กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 504 : โชควาสแหงความเปนความตาย
อู่ อวี้ พานพบประสบกับช่วงเวลาแห่งความเป็น
ความตายอยู่หลายครั้งหลายครา
ทว่าในครั้งนี้ ฝั่ายตรงข้ามนั้นแข็งแกร่งทรงพลัง
เหลือคณา จนทำให้เขาดูช่างแสนต้อยต่ำไร้พลัง
ต่อต้าน แม้แต่ยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของ ทวีปแห่ง
ทวยเทพ ยังขยาดสะพรึงกลัว ด้วยเพราะจน
ปัญญาที่จะจัดการมันลงได้อย่างสิ้นเชิง
ทั้ง ๆ ที่มียอดฝีมือระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
มากกว่า 20 คน ยังถูกสยบอย่างราบคาบ แม้ว่า
ในกลุ่มของพวกเขาจะมี ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู และ
เจ้าะครจักรพรรดิเพลิง แล้วก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่า ศัตรูเบื้องหน้าคือผู้ที
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ฟูมฟักฝึกฝนและส่งมัน
มาด้วยตัวเอง บรรพชนมารกลืนสวรรค์ คือผู้ที่
สามารถบดขยี้เทพเซียนซึ่งจุติลงมายังโลกได้ แล้ว
ระดับของ อู่ อวี้ จะเอาอะไรไปต่อสู้กับมันกันเล่า?
สิบกว่าปีแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านมาของเขา จะ
ต่อสู้เทียบเคียงกับผู้ที่อยู่มากกว่าสามยุคสมัยได้
อย่างไร?
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเข้าใจทุกอย่าง ๆ ชัดเจนแจ่มแจ้ง
โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเขา สำหรับเวลานี้แม้จะ
งัดสารพัดวิธีมาต่อสู้กับ จักรพรรดิมาร ก็ไม่
สามารถที่จะสังหารมันได้
สิ่งเดียวที่เขาไม่คาดคิดก็คือ ในช่วงเวลาแห่งความ
เป็นตายเช่นนี้ ผู้ที่ยืนหยัดอยู่ทางด้านซ้ายของเขา
ก็คือ หนานกง เหว่ย ส่วนผู้ที่อยู่ทางขวาก็คือ จิ่
วอิง หากมีผู้ใดผู้หนึ่งต้องตกตายไปนับเป็นเรื่องที่
ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
ช่วงเวลาที่กำลังตกอยู่ภายใต้ความน่าสะพรึงของ
จักรพรรดิมาร อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามอง
ไปทาง หนานกง เหว่ย ในเวลานี้ใบหน้าของนาง
ซีดเผือดข้าวกับไก่ต้ม เห็นได้ชัดว่านางกำลังสิ้น
หวังไร้ซึ่งหนทาง พวกเขาทั้งสองต่างมองหน้ากัน
อู่ อวี้ มองเห็นความกลัวอย่างสุดขีดอยู่ในก้นบึ้ง
หัวใจของนาง บางทีนางอาจจะต้องการพึ่งพา อู่
อวี้ ก็เป็นได้ แม้ว่ากำลังจะใกล้ตายอยู่รอมร่อ แต่
จิตใจของนางกลับรู้สึกแปลก ๆ อย่างไรชอบกล
นางทำได้เพียงแค่ร่ำไห้ แต่มิอาจก้าวไปแนบอิงซบ
อกของ อู่ อวี้ ได้
นางยังจดจำช่วงยังเยาว์วัยได้เป็นอย่างดี ยามที่
นางพบเจอกับเขาครั้งแรกในถ้ำแกนนภา ในตอน
นั้นนางกำลังอยู่ในวัยแรกแย้มเฉกเช่นดั่งบุปผาที่
กำลังเบ่งบานอยู่เคียงข้างกันมิได้เหินห่าง แต่แล้ว
เมื่อวันหนึ่งพวกเขาทั้งสองก็ถูกแยกจากกัน ทำให้
ในวันนี้นางได้มาหวนคิดเกี่ยวกับชีวิตหลังความ
ตาย
ส่วนคนที่อยู่ถัดจากนางไปคือ บุตรชายของศัตรู
คู่อาฆาต ช่างน่าแปลกที่นางกลับไม่รู้สึกอันใด
ไม่ได้รู้สึกเกลียดชัง ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้น บางที
