กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 502 : จี้ หลิงหลง
“บางทีอาจเป็นเพราะสัญชาติญาณบนร่างกาย
ใหม่นี้ อีกทั้งร่างกายของข้าต้องทนทุกข์ทรมาน
จากพิษมานับไม่ถ้วน ในวันนี้วิหารพญายมถูก
ทำลายไป อีกทั้งเหล่าผู้ฝึกตนจบสิ้น แต่มันกลับยัง
ไม่เพียงพอ ข้าขอสาบานว่าสักวันหนึ่ง ข้าจะต้อง
แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ เหยียบย่ำทุกผู้คน ข้าจักต้อง
กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด จะได้ไม่มีใครมา
รังแกข้าได้อีก ข้าจะให้ทุกคนต้องอ้อนวอนขอ
ความเมตตาจากข้า! หากไม่ทำเช่นนั้นข้าจะสังหาร
มันเสีย!“
จักรพรรดิมารอยู่ในท่าทางที่สุขุมยิ่ง ดวงตาอัน
แดงก่ำของมันได้มองกวาดผ่านทุกผู้คน
เดิมทีมันเกลียดชังผู้ฝึกตนนอกรีตเข้ากระดูกดำ ไม่
น่าแปลกใจเลยที่มันได้เตรียมตัวกลืนกินผู้ฝึกตน
นอกรีตเหล่านี้มาตั้งนานแล้ว
แต่ทว่ามันก็เกลียดชังเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับสูงบน
ทวีปแห่งทวยเทพเช่นกัน มันไม่เคยรู้เลยว่า เหล่า
ปุถุชนที่อยู่บนทวีปแห่งทวยเทพนั้นอยู่สุขสบาย
เพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เคยเป็นชีวิตที่มันใฝั่ฝัน
เอาไว้ อย่างไรก็ตามทำไมพวกเขาไม่จัดการถอน
รากถอนโคนเหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตเสีย แต่กลับ
ปล่อยให้เหล่าผู้ฝึกตนอนกรีตบน 4 หมู่เกาะตงห
ยาง อยู่อย่างสุขสำราญเยี่ยงนี้?
สุดท้ายสายตาของมันตกไปอยู่บนร่างของประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู เพียงแค่เห็นเขามันก็แลบลิ้นสีขาว
ซีดออกมาเลียริมฝีปากของมัน พร้อมกับยกยิ้ม
ออกมาอย่างเชื่องช้าและกล่าวว่า “จงส่งสิ่งที่เป็น
ของข้าคืนมาเสีย แล้วข้าจะหยุดเพียงเท่านี้
ไม่เช่นนั้นหากข้าพบเจอใคร ข้าจะสังหารมันให้สิ้น
ไม่ว่าใครจะต้องถูกข้ากลืนกินอย่างน่าเวทนาจน
กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้า จากนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
บนทวีปแห่งทวยเทพจะกลายเป็นอาหารของข้า
แต่ถ้าทำให้เรื่องมันง่าย ข้าก็จะคิดดูใหม่”
จากท่าทีและคำพูดของมัน ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่า
จักรพรรดิมาร ในตอนนี้ได้กลายเป็นปีศาจเป็นที่
เรียบร้อย ซึ่งมันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเหล่าผู้ฝึกตน
นอกรีตเสียอีก
ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือล้ำกว่าทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนหรือผู้ฝึกตนนอกรีต ล้วนแต่จะ
กลับเป็นอาหารอันโอชะของมัน ดังนั้นในสายตา
ของมันมันจึงคิดว่ามันอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่
อาหาร มันสามารถกลืนกินทุกสิ่ง เขมือบได้ทุก
อย่าง
ความกดดันทั้งหมดในขณะนี้อยู่บนร่างของประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู
“อย่าได้ส่งไปเชียว การส่งไข่ให้กับมันก็นับว่าได้ว่า
พ่ายแพ้อย่างสิ้นท่า ถึงแม้ว่าจะส่งไข่ให้มันไป
จักรพรรดิมารก็จะไม่ยอมปล่อยพวกเขา และจะไม่
ปล่อยทวีปแห่งทวยเทพอย่างแน่นอน ถึงแม้มันจะ
เมตตาเล็กน้อย แต่ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี เพราะไม่ว่า
ยังไงพวกเราก็ต้องตาย”
ในใจของ อู่ อวี้ ตระหนักดีเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นพวกประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูที่กำลังพักฟืน
ร่างกายในชั่วเวลาสั้นๆ จึงได้เลือกที่จะสู้ตาย พวก
เขาเข้าใจว่าทวีปแห่งทวยเทพที่อยู่มาหลายหมื่นปี
ย่อมเกิดจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ หลังจากวันนี้
ไป ชีวิตและความตายของทวีปแห่งทวยเทพ ได้อยู่
ในมือของผู้ฝึกตนขั้นก่อร่างกำเนิดจิตเทวะทั้ง 20
กว่าคนนี้แล้ว
บางทีอาจจะมีคนที่ไม่ยอมตกตายไปเช่นนี้ แต่
อย่างไรก็ตามรากฐาน คนรัก สหาย ดินแดนที่เลี้ยง
ดูพวกเขามา ล้วนอยู่บนทวีปแห่งทวยเทพ พวก
เขาไม่อาจจะหันหลังกลับได้ พวกเขาจะต้องสู้หลัง
ชนฝาอยู่ที่นี่เพียงเท่านั้น!
