กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 483 : เกาะเจาบูรพา
ห้วงกระแสน้ำวนสมุทรบูรพา นั้นรุนแรงน่า
สะพรึงกลัวเป็นยิ่งนัก แม้ว่าจะยืนอยู่ห่าง ๆ ก็ยัง
สัมผัสได้ถึงมหาคลื่นม้วนเกลือกกลิ้งอย่างดุดัน
รุนแรง ซึ่งม้วนทะยานขึ้นราวกับจะไต่ไปถึง
ฟากฟั้า ทั้งยังพบว่าทะเลตงไห่นี้ไร้ซึ่งอาณาเขต
สิ้นสุด ไม่สามารถแลเห็นจุดสิ้นสุดของมันได้
ทางด้านซ้ายแลขวาถูกขนาบข้างด้วย ‘เกาะแปด
เทพ’ และ ‘เกาะเจ้าบูรพา’ ซึ่งเป็นเสมือนดั่งสอง
ผืนแผ่นดิน ใจกลางของดินแดนทั้งสองแห่งนี้ คือ
มหาสมุทรสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูก
ตา กระแสสายมหาสมุทรสีครามทั้งหมด โอบล้อม
หมุนวนอยุ่ที่จุดศูนย์กลางอย่างบ้าคลั่งดุดัน เท่ากับ
ว่าทางเข้านี้ถูกปิดกั้นด้วยมหันตภัยร้ายจากมหา
คลื่นวายุอย่างสิ้นเชิง!
ด้วยมหาคลื่นสมุทรลึกอันไร้สิ้นสุด ไม่อาจคาดเดา
ได้ว่า วิหารพญายม ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งใดกันแน่!
ขณะกระแสน้ำยังคงหมุนวน กลิ่นอายฟั้าดินก็
ระเบิดพวยพุ่งแผ่ขยายออกมาเป็นวงกว้าง ในเมื่อ
กลิ่นอายฟั้าดินแผ่ขยายออกมาจากก้นบึ้ง
มหาสมุทร ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า วิหารพญายม จะ
ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่กลิ่นอายฟั้าดินระเบิดออก
ถึงแม้วิหารจะดูดซับกลิ่นอายฟั้าดินส่วนใหญ่เข้า
ไปได้ แต่ก็ยังมีพลังฟั้าดินบางส่วนได้หลั่งไหล หลุด
เล็ดลอดออกมายัง หมู่เกาะตงหยางทั้งสี่
นอกจากนี้ยังมีหมู่เกาะอีกนับแสนรอบนอกได้รับ
อานิสงส์นี้ไปด้วย
รอบ ๆ บริเวณใกล้เคียงกับห้วงสมุทรบูรพา ยังมี
หมู่เกาะเล็ก ๆ อยู่อีกหลายแห่ง ถึงจะเรียกว่าหมู่
เกาะเล็ก ๆ แต่ก็มีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างเมืองใด
เมืองหนึ่งทีเดียว สามารถจุคนได้นับแสน แต่
เนื่องจากกระแสน้ำวนของห้วงสมุทรบูรพานั้น
ค่อนข้างปันปั่วนสับสน เกาะเล็กเกาะน้อยเหล่านี้
จึงถูกครอบครองโดยผู้ฝึกตนนอกรีตไปโดยปริยาย
ด้วยเพราะภูมิศาสตร์เช่นนี้คงมีแค่ผู้ฝึกตนนอกรีต
เท่านั้น ถึงจะสามารถอยู่รอดได้
ตำแหน่งที่ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง อยู่ด้วยกันยามนี้ อยู่ไม่
ห่างจากเกาะใหญ่แห่งนี้นัก แล้วที่นี่ก็มีผู้ฝึกตน
นอกรีตจำนวนหนึ่ง หากมองจากระยะไกล ดู
เหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นย่านการค้าของเหล่า
ผู้ฝึกตนนอกรีต ซึ่งมีรูปแบบดูคล้ายคลึงกับนคร
ชั้นนอกของ นครจักรพรรดิเพลิง ถ้าให้กล่าวถึง
เรื่องขนาดที่แห่งนี้นับว่ายังเล็กกว่ามากนัก
ตลอดทางมานี้ ร่างของเขาปนเปือนด้วยกลิ่นอาย
ของผู้ฝึกตนนอกรีต จึงเปียมล้นไปด้วยกลิ่นอาย
แห่งความตายแลแรงอาฆาตมาดร้าย เมื่อผสาน
รวมกับความเหี้ยมหาญดุดันของ อู่ อวี้ การที่ผู้ฝึก
ตนนอกรีตระดับสามัญ จะแยกแยะว่าเขาคือผู้ฝึก
ตนคนละวิถีแนวทางกับพวกมัน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
นัก ฉะนั้น อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง จึงไม่มีประโยชน์แล
จำเป็นต้องหลบซ่อนตนของพวกเขาอีกต่อไป ด้วย
เพราะมีแต่ผู้ฝึกตนนอกรีตระดับต่ำ
หากให้กล่าวตามตรง ด้วยความทะเยอทะยานอัน
เล็กกระจ้อยร่อยของผู้ฝึกตนนอกรีต จึงทำให้พวก
มันรวมตัวเป็นกองทัพใหญ่เคลื่อนพลไปยังทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้ง แม้ว่าเขาจะไม่ได้ไล่ตาม
กองทัพใหญ่ไป แต่ก็หาได้เสียใจในภายหลังไม่
ด้วยเพราะว่าการที่เขามาอยู่ที่นี่ หาใช่ถูกบีบบังคับ
หรือ ขี้ขลาดใจปลาซิวแต่อย่างใด ทว่าเพราะ
ความสมัครใจ เต็มใจอยากที่สุด
เมื่อมองลงไปยังห้วงวังวนสมุทรบูรพา อู่ อวี้ ก็
กล่าวว่า ” เห็นทีเราคงออกกันไปแบบโต้ง ๆ ไม่ได้
แล้ว ที่นี่มีผู้ฝึกตนนอกรีตอยู่กันค่อนข้างมากเกิน
กว่าที่คาดไว้ ลองดูว่าเราจะหาข้อมูลอันใดได้
หรือไม่ จำไว้ว่าต้องระวังตัวเอาไว้ด้วย ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
เกาะเล็ก ๆ เกาะนี้ อยู่ใกล้กับห้วงวังวนสมุทร
บูรพาเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้กลิ่นอายฟั้าดิน
หนาแน่นเป็นอย่างยิ่ง จึงดึงดูดผู้ฝึกตนนอกรีต
หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ผู้ฝึกตนนอก
รีตมากกว่า 9 ใน 10 ส่วน มุ่งหน้าไปยังทวีปแห่ง
ทวยเทพตงเสิ้ง แต่ก็ยังมีผู้ฝึกตนนอกรีตอีกจำนวน
มากอยู่ที่นี่ แค่ดูจากชื่อของมัน ‘เกาะวิญญาณ
หวนกลับ’ ก็สามารถบอกได้แล้วว่าในปกติธรรมดา
เกาะแห่งนี้จะพลุกพล่านเป็นอย่างมาก
หลังจากหารือกันเสร็จสิ้น ทั้งสองก็บินถลาลงมา
จากบนท้องนภา ส่วนใจกลางเมืองซึ่งเป็นย่าน
การค้า มีถนนตัดผ่านทางกว้างขวางเป็นอย่างมาก
ย่านการค้าแห่งนี้แตกต่างจากย่านการค้าของผู้ฝึก
ตนในวิถีแห่งธรรม อาคารบ้านเรือนร้านดวงดูอึมค
