กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 482 : สี่พรรคนิกายใหญ
ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง ได้ทุ่ม
จนสุดกำลังแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่สามารถฝั่าทะลวง
‘ สี่จตุวิญญาณพญามาร ‘ ของ เสินคง ไปได้ เพียง
ชั่วพริบตาอำนาจพลังของ เสินคง ก็อยู่เหนือเกิน
กว่าขีดจำกัดที่ อู่ อวี้ จะรับไหว !
ตุบตุบ ตุบตุบ!
มือข้างหนึ่งของมันถือเคียวสีดำทมิฬ บนตัวเคียว
นั้นมีวงเวทอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงใจกลางของ
มัน มีวงเวทที่ดูเสมือนดังดวงหฤทัยสีแดงชาดก็มิ
ปาน! ซึ่งในตอนนี้มันกำลังเต้นสั่นไหวอย่างรุนแรง
เสินคง เป็นผู้ฝึกตนนอกรีตที่มีความรวดเร็วการ
เคลื่อนที่สูงมาก เรียกได้ว่าเกือบจะเทียบเท่าระดับ
‘จอมกระบี่ชื่ออิง’ ทั้งยังชำนาญในการลอบสังหาร
และ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน เพียงมันพุ่งผ่าน
ด้านหน้าของ อู่ อวี้ ลำคอของร่างอวตารหลายสิบ
ก็ถูกสับสะบั้น สายโลหิตพลันพุ่งกระฉูดสาด
กระเซ็นราวกับสายน้ำพุ ถูกบดขยี้ทำลายใน
ฉับพลัน!
ด้วยความเร็วเพียงชั่วพริบตานี้ สามารถสังหาร
ร่างอวตารของ อู่ อวี้ ไปได้นับร้อย แล้วในเวลานี้
มันได้พุ่งทะยานเข้าสู่กลุ่มของร่างอวตาร ซึ่งสาย
เกินไปที่ร่างอวตารจะแยกกระจายตัว!
” อู่ อวี้ มาอยู่ด้านหลังของข้าเร็ว!”
จิ่วอิง ร้องตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ด้วยเพราะ จิ่วอิง มีอสรพิษปาคอยปกปั้อง อู่ อวี้
จึงเข้าใจเรื่องนี้โดยปริยาย ในเวลานี้เสินคงยังคง
ยิ้มออกมาอย่างหยิ่งผยอง ซึ่งในเวลานี้มันกำลังถูก
ล้อมโดยร่างอวตาร อู่ อวี้ ฉวยโอกาสนี้หลบไปอยู่
ด้านหลัง จิ่วอิง ได้อย่างง่ายดาย ชั่วขณะเดียวกัน
นี้ร่างอวตารหลายตัว ได้กลับคืนสู่สภาพเส้นขน
ของวานร ส่งผลให้เปั้าหมายการโจมตีของ เสินคง
สูญเสียเปั้าหมายในการโจมตี บัดนี้มันจ้องมอง จิ่
วอิง ด้วยสีหน้าน่าเกลียดอย่างที่สุด พร้อมกล่าว
ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันขึ้นว่า ” บุตรชายของ
จักรพรรดิอิง กล้าอวดดีได้ถึงเพียงนี้เชียว ”
” เจ้าเป็นตัวอันใดกันแน่ ? มนุษย์หรือมิใช่มนุษย์?
แล้วถ้าเป็นมนุษย์จริงเหตุใดถึงมีสี่แขน? ” จิ่วอิง
กล่าวอย่างเย็นเยียบ
คำกล่าวนี้ไปสะกิดแผลเก่าของ เสินคง เข้าอย่าง
จัง อันที่จริงเมื่อมันถือกำเนิดมา มันก็มีแขนทั้งสี่
ข้างแล้ว ว่ากันว่าเป็นผลกรรมจากการที่ พญา
มัจจุราช ลำดับที่ 2 สังหารผู้คนไปมากมาย
นอกจากนี้มันยังถูกแบ่งแยกเลือกปฏิบัติ ถูกเย้ย
หยัน มาตั้งแต่เยาว์วัย จวบจนมันโตขึ้น พรสวรรค์
ของมันก็ได้เป็นที่ประจักษ์เปิดเผย ส่งผลให้ใน
ช่วงเวลาสั้นๆเพียง 30 ปี มันก็สามารถประสบ
ความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ ส่วนผู้ที่เคยหัวเราะเยาะ
หยันเกี่ยวกับแขนทั้งสี่ข้างของมัน ต่างล้วนตกตาย
ด้วยแขนทั้งสี่ข้างนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
“รนหาที่ตายโดยแท้!”
