กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 475 : พรรคสราญรมย
ร่างอวตารของ อู่ อวี้ กระจายตัวไปทั่วอาณาจักร
บูรพาเยว่อู่
ภายใต้ดวงเนตรนับพันคู่ คอยสอดส่องทุกซอกทุก
มุมของ อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ไม่มีทางที่ผู้ฝึกตน
นอกรีตจะหลบลี้รอดพ้นสายตาของเขาได้
แม้ว่าร่างอวตาร จะไม่มีพลังอิทธิฤทธิ์อย่างเนตร
เพลิง หรือมองไกลนับพันลี้ แต่เพราะพวกมันคือ
พลังอิทธิฤทธิ์ ดังนั้นเหล่าร่างอวตารจึงมี
ความสามารถติดตัวจากเนตรเพลิงมาประมาณ1-2
ส่วน
ผู้ฝึกตนนอกรีต รอบกายของมันจะแผ่กลิ่นอาย
ปีศาจออกมาอย่างเข้มข้น เนื่องจากมันสังหารผู้คน
มามากมายนับไม่ถ้วน เหนือศีรษะของมันจะมี
บรรยากาศสีดำแผ่ออกมาลอยคว้างอยู่ กลิ่นคาว
โลหิตลอยคละคลุ้งตลบอบอวล ดูลักษณะที่โดด
เด่นของมันจึงทำให้หาตัวมันได้ไม่ได้ยาก
โชคดีที่ผู้ฝึกตนนอกรีตชุดแรกที่มาถึง อาณาจักร
บูรพาเยว่อู่ มีฝีมือไม่ได้สูงส่งนัก อู่ อวี้ ใช้ร่าง
อวตารควานหาแบบปูพรมไปทั่วทั้งอาณาจักร
บูรพาเยว่อู่ แลพบว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในพวกมัน มี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับสร้างแกนนภา ขั้นที่ 8
เท่านั้น
เขาใช้เวลากวาดล้างสังหารผู้ฝึกตนนอกรีตทั้งหมด
ด้วยระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ซึ่งทำให้สามารถ
ควบคุมจำนวนการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนลง
ได้มากโขทีเดียว
เมื่อเทียบกับอาณาจักรเซียนหลาย ๆ แห่งแล้ว
ความเสียหายที่ อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ได้รับนับว่า
เล็กน้อยมาก แทบไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลย
อู่ อวี้ ไม่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ครบทุกคน แค่
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ เขาก็เต็มกลืนแล้ว ซึ่งถ้า
หากขยายอาณาเขตออกไปถึงอาณาจักรอื่น
ความสามารถในตอนนี้ของเขายังมีไม่พอ
ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าผู้ฝึกตนนอกรีตที่เข้ามาใน
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ จะถูกคร่าสังหารกวาดล้าง
หมดแล้วก็สิ ทว่าก็ยังมีผู้ฝึกตรนอกรีต แอบแฝงตัว
เข้ามาจากอาณาเขตชายแดนรอบนอก พวกมัน
เข่นฆ่าสังหารผู้คนอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่พูดพร่ำทำ
เพลง ซึ่งในบรรดาพื้นที่แถบชายฝังทางตะวันออก
ของอาณาจักรบูรพาอยู่ มีผู้ฝึกตนนอกรีตที่ผุด
ขึ้นมามากที่สุด!
ผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านี้ เคลื่อนทัพลงมาจากหมู่
เกาะทะเลตงไห่ ซึ่งในขณะนี้ราษฎร์ของทวีปแห่ง
ทวยเทพยังไม่ถูกสังหารหมู่ แต่เขาก็ไม่มีทางให้
อภัยมันแน่! อู่ อวี้ ได้ใช้ร่างอวตารนับร้อยสร้าง
แนวปั้องกัน ไม่ว่าผู้ฝึกตนนอกรีตคนใดเฉียดแหลม
เข้ามาจะถูกสังหารทิ้งทันที
ร่างต้นของเขาอยู่ที่ นิกายกระบี่สวรรค์
ลั่วผินได้ทิ้ง ‘เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ’ ให้แก่เขา
ซึ่งนางยังช่วยให้ อู่ อวี้ ยกระดับเข้าสู่ระดับตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 2 อีกด้วย
เขาใช้เวลาหนึ่งปีศึกษา ‘เวทย์บรรพกาลมังกรเท
วะ’ อย่างละเอียด ส่งผลให้ปัจจุบันเข้าเป็น
ผู้เชี่ยวชาญในค่ายกลวงเวทมากที่สุดในรุ่นราว
คราวเดียวกัน แม้แต่มหาเวทย์ฟั้าดินที่ว่าศึกษา
เรียนรู้ได้ยากที่สุด ก็ยังถือว่ามีความเข้าใจในระดับ
หนึ่งทีเดียว
ค่ายกลล้านกระบี่ ถูกควบคุมโดย เฟิง ซัวหยา
และ เหล่าผู้อาวุโส ในตอนนี้ยังพอจะปั้องกันได้อยู่
แต่ถ้าพบเจอคู่ต่อสู้ที่มีฝีมืออยู่ในระดับตำหนักม่วง
ทะเลมรกต ซึ่งแข็งแกร่งมากกว่าพวกเขา ก็จะถูก
ทำลายลงได้อย่างง่ายดาย
เพื่อช่วยท่านพี่หญิง อาจารย์ และ ศิษย์พี่น้องชาย
หญิง เขาจึงตัดสินใจวาง ค่ายกลล้านกระบี่ รอบ
อาณาเขตเทือกเขาคราม โดยสมทบ มหาเวทฟั้า
ดิน เพิ่มเข้าไป
ซึ่งค่ายกลนี้มาจาก ‘เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ’
ด้วยระดับพื้นฐานฝึกตนของ เฟิง ซัวหยา เป็นไป
ไม่ได้ที่จะควบคุมวงเวทย์ค่ายกลนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้นเขาจะต้องทิ้งร่างอวตารเอาไว้ที่นี่
อู่ อวี้ จึงตัดสินใจเลือก ‘ค่ายกลเก้ามังกรทะยาน
ฟั้า’ ที่เขาถนัดเชี่ยวชาญมากที่สุด ซึ่งเขาทดลอง
มันอยู่หลายครั้งแล้วด้วยกัน
‘ค่ายกลเก้ามังกรทะยานฟั้า’ เป็ยค่ายกลลำดับต้น
ๆ ของมหาเวทฟั้าดิน แม้ว่าจะเป็นวงเวทค่ายกล
คัดลอก แต่อานุภาพของมันร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว
อย่างมาก ด้วยเพราะมันคือวงเวทค่ายกลของ
มังกรเทวะสัตว์สวรรค์ การตั้งค่ายกลจำเป็นต้องใช้
ร่างอวตารของ 10 ตน ถึงแม้ฝีมือระดับจอมกระบี่
แห่งซูซัน ก็สามารถต้านรับได้นานถึง 1 ก้านธูป
แต่ถ้าความแข็งแกร่งอยู่ต่ำกว่าระดับจอมกระบี่
หรือ ระดับขุนพลของนครจักรพรรดิเพลิง หาก
ต้องการฝั่าทะลวงค่ายกลนี้ คงต้องใช้การโจมตี
อย่างบ้าคลั่งรวมถึงการระเบิดด้วยปราณมากมาย
มหาศาล
หลังจากวาง ‘ค่ายกลเก้ามังกรทะยานฟั้า’ ได้
สำเร็จลุล่วง นิกายกระบี่สวรรค์ก็จะรอดพ้นวิกฤต
