กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 501 : ความเกลียดชังในจิตใจอยางถึงที่สุด
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ถึงแม้
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กับเหล่ายอดฝีมือต้องการจะ
หยุดมัน แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
ชั่วขณะที่เหล่ายอดฝีมือเคลื่อนไหว ทันใดนั้นเสียง
กรีดร้องอย่างโหยหวนของ ฉิว หลงจวิน และคน
อื่น ๆ ก็ดังขึ้น จักรพรรดิมารจ้าววิญญาณ
พยาบาท ได้มาอยู่เบื้องหน้าของทุกคนแล้ว ในยาม
นี้มันดูเสมือนดั่งปีศาจ ที่กำลังค่อย ๆ ขยายร่างขึ้น
จากทั้งภายในและภายนอก ฉับพลันร่างของมันก็
ระเบิดออก แปรเปลี่ยนกลายเป็นอสูรยักษ์ที่มี
รูปร่างแปลกประหลาดในช่วงพริบตา มันไม่มีทั้ง
หัว และ หาง ไม่มีแม้แต่แขนหรือขา มันมีแค่เพียง
ปากขนาดใหญ่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง สัตว์
อสูรตนนี้มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับดักแด้ขนาดยักษ์
เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม อสูรยักษ์ตัวนี้ดูเหมือนดักแด้เพียงชั่ว
ครู่เท่านั้น แต่แล้วมันก็กระทำบางอย่างที่น่า
สะพรึงกลัวเป็นที่สุด มันเริ่มอ้าปากพร้อมกับ
ดูดกลืนดูดกลืนแสงสีขาวที่เรืองออกมาจากร่าง
ของ พญามัจจุราช ผู้นำพรรคนิกาย และ จอมมาร
เพียงชั่วพริบพวกมันก็ถูกสัตว์อสูรตนนี้กลืนกินเข้า
ไปจนหมดสิ้น!
อสูรยักษ์ได้กลืนกินสำเร็จแล้ว!
เมื่ออสูรยักษ์ดูดกลืนจนเสร็จสิ้น ก็ดูเหมือนว่าร่าง
ของมันจะหดเล็กลงเล็กน้อย อีกทั้งร่างของมันยัง
ได้เรืองแสงสีขาวอ่อน ๆ ออกมา แสงสีขาวที่ส่อง
เจิดจ้าออกมานั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่าง
ต่อเนื่อง บางครั้งก็ยังมีซุ่มเสียงแปลกประหลาดดัง
ขึ้น เสียงที่ว่านั้นเสมือนดั่งสัตว์ร้ายตัวน้อย ที่กำลัง
รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งหลังจากได้กินอาหารจน
อิ่มหนำสำราญ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วิหารพญายม กับ สี่พรรค
นิกายใหญ่ หรือบางทีอาจเป็นโลกของผู้ฝึกตนนอก
รีต พวกมันได้จบสิ้นลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว แม้ว่าจะมี
ผู้ฝึกตนนอกรีตจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในทะเลตงไห่
หากไม่นับ จักรพรรดิมาร แล้ว พวกมันก็จะไร้ซึ่ง
ผู้นำ ซึ่งถ้าให้กล่าวกันตามจริงแล้ว จักรพรรดิมาร
จ้าววิญญาณพยาบาท หาใช่ผู้ฝึกตนนอกรีตไม่
บางทีมันอาจจะเป็นแค่หุ่นเชิดของ บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ นั่นก็เพราะว่า บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ นั้นเป็นสรรพเทวะวิญญาณ ซึ่งหาได้มี
ความเกี่ยวข้องกับ ผู้ฝึกตนนอกรีต แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะมีความเกี่ยวข้องกัน
หรือไม่ การดำรงอยู่ของมันไม่ใช่ข่าวดีเลยสำหรับ
ทวีปแห่งทวยเทพ เดิมที ทวีปแห่งทวยเทพ นั้น
เป็นเอกเทศไร้ซึ่งศัตรูคู่แข่ง แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง
จักรพรรดิมาร ก็ปรากฏกายขึ้น เลวร้ายยิ่งกว่านั้น
ก็คือในเวลานี้มันกำลังดูดกลืนผู้มีพื้นฐานฝึกตนอยู่
ในระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ทั้ง 8 ไป รวมถึง
จอมมารเกือบทั้งหมดของทะเลตงไห่ที่รอดชีวิตไป
ได้ มันช่างเหลือเชื่อเหลือคณา!