เสินคง แลบลิ้นสีแดงเข้มเลียรอบริมฝีปากอีกครั้ง
ดวงตาของมันแผ่กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกออกมา
ซึ่งในเวลานี้อีกสามแขนที่เหลือของมันกำลังถือจับ
ศาสตราเต๋าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รวมกันเป็น
4 ศาสตราเต๋า เริ่มจาก เคียว กระบี่สั้น ค้อนหนัก
ระฆังทองแดง! มันถือ 4 มหาจตุศาสตราไว้ในมือ
พร้อมกับจับจ้องมายัง จิ่วอิง มาดหมายคร่าชีวิต
ประดุจจะกินเลือดกินเนื้อ!
ความแข็งแกร่งในระดับฝีมือของมันเทียบเท่าได้
กับ จอมกระบี่แห่งซูซัน แล้วในทันใดนั้นเองพลัง
แก่นแท้ตำหนักม่วงก็ระเบิดพวยพุ่งขึ้น ส่งผลให้
ทะเลมรกตภายในร่างของ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง ได้ถูก
สยบลง กล่าวได้ว่าในเวลานี้เขากำลังตกอยู่ใน
สถานการณ์ความเป็นความตายอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะอยู่ด้านหลังของ จิ่วอิง แต่ก็ยัง
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายได้อย่างชัดเจน!
” วันนี้ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ วิถีฝึกตนไม่ได้เรียบ
ง่ายเสมอไป เมื่อต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้ฝึกตน
นอกรีต โดยเฉพาะตกอยู่ในเงื้อมือของข้า ‘เสินคง’
รับรองว่าข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง ข้าจะทำให้
พวกเจ้าร่ำไห้คร่ำครวญอ้อนวอนขอร้องขอชีวิต
ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความน่าสะพรึงกลัวอย่าง
ที่สุด! ”
อุปนิสัยใจคอของ เสินคง ค่อนข้างมีรสนิยมแปลก
ประหลาดจัดอยู่ในขั้นวิตถารเลยก็ว่าได้! แต่ก็ไม่ถึง
ขั้นบ้าคลั่ง ยกเว้นยามที่มันมีโทสะ มารในจิตใจ
ของมันก็จะเป็นผู้ควบคุมร่างกายแลจิตสำนึก ณ
เวลานี้ดวงตาของมันเป็นสีแดงประดุจโลหิต
ตูม!
ฉับพลันนั้นเองศาสตราวุธทั้งสี่ชิ้น ก็สำแดงสี่เคล็ด
วิชาแก่นแท้ฟั้าดินออกมาพร้อมกัน พายุสังหาร
จากการโจมตีจากศาสตรา 4 ชนิด พุ่งทะยานเข้า
หา จิ่วอิง อย่างรุนแรงชนิดที่ว่าแยกภูผาพลิก
สมุทรเลยว่าได้!
แม้เขาจะอยู่ท่ามกลางพายุสังหาร ทว่าสีหน้าของ
จิ่วอิง ยังคงสง่างามไม่ได้เปลี่ยนแปร เขาย่อมล่วงรู้
ดีอยู่แล้วว่าพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง กับสี่เคล็ดวิชา
แก่นแท้ฟั้าดินของมันนั้นแข็งแกร่งจนยากจะต้าน
รับ ฉะนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บสาหัสโดย
ไม่ใช่เหตุ เขาจึงร้องตะโกนขึ้นว่า ” ท่านอาปา
ช่วยข้าด้วย! ”
ทั้งตัวเขา และ อู่ อวี้ ไม่ต้องการต่อสู้กับ เสินคง
ด้วยเพราะต่างรู้ดีว่าฝีมือของพวกเขายามนี้ ยัง
มิใช่คู่ต่อกรของ เสินคง วัดได้จากการโจมตีในครั้ง
แรกที่พวกเขาลงมืออย่างสุดกำลัง แต่พวกเขากลับ
ไม่สามารถทำให้ เสินคง ได้รับบาดเจ็บได้เลย
แม้แต่น้อย
เสินคง ซึ่งมีเงายมทูตอยู่เบื้องหลัง ได้พุ่งทะยาน
เข้ามากับพลังมารอันไร้สิ้นสุด ซึ่งแน่นอนว่า จิ่วอิง
จะถูกกลืนกินหายไปในไม่ช้า
แล้วทันใดนั้นเองเบื้องหน้าของ จิ่วอิง ก็มีศีรษะ
ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมา ศีรษะนี้มีขนาดใหญ่มากเมื่อ
เทียบกับตัวของ จิ่วอิง! โดยเฉพาะดวงตาสีเขียว
มรกตคู่นั้น เป็นเสมือนดั่งห้วงนรกอเวจีกำลังเปิด
รอ เสินคง อยู่ ส่งผลให้ในเวลานี้ทั่วทั้งบรรยากาศ
รอบตัวของมัน ปกคลุมไปด้วยกลิ่นแห่งความตาย
ความหวาดกลัวตื่นตระหนกแล่นเข้ามาอย่าง
ฉับพลัน!
