กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 480 : เสินคงผูชั่วราย
ระดับการฝึกตนของ เจ้านิกายของนิกายวาฬยักษ์
นั้นอยู่เพียงแค่ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 5
แต่ว่าในโลกของผู้ฝึกตนนอกรีต นิกายวาฬยักษ์
แห่งนี้มีสถานะค่อนข้างสูง นั่นเป็นเพราะว่าพวก
มันสามารถควบคุมปีศาจวาฬยักษ์ตนนี้ได้ ปีศาจ
วาฬตัวนี้เป็นสมบัติของนิกายของมัน ถูกส่งต่อกัน
มาหลายชั่วอายุคน เมื่อมีวาฬยักษ์เป็นผู้พิทักษ์
มันได้ทำให้นิกายวาฬยักษ์ยืนหยัดมาอย่างมันคง
มาโดยตลอด ไม่มีทางสั่นคลอนหรือถูกกำจัดไป
จากทะเลตะวันออก
ครั้งที่แล้วเขาได้สังหารปรมาจารย์แห่งพรรคสราญ
รมย์ ทำให้ อู อวี้ ได้ค้นพบว่า ผู้ฝึกตนนอกรีตส่วน
ใหญ่จะนำทรัพย์สินทั้งหมดติดตัวมาด้วย เพราะว่า
ในโลกของผู้ฝึกตนนอกรีต การปล้น ฆ่า และ ช่วง
ชิงถือเป็นเพียงเรื่องธรรมดา หากสามารถเอาชีวิต
รอดได้ ทรัพยากรฝึกตนที่อยู่บนร่างย่อมมีมากกว่า
ผู้ฝึกตนธรรมดาที่อยู่ในระดับเดียวกัน
ตอนที่ อู่ อวี้ สังหารพรรคสราญรมย์ เขาได้รับ
สิ่งของจิปาถะมามากมาย ส่วนใหญ่จะไม่มี
ประโยชน์กับเขา แต่อย่างไรก็ตามเม็ดยาปราณ
มรกตเป็นสิ่งของที่ใช้กันทั่วไป หากเขานำสิ่งของ
จิปาถะเหล่านั้นไปขาย คาดว่าน่าจะทำให้ได้รับ
เม็ดยาปราณมรกตมามากกว่า 3,000 เม็ด
เพื่อความแข็งแกร่งของร่างอวตารในอนาคต เขา
ต้องการทรัพยากรในการฝึกตนมากยิ่งกว่านี้ ซึ่ง
ความต้องการมากกว่าคนทั่วไปถึง 1,000 เท่าตัว
ทรัพยากรในโลกของผู้ฝึกตนนอกรีต สามารถฉก
ชิงมาได้ง่ายกว่า เดิมทีการฝึกตนก็คือช่วงชิง
วาสนาจากฟั้าดิน การแย่งชิงความสำเร็จจากพวก
มัน ถือเป็นการปล้นชิงอย่างหนึ่ง แต่การปล้นผู้ฝึก
ตนนอกรีตที่ชั่วช้าสามานย์ สำหรับ อู่ อวี้ แล้วมัน
เปลืองแรงน้อยกว่ามาก
ผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านี้ล้วนต้องการที่จะบุกเข้ามา
ปล้นชิงผู้ฝึกตนนอกรีตแห่งทวีปแห่งทวยเทพ
ร่างอวตารทั้งหลายปรากฏตัวขึ้นข้างกายของ อู่
อวี้ ลงมืออย่างรวดเร็ว โจมตีออกไปด้วยเคล็ดผนึก