ภายในหัวใจของนางอาจไม่ได้เกลียดชังจิ่วอิงแล้ว
ก็เป็นได้ ทั้งหมดอาจเป็นเพราะความน่า
สะพรึงกลัวของ จักรพรรดิมาร มันน่าครั่นคร้าม
เสียจนสามารถสยบทุกสิ่งที่อยู่ภายในใจ
บางทีหากย้อนเวลากลับไปยังสนามรบเป็นตายอีก
ครั้ง นางอาจจะไม่ดึงดันดื้อแพ่งยึดมั่นแต่เพียง
ความคิดของตนเอง ทว่าอนิจจังอดีตก็คืออดีตไม่
อาจหวนย้อนกลับ ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดสามารถช่วย
เยียวยารักษาแผลใจได้
ชีวิตนี้เขากับนางอาจจะตกตายไปด้วยกัน นับว่า
เป็นจุดจบซึ่งหาได้ยากยิ่ง สำหรับผู้ที่เคยรักกัน
เมื่อครุ่นคิดมาถึงจุดนี้เขาก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่
ถูก
ทันใดนั้นเองร่างกายของ จักรพรรดิมาร ก็ปริแตก
ออกมามีควันสีเทาพวยพุ่งออกมาอีกครั้ง แล้ว
จากนั้นพวกมันก็รวมตัวกันกลายเป็นอสูรยักษ์
พวยพุ่งไปหากลุ่มของ อู่ อวี้ ซึ่งยืนกันอยู่ 4 คนใน
ระยะที่ห่างไกลออก
“ม่ายยยย!!!” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กรีดร้องเสียง
หลง ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ยอดฝีมือระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างหัน
พลันแล่น ด้วยเพราะในตอนนี้ จักรพรรดิมาร
ยังคงกระหน่ำโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วง สิ่งที่
พวกเขากระทำได้คือปัดปั้องอย่างรวดเร็ว แล้ว
สวนกลับการโจมตีเป็นครั้งเป็นคราวแค่เพียง
เท่านั้น!
ครู่ต่อมาเคล็ดวิชาเต๋าสารพัดชนิด ก็สาดประเคน
เข้าใส่ จักรพรรดิมาร อย่างไม่ยั้ง เคล็ดวิชาเต๋า
เหล่านี้ทรงพลังเหนือกว่า มังกรทรราชผนึกสวรรค์
ของ อู่ อวี้ เสียอีก แต่ไม่อาจหยุดยั้งจักรพรรดิมาร
ได้แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ แม้กระทั่งยอดฝีมือ
ระดับจิตเทวะรวมตัวกันขัดขวาง จักรพรรดิมาร ก็
มิอาจต้านทานได้ เนื่องจากบัดนี้ร่างกายของมัน
กลายเป็นหมอกควัน ทุกการโจมตีจึงทะลุผ่านไป
อย่างไม่ได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นมันก็
กลับมารวมตัวกลายเป็นอสูรร่างยักษ์อีกครั้ง
พร้อมกับพุ่งทะยานเข้ามาหมายมาดกลืนกิน
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงชั่วประกายหินเกิดประกาย
ไฟ ความสามารถของเคล็ดก้าวเทวะของ อู่ อวี้
นั้นอยู่ห่างไกลจากการหลบหนี ซึ่งไม่ว่าจะหลบหนี
ยังไงก็ย่อมไม่พ้น สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้คือจ้อง
มอง จักรพรรดิมาร เพื่อหาโอกาสเหมาะ ๆ แม้ใน
ความเป็นจริงมันจะเป็นเรื่องยากมากก็ตามที ชนิด
ที่เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องคิดเรื่องนี้ให้เปลืองสมอง
ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่อยากขัดขืนต่อต้าน แต่เป็นเพราะ
ความห่างชั้นของระดับฝีมือนั้นใหญ่หลวงเกินไป
อู่ อวี้ จ้องมอง ‘บรรพชนมารกลืนสวรรค์’ ด้วย
ดวงตาเบิกกว้าง ภายในคอแห้งผาก ภายในหัว
ครุ่นคิดว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
ความตายเป็นอย่างไร?