” พวกเราทั้งหมดถอยก่อน!” เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า จักรพรรดิมาร นั้นน่า
สะพรึงกลัวมากเพียงไร หลังจากได้เห็นว่าผู้มีฝีมือ
ระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ถูกดูดกลืนเข้าไป
หลังจากนั้นเขาก็สั่งให้ผู้ฝึกตนใน ทวีปแห่งทวย
เทพ ทั้งหมดล่าถอยกลับ ด้วยเพราะมีความเป็นไป
ได้ว่า จ้าววิญญาณพยาบาท จะมุ่งเปั้าความสนใจ
มาทางพวกเขา ซึ่งถ้าหาก อู่ อวี้ พร้อมกับกลุ่มคน
อื่นถูกกลืนกินเข้าไปด้วย ย่อมแน่แท้แล้วว่า การ
บดขยี้ ทวีปแห่งทวยเทพ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีก
ต่อไป!
จอมกระบี่ กับ เหล่าขุนพล และ ยอดฝีมือคนอื่น ๆ
ล้วนเป็นกำลังสำคัญของ ทวีปแห่งทวยเทพ
บัดนี้โลกของ ผู้ฝึกตนนอกรีต ได้พังทลายลงอย่าง
สมบูรณ์แล้ว ฉะนั้นจะต้องปกปั้อง ทวีปแห่งทวย
เทพ เอาไว้ให้จงได้! ซึ่งการกระทำเช่นนี้แสดงให้
เห็นว่า ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กับเหล่ายอดฝีมือ หา
ได้เกรงกลัวพร้อมพลีชีพได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นนอกเหนือจากยอดฝีมือระดับ ก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะ ทุกคนก็ล่าถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว อู่ อวี้
ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ล่าถอย แต่ในใจของเขามิได้
ยินยอม! ในเวลานี้เขาเงยหน้าขึ้นมอง จักรพรรดิ
มาร อีกครั้ง เขารู้สึกห่วงกังวลไม่สบายใจ บางที
ยามนี้เขาอาจจะเข้าใจทั้งหมดแล้วว่าเพราะเหตุใด
จักรพรรดิมาร ถึงมีความมั่นอกมั่นใจยิ่งนัก ว่ามัน
สามารถบดขยี้ทำลาย ทวีปแห่งทวยเทพ ลงได้
ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามันยิ่งมี
โอกาสที่จะเป็นไปได้!
ถ้าให้กล่าวถึงความรู้สึกภายในใจ ของผู้ฝึกตนทุกผู้
ใน ทวีปแห่งทวยเทพ คงต้องบอกว่ากำลังรู้สึกมืด
แปดด้าน
อู่ อวี้ พร้อมกับเหล่าสหายร่วมรบคนอื่น ๆ ต่างพา
กันล่าถอย ยอดฝีมือผู้อยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะทั้งหมดใน ทวีปแห่งทวยเทพ ต่างกำลัง
เผชิญหน้ากับศัตรูโดยไม่มีผู้ใดคิดหันหลังกลับ เต็ม
ใจที่จะเสียสละชีวิตของตนเอง เพื่อส่งต่ออนาคต
ให้แก่ชนรุ่นหลัง ในตอนนี้พวกเขาทั้งหมดกำลัง
โอบล้อมจักรพรรดิมารเอาไว้อีกครั้ง ด้วยเพราะ
จักรพรรดิมารกำลังทำการย่อยสลายสิ่งที่มันได้
ดูดกลืนเข้าไป นับเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยว และ
เป็นโอกาสอันดีการโจมตีที่สุด!
“สังหารรรรร!”