รึมมืดมิด มีกลิ่นอายโลหิตแผ่ฟุั้งกระจายตลบ
อบอวลไปทั่ว แม้แต่สิ่งของที่ถูกวางขายอยู่ใน
ร้านค้า ก็ยังอาบชโลมไปด้วยโลหิตแดงฉาน ซึ่ง
คาดเดาว่าน่าจะเป็นโลหิตสด ๆ
ด้วยเพราะที่นี่มีผู้คนมากมาย ทันทีที่ อู่ อวี้ กับ จิ่
วอิง มาถึงจึงสามารถสอบถามข่าวคราวข้อมูลต่าง
ๆ และหากต้องการรับรู้ข่าวสารใดๆที่
เฉพาะเจาะจง พวกเขาก็แค่จับตัวผู้ฝึกตนนอกรีต
มารีดเฟั้นถามรายละเอียดเอาจนได้
พวกเขาไม่คาดคิดว่าผู้ฝึกตนนอกรีตมากมายในที่
แห่งนี้ กำลังพูดคุยหัวข้อสนทนาของ ‘พรรคมาร
เงาทมิฬ’ อย่างเผ็ดร้อนถึง
‘พรรคมารเงาทมิฬ’ กับ นิกายวาฬยักษ์ สองพรรค
นิกายนี้มีสายสัมพันธ์ประดุจดั่งพี่น้อง ครั้งหนึ่งใน
อดีตพวกมันเคยรุ่งโรจน์ ต่อมาได้ถูกโจมตีโดย
วิหารพญายม ส่งผลให้ความรุ่งโรจน์ของพวกมัน
เสื่อมโทรมถดถอยลงจนอยู่ในระดับเดียวกับ นิกาย
วาฬยักษ์
ผู้ฝึกตนนอกรีตจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างผ่อนคลาย
สบายอารมณ์ กลุ่มละสองสามคน จะได้ยินเสียง
หัวเราะอย่างสนุกสนานดังขึ้นเป็นครั้งคราว อู่ อวี้
กับ จิ่วอิง เร้นกายยืนอยู่ในที่มืด ฟังพวกมันพูดคุย
เกี่ยวกับ ‘พรรคมารเงาทมิฬ’
“ ประมุข ‘พรรคมารเงาทมิฬ’ ยังอยู่ในวัยหนุ่ม
สาว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ที่มันจะกระทำเรื่อง
โง่เขลาเช่นนี้ ” ผู้ฝึกตนนอกรีตพูดวิเคราะห์อย่าง
สนุกสนาน
” ถึงแม้ว่าในยามที่ผู้คนของ วิหารพญายม จะ
เคลื่อนทัพไปยังทวีปแห่งทวยเทพแล้วก็ตาม แล
ภายใน วิหารพญายม ยามนี้จะว่างเปล่าจน
เกือบจะร้างผู้คนก็ตาม แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถ
ทำลายค่ายกลคุ้มภัยลงได้ เพราะมันคือ ‘ค่ายกล
หมื่นมารสังหาร’ ไม่มีทางที่พวกมันจะล่วงล้ำเข้า
ไปได้ กลับกันพวกมันจะต้องถูกสังหารจนสิ้น! ”
” ช่างน่าขันยิ่งนัก พรรคนิกายทั้งหมดที่บังอาจ
ล่วงล้ำเข้าไป จะต้องจ่ายด้วยชีวิตของพวกมัน
ถึงแม้ ‘ค่ายกลหมื่นมารสังหาร’ จะไม่มีผู้ใดคอย
ควบคุม แต่กลไกของมันก็สามารถทำงาน
ตอบสนองด้วยตนเอง จึงใช่เรื่องยากที่จะสามารถ
เข่นฆ่าชีวิตของพวกมัน ”
” ใช่แล้ว ผู้คนของ วิหารพญายม ไม่ใช่ทุกคนที่ทำ
ตัวคุ้มคลั่งประดุจคนโง่เขลา แม้ว่าพวกเขาจะออก
จากรังของตนเองติดตามจักรพรรดิมารไปยังทวีป
แห่งทวยเทพแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ใด