ทันใดนั้นการโจมตีก็ถาโถมหลั่งไหล เข้ามายัง
ศีรษะของอสรพิษปา แต่ดูเหมือนว่าพวกมัน
ทั้งหมดจะถูกอสรพิษปากลืนกินหายไปเสมือนไม่มี
อันใดเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ เสินคง ยังคงยืนตะลึง
งันอยู่กับที่
ดวงตาของ เสินคง เบิกกว้างด้วยความไม่อยาก
เชื่อ ในท้ายสุดมันก็จับจ้องมองไปยังอสรพิษปา
และรับรู้ได้ถึงตัวตนของปีศาจผู้น่าหวาดกลัว!
“ม่ายยยย!”
เป็นความตื่นตระหนกนี้มาจากก้นบึ้งของหัวใจ!
ความดุร้ายหยิ่งผยองกาลนี้ได้หายไปจนสิ้น
สำหรับมันในเวลานี้มีเพียงแค่ความหวาดกลัว
ประหวั่นพรั่นพรึงอย่างสุดขีด เมื่ออสรพิษปาได้อ้า
ปากกว้างขึ้น อักขระเวทสีแดงชาดก็ส่องประกาย
เจิดจ้า แสงนี้พุ่งเข้าใส่ร่างของ เสินคง โดยไร้ซึ่งสุ
รเสียงใด ๆ พลังนี้ได้กลืนกิน เสินคง หายไปในช่วง
พริบตา หลังจากนั้น อสรพิษปา ก็พลันสลาย
หายไปในทันที ราวกับละลายหายไปในสายน้ำก็มิ
ปาน อีกทั้งในยามนี้ เสินคง ก็ได้หายไปแล้วด้วย
เช่นกัน!
“มันตายแล้ว?” อู่ อวี้ ถามขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เขารู้สึกตกตะลึงในความสามารถของอสรพิษปา
เป็นอย่างยิ่ง เสินคง คือผู้มีความแข็งแกร่งอยู่ใน
ระดับจอมกระบี่แห่งซูซัน ซึ่งเทียบเท่าอัจฉริยะ
อย่าง เฉิน ชิงเหยา แต่ทันทีที่อสรพิษปรากฏกาย
มันก็ถูกกลืนหายไปในพริบตาอย่างไร้ร่องรอย
” ใช่… ” จิ่วอิง กลายร่างเป็นมนุษย์เช่นเดิม มัน
พยักหน้า ด้วยเพราะในยามนี้สถานการณ์ความ
เป็นความตายของพวกเขาได้คลี่คลายลงแล้ว แต่
ถึงกระนั้นร่างกายของพวกเขาทั้งสองก็ยังชุ่มโชก
ชโลมไปด้วยเหงื่ออันเย็นเยียบ เหตุการณ์ทั้งหมดที่
เกิดขึ้นมันช่างตื่นเต้นลุ้นระทึกไม่น้อยเลยทีเดียว
หากกวาดสายตามอง จะเห็นได้ว่าบริเวณรอบ ๆ
นี้ว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งอื่นใด ทันใดนั้นคนทั้งสองก็
มองเห็นส่วนที่เหลือของ เสินคง ‘ สี่จตุวิญญาณ
พญามาร ’ ซึ่งยังคงอยู่ที่นั่น ‘สี่จตุวิญญาณพญา
มาร’ ใช้ดวงตาคู่ใหญ่ของมันจับจ้องมายังพวกเขา
สีหน้าของมันเผยเห็นถึงความหวาดกลัว จากนั้นก็
หันหลังกลับแล้วหลบหนีไปทันที ขณะที่มัน
หลบหนี มันก็กัดฟันกกล่าวขึ้นว่า ” พวกเจ้าทั้ง
สอง กล้าเหยียบมาถึงทะเลตงไห่ จากนี้ก็อย่าหวัง
ว่าจะจากไปได้ง่าย ๆ ! แกด้วยเจ้าอสรพิษปา! ข้า
จะให้บิดาของข้าทำพันธสัญญาโลหิตกับเจ้า! มา
ใช้เป็นกายเนื้อข้า!”