เสียงแผดร้องดังประดุจสายอัสนีฟาดพาลงมา
ยอดฝีมือระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะทุกคน โจมตี
เข้าใส่ในเวลาเดียวกัน!
พวกเขาพากันชักศาสตราวิถีแท้คู่ชีพของตนเอง
ออกมา
ในขณะนี้ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง พร้อมประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูแลคนอื่น ๆ ได้รวมพลังผสานเป็น
หนึ่งพวยพุ่งเข้าโจมตีศัตรู
ในที่สุด อู่ อวี้ ได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง เขาคือวีรบุรุษที่เป็นแบบอย่าง ๆ
แท้จริง สีหน้าแลท่าทีของเขาในเวลานี้ดูดีสง่างาม
เป็นอย่างมาก แล้วทันใดนั้นร่างของชายชรา
ธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง ก็เรืองแสงสว่างเรืองรองภายใต้
ผิวหนังของเขายามนี้ปรากฏแสงสีทองสว่างเจิดจ้า
แม้แต่เส้นผมสีขาวก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นสีทองคำ
แล้วรูปโฉมใบหน้าก็ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างมากเพียง
ชั่วพริบตา
ร่างกายของเขากำลังส่องแสงสว่างเจิดจ้าเป็น
อย่างยิ่ง ทันใดนั้นก็มีชุดเกราะทองคำปรากฏขึ้น!
ชุดเกราะทองคำบริสุทธิ์นี้มีความคล้ายคลึงชุด
เกราะสีดำของ จอมจักรพรรดิ มันอาจจะอยู่ใน
ระดับศาสตราเต๋าวิถีแท้ ชุดเกราะสีดำนั้นดู
อหังการดุร้าย แต่ชุดเกราะสีทองคำนี้ดูทรงพลังแล
สง่างามยิ่งนัก แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่ง
วิญูชนผู้เป็นเสมือนดั่งราชาผู้ทรงอำนาจ!
ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือศาสตราเต๋าวิถี
แท้ ‘เจดีย์ประมุขฟั้า’ ที่อยู่ในมือของเขา มันกำลัง
หมุนติ้วอย่างน่าสะพรึงกลัว หลังจากนั้นมันก็ลอย
ไปอยู่เหนือศีรษะของ จักรพรรดิมาร ในเวลานี้
เจดีย์ประมุขฟั้า ขยายใหญ่โตเป็นอย่างมาก เจดีย์
หลังนี้มีทั้งหมดอยู่ 9 ชั้น แต่ละชั้นเสมือนดั่งมีเทพ
เซียนประทับอยู่ ทันใดนั้น เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ก็ปลดปล่อยพลังออกมาถึงขีดสุด ชั่วพริบตา
นั้นเองเหล่าเทพเซียนที่สถิตอยู่บน เจดีย์ประมุขฟั้า
จำนวนนับไม่ถ้วนก็เปล่งสุรเสียงท่องสัจจคาถา
ขึ้นมาพร้อมกัน หลังจากนั้นลำแสงสีทองก็พวยพุ่ง
ลงมาปกคลุมทั่วทั้งศีรษะของ จักรพรรดิมาร
ฉับพลันนั้นเองเจดีย์ประมุขฟั้าก็ร่วงกระแทกลง!