ล่วงล้ำเข้ามาใน ‘ค่ายกลหมื่นมารสังหาร’ ได้ หาก
ไม่ใช่ผู้อยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดเทวะแล้วก็ เป็นไป
ไม่ได้ที่จะเจาะทะลวงมัน! แม้แต่ระดับจอมมารก็ยัง
ไม่สามารถฝั่าทะลวงผ่าน ‘ค่ายกลหมื่นมารสังหาร’
นี้ได้! ”
หลังจากฟังมาจากสิ่งที่พวกมันพูดคุยกัน แผนการ
ที่คิดจะขโมย เข็มเทวะค้ำสมุทรของ ‘พรรคมารเงา
ทมิฬ’ โดยหวังว่าจะทำลายวิหารพญายม จะ
ล้มเหลวไม่เป็นท่า เนื่องจากว่ากองทัพของพวกมัน
ได้ถูกบดขยี้ทำลายจนสิ้น เดิมที อู่ อวี้ ต้องการจะ
เข้าร่วมกับพวกเขา แต่ไม่คาดคิดว่ายังไม่ทันได้เข้า
ร่วม อีกฝั่ายก็ถูกทำลายจนสิ้นเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าสองวันมานี้ ข่าวคราว
เกี่ยวกับพวกมันจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ไหน ‘เกาะ
วิญญาณหวนกลับ’ เท่านั้น เรื่องนี้จึงได้ถูกหยิบยก
นำมาถูกพูดคุยทั่วทิศทั่วแดนเช่นนี้
” สิ่งสำคัญก็คือ วิหารพญายม น่าจะมีใครอยู่บ้าง
มิเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ตอบสนองรวดเร็วถึงเพียงนี้
เห็นได้ชัดว่าถึงแม้พวกเขาจะรีบเคลื่อนทัพไปยัง
ทวีปแห่งทวยเทพให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่
ก็ยังมีจอมมารหลงเหลืออยู่อีก 2-3 คนที่ไม่ได้
ติดตามไปด้วย! ”
ถ้าให้กล่าวถึงจอมมาร ระดับฝีมือของพวกมันก็จะ
เทียบเท่ากับเหล่าจอมกระบี่แห่งซูซัน เทียบเท่ากับ
ระดับขุนพลของนครจักรพรรดิเพลิง อย่างเช่น
‘เสินคง’ ซึ่งเป็นจอมมารในระดับอัจฉริยะ แต่ได้ถูก
อสรพิษปาสังหารจนตกตายไปแล้ว
พวกเขาทั้งสองเดินวนอยู่รอบ ๆ ‘เกาะวิญญาณ
หวนกลับ’ จับผู้ฝึกตนนอกรีตสองสามคนมา
ซักถามข้อมูลเพิ่มเติม แต่ข้อมูลที่ได้ก็แทบจะ
คล้ายคลึงกันหมด สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง
เข้าใจว่าการบรรลุเปั้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เลยจริง ๆ
” มี ‘ ค่ายกลหมื่นมารสังหาร’ อยู่เช่นนี้ การจะฝั่า
เข้าไปแทบเป็นไปไม่ได้เลย ข้าว่าเราคงต้องไปตาม
หาคนที่สามารถพาเราเข้าไปใน วิหารพญายม ถ้า
ไม่เช่นนั้นนี้คงกลายเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง! ” อู่
อวี้ ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก
” แล้วผู้ใดล่ะ จะยอมให้พวกเราเข้าไปข้างในง่าย
ๆอย่างเต็มอกเต็มใจ? มันจะเป็นไปได้อย่างไร!”