ดังนั้นประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูจึงกล่าวออกมาโดยที่ไม่
ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หากเจรจาล้มเหลวเช่นนี้ ก็
เอาชีวิตเข้าแลกเสีย!”
ขณะนี้ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง กำลังเร่งให้ อู่ อวี้
และคนอื่นๆ เร่งหลบหนีไป ความจริงแล้วมียอด
ฝีมือบางส่วนหนีจากไปแล้ว แต่ว่าคนส่วนใหญ่ที่
จากไปล้วนบังเกิดเป็นความไม่ยินยอมในจิตใจขึ้น
อีกทั้งยังมีหลายคนที่หลบลี้ไปครึ่งทางแต่ก็ยัง
ย้อนกลับมาอีก ทำให้ที่ฐานทัพของผู้ฝึกตนบน
ทวีปแห่งทวยเทพ ยังคงปรากฎผู้ฝึกตนหลายแสน
คนมารวมตัวกันอยู่
แต่ว่าก็มีคนอีกร่วมแสนที่หลบหนีไปไกลแล้ว
ส่วนทางฝังของผู้ฝึกตนนอกรีต หลังจากที่ 8 พญา
มัจจุราช ตายไปแล้ว ผู้ฝึกตนนอกรีตทั้งหลายก็เริ่ม
หลบหนีจากไป
ถึงแม้ว่าจะมีผู้ฝึกตนบางคนหนีไป แต่มันก็ไม่ได้
ส่งผลกระทบต่อ อู่ อวี้ ที่ยืนหยัดอยู่ในที่แห่งนี้
“อู่ อวี้!”
ฉับพลันนั้นเองเสียงของประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูพลัน
ดังก้องขึ้นอยู่ในหูของเขา
“เจ้ารีบออกไปจากที่นี่อย่างเงียบๆ! ออกไปจาก
ทวีปแห่งทวยเทพ! ข้าได้ใช้ กระจกแปดทิศซ่าง
หยวน ย้ายไข่ไปอยู่ในถุงจักรวาลของเจ้าแล้ว เจ้า
ต้องออกจากทวีปแห่งทวยเทพไปพร้อมกับไข่ใบนี้
เจ้าต้องหลบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่า
ให้จักรพรรดิมารหาเจ้าพบ! ถ้าหากว่าพวกเรา
สามารถเอาชนะมันได้แล้ว ข้าก็จะบอกให้เจ้า
กลับมา ”
อู่ อวี้ ไม่ได้คาดคิดว่าเขากำลังเตรียมการสำหรับ
ขั้นตอนสุดท้ายเช่นนี้ แน่นอนถึงแม้ว่าพวกเขาจะ
ถูกสังหารจนหมด แต่พวกเขาก็ไม่ยินยอมที่จะให้
จักรพรรดิมาร ได้ไข่ใบนี้ไป
แต่ว่า ทำไมคนที่ถูกเลือกถึงเป็นตัว อู่ อวี้ ?
พรรคซ่างหยวนก็มีอัจฉริยะผู้มากพรสวรรค์ ซึ่งดู
เหมือนว่าคนคนนั้นจะมีชื่อว่า จี้ หลิงหลง ทั้งนาง
ยังเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู
ชื่อเสียงของนางนั้นขจรไปไกล เมื่อเปรียบเทียบกับ
หนานกง เหว่ย และ เปั่ยซาน ม่อ แล้วนางยังมี
ชื่อเสียงเลื่องลือยิ่งกว่า มีข่าวลือว่าในภายภาค
หน้านางจะได้สืบทอดมรดกจากประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่
ซูอย่างแน่นอน ตัวนางนั้นที่ยืนรั้งด้านหลังย่อมทำ
ให้อนาคตของพรรคซ่างหยวนถือกำเนิดใหม่อย่าง
แน่แท้ แต่ทำไมประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูถึงได้เลือกตัว
เขาให้รับหน้าที่เช่นนี้?
