้นมา
จากบนท้องนภา เมื่อ อู่ อวี้ แหงนหน้าขึ้นมอง
ด้านบนอาณาเขตเซียนซูซัน มี 5 เงาร่างกำลัง
ทะยานลงมา เมื่อเห็นร่างทั้ง 5 สาวกซูซันก็แสดง
ท่าทางตื่นเต้นฮึกเหิมออกมาอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นเหล่าสาวกซูซันก็คุกเข่าลงทันที พร้อมทั้ง
ร้องตะโกนขึ้นว่า ” น้อมคารวะเจ็ดเซียน! ”
นานมากแล้วที่เจ็ดเซียนแห่งซูซัน ไม่ได้มารวมตัว
กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้! วันที่ อู่ อวี้
เหยียบเข้ามาในซูซันเป็นครั้งแรก เขาไม่เคย
คาดคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่เจ็ดเซียนแห่งซูซัน
ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันต่อหน้าเขา!
เจ็ดเซียนแห่งซูซัน ถูกตั้งชื่อตามเจ็ดดาวเหนือ
โดยมีการเรียงลำดับตามความแข็งแกร่งและ
อ่อนแอ
คนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ของพวกเขาก็คือ เทียน
กระบี่เทียนซู
รองลงมาก็คือ เซียนกระบี่เทียนเสวียน , เซียน
กระบี่เทียนจี , เซียนกระบี่เทียนเฉวียน , เซียน
กระบี่อวี้เหิง , เซียนกระบี่กุ้ยหยาง และ เซียน
กระบี่เหยากวง
ในหมู่พวกเขามีผู้ชายห้าคน และ ผู้หญิงสองคน
สตรีทั้งสองคน หนึ่งคือ เซียนกระบี่เทียนซู ผู้
แข็งแกร่งมากที่สุด ส่วนอีกหนึ่งคือ เซียนกระบี่เห
ยากวง ผู้อ่อนแอมากที่สุด
แต่ในความเป็นจริงดูเหมือนว่า เซียนกระบี่เหยาก
วง จะฝึกฝนบำเพ็ญตนมานานเสียยิ่งกว่า เซียน
กระบี่เทียนซู เสียอีก อู่ อวี้ ได้ยินมาว่า ถึงแม้เซียน
กระบี่เทียนซูจะเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับ 1 ในซูซัน
แต่ความจริงแล้วอายุอานามของนางนั้น มิได้ห่าง
จาก เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ซึ่งอ่อนเยาว์ที่สุดในหมู่
เจ็ดเซียนเท่าใดนัก นางคือหนึ่งในอัจฉริยะที่น่าทึ่ง
มากที่สุดในซูซันเมื่อ 200 ปีก่อน ความอัจฉริยะ
และยอดเยี่ยมของนาง ได้สะกดข่มแสงสว่างของ
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง หรือ หนานกง ซวน อย่าง
สิ้นเชิง
สายตาของ อู่ อวี้ ตอนนี้ ตกกระทบไปบนร่างของ
ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งเซียนกระบี่เทียนซู สิ่งที่ทำ
ให้เขาประหลาดใจก็คือ วันนี้เซียนกระบี่เทียนซู ได้
สวมใส่เสื้อคลุมยาวของสตรีเยาว์วัย ผมยาวสีดำ
สลวยของนางถูกมัดรวบตรึงเอาไว้ด้วยกัน กล่าว
ได้ว่าใบหน้าของนางไม่ได้สวยงามเท่าใดนัก แต่
กลับดูเรียบง่ายและสง่างามมาก ดูเงียบสงบ ทำให้
จิตใจของผู้เฝั้ามองเงียบสงบลงได้ ดวงตาคู่ดำขลับ
ประดุจดังนิลกาฬ ให้ความรู้สึกถึงมหาวิถีแห่งเต๋า
ได้อย่างชัดเจน บางทีภายในนิกายเซียนซูซัน
รูปลักษณ์หน้าตาของนางอาจดูไม่ได้โดดเด่นเท่าใด
นัก แม้กระทั่งในหมู่ของเซียนกระบี่ทั้ง 6 คนที่
เหลืออยู่ นางก็ยังดูด้อยกว่าเล็กน้อย แต่หลังจาก