ในชั่วอึดใจนั้นเองมือข้างหนึ่งก็เอื้อมมาคว้าตัวเขา
ไว้ มือที่จับเขานั้นกำลังสั่นเทาอย่างรุนแรง ซึ่งทำ
ให้ อู่ อวี้ รู้ทันทีว่าเป็นมือของผู้ใด เห็นได้ชัดว่าใน
เวลานี้นางกำลังหวาดกลัวจนทำอันใดไม่ถูกแล้ว
ความรู้สึกนี้ราวกับว่านางย้อนเวลากลับไปเป็นเด็ก
น้อยอีกครั้ง ความรู้สึกนี้เสมือนครั้งแรกที่ อู่ อวี้
ออกจากซูซัน
อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่าจะมีช่วงเวลาเช่นนี้ มันทำให้เขา
สัมผัสถึงความรู้สึกเมื่อครั้งวันวาน ซึ่งตัวเขาเองก็
ไม่รู้ว่าควรจะมีความสุขหรือเสียใจดี บางทีมัน
อาจจะลดช่องว่างความห่างของพวกเขาทั้งสอง
แต่พอเมื่อเห็นโอกาสริบหรี่ ชีวิตของเขากลับกำลัง
สลายหายไป มันช่างไม่สมเหตุสมผลสิ้นดี ในช่วง
เวลาเป็นตายเช่นนี้ ทำได้ดีที่สุดนั่นก็คงจับกุมมือ
กันไว้ ปีศาจที่ฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจเมื่อหลายปี
ก่อน ได้ถูกชำระหายไปอย่างสมบูรณ์ อย่างน้อย
ยามนี้ภายในใจของเขาก็ไม่รู้สึกติดค้างละอายใจ
ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ก้าวเท้าออกจากซูซัน ภายใน
หัวใจของนางยังคงโกรธแค้นเกลียดชังตัวของเขา
แม้ว่าเขากับนางไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ แต่เขาก็ไม่
ปรารถนาให้นางเกลียดชัง
มือนี้อาจหมายความว่าความเกลียดชังได้หายไป
แล้ว หรือไม่บางทีนางอาจจะแค่หวาดกลัว แต่
อย่างน้อยก่อนเขาจะสิ้นชีพก็ยังรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
มากทีเดียว
ในความเป็นจริงพวกเขาทั้งสอง ใคร่ปรารถนาเป็น
สหายเต๋าเคียงคู่ ใช้ชีวิตเผชิญโชคชะตาไปด้วยกัน
แม้ว่าในวันนี้พวกเขาทั้งสอง จะไม่มีวาสนาได้เป็น
สหายเต๋าเคียงคู่กันก็ตาม แต่อย่างน้อยพวกเขาก็
ได้ตายไปพร้อมกัน
อู่ อวี้ มองไปยังหมอกสีเทาที่กำลังกลืนกินตนเอง
อันที่จริงเขารู้สึกว่า ความตายครั้งนี้มันช่าง
ยาวนานเหลือเกิน เขาได้รับมรดกยอดเยี่ยมที่สุด
แต่กลับล้มเหลวที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ต่อ คง
กล่าวได้ว่าโชคไม่ค่อยเข้าข้างเขานัก
ในตอนแรกเขามีทางเลือกที่จะหลบหนี แต่เขาก็ไม่
เลือกที่จะทำ ซึ่งตอนนี้เขาก็หาได้เสียใจแม้แต่น้อย
หากเขาคิดถอดใจยอมแพ้แล้วปล่อยให้ ทวีปแห่ง
ทวยเทพ ถูกบดขยี้ทำลาย สิ่งนี้ต่างหากเล่าที่มันจะ
ทำให้เขาเสียใจ
เมื่อทุกสรรพสิ่งกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความเป็น
ตาย มีเพียงอุณหภูมิบนฝั่ามือของ หนานกง เหว่ย
เท่านั้นที่เป็นจริง
หมิงซวงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนับถือจากใจจริง ”
อู่ อวี้ ข้าก็รู้นะว่าตอนนี้เจ้ากำลังจิตตก ในไม่ช้าก็
เร็วเจ้าก็จะต้องตกตาย แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะเร็ว
ขนาดนั้น ข้าคงบอกเจ้าได้เพียงว่า ข้ารู้สึกมี
ความสุขมากที่ได้รู้จักกับเจ้า อันที่จริง…ข้าดีใจ
จริงๆที่ได้รู้จักกับเจ้าถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆก็ตามที
นับตั้งแต่เมื่อเจ้ายอมรับที่จะเป็นผู้สืบทอด เจ้าก็
ต้องแบกรับภาระอันใหญ่หลวง หลับให้สบายเถิด
”
นางหันหลังกล่าวแล้วร่ำไห้จริง ๆ บางทีนางคงยัง
ไม่พร้อมเต็มใจที่จะแยกจากกันรวดเร็วถึงเพียงที
ด้วยเพราะนางกับเขาอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน
ทั้งยังเข้ากันด้วยดี
” ไอเจ้าโง่ทึ่มเซ่อเอ้ย หากผู้นี้เป็นเจ้า ก็คงจะรีบ
เผ่นไปแต่แรกแล้ว! ” ในที่สุดแล้วนางก็อดไม่ได้ที่
จะพ่นลมโวยวายออกมา
อันที่จริงในคราแรก นางเองก็ไม่ต้องการหลบหนี
เช่นกัน ฉะนั้นนางจึงถูกสังหารตกตายไปในที่สุด
ซึ่งถ้าหากนางตัดสินใจที่จะหลบหนี บางทีนาง
อาจจะไม่ตกตาย ซึ่งนางไม่อยากให้ อู่ อวี้ ซ้ำรอย
เดิมกับนาง ไม่ว่ายามนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ชั่วอึดใจสุดท้าย อุณหภูมิโดยรอบก็หายไป เพี่ยง
ชั่วพริบตา โลกทั้งใบก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น ดู
เสมือนราวกับว่าเวลาเชื่องช้าลงมาก ปรากฏเป็น
กระแสปราณสีเทาโคจรไหลเวียนอยู่รอบทิศทาง
แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความจริงก็คือ
ร่างกายของ อู่ อวี้ กำลัง ถูกหลอมละลายเข้าไป
ในกระแสปราณสีเทานี้ นี่คือความสามารถในการ
กลืนกินของมัน!
ทุกสรรพสิ่งเงียบเชียบราวกับความตาย ท่ามกลาง
ความเงียบสงัดนี้ ภาพตลอดชั่วชีวิตของ อู่ อวี้ ได้
ไหลย้อนอยู่ภายในจิตใจของเขา ตลอดช่วงชีวิตนี้
เขาได้รับโชควาสนามากมาย แต่น่าเสียดายที่เขา
ไม่สามารถเปลี่ยนมันเป็นความแข็งแกร่งได้
เมื่อคิดย้อนกลับไป เขาก็รู้สึกไม่ยินยอมน้อมรับต่อ
โชคชะตา!
เพราะในท้ายสุดแล้ว เขาคือผู้ที่ได้รับมรดกของ
เซียนอมตะ! ตอนนี้ความใฝั่ฝันที่จะได้กลายเป็น
เซียนอมตะ นั้นไม่อาจเป็นจริงได้อีกแล้ว เขาไม่
สามารถไล่ตามเส้นทางของฉีเทียนต้าเซิ่น แล้วเหตุ
ใดเขาจึงต้องตกตายด้วยเล่า? จักรพรรดิมารคือคู่
ต่อสู้ที่เขาไม่สามารถเผชิญหน้ากับมันได้ หรืออย่าง
น้อย ๆ ตอนนี้เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน แต่ … เขา
ไม่เต็มใจจะตาย! ไม่ยินยอมเด็ดขาด!