แคล้วคลาดปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องห่วงวิตกกังวล
อีก
หลังจาก อู่ อวี้ วาง ‘ค่ายกลเก้ามังกรทะยานฟั้า’
แล้ว เขาก็เตรียมวาง ‘ค่ายกลเมฆาลวงตา’ ลงไป
อีกชั้น ค่ายกลเมฆาลวงตานี้ สามารถดึงดูดม่าน
หมอกเมฆา มาปิดซ่อนเทือกเขาครามเอาไว้ หาก
เป็นผู้ฝึกตนนอกรีตฝีมือระดับธรรมดาสามัญ และ
ตราบที่พวกมันไม่ได้มีฝีมือเหนือกว่า อู่ อวี้ ก็ยาก
จะหาที่นี่พบ
แน่นอนว่าการวาง ‘ค่ายกลเก้ามังกรทะยานฟั้า’
ค่อนข้างมีกรรมวิธีซับซ้อน ทั้งยังต้องใช้วัสดุ
อุปกรณ์ที่หายากเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องโชค
ดีมากที่เขามีวัสดุอุปกรณ์เพียงพอ ซึ่งวัสดุเหล่านี้
ได้มาจากถุงจักรวาลที่ ลั่วผิน มอบให้เขา อู่ อวี้
นำสมบัติวิเศษออกมาทีละชิ้นทีละชิ้น พร้อมกับวา
ดวงเวท วงเวทค่ายกลถูกจัดวางไว้ในตำแหน่ง
เฉพาะเจาะจงของเทือกเขาคราม โดยมีร่างอวตาร
เป็นลูกมือผู้คอยช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ขั้นตอนนี้ผ่าน
ไปได้อย่างราบรื่นรวดเร็วเป็นอย่างมากโดยใช้เวลา
ต่ำกว่าหนึ่งก้านธูปวงเวทก็ถูกวาดไว้บนวัสดุหลัก
จนครบถ้วน จากนั้นพวกมันทั้งหมดก็ถูกจัดวางไว้
รอบเทือกเขาคราม
วัสดุที่ อู่ อวี้ วาดวงเวทลงไปค่อย ๆ เพิ่มจำนวน
ขึ้น จนกระทั่งยามนี้ มีวัสดุถูกวาดประทับวงเวทย์
เอาไว้นับพันชิ้น ทว่าพวกมันทั้งหมดล้วนเป็นส่วน
หนึ่งของ ‘ค่ายกลเก้ามังกรทะยานฟั้า’ หลังจาก
จัดเตรียมเสร็จก็ยังต้องทำการผสานวงเวทต่อ ซึ่ง
การผสานวงเวทนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่สุด
เลยก็ว่าได้ วงเวทที่วาดไว้จะฝังอยู่ในวัสดุชิ้นนั้น ๆ
เมื่อผสานเสร็จสิ้นก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์อย่าง
แท้จริง
ถึงกระนั้นก็จำเป็นต้องแก้ไขปรับแต่งอีกมาก
พอสมควร ซึ่งจะต้องทำในภายหลัง
” เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ เป็นของมังกรเทวะ
ฉะนั้นอานุภาพของมันจึงแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
เรียกได้ว่าลงแรงเพียงครึ่งจะได้ผลมากกว่าค่ายกล
ธรรมดาถึงสองเท่า ”
ถึงเขาจะกล่าวเช่นนั้น แต่อันที่จริงเขาก็เหน็ด
เหนื่อยลงทุนลงแรงไปพอสมควรทีเดียว ในฐานะ
มนุษย์ที่วาดวางค่ายกลวงเวทย์นี้ ผลลัพธ์ของมัน
ไม่ได้ด้อยไปกว่ามังกรเทวะเป็นผู้จัดวางด้วยตนเอง
เลยแม้แต่น้อย
การวางวงเวียนค่ายกลนี้ เสมือนเป็นการฝึกฝนไป
ในตัวแล้วทำให้เขาได้รับการรู้แจ้งบางประการ
ส่งผลให้เขามีความคืบหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก!