จอมจักรพรรดิผู้สวมใส่ชุดเกราะสีดำบริสุทธิ์ ซึ่งอยู่
ถัดจากเจ้านครจักรพรรดิเพลิง ร่างของเขาแผ่กลิ่น
อายความแข็งแกร่งน่าเกรงขามออกมาอย่างน่า
เหลือเชื่อ ในมือของเขาถือจับง้าวสงครามสีดำซึ่งมี
3 คมดาบ ดุจดั่งคมเขี้ยวของมังกรอันแข็งแกร่งที่
ถูกหลอมสร้างขึ้นมาจากเหล็กกล้า ดูองอาจ
อหังการ เมื่อดูจากรูปลักษณ์แลกลิ่นอายที่แผ่
ออกมา มันจะต้องแข็งแกร่งทรงพลังไม่ด้อยกว่า
เสามังกรสมุทรคลั่ง อย่างแน่นอน
จอมจักรพรรดิร้องคำราม ใช้ศาสตราวิถีแท้สีดำ
สนิทฟาดฟันโจมตีเข้าใส่คู่ต่อสู้ในทันที ทันใดนั้น
เปลวเพลิงสีดำที่ลุกโชนไปด้วยความกราดเกรี้ยวก็
พวยพุ่งขึ้น ท่ามกลางเปลวเพลิง ซึ่งกำลังลุกโชน
โหมกระหน่ำจนไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนนั้น ก็
ปรากฏเป็นพยัคฆ์ทมิฬ กำลังวิ่งพล่านอยู่ภายใน
เปลวเพลิงเกรี้ยวกราด กระโจนกัดงับ จักรพรรดิ
มาร
ส่วนทางฝัง ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู บัดนี้ร่างของ
ท่านกำลังอาบชโลมไปด้วยแสงสีขาว ประดุจดั่ง
เทพเซียนจุติลงมา ในมือของเขาปรากฏกระจก 8
ทิศขึ้น แน่นอนว่ากระจก 8 ทิศนี้ เป็นศาสตร์ตรา
เต๋าวิถีแท้ที่อยู่ในระดับเดียวกับ เจดีย์ประมุขฟั้า
ซึ่งเบื้องหน้าของ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ได้ปรากฏ
ประตูเต๋าขึ้น ประตูนี้ปกคลุมไปด้วยหมอกเซียนซึ่ง
ลอยอ้อยอิ่งหนาแน่น ดูเหมือนดั่งสรวงสวรรค์ก็มิ
ปาน ทันใดนั้นก็มีพลังหลากหลายชนิดพวยพุ่ง
ออกมาจากประตู แบ่งเป็น วายุ อัคคี วารี อัสนี
อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่า วายุ อัคคี วารี อัสนี นี้
ไม่ใช่เพียงพลังธรรมดาสามัญ แต่มันคือเพลิงอัคคี
และ อัสนี ที่ถูกส่งออกมาจากวิหารสวรรค์ พลังทั้ง
4 ธาตุที่ดูธรรมดาสามัญเหล่านี้ แท้จริงแล้วกลับ
แฝงเร้นไปด้วยพลังอำนาจอันน่าสะพรึง ซึ่งอย่าง
น้อยๆ หากจอมมารระดับสามัญ สัมผัสกับพลังนี้
เข้า ร่างของมันจะถูกบดขยี้จนสูญสลายตกตายไป
อย่างแน่นอน!
สิ่งที่ทรงพลังมากที่สุดของการผสานร่วมมือกัน
ระหว่าง 7 เซียนกระบี่แห่งซูซัน กับ ตระกูลเทียน
อี้ นั่นก็คือ 1 ค่ายกลกระบี่ 7 คน ส่วนอีก 1 ก็คือ
เกาทัณฑ์คู่ผสาน เมื่อได้รับโอกาสอันหาได้ยากยิ่งนี้
ทุกผู้คนจึงได้พยายามอย่างสุดความสามารถทุ่มเท
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ผู้คนทั่วทั้ง ทวีปแห่งทวยเทพ
จะอยู่หรือตาย หรือทวีปแห่งนี้จะถูกบดขยี้หรือไม่
ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานี้เท่านั้น
ในช่วงเวลานี้ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กับ เหล่ายอด
ฝีมือคนอื่น ๆ แสดงออกด้วยท่าทางจริงจังยิ่ง
พวกเขาต่างตระหนักได้อย่างชัดแจ้งว่า คนผู้นี้น่า
สะพรึงกลัวยิ่งกว่าจอมมารหน้าไหน ๆ ซึ่งอันที่จริง
แล้วความน่าสะพรึงกลัวของมันมาจากบรรพชน
มารกลืนสวรรค์ ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจความน่า
สะพรึงกลัวของบรรพชนมารกลืนสวรรค์อย่างแจ่ม
แจ้ง ได้จากการต่อสู้ในครั้งนี้ ถ้าหากการปิดล้อม
ในครั้งนี้ไม่สามารถสังหารจักรพรรดิมาร ได้แล้วละ
ก็ เกรงว่าหลังจากนี้จักรพรรดิมารคงได้บดขยี้
สังหาร เหล่ายอดฝีมือทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพจน
สิ้น!