มันคือคนที่บดขยี้เส้นทางการกลายเป็นเซียนอมตะ
ของตนเอง!
อู่ อวี้ เกลียดมัน!
แน่นอนว่าผู้ที่เขาเกลียดชังหาใช่ จักรพรรดิมาร
ด้วยเพราะมันเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดเท่านั้น แต่ผู้ที่
เขาเกลียดชังอย่างแท้จริง ๆ ก็คือ บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์! ถึงแม้เขาจะไม่เคยพบเจอมันมาก่อน
แต่เขาจะต้องจัดการมันให้ได้!
นี่คือความเกลียดชังอย่างเหลือคณา!
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเศร้ามากที่สุดก็คือ ความ
เกลียดชังเหล่านี้จะไร้ประโยชน์ทันที ถ้าชีวิตของ
เขาจบสิ้นลง ความเกลียดชังเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเขา
เกิดใหม่ได้อีกครั้ง
ถ้าเขาสามารถหลบหนีจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ ก็
นับเป็นโชควาสนาของ อู่ อวี้ อย่างแท้จริง!
ระหว่างช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ความ
เกลียดชังต่อศัตรูจะยิ่งมากล้นอย่างเหลือคณา มัน
ทำให้จิตใจของเขาห้อทะยานออกไปอย่างไม่
หยุดยั้ง ส่งผลกระทบต่อเส้นทางแห่งเซียนอมตะ
อันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดของเขา! ยิ่งตกอยู่ใน
สถานการณ์อันตรายมากล้นเท่าไหร่ เส้นทางแห่ง
เซียนของเขาก็ยืดขยายออกไปมากขึ้นเท่านั้น
” หากชาติหน้ามีจริง … ”
เมื่อกล่าวคำนี้ เขาก็อดยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เพราะเขารู้ดีว่า หากชาติหน้ามีจริง เขาจะไม่มีทาง
ได้รับพลองทองสมปรารถนาอีก
เมื่อหมอกหลอมละลายเข้าสู่ร่างกายของเขา
ความสามารถในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ก็ลดลงเรื่อย ๆ
คาดว่า หนานกง เหว่ย ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน นาง
แทบจะไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายแม้แต่
น้อย เสมือนราวกับสัตว์ตัวน้อย ๆ ที่กำลังจะตาย
ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาอันไร้สิ้นสุด นี่คือการดิ้น
รนเฮือกสุดท้ายของเขา
ทันใดนั้นเองก็เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น!
ชั่วขณะที่สติของ อู่ อวี้ เริ่มเลือนราง ทันใดนั้นจิต
วิญญาณของเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน เขาได้จมลงสู่โลก
แห่งจิตทองคำ เบื้องหน้าสายตาของเขาในยามนี้
คือโลกอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด! มีเสียงสวดภาวนา
บางอย่างดังแว่วมาอย่างเนือง ๆ เสียงสวดนี้
คล้ายคลึงกับสัจจคาถาของวัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
ยิ่งใหญ่ สูงส่งหาใดเปรียบ ทำให้จิตใจของผู้คนที่
ได้ยินต้องสั่นสะท้าน!
ตูม!!!
เกิดเสียงระเบิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขา!
มันคือเสาทองคำที่มีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง ตั้ง
ตระหง่านสูงขึ้นไปถึงสวรรค์ เสมือนดั่งเสาค้ำฟั้า!
สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า อู่ อวี้ คือเสาทองคำ
ขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง
อันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด ปลายเสาเหนือขึ้นไปถึง
สวรรค์ ราวกับว่ากำลังทำให้ห้วงความโกลาหล
ปันปั่วน สั่นสะเทือนไปทั่วทั้ง วิหารสวรรค์!
” ข้า ฉีเทียนต้าเซิ่นผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟั้า ถือกำเนิดใน
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง !”