ในบรรดาวงเวทค่ายกลของมังกรเทวะ ยังมีวงเวท
ค่ายกลของบรรพชนมังกรเทวะอีกนับร้อยที่เขายัง
ไม่เข้าใจมัน แต่ถ้าหากคัดกรองข้อมูลทั้งหมด โดย
มุ่งเน้นจดจำส่วนสาระสำคัญหลัก ๆ ก็จำต้อง
ศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง จะต้องใช้พื้นที่ของ
มันสมองมากโขทีเดียว ซึ่งกระบวนการนี้จำต้อง
เพ่งสมาธิจดจ่อเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะเป็น
ขั้นตอนที่ไม่สามารถผิดพลาดได้ ด้วยสถานการณ์
บีบคั้นในยามนี้เป็นเรื่องยากที่ อู่ อวี้ จะทำให้จิตใจ
สงบหนักแน่น กล่าวได้ว่ามันยากยิ่งเสียกว่าการ
ฝึกฝนบ่มเพาะตนเสียอีก
อย่างไรก็ตามในที่สุด อู่ อวี้ ก็ประสบความสำเร็จ
ทั้งหมดนี้เกิดจากผู้ฝึกตนนอกรีตจากทะเลตงไห่
มันได้สร้างภัยพิบัติอันใหญ่หลวงยิ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้
ที่เขาจะสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จ
นอกจากต้องใช้ชีวิตของตนเองเดิมพันกับการต่อสู้
ครั้งนี้! ในช่วงเวลานี้ผู้ฝึกตนนอกรีตยิ่งปรากฎตัว
มากขึ้นทุกวี่วัน ร่างอวตารของเขาได้เข่นฆ่า
สังหารผู้ฝึกตนนอกรีตไปแล้วนับพัน ถึงแม้ร่างกาย
ของเขาจะยังอาบชโลมไปด้วยโลหิต แต่กลับไม่นึก
เสียใจสำนึกผิดแม้แต่น้อย
ผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านี้ ส่งเสียงกรีดร้องบ้างหัวเราะ
อย่างบ้าคลั่งวิ่งห้อตะบึงมายังทวีปแห่งทวยเทพ
ราวกับไม่มีความรู้สึกผิดเช่นนี้ได้ยังไงกัน?
เมื่อวาง ค่ายกลเก้ามังกรทะยานฟั้า เสร็จสิ้น! รูป
ปันมังกรเทวะทั้ง 9 ตน ถือเป็นรากฐานของค่ายกล
นี้ ซึ่งด้านหน้าของรูปปันทั้ง 9 มีร่างอวตารของ อู่
อวี้ กำลังนั่งขัดสมาธิพร้อมจะกระตุ้นเปิดใช้งาน
ค่ายกลทุกเมื่อ
ท่ามกลางกระแสสายลมเลือนราง ทั่วทั้งเทือกเขา
คราม เสมือนดั่งมีมังกรเทวะ กำลังบินวนเวียนฉ
วัดเฉลียวไปทั่วทุกแห่งหน แม้กระทั่งยามราตรียัง
ได้ยินเสียงคำรามของมังกรเทวะ ดังก้องกังวาลไป
ทั่วทั้งสี่ทิศ ด้วยเสียงอันอหังการทำให้จิตใจของ
เหล่าสาวกกระบี่สวรรค์รู้สึกสงบเป็นอย่างยิ่ง
บนรากฐานค่ายกล อู่ อวี้ ได้วางค่ายกลเมฆาลวง
ตาเอาไว้อีกชั้น แล้วใช้ร่างอวตารอีกร่างควบคุม
ค่ายกลนี้ รวมเป็นร่างอวตาร 10 ร่าง คอยนั่ง
ควบคุมอยู่ทั้งสองค่ายกล นับแต่นี้ไปหากไม่ใช่ผู้ฝึก
ตนนอกรีต ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเดียวกับ
จอมกระบี่แห่งซูซันแล้วล่ะก็ พวกมันก็ไม่มีทางฝั่า
ทะลวงเขามาได้
“ ความจริงแล้วแค่การเปิดใช้งานค่ายกล ก็มิใช่