อสูรเขย่าวิญญาณ โดยทั่วไปแล้วไม่มีผู้ฝึกตนนอก
รีตคนไหนจะสามารถต้านทานได้ ในเวลานี้ผู้ฝึกตน
นอกรีตแห่งนิกายวาฬยักษ์ที่อยู่บนหลังของวาฬ
ยักษ์ ก็หมดสิ้นซึ่งลมหายใจ
นัยน์ตาพวกมันเบิกกว้าง พวกมันที่พึ่งจะพานพบ
กับ อู่ อวี้ เพียงชั่วครู่ แต่เพียงแค่พริบตานั้น
วิญญาณของมันก็ถูกทำลายลงไปด้วยเคล็ดผนึก
อสูรเขย่าวิญญาณในทันที ดังนั้นพวกมันจึงตกตาย
ไปอย่างไร้ซึ่งความเจ็บปวดและทรมาน
แต่ว่าวาฬยักษ์ตัวนี้กลับโกรธเกรี้ยวขึ้นมา นิกาย
วาฬยักษ์คอยสะกดความดุร้ายของปลาวาฬตัวนี้
มาโดยตลอด แต่หลังจากที่ผู้คนของนิกายวาฬ
ยักษ์สิ้นใจไป ปีศาจวาฬยักษ์ตัวนี้ก็หลุดพ้นจาก
การเป็นพันธะทาส บัดนี้มันได้แผดเสียงคำรามด้วย
ความโกรธเกรี้ยวออกมา ทำให้ทะเลที่อยู่โดยรอบ
เกิดการสั่นสะเทือน ถึงแม้จะอยู่แถวเส้นขอบฟั้าอัน
ไกลโพ้น ก็ยังได้ยินเสียงคำรามนี้
อย่างไรก็ตาม จิ่วอิง ยังเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
ในพริบตานั้น อสูรกายยักษ์ 9 หัว พลันปรากฏตัว
ต่อหน้าปีศาจวาฬยักษ์ ร่างของจิ่วอิงใหญ่โต
มากกว่าปีศาจวาฬยักษ์มากนัก พริบตาที่เผยร่าง
จริงออก ปากทั้ง 9 ของจิ่วอิง ก็ฝังเขี้ยวไปอยู่บน
ร่างของปีศาจวาฬยักษ์ อีกทั้งในตอนนี้ร่างของเขา
ก็ยังขดรัดพันอยู่รอบตัวปีศาจวาฬยักษ์อีกด้วย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนร่างของ จิ่วอิง ยังคงเป็นพลัง
ภัยพิบัติทั้ง 9 ในพริบตาที่เขากัดลงไปบนร่างของ
อีกฝั่าย พลังภัยพิบัติทั้ง 9 ก็ถูกฝังเข้าไปในร่างของ
ปีศาจวาฬยักษ์ในทันที ผ่านไปชั่วครู่ ปีศาจวาฬ
ยักษ์ก็ดิ้นรนอยู่อีก 2-3 เฮือก จากนั้นก็แน่นิ่งไม่
ไหวติงอีกต่อไป
สถานการณ์พลิกกลับในทันที
“โดยทั่วไปแล้วปีศาจจะไร้ซึ่งสติปัญญา เช่นนั้น
เราจะต้องส่งมันไปยังดินแดนของอีกฟาก มิฉะนั้น
มันอาจจะทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ คนของนิกาย
วาฬยักษ์ได้ตายไปแล้ว วาฬยักษ์จึงสูญเสียการ
ควบคุม ที่สามารถกระทำได้คงมีเพียงเท่านี้…….”
