กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 507 : โลกใหม
เมื่อ อู่ อวี้ ได้เห็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ซึ่งคนผู้นั้นก็ยังเป็นคนพิเศษยิ่ง มันทำให้เขารู้สึก
กระตือรือร้นปรารถนาที่จะเป็นเช่นเดียวกับนาง
บนโลกใบนี้จะมีใครบางคนที่ เป็นเสมือนดั่ง
เปั้าหมายในใจตามกาลนั้น ๆ อยู่เสมอ ทำให้ต้อง
พยายามเพียรฝึกฝนพัฒนาตนเอง เพื่อไล่ตามคนผู้
นั้นให้ทัน แล้วนางก็มาปรากฏกายขึ้นมาในชีวิต
ของเขา สำหรับเวลานี้ อู่ อวี้ มีนางเป็นเปั้าหมายที่
จะปั่ายปีนไปให้ถึง
อู่ อวี้ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะ
แข็งแกร่งขึ้น เสมือนกับการเชือดไก่ให้ลิงดู ซึ่งวิธีนี้
ทำให้เขามีแรงจูงใจขึ้นอย่างใหญ่หลวง เขา
ต้องการมีชีวิตอยู่ไปจนนิรันดร์ เขาปรารถนาที่จะ
กลายเป็นเซียนอมตะ! นอกจากนี้ยังมีอีกสอง
เหตุผลใหญ่ ๆ ประการแรกก็คือ การมีอยู่ของ
จักรพรรดิมาร ในวันนี้ มันทำให้เขารู้สึกไร้ซึ่ง
อำนาจ เปรียบเสมือนการตอกย้ำความอ่อนแอ
ประการที่สองคือ ไล่ตามความเก่งกาจของ ลั่วผิน
ให้ทัน
ห้วงภวังค์แห่งความสิ้นหวังของ ทวีปแห่งทวยเทพ
ชั่วพริบตามันก็ผ่านพ้นไปราวหนึ่งความฝัน เมื่อ
ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พานพบกับการทักทายจากแสง
แห่งอรุณรุ่ง!
แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด สำหรับทุกผู้คนย่อม
แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้เวลาจะผ่านไป
ชั่วขณะแล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดแสดงความตื่นเต้นดีใจ
กับชัยชนะเลย บรรยากาศยังคงเงียบสงัด หลังจาก
นั้น เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็ไต่ถามขึ้นด้วยความ
ไม่แน่ใจว่า ” แม่นางแน่ใจหรือไม่ว่า จักรพรรดิ
มาร มันตายแน่แล้วจริง ๆ ? ”
ลั่วผิน ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า ” อย่างไรเสีย
วิญญาณของมันก็ยังคงเป็นมนุษย์ ข้าบดขยี้แยก
ร่างของมันออกเป็นหลายล้านชิ้น แล้วชิ้นส่วน
เหล่านั้นก็ถูกพัดพาออกจากมหาสมุทรไร้สิ้นสุด
เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากที่นี่มาก
นัก อีกทั้งที่นั่นยังมีเซียนอมตะชั้นแนวหน้าอยู่เป็น
จำนวนมาก ฉะนั้นโอกาสที่มันจะเกิดใหม่อีกครั้ง
เป็นไปไม่ได้เลย อีกทั้งโอกาสที่มันจะมีชีวิตอยู่นั้น
น้อยกว่าที่นี่เสียอีก ต่อให้ตัวจริงของ บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตรอดเช่นกัน ”
ลั่วผิน ทั้งทรงพลัง ทั้งยังมีฝีมือที่แข็งแกร่ง
เหนือกว่าพวกเขา คำพูดของนางย่อมมีอำนาจ
มากกว่าพวกเขามากนัก
อู่ อวี้ จึงกล่าวขึ้นว่า ” ท่านโปรดมั่นใจได้ ถ้านาง
ไม่แน่ใจนางจะไม่กล่าวเช่นนี้ ด้วยอุปนิสัยนาง
น่าจะไม่ชอบพูดจาเหลวไหลไร้สาระ ”
โดยปกติแล้ว ลั่วผิน จะค่อนข้างเป็นคนระวัง
คำพูดเป็นอย่างมาก
เมื่อได้ยินคำยืนยันเช่นนี้ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็
แสดงความยินดีออกมาอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเขา
ก็กล่าวปั่าวประกาศเสียงดังอย่างมีความสุขขึ้นว่า
” ทุก ๆ ท่าน จักรพรรดิมาร ตายแล้ว! มันจบแล้ว!