สำหรับความคิดนี้ จิ่วอิง ส่ายหัวดิก ด้วยความรู้สึก
เหลือเชื่อไม่อาจจะเป็นไปได้
คนทั้งสองตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ ห้วงวังวน
สมุทรบูรพา แลพบว่าส่วนที่ลึกที่สุดของห้วงวังวน
ไม่สามารถทะลวงฝั่าเข้าไปจากภายนอกได้ กล่าว
กันว่ามีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือการเข้าไปใน
ส่วนลึกของวิหารพญายม และศาสตราเต๋าวิถีแท้
‘เข็มเทวะค้ำสมุทร’ ก็อยู่ภายในที่แห่งนั้น เมื่อดึง
เข็มเทวะค้ำสมุทรออก วิหารพญายม กับ ‘ค่ายกล
เซียนหมื่นมารสังหาร’ จะถูกมหาพายุคลั่งจาก
คลื่นวังวนสมุทรบูรพาบดขยี้ทำลายจนสิ้น เพราะ
อย่างไรในท้ายสุดแล้ว พวกมันก็เลือกที่จะอาศัยอยู่
ภายใน ห้วงวังวนสมุทรบูรพา ซึ่งเปียมล้นไปด้วย
ความรุนแรงและน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาคิดว่าแทบจะเป็นไป
ไม่ได้เลยที่พวกเขาทั้งสองจะเข้าไปด้านใน
เนื่องจากตัวตน และ อัตลักษณ์ของพวกเขาทั้ง
สอง ผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านี้ต่างทราบดีอย่างชัด
แจ้ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกมันจะโง่เขลาเบา
ปัญญาเสียจน พาพวกเขาเข้าไปในวิหารพญายม
” ถ้าเราเปิดเผยตัว แล้วตั้งใจปล่อยให้พวกมันจับ
เพื่อเข้าไปในวิหารพญายม แผนนี้พอจะเป็นไปได้
ไหม? ”
อสรพิษปาจะไม่ปรากฏตัวออกมา จนกว่า จิ่วอิง
จะตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นในเวลานี้พวกเขาต้อง
พึ่งตนเองไปก่อน และเก็บอสรพิษปาไว้เป็นไพ่ตาย
สุดท้ายในยามฉุกเฉิน
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” ภายในวิหารพญา
ยมมีจอมมารหลงเหลืออยู่สองสามคน หลังจากที่
เราเข้าไปหากถูกพวกมันจับตัวได้ล่ะก็คงยากจะ
หลบหนี แทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แต่ก็ยังมีอีก
แผนซึ่งอาจจะเสี่ยงมากกว่า มีความเป็นไปได้
ค่อนข้างสูงที่จะประสบความสำเร็จ โดยที่เราเข้า
ไปเพียงแค่หนึ่งคน หากมีเรื่องฉุกเฉินอันใดเกิดขึ้น
ก็ ยังเหลืออีกคนที่ยังได้รับอิสรภาพและยังทำตาม
แผนให้สำเร็จลุล่วงได้ต่อ ”
คนทั้งสองพยายามรีดเค้นมันสมอง พยายาม
ครุ่นคิดหาหนทางอย่างหนักหน่วง ทันใดนั้นเอง จิ่
วอิง ก็ตีศีรษะของตนเอง พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วย
ท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อย ” นอกจากวิหารพญายม
แล้ว ก็ไม่มี 4 พรรคนิกายใหญ่อยู่บริเวณใกล้เคียง
นี้เลย! ภายใน 4 พรรคนิกายใหญ่นี้ น่าจะมีใคร
บางคนคอยเฝั้าพิทักษ์อยู่ แน่นอนว่าหากเป็นพวก
เรา การเข้าไปในวิหารพญายมย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
นัก แต่ถ้าเป็น 4 พรรคนิกายใหญ่ย่อมง่ายดายกว่า
ขอเพียงแค่เราสามารถควบคุมยอดฝึมือคนใดคน
หนึ่งของสี่พรรคนิกายใหญ่ได้ เราก็จะมีวิธีที่จะเข้า
สู่วิหารพญายม ซึ่งเราต้องร่วมมือกันเพื่อจัดการ
คนคนนั้น! ”
” จัดการได้แล้วยังไงต่อ? เจ้ามีวิธีงั้นหรือ? ” อู่ อวี้
ถาม
จิ่วอิงกล่าวตอบว่า ” ข้ามีพลังอิทธิฤทธิ์อยู่หนึ่งวิถี
ซึ่งมีความสามารถในการควบคุมผู้ที่กำลังใกล้จะ