การควบคุมที่ซับซ้อนเท่าใดนัก บางทีเจ้าอาจทิ้ง
ร่างอวตารไว้ที่นี่ ส่วนร่างหลักของเจ้าจะไปทำสิ่ง
อื่นก็ได้ ” หมิงซวงกล่าว
อู่ อวี้ พบว่า ยิ่งร่างหลักของเขาอยู่ห่างจากร่าง
อวตารมากเท่าไหร่ การควบคุมร่างอวตารก็ยิ่งยาก
มากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากอยู่ห่างไกลเกินไปแล้วล่ะก็
เขาอาจสูญเสียการควบคุมร่างอวตารได้เลย ด้วย
สถานการณ์ในปัจจุบัน เขาสามารถทิ้งร่างอวตาร
ไว้ที่นี่ได้ หากอยู่ไม่ห่างไกลเกินไป อู่ อวี้ สามารถ
ออกคำสั่งง่าย ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่นการควบคุม
ค่ายกลในขณะนี้ หากเขาต้องการเปิดใช้งานมัน ก็
แค่ส่งพลังจากแก่นแท้ตำหนักม่วงไปกระตุ้นค่าย
กลเท่านั้น ซึ่งมันก็มิได้ซับซ้อนเท่าใดนัก
ส่วนการทำสงคราม ต่อสู้กับผู้ฝึกตนนอกรีต หรือ
ลาดตระเวนไปรอบ ๆ การกระทำเหล่านี้
จำเป็นต้องใช้การควบคุมที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่ง
ถ้าหากร่างอวตารของเขาไม่ได้ออกจากอาณาจักร
บูรพาเยว่อู่ อู่ อวี้ ก็ยังพอควบคุมมันได้
แต่ถ้าเพียงแค่คำสั่งกระตุ้นค่ายกลแล้วล่ะก็ ต่อให้
เขาอยู่ห่างออกไปสองสามอาณาจักร หรือ
แม้กระทั่งห่างออกไปยิ่งกว่านั้น อย่างอาณาเขต
น่านน้ำของทะเลตงไห่ เขาก็ยังสามารถควบคุมมัน
ได้อยู่
” ถ้าข้าจะไปจริง ๆ ควรให้เหล่าพี่น้องจากค่าย
เทียมฟั้ามาช่วยด้วยน่าจะเป็นการดี” เพราะยังไง
แล้ว เหล่าพี่น้องจากค่ายเทียมฟั้าของเขาก็มีถึง 6-
7 คนด้วยกันที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
วาง 2 ค่ายกลเสร็จสิ้น
ด้วยเพราะ อู่ อวี้ มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวง
เวทค่ายกลนี้ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องให้ร่างต้นคอย
เฝั้าควบคุมอยู่ใน นิกายกระบี่สวรรค์ ช่วงเวลานี้
ร่างตนของเขาได้ไปผสมโรงต่อสู้โรมรันสังหารไล่
ล่าผู้ฝึกตนนอกรีต โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ทะเลตง
ไห่
ในวันนี้ผู้ฝึกตนนอกรีต ปะทะกับ ผู้ฝึกตนทวีปแห่ง
ทวยเทพการต่อสู้โรมรันยังคงดำเนินต่อไป เป็นการ
ต่อสู้เรียกได้ว่าสะเทือนฟั้าสะเทือนดิน ว่ากันว่า
แม้แต่พรรคนิกายต่างเล็ก ๆ ก็ยังส่งกำลังพล
ทั้งหมดมาเข้าร่วมต่อสู้ในศึกครั้งนี้ เพื่อมาปกปั้อง
ทวีปแห่งทวยเทพ ผู้ใดที่รู้สึกคับแค้นเข้าใจจนสุด
จะทนก็จะไปยังทะเลตงไห่เพื่อสังหารห้ำหั่นศัตรู! นี่
คือสงครามที่ผู้ฝึกตนทั้งหมดบนดินแดนแห่งนี้