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุดก็คือ มันจะกลืนกินผู้ที่
มันสังหารลงไป จากนั้นก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย
ๆ ซึ่งจำนวนผู้ตกตายไปในที่แห่งนี้ก็เพิ่มสูงมากขึ้น
เรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน
จิตใจของเหล่ายอดฝีมือใน ทวีปแห่งทวยเทพ
เปียมล้นไปด้วยคลื่นพายุคลั่งที่ม้วนกวาดผ่านไป
ทั่วทุกสารทิศ!
แม้แต่เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็ยังแสดงออกด้วย
ท่าทางราวกับว่าพร้อมที่จะตกตายไปในสงคราม
ครั้งนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมิได้เอื้อนเอ่ยเลยวาจา
ใด ๆ ออกมา แต่ทุกคนก็จะหนักดีว่า มันคือคู่ต่อสู้
ที่สามารถบีบบังคับให้สวรรค์ต้องส่งเหล่าเทพ
เซียนที่แท้จริงจุติลงมาเผื่อบดขยี้ผนึกมัน
ชั่วขณะนี้เอง นอกจากเสียงการโจมตีของเหล่า
ยอดฝีมือแห่ง ทวีปแห่งทวยเทพ แล้ว ทุกสรรพ
สิ่งโดยรอบต่างเงียบกริบราวกับความตาย!
ตูมตูมตูม!
จากนั้น เหล่ายอดฝีมือในอาณาจักรก่อสร้างกำเนิด
จิตเทวะกว่า 20 ชีวิตก็เปิดฉากโจมตีเข้าใจ
จักรพรรดิมารทันที วิชาเวทแทบทุกชนิดสาดซัด
โหมกระหน่ำเข้าใส่มันอย่างต่อเนื่อง! ขณะที่แสง
หลากสีส่องสว่างสาดกระจายไปนับหมื่นลี้ พื้น
ปฐพีของทวีปแห่งทวยเทพ ก็สั่นสะเทือนอย่าง
รุนแรง โดยเฉพาะการโจมตีจากศาสตราเต๋าวิถีแท้
ทั้งสอง เจดีย์ประมุกฟั้า ของเจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง กับ ‘กระจกแปดทิศซ่างหยวน’ ของประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู หนึ่งสั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ทุกชั้น
ฟั้า ส่วนอีก หนึ่งปราบปรามสะกดข่มลงสู่ผืนปฐพี
ชั่วขณะต่อมา ก็บังเกิดเป็นอำนาจทำลายล้าง
สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี ม้วนกวาด
ผ่านไปทั่วทั้งทิศบูรพาของทวีปแห่งทวยเทพโยก
คลอนสั่นสะเทือนปฐพีอย่างรุนแรง จนพื้นพสุธา
ปรากฏรอยแตกแล้วแพร่กระจายออกไปทั่ว
ผู้คนทั้งหมดต่างกันลมหายใจ จ้องมองไปยังภาพที่
อยู่เบื้องหน้า
” จักรพรรดิมาร เจ้าจะต้องตาย … ”
” ข้าคิดว่ามันน่าจะถูกสังหารไปเสียที เพราะ
อย่างไรเสีย พวกเขาก็คือยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเป็น
อย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่ายามนี้พวกเขาได้ปลดปล่อย
พลังออกมาถึงขีดสุดแล้ว … ”
” ถ้าการโจมตีนี้ยังไม่อาจสังหารมันได้ หลังจากนี้ก็
คงหายนะจริง ๆ แล้ว พวกเราทุกคนคงได้ถูก