นั้นไม่นานก็จะพบว่าระดับขอบเขตการฝึกตนของ
นางนั้นสูงล้ำยิ่ง
ดังนั้นเมื่อนางปรากฏกายขึ้น แม้แต่สีหน้าของจอม
จักรพรรดิก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง อีกทั้งยังแฝง
เร้นไปด้วยความเคารพยำเกรงในสายตาของเขา
อยู่บางส่วน
ส่วนเซียนกระบี่คนอื่น ๆ เช่น เซียนกระบี่เทียน
เสวียน นั้นแก่กว่า เซียนกระบี่เทียนจี อยู่บางส่วน
หลังของเขาโค้งงอลงเล็กน้อย มีเส้นผมสีขาวซีด
ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น แลดูเคารพน่า
นับถือยำเกรง ใช้ไม้เท้าค้ำยันเพื่อยืนหยัดทรงตัว
เขาคือเจ็ดเซียนกระบี่อาวุโสที่มีอายุมากที่สุด ใน
บรรดาเจ็ดเซียนกระบี่ทั้งหมด
ส่วนเซียนกระบี่เทียนเฉวียน กับ เซียนกระบี่อวี้เหิง
ดูน่าเกรงขามสง่างามยิ่ง เป็นผู้ฝึกตนกระบี่วัย
กลางคน ดูน่านับถือเป็นผู้ใหญ่เสียยิ่งกว่า เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง
เซียนกระบี่เหยากวง เป็นสตรีที่ดูงดงามฉลาด
เฉลียวยิ่ง สวมใส่อาภรณ์งามล้ำ ทุกอิริยาบถการ
เคลื่อนไหวดูประณีตบรรจงยิ่ง เพียงมองแว๊บแรก
จะเห็นว่าคนผู้นี้ช่างน่าดึงดูดใจเสียยิ่งกว่า เซี่ยนก
ระบี่เทียนซู แต่เมื่อแลมองอีก 2-3 ครั้งจะพบว่า
ความเรียบง่ายและสง่างามของเซียนกระบี่อันดับ
1 ทำให้ความงดงามของนางถดถอยลง
ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มคนเหล่านี้ก็คือ เซียนกระบี่เทียน
ซู นางได้ปรากฏกายอยู่ที่นี่แล้ว กล่าวได้ว่าในเวลา
นี้เจ็ดเซียนกระบี่ซูซันได้มารวมตัวกันอย่างสมบูรณ์
บุคคลระดับสูงที่ยากจะแลเห็นได้มารวมตัวกันอยู่
ในที่แห่งนี้ ดังนั้นเหล่าสาวกซูซันจึงตื่นเต้นเป็น
อย่างยิ่ง มันคือความตื่นเต้นฮึกเหิมที่ไม่เคยมีมา
ก่อนในประวัติการ แม้กระทั่งความโศกเศร้า และ
ความโกรธเกรี้ยวจากการตกตายไปของ เปั่ยซาน
ม่อ ก็ถูกพักเอาไว้ก่อนชั่วคราว
“ เซียนกระบี่เทียนซู ไม่ได้พบเจอกันมานาน ท่าน
ยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ” จอมจักรพรรดิ
ประสานมือคารวะพร้อมกับกล่าวด้วยท่าทาง
สุภาพยิ่ง ไม่มีท่าทางหยิ่งผยองจองหองอย่างก่อน
หน้านี้แม้แต่น้อย
เซียนกระบี่เทียนซูเป็นผู้นำเซียนกระบี่จำนวนมาก
นางพยักหน้าให้กับจอมจักรพรรดิเล็กน้อย ในเวลา
นี้ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง แทบอดกลั้นไม่ให้พูด
ออกมาไม่ไหวแล้ว แต่เซียนกระบี่เทียนซูก็บอกให้
เขาเงียบลงก่อน จากนั้นก็หันไปเผชิญหน้ากับจอม
จักรพรรดิ พร้อมกับกล่าวว่า ” สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
เราทุกคนต่างตระหนักดีถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ซึ่งได้
กลายเป็นผลพวงแห่งความพ่ายแพ้ในวันนี้ ส่งผล
กระทบต่อความเชื่อมั่นในซูซันของเราอย่างยิ่งยวด