ทวีปแห่งทวยเทพ ของเรารอดแล้ว! ”
ยอดฝีมือคนที่เหลือต่างมีความสุขชื่นมื่น
เช่นเดียวกัน
พวกเขาหวาดกลัว จักรพรรดิมาร อย่างที่สุด เมื่อ
ได้ยินคำประกาศเช่นนี้ผู้คนก็เริ่มแน่ใจ แล้วก็เริ่ม
เปล่งเสียงแสดงความดีใจอย่างที่สุด หลังจากจม
อยู่ภายในห้วงแห่งความสิ้นหวังมาเป็นเวลานาน
เมื่อหลุดพ้นความสิ้นหวัง พวกเขาจึงแสดงความดี
ใจที่เก็บซ่อนไว้ภายในออกมาอย่างบ้าคลั่ง จากนั้น
ร่างก็ทรุดลงไปกองกับพื้นหลั่งน้ำตาร่ำไห้อย่างมี
ความสุข ด้วยเพราะชีวิตได้ผ่านพ้นช่วงแห่ง
หายนะ ยังสามารถพบเจอกับรุ่งอรุณของเช้าวัน
ใหม่ได้อีกครั้ง
เหล่าคนรู้จักคุ้นเคยตามโผเข้ากอดกันอย่างยินดี
บรรยากาศยามนี้ช่างดูสดใสมีชีวิตชีวาอย่างที่สุด
ข่าวเรื่องนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้ง ทวีปแห่งทวย
เทพ ผู้คนต่างรู้ว่ามังกรได้ปรากฏกายออกมา
ช่วยเหลือกอบกู้ ทวีปแห่งทวยเทพ รอดพ้นจากภัย
พิบัติเอาไว้
พวกเขาไม่ได้คาดคิดว่า ลั่วผิน จะจัดการทุกอย่าง
ได้ด้วยกำลังของตนเองเพียงลำพัง กล่าวได้ว่าใน
ยามนี้ภายในใจของทุกผู้คน มังกรเทวะ นั้นสูงส่ง
ทรงพลังอย่างหาใดเปรียบ พวกเขาปฏิบัติตัวกับ
นางราวกับเทพสวรรค์ลงมาช่วยเหลือ สายตาที่จับ
จ้องมองนาง เปียมล้นไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง หาได้ติดใจเอาความใน
เรื่องที่พวกเขาทั้งสองบุกรุกเข้าไปยัง คฤหาสน์มาร
กลืนสวรรค์ การที่นางสามารถจบเรื่องราวทุก
อย่างลงได้ พวกเขาต่างรู้สึกขอบคุณจากใจอย่าง
แท้จริง เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นใน คฤหาสน์มารกลืน
สวรรค์ ล้วนเป็นอุบัติเหตุ นอกจากได้รับ
ประสบการณ์จากการต่อสู้ในสนามรบครั้งนี้ แต่
แน่นอนว่ามีข่าวร้ายก็ย่อมมีข่าวดี นั่นก็คือ ผู้ฝึก
ตนนอกรีต ได้ถูกถอนรากถอนโคนลงแล้ว
” แม่นางผู้นี้อยู่ใน นครจักรพรรดิเพลิง ของข้ามา
นานมาก แต่ข้ากลับไม่เคยล่วงรู้ถึงพลังอันแท้จริง
ของนาง มันช่างน่าละอายใจเสียจริง ๆ ฮ่าฮ่า ”
จอมจักรพรรดิหัวเราะอย่างละอายใจ
” แม่นางหลังจากกลับบ้านแล้ว อย่าลืมมากลับมา
เยี่ยมเยือนดินแดนเล็ก ๆ อย่าง ทวีปแห่งทวยเทพ
ด้วยล่ะ ”
หากฟังจาก ถ้อยคำเจรจาแลน้ำเสียงของพวกเขา
แสดงให้เห็นถึงความเคารพเลื่อมใสในตัวนางอย่าง
ที่สุด ยิ่งพูดคุยก็ยิ่งเลื่อมใสมากขึ้นเท่านั้น แสดงให้
เห็นว่าศักดิ์ศรีของ ลั่วผิน อยู่บนจุดสูงสุดของคน
กลุ่ม นอกจาก เจ้านครจักรพรรดิเพลิง แล้วผู้ฝึก
ตนทั้งหลายทั้งมวล ก็ต่างมองนางด้วยความเคารพ
เลื่อมใสอย่างสูงสุด
กล่าวได้ว่าในเวลานี้ นางกำลังยืนอยู่ในตำแหน่ง
สูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยืนอยู่ข้าง ๆ นาง หลังจาก
นางพูดคุยกับ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง และคนอื่น
ๆ เล็กน้อยแล้ว นางก็หันมาหาเขาแล้วก็หยิบถุง
จักรวาลออกมาพร้อมกล่าวว่า ” สิ่งของต่าง ๆ ที่
เป็นของผู้ฝึกตน ข้าได้ส่งคืนให้กับพรรคนิกายนั้น
ๆ ไปแล้ว ส่วนนี่เป็นของ จักรพรรดิมาร กับ 8
พญามัจจุราช ภายในนี้มีข้าวของอยู่มากมาย
รวมถึงศาสตราเต๋าวิถีแท้ ซึ่งของส่วนใหญ่ก็เป็น
ของที่ผู้ฝึกตนนอกรีตใช้ ๆ กัน หากสิ่งเหล่านี้ได้รับ
การตกทอดสืบต่อไป อาจทำให้เกิดผู้ฝึกตนนอกรีต
ขึ้นอีกครั้ง เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ได้มอบสิน
สงครามนี้ให้แก่ข้า แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรกับข้า
ถ้าเช่นนั้นข้าขอยกมันให้แก่ท่านก็แล้วกัน ภายในมี
โอสถที่เหมาะกับท่านอยู่ค่อนข้างมากโขทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์โบราณของผู้ฝึกตนนอกรีต
ท่านสามารถเลือกสรรคัดกรองหยิบมาใช้ได้ ถ้า
หากมีสิ่งไหนที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ส่งมอบให้แก่
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ให้ทุบทำลายมันเสีย ”
สิ่งของในถุงจักรวาลรวบรวมมาจากหลาย ๆ คน
ไม่ว่าจะเป็นของ จักรพรรดิมาร ที่ฮุบมาจากผู้ฝึก
ตนนอกรีตทั้งหก ล้วนเป็นสมบัติของผู้แข็งแกร่ง
รวมถึง ฉิว หลงจวิน!