“นี่เป็นสิ่งที่เจ้าได้รับมา มันเป็นชะตากรรมของเจ้า
ไข่ใบนี้ไม่สามารถทำลายมันได้ เพียงแค่เจ้านำมัน
ไปให้ไกลก็เพียงพอ ในหมู่คนหนุ่มสาว เจ้านั้นโดด
เด่นยิ่งกว่าใครๆ ข้าขอฝากความหวังนี้ให้กับเจ้า
และหากไม่รังเกียจ ข้าขอให้พา จี หลิงหลง ไป
ด้วย ถ้าหากว่าทวีปแห่งทวยเทพนี้ถูกทำลายลงไป
จำต้องมีคนฟืนฟูมันขึ้นมาใหม่อีกครา”
มีหลายครั้งที่ อู่ อวี้ แสดงความมุ่งมั่นออกมา
ความเพียรและความกล้าหาญของเขา มันคือสิ่งที่
อยู่นอกเหนือจากพรสวรรค์ และในด้านนี้เขาก็มี
มากกว่า หนานกง เหว่ย และ เปั่ยซาน ม่อ บางที
นี่อาจจะเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของเขา ซึ่งเริ่มจาก
การเป็นปุถุชนสามัญมาก่อน ฉะนั้นเขาจึง
กลายเป็นตัวตนที่มีบุคลิกนิสัยอันพิเศษยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เขาทำไม่ลง……
“ประมุขศักดิ์สิทธิ์ ท่านกล่าวว่าทวีปแห่งทวยเทพ
อาจจะล่มสลายไปได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่อาจที่
จะหลบลี้ไปจากที่นี่ได้ ท่านหาคนอื่นมาทำหน้าที่นี้
แทนเถิด……”
จะต้อง ละทิ้งบุคคลสำคัญ ละทิ้งบ้านเกิด เพื่อหนี
รักษาชีวิตเอาไว้ จะให้ทำได้ยังไงกันเล่า? อู่ อวี้ ไม่
อาจจะหักห้ามใจของตนเองได้ เขาไม่ต้องการที่จะ
หลบหนี แม้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ เขาไม่อาจจะช่วย
อะไรได้ก็ตาม!
“อู่ อวี้ อย่าดื้อรั้น ในตอนนี้ทวีปแห่งทวยเทพอยู่
ในอันตราย ทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ
ภารกิจของพวกเราก็คือการสังหารจักรพรรดิมาร
เจ้าเป็นความหวังของทวีปแห่งทวยเทพ ทั้งยัง
เหมาะสมที่สุดที่จะมาเป็นผู้นำในอนาคต ใจจริงข้า
อยากจะฝึกฝนเจ้าเพื่อให้กลายเป็นเจ้านคร
จักรพรรดิคนต่อไป แต่หาได้มีโอกาสเช่นนั้น จงจำ
เอาไว้ หากไม่มีทวีปแห่งทวยเทพแล้ว เจ้าก็จะต้อง
แบกรับหน้าที่ในการก่อตั้งนครจักรพรรดิเพลิง
ขึ้นมาใหม่ บ้านเกิดของเราถึงจะถูกทำลาย แต่
รากฐานห้ามมิอาจสั่นคลอน!”
จากนั้น เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็ได้กล่าวกับเขา
ด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด
จอมจักรพรรดิกล่าวเสริมว่า “อู่ อวี้ หากเจ้าเป็น
ลูกผู้ชายก็อย่ามัวแต่ใจเสาะ! เจ้ามีโอกาสที่จะหวน
กลับมาล้างแค้นได้ พวกเราล้วนแต่เชื่อใจเจ้า
เพราะยังไงแล้วเจ้าก็เป็นถึงผู้ทำลาย วิหารพญา
ยม!”
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ตระหนักยิ่งกว่าเดิมว่าเขาไม่
เต็มใจที่จะจากไป ไม่ใช่เพราะว่าเขาใจเสาะ แต่
เขาไม่อาจที่จะหลบหนีไปคนเดียวได้ เขามิอาจ
แบกรับความเกลียดชังไปทั้งชีวิตได้! ถ้าหากทวีป
แห่งทวยเทพจะต้องล่มสลายลงไป เช่นนั้นเขาจะ
สามารถยืนหยัดขึ้นมาอีกได้อย่างไร?