ตาย ทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นหุ่นเชิดของข้า ทั้ง 4
พรรคนิกายใหญ่ต่างอยู่ภายใต้การควบคุมของ
วิหารพญายม หากเราควบคุมบุคคลเช่นนั้น แล้ว
ให้คนผู้นั้นไปร้องขอความช่วยเหลือจากวิหาร
พญายม กล่าวอ้างว่าพรรคนิกายของตนนั้นถูก
คุกคาม และกำลังประสบความสูญเสียอย่างหนัก
เป็นไปได้ว่าคนจากวิหารพยายม อาจจะปล่อยให้
เขาเข้าไป ส่วนพวกเราก็แค่แกล้งทำตัวเป็นผู้ฝึก
ตนนอกรีต แล้วติดตามเข้าไปด้านใน ข้ามั่นใจว่า
อาปาจะต้องตามมาด้วย เมื่อมีเขาอยู่ เราก็ไม่
จำเป็นต้องห่วงกังวลวิกฤตอันตรายใด ๆ แค่ทุ่มเท
สมาธิไปกับการฝั่าเข้าไปค้นหาสมบัติของพวกมันก็
พอ ด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวของเจ้า พวก
จอมมารไม่มีทางตามจับเจ้าทันอย่างแน่นอน หนำ
ซ้ำเรายังมีอาปาคอยปกปั้องอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้อง
กังวลเรื่องใด ๆ ซึ่งปัญหาใหญ่สุดของเราในตอนนี้
ก็คือ เราจะเข้าไปด้านในอย่างง่ายดายได้อย่างไร”
จิ่วอิง พล่ามยาวเหยียด
อู่ อวี้ ครุ่นคิดถึงแผนการนี้อย่างรอบคอบ เห็นได้
ชัดว่าพวกเขามีแค่วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น!
“ ถ้าเจ้ามีพลังอิทธิฤทธิ์เช่นนั้นอยู่จริง ๆ เราจะ
ลองดูกันก็ได้ ” จิตใจของ อู่ อวี้ รู้สึกได้ถึง
ความหวังขึ้นบางส่วน
เขาพยายามวิเคราะห์ว่า ” 4 พรรคนิกายใหญ่ ที่
อยู่ใกล้เคียงกับเรามากที่สุดตอนนี้ก็คือ อยู่ใกล้ที่สุด
คือ ‘ วังเจ้าบูรพา ’ ตามด้วย ‘ พรรคแปดเทพ ’
ส่วน ‘ วิหารเทพธิดามณีเหมันต์ ’ กับ ‘ ประตู
ยมโลก ‘ อยู่ห่างจากพวกเรามากเกินไป ถ้าเช่นนั้น
พวกเราก็มุ่งหน้าไปที่ ‘วังเจ้าบูรพา’ กันก่อน เพื่อ
ค้นหาดูว่าภายในนั้นมีหุ่นเชิดที่เหมาะสมหรือไม่ ”
จิ่วอิง พยักหน้า
ในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบความหวัง และตัดสินใจว่า
จะใช้แผนการนี้ จากนั้นคนทั้งสองก็รีบกระเหี้ยน
กระหือ มุ่งหน้าไปยัง ‘วังเจ้าบูรพา’ ซึ่งอยู่ภายใน
สี่หมู่เกาะตงหยาง
เจ้าเกาะของ ‘เกาะเจ้าบูรพา’ รู้จักกันในนาม ‘
พญามารบูรพา ‘ เป็นหนึ่งในผู้ที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่
ในอาณาจักรก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ และมีสัมพันธ์
ใกล้ชิดกับวิหารพญายมเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งถูก
เรียกขานว่า ‘พญามัจจุราชลำดับที่ 9’ ซึ่งแน่นอน
ว่า วังเจ้าบูรพา อยู่ภายใต้คำสั่งของวิหารพญายม
อย่างสิ้นเชิง แลคอยช่วยเหลือจัดการเรื่องราวต่าง
ๆ ให้แก่วิหารพญายม เกาะเจ้าบูรพามีทรัพยากร
ในการฝึกตนมากมายมหาศาลยิ่ง อีกทั้งยังมี
มนุษย์ปถุชนอยู่หลายร้อยล้านคน ซึ่งพวกเขาเป็น
เสมือนดั่งฟามปศุสัตว์ส่วนตัวของวังเจ้าบูรพา กับ
วิหารพญายม พวกมันจะนำทาสมนุษย์เหล่านี้ มา
ใช้ในการฝึกฝนยกระดับความก้าวหน้าของตน
คนทั้งสองเดินทางหลีกเลี่ยง ห้วงวังวนสมุทรบูรพา
อันแสนบ้าคลั่ง ไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาก็มาถึง
ดินแดนอันกว้างใหญ่ ซึ่งนี่ก็คือเกาะเจ้าบูรพา!