เห็นได้ชัดว่า เสินคง ไม่รู้ว่ามันใช้เคล็ดวิชาอันใด
จึงสามารถถ่ายโอนวิญญาณของมันเข้าสู่ ‘ สี่จตุ
วิญญาณพญามาร ‘ ได้ หรือว่ามันจะเปลี่ยนแปลง
ตัวเองกลายเป็นจิตวิญญาณแล้วเข้าไปสิงสู่?
ซึ่งนี่เป็นวิธีที่น่าเหลือเชื่ออย่างแท้จริง!
อสรพิษปาจะโจมตีลงมา เมื่อจิ่วอิงตกอยู่ใน
อันตราย
“อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้! ไม่เช่นนั้นหากมันเผย
ตัวตนของเรา พญามัจจุราชลำดับสองจะนำ
ปัญหามาให้แก่เราได้! ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะไป
กระตุกหนวดเสือจักรพรรดิมารเข้า!”
ในระหว่างที่กล่าวกันอยู่นี้ อู่ อวี้ ก็เริ่มออกไล่ล่า
ติดตามเทวรูป ‘ สี่จตุวิญญาณพญามาร ’ ไปทันที
“เคล็ดก้าวเทวะ!”
เขาควบคุมกระบี่มหาจักรพรรดิ ใช้ออกด้วยเคล็ด
กระบี่บินพุ่งทะยานลงสู่ก้นมหาสมุทรทันที ซึ่ง
ในช่วงขณะนั้นเองเขาก็ใช้เคล็ดก้าวเทวะ ทำให้
ความเร็วของเขาพุ่งทะยานสูงขึ้นถึง 5 เท่า!
เดิมทีความเร็วของสี่จตุวิญญาณพญามารมิได้
แตกต่างจาก อู่ อวี้ เท่าใดนัก แต่ทว่าเมื่อความเร็ว
ของ อู่ อวี้ เพิ่มสูงขึ้น 5 เท่าในชั่วพริบตา เขาก็
เกือบจะไล่ตามมันทันได้ในทันที ในขณะนี้เมื่อ สี่
จตุวิญญาณพญามาร หันมองย้อนกลับไปด้วย
ความหวาดกลัว มันก็แลเห็น อู่ อวี้ ที่พุ่งทะยาน
เข้ามาในช่วงพริบตา!
ชั่วพริบตานี้เอง อู่ อวี้ ก็ใช้ออกด้วยเคล็ดระเบิด
พลังคลั่ง กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างขยายใหญ่ขึ้น เส้น
ชีพจรทองคำปูดนูนอย่างน่าสะพรึงกลัว! เขายก
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ขึ้น พร้อมกับฟาดมันเข้าใส่
ศีรษะของเทวรูป ‘ สี่จตุวิญญาณพญามาร ‘ ทันที
บังเกิดเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นอย่างรุนแรง
ภายใต้เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ร่างเทวรูปของ สี่จตุ
วิญญาณพญามาร ได้แตกกระจายหายไป สูญ
สลายกลายเป็นผุยผง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอัน
เกรี้ยวกราดเดือดดาลของเสินคง!