ที่ด้านข้างของเขา ใบหน้าของ จิ่วอิง ปรากฎความ
กังวล เขาได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นบอกกับจักรพรรดิอิง
แล้ว อีกทั้งคาดว่า จักรพรรดิจู้ ก็น่าจะรับรู้แล้ว
ด้วยเช่นกัน จักรพรรดิมารไม่มีทางที่จะร่วมมือกับ
ใครได้ มันคิดเพียงแค่จะกลืนกินทุกสิ่งอย่างเดียว
ซึ่งในตอนนี้ทั้ง 2 คนย่อมมาช่วยอย่างแน่นอน
จักรพรรดิปีศาจทั้งสองแข็งแกร่งล้ำเลิศ แต่น่า
เสียดายที่พวกเขาอยู่ไกลเกินไป และสำหรับเหล่า
ปีศาจแล้ว ข้อดีในตอนนี้ก็คือสามารถนำเหล่า
ปีศาจทั้งหมดหลบหนีไปจากทวีปแห่งทวยเทพตง
เสินได้ หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด เขาเขาอาจจะ
สามารถปกปั้องรากฐานของตัวเองได้!
“อู่ อวี้ เจ้าพา เหว่ยเอ๋อไปด้วย! ข้าเกลียดชังเจ้า
ชิงชังเจ้า แต่ตอนนี้ทวีปแห่งทวยเทพกำลัง
เผชิญหน้ากับหายนะ เจ้าจะต้องลุกยืนขึ้น! เจ้ากับ
ข้ายังมีความขัดแย้งกันอยู่ แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะละ
ทิ้งความแค้นในอดีต และช่วยเหลือนาง” แม้แต่
เซียนกระบี่กุ้ยหยางก็กำลังเอ่ยปากขอร้อง อู่ อวี้
พวกเขาต้องการให้ อู่ อวี้ เป็นผู้นำ นำพาเหล่า
อัจฉริยะแห่งทวีปแห่งทวยเทพหลบหนีไป อู่ อวี้
เป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากมายบนทะเลตะวันออก
การที่เขาเป็นผู้นำ บางทีอาจจะทำให้ผู้มีชีวิตรอด
มากกว่าเดิม แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องจำกัดคนให้
น้อยเข้าไว้ มิฉะนั้นโอกาสที่จักรพรรดิมารหาพวก
เขาเจอก็จะมากยิ่งขึ้น
บัดนี้ทุกคนต่างกล่าวกับตนไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ อู่ อวี้ ไม่อาจที่จะแบกรับภาระนี้ได้ไหว
ในช่วงเวลาไม่กี่วันมานี้ เขาต้องตัดสินใจเลือก
หลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไป
“เป็นเพราะว่าข้ายังแข็งแกร่งยังไม่เพียงพอ มันจึง
ทำให้ยากลำบากถึงเพียงนี้ ในตอนนี้หากข้า
แข็งแกร่งพอแล้วละก็ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง
เลือกสิ่งใด เพียงแค่สังหาร จักรพรรดิมาร ทุก
อย่างก็จบสิ้น!”
เขาขัดขืนหัวชนฝา
ในเวลานี้ อาจจะมีบางคนกำชับไปยัง หนานกง
เหว่ย เนื่องจากนางได้เดินมาหา อู่ อวี้ ด้วยความ
ไม่เต็มใจ อีกด้านหนึ่ง จี หลิงหลง แห่งพรรคซ่าง
หยวนก็มาถึงแล้วเช่นกัน นางเป็นอัจฉริยะที่อยู่ใน
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 7 ว่ากันว่าความ
แข็งแกร่งของนางเทียบได้กับขุนพลแห่งนคร
จักรพรรดิเพลิงได้เลย ก่อนที่ อู่ อวี้ ปรากฏตัว นาง
น่าจะเป็นผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนทวีปแห่งทวย
เทพ ทั้งยังมีข่าวลือว่านางได้ครอบครองศาสตรา
เต๋าวิถีแท้มาแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นเพราะประมุขศักดิ์
ไท่ซูได้มอบมรดกอันแสนล้ำค่าไว้ให้นาง
แน่นอนว่านางเป็นบุตรีที่สวรรค์สรรค์สร้าง
นอกจากนี้นางยังมีใบหน้าที่งดงาม แต่เมื่อเทียบ
กับ หนานกง เหว่ย ลั่วผิน กับ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา
นางกลับแตกต่างอย่างยิ่ง อุปนิสัยของนางไม่
เหมือนใคร กลิ่นอายของนางนั้นราวกับนางเซียน
มาจุติ สงบดุจผิวน้ำ ล่องลอยราวกับหมอกขาว
บริสุทธิ์ แต่หากนางระเบิดความน่าสะพรึงกลัว
ออกมาย่อมน่าหวาดพรึงเป็นอย่างยิ่ง
หากพบกันครั้งแรกในสถานการณ์ปกติ เขาจะต้อง
จ้องหน้านางนานกว่านี้เป็นแน่แท้ แต่ในขณะนี้ อู่
อวี้ จมอยู่ในความกดดันของภารกิจอันแสนจะ
หนักอึ้งที่ประมุขศักดิ์สิทธิ์มอบหมายมาให้ ตอนนี้
เขาค้นพบว่าถุงจักรวาลกำลังขยับเคลื่อนไหว นี่
เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่
ซู ได้นำไข่มาใส่ไว้ในถุงจักรวาลของเขาจริงๆ
ไม่รู้ว่าอิทธิฤทธิ์ของเขา จะสามารถนำสิ่งของไปใส่
ไว้ในถุงจักรวาลของคนอื่นได้หรือไม่?