ความจริงปีศาจใต้ทะเลลึกตัวนี้คงอยู่มานานแสน
นาน และยามนี้มันก็ชราภาพมากแล้ว
อู่ อวี้ รวบรวมทรัพยากรของเหล่าผู้ฝึกตนในนิกาย
วาฬยักษ์ พร้อมกล่าวว่า “ในครั้งนี้เราสร้างเสียง
ค่อนข้างดัง เราเก็บกวาดเสร็จแล้วรีบไปกันเถอะ”
“ตกลง” ทั้ง 2 คน ไม่พูดไม่จาใดๆอีก พลันรีบ
ออกจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว มุ่งไปยัง
ทิศทางของ 4 หมู่เกาะตงหยาง
“เจ้าว่าสิ่งที่คนในนิกายวาฬยักษ์กล่าวมา เป็น
เรื่องจริงหรือไม่?” ระหว่างทาง อู่ อวี้ ก็กล่าวขึ้น
“ประตูวิหารจักรพรรดิกับห้วงวังวนสมุทรบูรพา มี
อยู่จริง ถ้าเช่นนั้น เข็มเทวะสมุทร ก็จะต้องมีอยู่
ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าข้าไม่รู้ว่าจะเอา เข็มเทวะ
สมุทรของประตูวิหารจักรพรรดิมาได้อย่างไร แต่
ข่าวนี้สามารถทำให้เราคุมหมากบนกระดานได้” จิ่
วอิง ตอบกลับ
“เช่นนั้นเปั้าหมายต่อไปของเราก็อยู่ที่เข็มเทวะ
สมุทร อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ไปถึงแล้ว ก็ต้องหา
ข้อมูลเพิ่มเติมเสียหน่อย”
ทั้ง 2 คนมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกเขาแหวกฝั่ามหาสมุทรไปได้ไกล
พอสมควร เหนือหัวของพวกเขา ปรากฎเป็นผู้ตน
นอกรีตขึ้นมา 1 คน จ้องมองอย่างเงียบงัน
สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ เมื่อพวกเขาหลบออกมาจาก
การต่อสู้กับนิกายวาฬยักษ์ ทันใดนั้นก็มีใครบางคน
ปรากฏตัวออกมาและกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่
คนผู้นั้นสวมใส่ชุดคลุมสีขาวธรรมดา ผมสีดำแซม
ขาวเล็กๆ ซึ่งไม่ใช่ผมสีเทาของคนแก่ทั่วไป แต่
เป็นสีขาวบริสุทธิ์
ร่างกายของมันสูงและผอม ราวกับเป็นกระดูกเดิน
ได้อันผอมกระหร่อง ใบหน้าดูราวกับปีศาจ อายุ
ของมันหากดูอย่างพินิจก็ไม่น่าจะมากเท่าใดนัก
ส่วนใบหน้าและทั่วทั้งตัวของมันซีดเซียวราวกับว่า
ร่างของมันตกถังแปั้งฝุั่นก็มิปาน ทางด้านซ้ายและ
ขวาของดวงตาได้ถูกแต่งแต้มเอาไว้ด้วยจุดสีแดง
ให้ความรู้สึกราวกับเป็นปีศาจ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คือ มันมีแขน
ทั้งหมด 4 ข้าง ทั้งด้านซ้ายและขวามีข้างละ 2
แขน 1 อยู่ข้างหน้า อีก 1 อยู่ข้างหลัง แต่เมื่อมอง
ไปแล้วมันไม่ได้ดูแปลกหรือขัดตาเลยแม้แต่นิด
แขนทั้ง 4 ข้างนี้ดูเหมือนมันเกิดขึ้นมาเองตาม
ธรรมชาติ กระทั่งหากเพ่งพินิจแล้ว จะให้
ความรู้สึกว่าการที่บุคคลผู้นี้มี 4 แขนย่อมเป็นเรื่อง
ปกติสามัญยิ่ง
หลังจากที่มันมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว มันก็ได้พบ
เห็นกับซากศพของวาฬยักษ์ซึ่งกำลังจมลงไปใต้
ทะเล พร้อมกับซากศพของผู้ฝึกตนนอกรีตแห่ง
นิกายวาฬยักษ์ ที่จากไปอย่างสงบราวกับหลับใหล
“พวกผู้ฝึกตน กำลังมุ่งหน้าไป 4 หมู่เกาะแห่งตงห
ยาง? คิดที่จะตลบหลังพวกเราหรือเช่นไร?” คนผู้
นั้นมองไปยังทิศทางที่ อู่ อวี้ และ จิ่วอิง มุ่งหน้าไป