มาร่วมชุมนุมต่อสู้ ฉะนั้นจึงไม่มีผู้ใดที่จะต่อสู้เพียง
ลำพัง
แม้แต่อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ก็ยังมีผู้ฝึกตนมากมาย
เข้ามาใหม่ช่วยปั้องกัน แต่เมื่อมาพบเห็น อู่ อวี้ ผู้
มีชื่อเสียงโด่งดังปกปั้องคุ้มครองอยู่ที่นี่ พวกเขา
เหล่านั้นก็จากไปสนับสนุนช่วยเหลือสถานที่อื่น
ว่ากันว่าผู้ฝึกตนนอกรีต ที่อาละวาดอยู่ในตอนนี้
เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นยังไม่ใช่กองทัพหลัก ซึ่งยัง
ไม่ปรากฏตัวขึ้นมา ส่วนผู้ฝึกตนนอกรีตที่ออกมา
อาละวาดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะมาสร้างความ
ปันปั่วนโกลาหล แบ่งแยกให้ผู้ฝึกตนของทวีปทวย
เทพออกจากกัน พวกมันมุ่งเน้นห้ำหั่นทำลาย
มนุษย์แลพรรคนิกายขนาดเล็ก
วันนี้ร่างอวตารของ อู่ อวี้ ลาดตระเวนตามแนว
แถบชายฝังตะวันออกของอาณาจักรบูรพาเยว่อู่
ถัดไปจากแนวฝังตะวันออก มันคืออาณาเขตของ
มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ คลื่นทะเลกลิ้งม้วนกวาด
ผ่าน ท้องนภาเป็นสีฟั้าครามสดใส หมู่เมฆเมฆาสี
ขาวบริสุทธิ์ดุจปุยนุ่น ช่างเป็นภาพที่งดงาม
สะคราญตาเป็นอย่างยิ่ง
แต่ในช่วงเวลานี้เอง ได้ปรากฏนาวาสีเทาหม่นขึ้น
มันคือเรือรบกระดูกขาว บดขยี้ทำลายแหวกฝั่า
คลื่นสมุทรมาจากทิศบูรพาอันห่างไกล ไม่ว่าแห่ง
ใดที่เรือรบกระดูกขาวเคลื่อนผ่าน มันจะทิ้งคราบ
โลหิตเป็นทางยาวไว้บนผิวมหาสมุทร ใต้
มหาสมุทรลึกมีเศษชิ้นส่วนของฝูงมัจฉาที่ถูกบดขยี้
เป็นชิ้น ๆ ท่ามกลางเศษชิ้นส่วนนี้มีซากศพของ
มนุษย์ผสมอยู่ด้วย
นาวานี้มีขนาดใหญ่ยิ่ง บนด่านฟั้าของเรือรบ
กระดูกขาวหนาแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย เปียมล้น
ไปด้วยเสียงร้องเล่นเต้นรำดังจ๊อกแจ๊กจอแจ ได้ยิน
เสียงหัวเราะของสตรีดังแว่วออกมาเนือง ๆ
อ้อนแอ้นอรชรแง่งอนดูสนุกสนานยิ่ง บนเรือรบ
กระดูกขาวเปียมล้นไปด้วยเครื่องประดับประดา
หลากสีสัน ถึงแม้จะเป็นกระดูกขาว แต่กลับ
ประดับประดาตกแต่งเสมือนดั่งนาวาบุปผาก็มิปาน
ราวกับฤดูใบไม้ผลิของเหล่าสตรี เต็มไปด้วย
บรรยากาศแห่งความมีชีวิตชีวา ดังก้องกังวาล
กระจ่างใส
ร่างอวตารสองตนหรี่ตา เพ่งมองไปที่มันอย่างพินิจ
เพียงชั่วพริบตาเรือรบกระดูกขาวก็พุ่งทะยานมา
ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา ด้านหน้าสายตา
ของพวกเขาในยามนี้ คือสตรีนับ 10 คนที่สวมใส่
อาภรณ์เปิดเผยเนื้อหนัง ร่างกายส่วนใหญ่ถูกรัด