อู่ อวี้ เคยเป็นสาวกซูซันของข้า แต่เป็นเพราะการ
ตัดสินอันผิดพลาด และ ไร้ซึ่งความยุติธรรม จึง
บังเกิดผลกระทบดังปัจจุบัน เพราะฉะนั้นซูซันของ
เราก็ควรเผชิญหน้ากับมันอย่างมีสติ นับจากนี้เป็น
ต้นไปซูซันของเราจะไม่สืบสาวเอาความกับ อู่ อวี้
อีก ”
นี่คือการตัดสินใจของนาง แต่มันก็เป็นผลมาจาก
การหารือร่วมกันกับเซียนกระบี่คนอื่น ๆ ด้วย ดู
เหมือนว่าเซียนกระบี่อีกหลายคน จะมีเหตุผลกว่า
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง อยู่บ้าง
ซึ่งมันทำให้ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง รู้สึกอับอายเป็น
อย่างยิ่ง แน่นอนว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ ทำให้
เหล่าสาวกซูซันรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย พวกมันต่าง
คาดหวังว่าเจ็ดเซียนจะนำเหล่าผู้ฝึกตนกระบี่นับ
ล้านทวงคืนความยุติธรรมในครั้งนี้ เพื่อนำดวง
วิญญาณของผู้ทรยศมาเซ่นไหว้แก่บรรพบุรุษ
แต่กลับกลายเป็นว่า คำตัดสินดันไปเข้าข้างทางฝัง
นครจักรพรรดิเพลิง ด้วยเพราะการไปกระตุ้น นคร
จักรพรรดิเพลิง จะยิ่งทำให้เกิดปัญหา
เมื่อได้ยินเซียนกระบี่เทียนซูกล่าวเช่นนี้ จอม
จักรพรรดิก็กล่าวว่า ” สำหรับเรื่องนี้ ข้าแค่มา
ช่วยเหลือ อู่ อวี้ เท่านั้น ในเมื่อเซียนกระบี่เทียนซู
เข้าใจ ก็นับว่าดีมากแล้ว ”
เขายอมรับมันอย่างว่าง่าย เพราะยังไงแล้วเขาก็ไม่
เคยเห็น เซียนกระบี่กุ้ยหยาง อยู่ในสายตาแม้แต่
น้อย แต่สำหรับสตรีประหลาดนางนี้ เขา
จำเป็นต้องยับยั้งความยโสโอหังลง
อย่างไรก็ตาม เซียนกระบี่เทียนซู แสดงสีหน้าวิตก
กังวลแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังว่า
” ข้อพิพาทของเหล่าสาวกหนุ่มเป็นเพียงแค่เรื่อง
เล็ก ๆ ผู้ที่รอดพ้นจากวิกฤตความตายมาได้ ก็
นับเป็นโชควาสนาของตน ผู้ที่มีชีวิตรอดได้เท่านั้น
ถึงจะเป็นวีรบุรุษในอนาคต ฉะนั้นในวันนี้ อู่ อวี้
จึงไม่ได้ทำอันใดผิด ส่วนอีกสิ่งหนึ่ง มันเกี่ยวข้อง
กับทวีปแห่งทวยเทพ โดยพื้นฐานแล้วพวกเราล้วน
เป็นสหายร่วมดินแดนกันทั้งสิ้น ข้าต้องการให้เรา
กับ นครจักรพรรดิเพลิง ผนึกกำลังร่วมมือกัน ”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ โดยไม่ต้องกล่าวถึง อู่ อวี้
แม้กระทั่งจอมจักรพรรดิก็ยังเหลือบไปมอง
ฝูงชนต่างตะลึง
เซียนกระบี่เทียนซูกล่าวว่า ” ข้าเพิ่งได้รับข่าวมา
จาก วิหารพญายม ในทะเลตงไห่ว่าในเวลานี้ผู้ฝึก
ตนนอกรีตทั้งหมดจากทะเลตงไห่ กำลังทำการ
โจมตีทะเลตงไห่ ข่าวล่าสุดแจ้งมาว่าชาวบ้านผู้
บริสุทธิ์ และ ผู้ฝึกตนในพรรคนิกายต่าง ๆ ได้ตก
ตายไปเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ”
สายตาของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล อย่าง
ไม่มีเหตุผล
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