พร้อมกับอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาและเลียริม
ฝีปากสีแดงระเรื่อของมัน สามารถมองเห็นได้ว่า
ลิ้นของมันแหลมยาวเป็นอย่างมาก ลิ้นของมันมี
ขนาดยาวเช่นเดียวกับนิ้วกลาง
“ช่างน่าสนใจเสียจริง คิดที่จะตลบหลังประตูวิหาร
จักรพรรดิของข้าเลยหรือนี่ เห…..ดูเหมือนว่าจะมี
ปีศาจด้วยอย่างนั้นรึ ช่างเถอะ ไม่ว่าพวกเจ้าจะ
เป็นใครอะไรยังไง แต่ข้า ‘เสินคง’ ผู้นี้ก็จะเล่นกับ
พวกเจ้าเอง”
ชายที่เรียกตนเองว่าเสินคง มีความเร็วที่น่า
อัศจรรย์ยิ่ง เพียงแค่พริบตาเดียวก็หายไปจาก
สถานที่แห่งนี้แล้ว มุ่งหน้าไล่ล่าไปยังทิศทางที่ อู่
อวี้ กำลังไปอย่างทันทีทันใด ซึ่งความเร็วของมัน
นั้นรวดเร็วกว่า อู่ อวี้ และ จิ่วอิง อย่างเทียบไม่ติด
…………………
อู่ อวี้ หยุดตรวจดูทรัพยากรฝึกตนที่ได้รับมาจาก
นิกายวาฬยักษ์ เมื่อนำรวมกันแล้วคาดว่าน่าจะมี
เม็ดยาปราณมรกตอยู่ราวๆ 4,000 เม็ด ซึ่ง
มากกว่าปรมาจารย์แห่งพรรคสราญรมย์อยู่นิด
หน่อย
บนตัวของโฉมงามแห่งพรรคสราญรมย์ไม่มีของล้ำ
ค่าใดๆ ข้าวของของพวกนางล้วนอยู่ที่ปรมาจารย์
แห่งพรรคสราญรมย์ทั้งหมด ไม่เหมือนกับนิกาย
วาฬยักษ์ ทุกคนต่างพกสมบัติวิเศษบางอย่างติด
ตัวอยู่บ้าง
“แน่นอนว่าการต่อสู้กับผู้ฝึกตนนอกรีต จะทำให้
สามารถเก็บเกี่ยวทรัพยากรในการฝึกตนได้มาก
การฝึกตนก็คือการปล้นชิง และการปล้นชิงคือแก่น
แท้ของการฝึกตน!” อู่ อวี้ เกิดข้อกังขาอยู่เล็กน้อย
บางครั้งการปล้นชิงก็ดูเหมือนจะเป็นการกระทำที่
ผิด
แต่ว่า บนหนทางแห่งการฝึกตน หากต้องการที่จะ
แข็งแกร่งกว่าเดิม ก็จำเป็นจะต้องปล้นชิงผู้อื่น
แต่การปล้นมาเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากที่จะรักษา
เต๋าในจิตใจ การที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับ
เต๋าของตนเอง จะต้องทำให้จิตใจมีความแน่วแน่
ซึ่งถือเป็นยากเย็นอย่างยิ่ง ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่เกิด
ความขัดแย้งกันระหว่างความดีและความชั่ว
ท้ายที่สุดแล้วการต่อสู้นั้นควรสังหารศัตรูหรือ
ปล่อยให้มีชีวิตรอดกลับไป?
ในตอนที่กำลังเกิดข้อกังขาขึ้น ทันใดนั้น เขารู้สึก
ได้ถึงอันตรายบางอย่าง พริบตานั้นมันทำให้เส้น
ขนทั่วทั้งร่างลุกชันขึ้น อู่ อวี้ รู้สึกว่ามีศัตรูอยู่
เบื้องหลังของเขา ศัตรูที่กำลังไล่ล่าเขามาด้วย
ความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
เนตรเพลิง!
เขาใช้เนตรมิติไร้ลักษณ์ พร้อมหันกลับไปมอง แล
เห็นว่า ณ มหาสมุทรที่อยู่เบื้องหลังอันห่างไกล มี
คนที่ทั่วทั้งร่างเป็นสีขาวซีดคนหนึ่ง กำลังพุ่งมายัง
ทิศนี้! เมื่อเห็นคนผู้นี้แล้ว เขารู้ได้ทันทีว่ามัน
จะต้องเป็นผู้ฝึกตนนอกรีตที่มีฝีมืออยู่ในระดับสูง
และมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจาก
ความรวดเร็วแล้ว อย่างน้อยมันจะต้องอยู่ในระดับ
เดียวกับจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซัน
หรือว่าขุนพลแห่งนครจักรพรรดิเพลิงได้เลย!