จักรพรรดิมารกลืนกินเสียจนสิ้น … ”
” จักรพรรดิมารน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง พวกเรา
จบสิ้นแล้ว ! ”
” มันต้องตาย มันต้องตาย อ๊ากกก! ”
เหล่าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋าต่างรู้สึกวิตกกังวลเป็น
อย่างยิ่ง พวกมันต่างแหงนหน้าขึ้นมองไปยัง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องนภา ซึ่งอยู่ห่างไกล
ออกไป
ในเวลานี้ อู่ อวี้ กับคนอื่นยังคงล่าถอยออกไปอย่าง
ต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขาปรารถนาจะออกจากสนามรบ
นี้โดยเร็วที่สุด
ระหว่างที่ อู่ อวี้ กำลังล่าถอย เขาก็หันไปมองยัง
ตำแหน่งของจักรพรรดิมาร
สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างในจิตใจของเขา
เมื่อใดก็ตามที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จะเกิดเหตุการณ์
สิ้นหวังขึ้นกับผู้คนอยู่เสมอ
หากไม่มีอันใดผิดพลาด จักรพรรดิมาร ผู้แข็งแกร่ง
ผู้ซึ่งเป็นหุ่นเชิดของบรรพชนมารกลืนสวรรค์
หลังจากที่มันกลืนกินยอดฝีมือทางฝังผู้ฝึกตนนอก
รีตเข้าไปทั้งหมดแล้ว ผู้ฝึกตนจากทวีปแห่งทวย
เทพก็จมลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวังอีกครั้งอย่าง
แน่นอน!
บนตำแหน่งของ จักรพรรดิมาร แสงสีขาวได้จาง
หายไป และถูกแทนที่ด้วยกระแสน้ำวนขนาดใหญ่
สีเทาที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน วังวนสีเทานี้หมุน
วนอย่างรุนแรง มีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ประมาณ
1,000 จ้าง ปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาล
ผลักดันให้เหล่ายอดฝีมือจาก ทวีปแห่งทวยเทพ
ต้องถอยร่นกลับไป และในช่วงเวลานี้ เคล็ดวิชา
แก่นแท้ฟั้าดิน กับ พลังอิทธิฤทธิ์ทั้งหมดซึ่งถูก
ปลดปล่อย โหมกระหน่ำโจมตีเข้าใส่ร่างของ
จักรพรรดิมาร ได้ถูกห้วงวังวนสีเทานี้กลืนกินเข้า
ไปจนสิ้น!
ระหว่างที่ห้วงวังวนสีเทานี้หมุนวน ก็ก่อให้เกิด
คลื่นพายุพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่
กลืนกินการโจมตีของทุกคนเข้าไป แม้แต่ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ของเหล่ายอดฝีมือก็ถูกกลืนกินเข้าไป
ด้วย เหล่ายอดฝีมือจากทวีปแห่งทวยเทพที่
เผชิญหน้ากับมันในเวลานี้ ต่างรู้สึกได้ถึงแรงฉีก
กระชากอันมหาศาล ซึ่งปรารถนาจะดูดกลืนทุก
สรรพสิ่ง สิ่งที่พวกเขาทำได้ในเวลานี้คือการเก็บ
ศาสตราเต๋าของตนเองโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้น
ศาสตราของพวกเขาจะถูกวังวนนี้กลืนกินจน
หายไป!