หลังจากขึ้นมาบนเกาะเจ้าบูรพาแล้ว อู่ อวี้ ก็ใช้
เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า
พร้อมกับ จิ่วอิง เมื่อแลมองลงไปเบื้องล่าง จะเห็น
ได้ว่าด้านล่างนั้นมีมนุษย์อยู่จำนวนนับไม่ถ้วน
เบียดเสียดกันหนาแน่น อย่างไรก็ตามเกาะเจ้า
บูรพาแห่งนี้มิได้ดูเจริญรุ่งเรือง หรือ คึกคักมี
ชีวิตชีวาแม้แต่น้อย ทั้งยังเปียมล้นไปด้วย
บรรยากาศอันว่าอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว มนุษย์
เหล่านี้ต่างอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายถึง
ขีดสุด เมื่อมองดูสีหน้า ลึกเข้าไปในดวงตาของ
พวกเขาจะแลเห็นได้ว่า พวกเขามิได้รู้สึกมี
ความสุขแม้แต่น้อย เปั้าหมายเดียวของพวกเขา
คือมีชีวิตรอดต่อไปให้จงได้
อีกทั้งปัจจุบันเหล่านี้ยังถูกบีบบังคับให้กำเนิดบุตร
เพื่อนำมาใช้บำเพ็ญเพียรในวิถีมารของผู้ฝึกตน
นอกรีต ร่ำลือกันว่าหากสตรีคนใดที่มิได้ให้กำเนิด
บุตรถึง 5 คนก่อนอายุ 30 สตรีผู้นั้นจะถูกสังหาร
จากนั้นจิตวิญญาณของพวกเขาจะถูกผู้ฝึกตนนอก
รีต นำไปใช้ฝึกฝนบำเพ็ญตนรวมถึงปรับแต่ง
ศาสตราเต๋า
เมื่อกวาดสายตามอง เห็นผู้คนกำลังตกอยู่ในความ
ทุกข์ทรมาน ร่ำไห้คร่ำครวญด้วยความโศกเศร้า
อาดูรทั่วทุกหนทุกแห่ง โลกทั้งใบหม่นหมอง
กลายเป็นสีเทาลงอย่างสมบูรณ์ สีหน้าของผู้คน
เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมสิ้นหวัง ในโลกที่แสน
เลวร้ายนี้ การมีชีวิต และ ความรู้สึกคือสิ่งที่
โหดร้ายทารุณอย่างถึงที่สุด
อู่ อวี้ หาใช่นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่โลก
อันแสนเลวร้ายนี้ มันทำให้เขาตระหนักอย่างล้ำลึก
พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของผู้ฝึกตนฝั่ายธรรมะ และ
ผู้ฝึกตนนอกรีต ก็ไม่ได้ต่างกับปุถุชนเหล่านี้แม้แต่
น้อย ทุกคนต่างมีเลือดเนื้อมีจิตใจด้วยกันทั้งสิ้น
และเนื่องด้วยเขาเคยเป็นมนุษย์ปุถุชนมาก่อน จึง
ค่อนข้างจะมีความรู้สึกที่อ่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้
ทีเดียว บัดนี้ภายในใจเปียมล้นไปด้วยโทสะอัน
ท่วมท้น ที่ไม่สามารถกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้
มันคือโทสะความโกรธแค้นที่มีต่อผู้ฝึกตนนอกรีต
ทั้งหมด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