” จักรพรรดิมาร ล้างแค้นให้ข้าด้วย!” ก่อนตาย
มันได้รวบรวมความแข็งแกร่งทั้งหมด กู่ร้องคำราม
จนพื้นแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ไม่รู้ว่าเสียงของ
มันได้ดังขจรขจายไปไกลแค่ไหน
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น อู่ อวี้ ก็รีบมา
รวมตัวกับ จิ่วอิง อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้อง
กล่าวอันใดให้มากความ คนทั้งสองรู้ดีว่าต้องรีบ
จากไปในทันที ไม่เช่นนั้นหาก 8 พญามัจจุราช กับ
จักรพรรดิมารพบเข้า หรือรับรู้ได้ถึงการดำรงอยู่
ของ อสรพิษปา พวกเขาต้องงานเข้าอย่างแน่นอน
เนื่องจากว่าพญามัจจุราชลำดับที่ 2 โปรดปรานใน
ตัว เสินคง ถึงขนาดจะตั้งมันเป็นผู้สืบทอด
ทั้งสองได้แอบหลบหนีออกมาอย่างรวดเร็ว
พยายามใช้เส้นทางอ้อมอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้
ว่าแทบจะไม่ได้หยุดพักเลยทีเดียว ในช่วงเวลา
หลายวันที่ผ่านมานี้ ในที่สุดพวกเขาก็อยู่ห่างจาก
อาณาเขตการต่อสู้อย่างสิ้นเชิง เมื่อนั้นคนทั้งสองก็
ถอนหายใจออกมายังผ่อนคลาย
” ไม่น่าจะมีใครรู้ ” จิ่วอิง กล่าว
“ แต่ถ้าเราปล่อยให้เวลายืดออกไป เราอาจจะถูก
พบตัวได้ ฉะนั้นรีบไปที่ สี่หมู่เกาะตงหยาง กันเถอะ
”
” ตกลง! ”
คนทั้งสองพยายามพูดคุยกันอย่างระมัดระวัง
จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เนื่องจากกลัวว่า
การติดต่อผ่านยันต์สื่อสารอาจจะถูกผู้ฝึกตนนอก
รีตปิดกั้นเอาไว้ อู่ อวี้ จึงไม่กล้าใช้งานมัน ในเวลา
นี้ผู้ฝึกตนนอกรีตที่อยู่บนศีรษะของพวกเขามีกันอยู่
น้อยมาก ซึ่งมันทำให้เขามั่นใจอย่างยิ่งยวดว่า
ตอนนี้ คนทั้งสองได้มาอยู่ในตำแหน่งด้านหลังของ
กองทัพผู้ฝึกตนนอกรีตแล้ว หากมุ่งหน้าต่อไป
พวกเขาจะไปถึง 4 หมู่เกาะตงหยางได้อย่าง
ปลอดภัย ส่วนแผนการที่เหลือหลังจากนี้ รอให้ถึง
สี่หมู่เกาะตงหยางก่อนแล้วค่อยคิดกันอีกที
” ไม่รู้ว่าสถานการณ์ใน ทวีปแห่งทวยเทพ ตอนนี้
เป็นเช่นไรบ้าง ” อู่ อวี้ หันมองย้อนกลับไปยัง
มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด ซึ่งในช่วงเวลานี้
ทวีปแห่งทวยเทพได้หายไปจากสายตาของเขา
แล้ว เขาทะยานขึ้นไปบนผิวมหาสมุทร คลื่นสมุทร
กำลังม้วนกลิ้งโหมซัดสาดอยู่เนื่อง ๆ สิ่งที่อยู่รอบ
กายเขาไม่ว่าจะเป็นทิศทางใดก็มีแต่ น้ำทะเลอันไร้
สิ้นสุด
” ข้าก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน บางทีสงครามอาจจะ
เริ่มขึ้นแล้ว แต่เท่าที่ข้าลองถามอาปา ดูเหมือนว่า
บุตรหลานของเขา ยังคงสบายดีไม่มีใครบุบสลาย
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบ
อันใด ” จิ่วอิง กล่าว
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว อาณาจักรบูรพาเยว่อู่คือ
สถานที่ที่เขาต้องเฝั้าระวังปกปั้องเป็นพิเศษ แต่
ดินแดนอื่น ๆ ในทวีปแห่งทวยเทพ ทั้งปถุชนคน
ธรรมดา 3,000 อาณาจักรจากเซียนมนุษย์ นิกาย
เล็ก ๆ มากมาย รวมถึงมนุษย์ผู้ชอบธรรมอีก
จำนวนนับไม่ถ้วน ไม่ควรถูกทำลายไปในมหาภัย
พิบัติครั้งนี้ ไม่ว่า เจ้าวิญญาณพยาบาท จะเหยียบ
ย่างไปที่แห่งใด เห็นได้ชัดว่ามันก็จะนำพาความ
โศกเศร้าไปยังที่แห่งนั้น ถึงแม้เขาจะยังรู้สึกสงสัย
เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเจ้าวิญญาณพยาบาทอยู่
บางส่วน ซึ่งเป็นไปได้ว่า มันอาจเกี่ยวข้องกับการที่
เขาเข้าไปใน คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตนเองคงเป็นผู้ที่กระทำบาป
มหันต์แล้ว
“ ข้าต้องค้นหา ฉิน ฝูเหยา ไม่สิต้องเป็น เทียน
ไห่อวี้ ฝูเหยา เพื่อสอบถามเรื่องราวทุกอย่างให้
ชัดเจน ”
ก่อนเข้าสู่ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ อู่ อวี้ ไม่เคย
คาดคิดเลยว่า นางจะเป็นไส้ศึกของผู้ฝึกตนนอกรีต
นอกจากนี้ตัวตนที่แท้จริงของนางยังเป็นถึงบุตรี
ของ พญามัชจุราช ลำดับที่ 8 ตัวหมิงซาน เสิ้ง
เสวี่ย ซึ่ง ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย ได้วางแผนส่งบุตรี
ของตนเข้ามาใน นครจักรพรรดิเพลิง ตั้งแต่
เยาว์วัย ช่างเป็นแผนการที่เหี้ยมหาญอย่างแท้จริง!