“ไป!” ท่ามกลางความงงงัน ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู
ได้ตะโกนไปยัง อู่ อวี้
“อู่ อวี้ นี่เป็นเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวที่ข้า
ขอร้องเจ้า” เจ้านครจักรพรรดิเพลิงก็กล่าวด้วย
พวกเขาแยกจากกันไปอีกครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมที่
จะต่อสู้กับ จักรพรรดิมาร เป็นครั้งสุดท้าย
ความมุ่งมั่นของพวกเขาย่อมไม่ต้องกล่าวเลยว่าคือ
วีรบุรุษที่แท้จริง ต้องกล่าวว่าเรื่องนี้ได้สร้างแรง
กดดันอันหนักหน่วงให้กับ อู่ อวี้ อย่างหนักหนาจน
เขาต้องหมุนกายหันหลังเพื่อหลบจากไป
แต่เขากลับก้าวไม่ออก
ตอนนี้ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงฉาน มองไป
ยังจักรพรรดิมารที่อยู่ในที่ห่างไกล คฤหาสน์มาร
กลืนสวรรค์กับเขามีความเกี่ยวข้องกันอย่างแท้จริง
ถึงแม้ว่าเจ้านครจักรพรรดิเพลิงจะใช้กำลังบีบ
บังคับให้เขารับภาระนี้ แต่เขาก็ยังไม่ลืมว่าใครที่
เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น
“อู่ อวี้ ช่างมันเถอะ ข้าก็ไม่อยากจะจากไปเช่นกัน
หากจะต้องตกตายไปก็ต้องตายด้วยกัน ใครจะ
สามารถหนีไปในเวลาแบบนี้ได้? แล้วหลังจากนี้
จะรู้ได้เยี่ยงไรว่าจะปลอดภัย?” ทันใดนั้น จี หลิง
หลง เอ่ยกล่าวประโยคนี้ขึ้น ท่าทางของนางเด็ด
เดี่ยวแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเพียงแค่ประโยคสั้นๆ
ประโยคนี้ กลับทำให้ อู่ อวี้ ดูเข้าใจลักษณะนิสัย
ของนางมากขึ้น
ส่วน หนานกง เหว่ย นางค่อนข้างรู้สึกอึดอัด ที่ อู่
อวี้ ไปใกล้ชิดกับหญิงสาวอื่นเช่นนี้ แต่บัดนี้นาง
เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ดังนั้น
นางจึงทำได้เพียงแค่ละทิ้งปัญหาส่วนตัวไป และ
กล่าวว่า “ข้าก็ไม่คิดที่จะไปเช่นกัน”
พวกเขาทั้ง 3 คน ที่ถูกกำชับเอาไว้ เกรงว่าย่อม
ทำให้พวกประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูต้องผิดหวังแล้ว
เนื่องจากบัดนี้ไม่มีใครโน้มน้าวพวกเขาทั้งสามได้
อีก แน่นอนว่า ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ไม่มีเวลาที่จะ
มาบีบบังคับ อู่ อวี้ เนื่องจากว่าในเวลานี้
จักรพรรดิมาร ได้แสยะยิ้มขึ้น หลังจากที่มันยิ้ม
อย่างเยือกเย็นแล้ว มันก็เริ่มเปิดฉากการโจมตีอีก
ครา!
สงครามครั้งใหญ่ ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