แน่นอนว่ายามเมื่อพวกเขาเก็บศาสตราเต๋าวิถีแท้
ของตนเองกลับ การโจมตีประสานเมื่อครู่ย่อม
ชะงักและถูกทำลายลง
ทันใดนั้นเองห้วงวังวนสีเทา ก็หายไปต่อหน้าต่อตา
ของทุกคน เผยเห็นร่างของจักรพรรดิมาร ที่
ปรากฏขึ้นบนตำแหน่งใจกลางของห้วงวังวน ผิว
ทั่วทั้งร่างของมันเป็นสีเทา เส้นผมสีเทายาวสยาย
มีดวงตาคู่สีแดงโลหิต มันใช้ดวงตาสีแดงโลหิตนี้
กวาดผ่านร่างของทุกผู้คน ซึ่งในเวลานี้พวกมันหา
ได้รับบาดเจ็บใด ๆ แม้แต่น้อย มันหรี่ตาลง
จากนั้นก็แสยะยิ้มขึ้นที่มุมปาก หลังจากเงียบอยู่ครู่
หนึ่ง มันก็กล่าวขึ้นว่า ” ครั้งหนึ่งพวกเจ้าเคยเป็นผู้
ที่ทำให้ข้าต้องแหงนมองขึ้นไปเท่านั้น การเป็นผู้
อ่อนแอมากที่สุด ก็สามารถทำให้ข้ารู้สึกว่าความ
ตายนั้นดีกว่าการมีชีวิตอยู่ พวกมันทำให้ข้าได้รู้ว่า
อะไรคือความทุกข์ทรมานมากที่สุดในโลกนี้… ”
มันกล่าวขึ้นพร้อมกับหัวเราะอย่างโอหัง เสมือน
ราวกับว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในที่แห่งนี้
ในท้ายสุด ผู้ฝึกตนจะทวีปแห่งทวยเทพแทบ
ทั้งหมดก็รู้สึกหวาดกลัวมันเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่
เหล่ายอดฝีมือรวมพลังเข่นคร่าสังหารมัน ก็ยังมิ
อาจสังหารมันได้ อีกทั้งยามนี้มันได้กลืนกินพลัง
ของผู้ฝึกตนนอกรีตเข้าไปทั้งหมด แล้วพวกเขาจะ
จัดการกับมันได้อย่างไรเล่า?
จ้าววิญญาณพยาบาท เดิมทีมันเป็นมนุษย์ ซึ่งถูก
จับเป็นทาสอยู่ใน สี่หมู่เกาะตงหยาง
” ไม่มีผู้ใดสามารถจินตนาการได้ ว่าข้าเกลียดชัง
ทุกผู้คนที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าข้ามากมาย
เท่าใด!”
จักรพรรดิมารไม่รีบร้อนโจมตีสวนกลับ มันยังคง
มองดูผู้ฝึกตทั้งหมดด้วยรอยยิ้ม เสมือนกับว่านี่คือ
โลกของมัน สำหรับยามนี้หากมันต้องการสนทนา
พูดคุย ก็ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งมันได้ ซึ่งในเวลานี้
เจ้านครจักรพรรดิเพลิงกับยอดฝีมือคนอื่น ๆ ได้
ผสานกำลังปั้องกันอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขา
กำลังเผชิญหน้ากับ จักรพรรดิมาร แล้วมีโอกาสได้
พักเหนื่อยชั่วคราว ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังอดคิด
ไม่ได้ว่า ในท้ายสุดแล้วจะสามารถเอาชนะ
จักรพรรดิมาร ได้ด้วยวิธีใด ?
อู่ อวี้ ได้ยินเรื่องนี้อย่างแช่มชัด
จุดเริ่มของ จ้าววิญญาณพยาบาท ก็คือความ
เกลียดชัง ด้วยเพราะครั้งหนึ่งมันเคยอ่อนแอ
ฉะนั้นมันจึงเกลียดชังทุกผู้คนที่มีฝีมือเหนือกว่ามัน
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าผู้ใดหน้าไหนที่แข็งแกร่งเหนือกว่า
มัน ล้วนเป็นผู้ที่มันเกลียดชังทั้งสิ้น
มันเกลียดชังสวรรค์ เกลียดโลกนี้ ด้วยความเกลียด
ชังอันแรงกล้าอยู่ภายในหัวใจของมัน เมื่อ
จักรพรรดิมาได้รับความสามารถอันน่าสะพรึงกลัว
ของบรรพชนมารกลืนสวรรค์ จึงกล่าวได้ว่าความ
เกลียดชังคือแรงผลักดันของมัน มันจึงหมายมา
กบดขยี้ทำลายทุกสรรพสิ่ง
ความเกลียดชังอันแรงกล้านี้ อาจเป็นเหตุผลที่ทำ
ให้ บรรพชนมารกินสวรรค์ เลือกตัวมัน
แทนที่จะเลือก เทียนไห่ อวี้ฝูเหยา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