หลังจากประสบการณ์เดินทางอย่างยาวนาน
ตลอดทางพวกเขาได้เข่นฆ่าสังหารผู้ฝึกตนนอกรีต
ไปมากมาย ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึง สี่หมู่
เกาะตงหยาง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้งอย่างยิ่งยวด!
ล่ำลือกันว่า สี่หมู่เกาะตงหยาง เกือบจะเทียบเคียง
ได้กับสี่แผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว!
ถัดไปจาก สี่หมู่เกาะตงหยาง คือหมู่เกาะนับแสน
ซึ่งผู้ครอบครองเกาะแต่ละเกาะนั้น ถูกครอบครอง
โดยผู้ฝึกตนนอกรีต และมนุษย์ปุถุชนที่พยายาม
กระเสือกกระสนดิ้นรนออกจากประตูแห่งความ
ตาย
สี่หมู่เกาะตงหยาง เป็นหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่
มหึมามากที่สุด ซึ่งกระจัดกระจายตัวกันออกไป อู่
อวี้ ข้ามผ่านเกาะเล็ก ๆ หลายแห่ง เมื่อมาถึงใจ
กลางของ สี่หมู่เกาะตงหยาง ห่างไปไม่ไกลจากเขา
นัก คือห้วงวังวนสมุทรบูรพาที่แสนเกรียงไกร!
แล วิหารพญายม ถูกสร้างขึ้นบนห้วงวังวนสมุทร
บูรพานี้!
อันที่จริงแล้ว วิหารพญายม ไม่ได้ตั้งอยู่บน สี่หมู่
เกาะตงหยาง ซึ่ง สี่หมู่เกาะตงหยาง ได้ถูก
ครอบครองโดยพรรคนิกายใหญ่ทั้ง 4 ซึ่งแต่ละ
พรรคนิกายนี้ แทบจะมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับ
เดียวกับ ‘ นิกายทัพเซียนสวรรค์ ‘ ในทวีปแห่ง
ทวยเทพเลยทีเดียว และ 4 พรรคนิกายใหญ่นี้ ก็มี
ผู้แข็งแกร่งในอาณาจักรก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ดำรงอยู่
และวิหารพญายมตั้งอยู่บนตำแหน่งใจกลางของ
หมู่เกาะสองแห่ง นั่นก็คือ ‘เกาะเจ้าบูรพา’ กับ
‘เกาะแปดเทพ’ ซึ่งอยู่ใจกลางของห้วงวังวนสมุทร
บูรพา นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่มีกลิ่นอายฟั้าดิน
หนาแน่นมากสุดอีกด้วย! วิหารพญามารไม่ได้
ตั้งอยู่บน สี่หมู่เกาะตงหยาง แต่ตั้งอยู่บนใจกลาง
ของ สี่หมู่เกาะตงหยาง ทำให้พลังอำนาจของมันก็
แพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่เกาะในทะเลตงไห่แห่งนี้
ซึ่งนี่แสดงเห็นว่ามันคือเจ้าเหนือหัวอย่างแน่นอน
แม้แต่พรรคนิกายขนาดใหญ่ทั้ง 4 ก็ยังอยู่ภายใต้
คำสั่งของวิหารพญายม
เนื่องจากที่แห่งนี้ มีผู้ฝึกตนนอกรีตอยู่มากมาย จึง
ทำให้พวกมันมองมนุษย์ปุถุชนเป็นเพียงแค่มด
ปลวกเท่านั้น กลิ่นอายมารแพร่กระจายไปทั่วทุก
แห่งหน ผู้คนตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ถูกจับ
มาเป็นทาสไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง
และในตอนนี้ เนื่องจากผู้ฝึกตนนอกรีตส่วนใหญ่
กำลังจะมุ่งไปยังทวีปแห่งทวยเทพ จึงทำให้
สถานที่แห่งนี้ว่างเปล่าเป็นอย่างยิ่ง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