อู่ อวี้ เรียกร่างอวตาร 1,000 ร่างนี้ออกมา ให้คอย
รั้งไว้อยู่ในที่แห่งนี้ หลังจากนั้นเขาก็ดึงจิ่วอิง ให้ดิ่ง
พุ่งลงไปยังด้านใต้ของมหาสมุทร ในเวลานี้การ
เคลื่อนไหวยิ่งน้อยเท่าไหร่ โอกาสในการหลบหนีก็
จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เวลานี้ร่างอวตารทั้ง 1,000 ร่าง แบ่งออกเป็นกลุ่ม
ละ 2 ร่าง พร้อมหลบหนีไปทั่วสารทิศ!
เพราะว่าอีกฝั่ายได้ไล่ล่าตามมาแล้ว อู่ อวี้ จึงคิด
ออกได้ถึงวิธีนี้เท่านั้น
และวิธีนี้ค่อนข้างจะได้ผลเป็นอย่างมาก ยามเมื่อ
ศัตรูไล่ล่า หากพบเจอกับร่างอวตารร่วมพันที่
กระจายออกไปคนละทิศคนละทางเช่นนี้ ย่อมเป็น
การยากที่จะแยกแยะได้ว่าเปั้าหมายอยู่แห่งหนใด
แต่อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับพบว่า อีกฝั่ายยังคงพุ่ง
เปั้าหมายมาที่เขา เพิกเฉยต่อร่างอวตารของตน
ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง!
“มันพุ่งเปั้ามาที่จิ่วอิง!”
อู่ อวี้ เข้าใจในทันที
ถ้าหากมีแค่เขา การที่ร่างอวตารปรากฏตัวออกมา
ทั้ง 1,000 ร่าง ย่อมเป็นการยากที่อีกฝั่ายจะ
แยกแยะได้ว่าร่างไหนคือร่างจริง แต่ตอนนี้ จิ่วอิง
อยู่กับเขาด้วย ซึ่งบนร่างของจิ่วอิง มีกลิ่นอาย
ของปีศาจที่ชัดเจน ไม่อาจซ่อนเร้นได้ และกลิ่น
อายของร่างอวตารทั้งหลาย มีความแตกต่างกับ
กลิ่นอายของปีศาจอย่างชัดเจน
เมื่อเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ จึงทำได้เพียงแค่เรียกเก็บร่าง
อวตารกลับคืนมาเท่านั้น ถ้าหากว่าเขาไม่อาจที่จะ
หลบซ่อนได้ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงแค่ต่อสู้กับมัน
เท่านั้น!
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้พบเจอกับคู่ต่อสู้ที่สามารถ
สร้างแรงกดดันให้กับเขามานาน แต่ตอนนี้คู่ต่อสู้ที่
สมน้ำสมเนื้อได้ปรากฎตัวออกมาแล้ว!
เมื่อชายผู้นี้ปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ เขา
จึงมั่นใจขึ้นมากทีเดียวว่าคนผู้นี้อยู่ในระดับ
เดียวกับจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซัน!
มันมีผมยาวสลับสีขาวและดำ ใบหน้าซีดเซียว
ดวงตาที่ให้ความรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก เมื่อ
ผนวกกับรอยยิ้มที่น่าสยดสยองทำให้มันดูน่ากลัว
เป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญที่สุดคือมันมีแขนทั้งหมด 4
ข้าง ซึ่งแขนทั้ง 4 ข้างมีลักษณะยาวและเพรียว
เป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่ามันยาวกว่าแขนของคน
ทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง!