” ข้าพยายามฝึกฝนบำเพ็ญตนอย่างหนัก จน
วาสนานำพาให้มาพานพบกับอาจารย์ที่ดี แสวงหา
เส้นทางสู่ความเป็นนิรันดร์ ไม่มีวันดับสูญหรือถูก
ทำลาย!”
” ข้าคือผู้สรรค์สร้างทุกสรรพสิ่ง เป็นพระเจ้าแห่ง
โลกหล้า! ถือกำเนิดมาเพื่อต่อต้านทุกสรรพสิ่ง
หลุดออกจากสามภพ มิอยู่ภายใต้ข้อจำกัดจากห้า
เบญจธาตุ เจ้าสวรรค์ในวิหารแห่งสวรรค์ พระ
พุทธองค์ผู้ปกครองฟั้า ไม่สามารถหยุดยั้งข้าได้! ”
” เต๋าแห่งข้า! คือการจัดระเบียบโลก ทำลายล้าง
ความอยุติธรรมทั้งหมดให้สิ้นสูญ! ”
” กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ ไม่สามารถหยุดยั้งข้าได้!
หากกฎสวรรค์บังคับข้า ข้าจะทำลายสวรรค์ หาก
ผืนปฐพีกักขังข้า ข้าจะบดขยี้ปฐพีทิ้งเสีย! ”
” สักวันหนึ่ง ข้าจะต่อต้านผนึกสวรรค์ ให้ผู้คนแล
ทุกสรรพสิ่ง มีโอกาสบรรลุสู่นิพพาน สรรพสิ่งบน
โลกต่างเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดมาคอยบีบ
บังคับอีกต่อไป! ”
ภายในโลกทองคำนี้ เสมือนกับว่ามีสัตว์อสูร แผด
เสียงคำรามก้องเสียดแทงเข้าแก้วหูของ อู่ อวี้
เสียงคำรามนี้ทำให้เสายักษ์สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
สำหรับ อู่ อวี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพลองทอง
สมปรารถนาเป็นเช่นนี้ จิตใจของเขาเต็มไปด้วย
ความตกตะลึงโหยหามันอย่างที่สุด!
ทุกสรรพสิ่งที่ ฉีเทียนต้าเซิ่น บอกกล่าว คือ
เส้นทางแห่งเต๋าที่เขาบรรลุ!
“ ฟังจากที่กล่าว ดูเหมือนว่านี่คือการต่อต้าน
ตำหนักเทพสวรรค์ แต่ในตอนนี้เขาได้ส่งผ่านมรดก
ให้แก่ข้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตัวเขาเป็นเช่นไร อย่าบอกนะ
ว่าเขาล้มเหลว? ”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อู่ อวี้ ก็อดใจลอยอย่างช่วยได้
เขาไม่รู้ว่าสวรรค์เป็นเช่นไร แต่เขาเชื่อมั่นในการ
ตัดสินใจของ ฉีเทียนต้าเซิ่น และรู้สึกเคารพในตัว
ของท่านเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะที่เขากำลังรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด ทันใดนั้น
โลกทองคำอันไร้สิ้นสุด ก็บังเกิดเสียงระเบิดดัง
กึกก้องกัมปนาทขึ้น ทันใดนั้นเอง อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ศีรษะหมุนเคว้งวิงเวียนอย่างรุนแรง!
ท่ามกลางความรู้สึกเลือนลาง อู่ อวี้ รู้สึกเหมือน
หมิงซวง กำลังกล่าวว่า ” โอววว ? สววรค์ อู่ อวี้
พลังอำนาจของพลองสมปรารถนาได้ช่วยเจ้า
เอาไว้แล้ว!”
หมิงซวงกำลังร้องตะโกนเช่นนั้นหรือ?