พันด้วยผ้าพันแพรไหมหลากสีสัน เผยเห็น
ผิวพรรณขาวผ่องประดุจดั่งหยกขาว บนใบหน้า
ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม ทั้งหมดทั้งมวล
ได้ผสานรวมเป็นโฉมงามสะคราญตา ราวกับ
จิ้งจอกทรงเสน่ห์เหลือแสน หากเป็นคนธรรมดา
สามัญได้แลเห็นคงต้องตะลึงลานจนแทบหยุด
หายใจ
ท่ามกลางกลุ่มสตรีบุปผาผลิบานนี้ มีบัลลังก์
กระดูกหนึ่งตั้งอยู่ ทั่วทั้งตัวบัลลังก์เสมือนดั่งถูก
แกะสลักจากโครงกระดูกของปีศาจอสูรขนาดยักษ์
ล้นหลามไปด้วยพลังแห่งความชั่วร้าย แผ่กลิ่นอาย
หนาวเย็นออกมาอย่างหนาแน่น บนบัลลังก์มีชาย
ชราร่างแห้งเหี่ยวผอมบางนั่งอยู่ ชายชราผู้นี้มี
ร่างกายเตี้ยสั้น เสียยิ่งกว่าสตรีหน้าตางดงาม
เหล่านี้ ทั่วทั้งร่างแห้งเหี่ยวซีดเซียว แต่สีหน้ากลับ
ดูเย็นชายิ่ง นัยน์ตาเหี้ยมเกรียม ถึงแม้ว่าในเวลานี้
จะยิ้มขึ้น คนผู้นี้ก็ยังคงดูน่าสะพรึงกลัวมาก
ถึงแม้ว่าจะตัวเตี้ย แต่บนตักกลับมีสตรีอวบอั๋นสอง
คนนั่งอยู่ มือของชายชราลูบคลำอย่างซุกซนไปทั่ว
ทั้งร่างของสตรีทั้งสอง ด้วยการกระตุ้นนี้ทำให้สตรี
ทั้งสองเปล่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาอย่างหยาด
เยิ้ม ช่างเป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวายิ่ง
” ปรมาจารย์เต๋า ถึงทวีปแห่งทวยเทพแล้วเจ้าค่ะ
” โฉมงามสคราญนางหนึ่งแย้มยิ้มหวาน พร้อมกับ
เดินโยกย้ายสะโพกพริ้วไหวไปเบื้องหน้า จากนั้นก็
ก้มคุกเข่าลงไปที่โคนขาใกล้ของลับของชายชรา
พร้อมกับจ้องมองไปด้วยสายตายั่วยวนหวาน
หยาดเยิ้ม
” ถึงแล้วงั้นรึ? ” ชายชราผลักโฉมงามทั้งสองลงไป
จากตักของมัน พร้อมกับยืนขึ้น สตรีสองคนที่ถูก
ผลักลงไป มิได้รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย แต่กลับ
แสดงท่าทางภาคภูมิใจออกมาแทน พร้อมกับลุก
ขึ้นยืนมาเกาะแกะอยู่ข้างกายของชายชราทันที
“ ถึงแล้วจริง ๆ ยอดดวงใจของข้า ได้ฤกษ์สังหาร
แล้ว สงครามครั้งนี้เรามีจักรพรรดิมารเป็นผู้นำ ไม่
จำเป็นต้องยั้งมืออีกต่อไป เราบรรพจารย์ผู้นี้คิดจะ
ขึ้นมาบนทวีปแห่งทวยเทพนานแล้ว พรรคสราญ
รมย์ของเราจะส่งมอบความสุขสุดยอด ให้กับเหล่า
ผู้ฝึกตนสตรีที่เสแสร้งทำเป็นมีศีลธรรมในทวีปแห่ง
ทวยเทพ ! ”
หลังจากนั้น มันก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าโฉมงามบนเรือรบกระดูก
ขาวก็หัวเราะคิกคักหนุนเสริมมันด้วยเช่นกัน
คนทั้งหมดต่างมองไปยังแนวชายฝัง ซึ่งบัดนี้มี อู่
อวี้ สองคนยืนอยู่
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