“ก็นึกว่าคนที่ขวางทางข้าคือใคร ที่แท้ก็เป็น อู่ อวี้
ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังบนทวีปแห่งทวยเทพ และปีศาจ
น้อยอีก 1 ตัวนี่เอง หากข้าเดาไม่ผิด ดูเหมือนจะ
เป็นบุตรชายของจักรพรรดิอิงสินะ สามารถกับพบ
ตัวตนที่ยิ่งใหญ่ 2 คนได้ในที่แห่งนี้ นับว่าตัวข้านั้น
โชคดีจริงๆ” เสียงของบุรุษผู้นี้แหลมเล็ก จนเสียด
แทงเข้าไปในหูของผู้คน ทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกเสียว
สันหลังเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งคนผู้นี้ยังรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี กล่าวได้ว่า
บัดนี้อยู่ในจุดวิกฤตเสียแล้ว ยามนี้ อู่ อวี้
เผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนนอกรีตผู้เป็นปริศนา ซึ่งเขา
ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย แต่กระนั้นมันกลับ
ล่วงรู้ชื่อและระบุตัวตนของเขาได้อย่างแม่นยำ
เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่เบื้องหน้านี้ ย่อมล่วงรู้ถึง
สถานการณ์ที่อยู่บนทวีปแห่งทวยเทพเป็นอย่างดี
“แล้วเจ้าเป็นใคร?” เขาไม่ได้บุ่มบ่ามกระโจนเข้า
ห้ำหั่นต่อสู้ เนื่องจาก อู่ อวี้ ต้องการรู้รายละเอียด
ให้มากกว่านี้
อีกฝั่ายยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “ตัวข้า นั่งนอนไม่
เปลี่ยนชื่อแซ่ เสินคง คือข้าเอง”
หลังจากที่ได้ยินแล้ว อู่ อวี้ ก็ยังไม่รู้จักเขาอยู่ดี แต่
อย่างไรก็ตาม จิ่วอิง ได้กล่าวกระซิบว่า “ข้าเคยได้
ยินว่า เสินคง ผู้เป็นบุตรชายของพญามัจจุราช
ลำดับที่ 2 มันฝึกตนมา 50 กว่าปี ในตอนนี้น่าจะ
อยู่ขอบเขตตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 9”
ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 9 อยู่ในระดับ
เดียวกับ จอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ และ
ขุนพลแห่งนครจักรพรรดิเพลิง!
อู่ อวี้ รู้ว่า เฉิน ชิงเหยา ก็อยู่ในขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 9 และฝึกตนมา 50 กว่าปีแล้ว
เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลเบื้องหน้าที่เรียก
ตนเองว่า เสินคง ย่อมสามารถเทียบชั้นกับ เฉิน
ชิงเหยา ได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านของ
พรสวรรค์หรือว่าความแข็งแกร่ง! และมันก็ยังมี
สถานะที่โดดเด่น ซึ่งมันเป็นถึงบุตรชายของพญา
มัจจุราชลำดับที่ 2 ทรัพยากรที่อยู่บนร่างย่อมต้อง
มีมหาศาลอย่างแน่นอน
ปัญหาก็คือยามนี้หาก อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง ร่วมมือกัน
ก็คาดว่าอาจจะยังไม่สามารถเผชิญหน้ากับผู้
แข็งแกร่งขอบเขตตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 8
ได้ ซึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับขอบเขตตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 9 เช่นนี้ย่อมไม่ต้องกล่าวถึง
เสินคงผู้นั้นกล่าวว่า “ข้านี่โชคดีจริงๆ ที่ได้พบกับ
พวกเจ้าทั้ง 2 คนที่นี่ หากสามารถจับกุมพวกเจ้า
ทั้ง 2 คนได้ อย่างน้อยก็สามารถทำให้จักรพรรดิอิง
เคลื่อนไหวได้ ไม่แน่ว่ายังสามารถดึงดูดจอม
จักรพรรดิหรือว่าเซียนกระบี่เทียนจีได้ ดูเหมือนว่า
ข้าจำเป็นจะต้องนำพวกเจ้ากลับไปเป็นๆเพื่อส่งไป
เป็นของกำนัลให้ ‘จักรพรรดิมาร’ เสียแล้ว”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