อู่ อวี้ พยายามรวบรวมสติ แล้วจดจำได้ว่าตนเอง
กำลังอยู่ในห้วงภวังค์แห่งจิตของ พลองสม
ปรารถนา ไม่คาดคิดว่าชั่วขณะที่จักรพรรดิมาร
กำลังกลืนกินเขาอยู่ พลองนี้จะเคลื่อนไหวเพื่อ
ช่วยเหลือตนเอง บางทีฉีเทียนต้าเซิ่นอาจจะ
ยอมรับ อู่ อวี้ จริง ๆ แล้วก็ได้ ระหว่างที่หมิงซวง
กล่าวขึ้น เขาก็ค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา จากนั้นเขาก็ได้
ยินเสียงระเบิดดังก้องขึ้น ท่ามกลางความเลือนราง
เขาได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนเจ็บปวดอย่างสุด
แสนของ จักรพรรดิมาร ดังแว่วมา บัดนี้แสงสีทอง
ได้ห่อหุ้มปกคลุมร่างของ อู่ อวี้ ไว้ ซึ่งดูเสมือนว่า
มันกำลังลอยออกมาด้านนอกร่างกายเขา แต่ทันใด
นั้นเองแสงสีทองก็กระจายหายไปต่อหน้าต่อตา
ของ อู่ อวี้ ชั่วขณะนี้เองเขาก็แลเห็นว่าจักรพรรดิ
มารได้ถอยห่างออกไปจากตนเองแล้ว เบื้องหน้า
ของเขายามนี้คือประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู และ เหล่า
ยอดฝีมือจากทวีปแห่งทวยเทพกำลังล้อมรอบมัน
เอาไว้ สีหน้าของมันซีดเผือด พร้อมกับจ้องมอง
มายัง อู่ อวี้ ด้วยความตกตะลึง สามารถแลเห็นได้
ว่าท้องของมันได้ถูกระเบิดจนเปิดออกอย่าง
สมบูรณ์ ภายในนั้นมีเศษชิ้นส่วนกระเพาะที่ถูกบด
ขยี้แหลกเป็นชิ้น ๆ ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ถึงแม้ว่า
ในเวลานี้มันกำลังฟืนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่
อู่ อวี้ ก็ยังพอคาดเดาได้ เมื่อสักครู่นี้มันได้ถูก
แรงอัดระเบิดจากจุดนี้ จนร่างกระเด็นลอยออกไป!
อู่ อวี้ ยังไม่ตาย!
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่ยังไม่ตกตาย แม้แต่ จิ่วอิง ,
หนานกงเหว่ย แล้วก็คนอีกผู้หนึ่ง พวกเขาทั้งหมด
ล้วนได้รับอานิสงส์จากแสงของ อู่ อวี้ จนทำให้มี
ชีวิตรอดมาได้ด้วยเช่นเดียวกัน แม้พวกเขาทั้งหมด
ล้วนเป็นอัจฉริยะหายาก แต่พวกเขาก็ความ
หวาดกลัวกับเภทภัยที่ต้องประสบพบเจอ อันที่จริง
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าการที่พวกเขามีชีวิตรอดมา
ได้นั้นเป็นเพราะ อู่ อวี้
บางที หนานกง เหว่ย อาจจะล่วงรู้ระแคะระคาย
บ้างแล้ว ยามนี้นางยืนอยู่ตรงกลางสายตาว่าง
เปล่า ขณะที่มองไปรอบ ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ
ว่าบัดนี้ตัวเองยังมีชีวิตอยู่
“เหว่ยเอ๋อ!” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง น้ำตาไหลพราก
เขาคงตัวเข้าไปหาโอบกอดร่างนางไว้ ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู รวมถึงคนอื่น ๆ รีบพุ่งเข้ามาหา อู่
อวี้ แล้วรีบดึงเขาออกมาให้ห่างอย่างรวดเร็ว
บางส่วนยังคงตกตะลึงไม่อาจตอบสนองได้ทัน
อย่างไรก็ตามจักรพรรดิมารก็ฟืนตัวขึ้นอย่าง
รวดเร็วเช่นกัน
ที่ยิ่งกว่านั้น ยามนี้มันจ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ราว
กับจะกินเลือดกินเนื้อ สายตาของมันในยามนี้ดู
โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าเก่า
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