มันยากที่จะจินตนาการได้ว่า สิ่งของเหล่านั้นจะมี
อยู่จำนวนเท่าใด! แม้ว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ของผู้
ฝึกตนจะไม่สามารถใช้งานได้ แต่บางส่วนก็ยัง
สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ ลั่นผิน ยังมอบเม็ด
ยาปราณมรกตมากกว่า 50,000 เม็ดเป็นการ
ส่วนตัว ซึ่งพอ ๆ กับครั้งที่แล้ว
ปฏิกิริยาแรกที่ อู่ อวี้ แสดงออกมาคือไม่อาจ
ยอมรับของมีค่าที่นางมอบให้ได้ สิ่งเหล่านี้ควรเป็น
ของตอบแทนที่ ลั่วผิน เพิ่งจะได้รับหลังจากจัดการ
จักรพรรดิมาร ลงได้แล้ว ซึ่งไม่ใช่ฝีมือของเขา
ขณะอยู่ท่ามกลางสายตา อันเปียมล้นไปด้วยความ
ริษยาของทุกผู้คน อู่ อวี้ ก็ส่ายศีรษะอย่างรวดเร็ว
แล้วกล่าวว่า ” ไม่…นี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าสมควรจะได้รับ
ข้าไม่สามารถรับไว้ได้ ”
ลั่วผิน คิดอยู่แล้วว่าเขาต้องกล่าวปฏิเสธเช่นนี้
นางยิ้มแล้วเอาถุงจักรวาลยัดใส่มือของ อู่ อวี้ แล้ว
กล่าวว่า ” อย่าได้ดึงดันอีกเลย ของเหล่านี้
ส่วนมากไร้ประโยชน์สำหรับข้า อีกอย่างข้าเกลียด
สิ่งของต่าง ๆ ของฝึกตนนอกรีตอยู่แล้ว หากท่าน
ไม่ต้องการแล้วรับมันไว้ล่ะก็ ข้าจะนำมันไปมอบให้
คนอื่น จากนั้นข้าจะรีบออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ภาย
ภาคหน้าเราอาจจะไม่ได้พบกันอีก ไม่ใช่ว่าท่าน
ปรารถนาจะเร่งรีบติดตามข้า ไปยังโลกของข้าให้
เร็วที่สุดเช่นนั้นหรือ? ”
นางหันมากล่าวกับ อู่ อวี้ มองเขาด้วยสายตา
ละมุนอ่อนโยนอย่างที่สุด เมื่อผู้คนเห็นสายตาจาก
ดวงตาคู่งามของนาง คนอื่น ๆ ก็รู้สึกราวกับว่า
ตนเองกำลังถูกหลอมละลายอย่างช่วยไม่ได้
นางเป็นฝั่ายเปิดประเด็นกล่าวเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย
ตนเอง
สตรีนางหนึ่ง อยากให้ อู่ อวี้ ต่อสู้เพื่อนาง เพื่อไล่
ตามนางมาให้ทัน แรงกระตุ้นแห่งความปรารถนานี้
ได้จุดประกายเปลวเพลิงในดวงตาของ อู่ อวี้ ให้
ลุกโชนขึ้นทันที ถึงกระนั้นเขาก็แอบอดคิดขึ้นมา
อย่างช่วยไม่ได้ถึงอายุของนาง ว่าแท้จริงแล้วนาง
มีอายุอานามกี่พันปีแล้วกันแน่ หรือนางจะเป็นวัว
แก่คิดกินหญ้าอ่อน ? แต่ที่นางกล่าวนั้นถูกต้อง ว่า
สักวันหนึ่งเขาจะต้องเทียบเท่ายืนเคียงข้างนางให้
จงได้!
” สิ่งนี้เป็นของที่ระลึก ที่ข้ามอบให้ท่าน ข้ากำลัง
รอท่านอยู่ หวังว่าวันนั้นจะมาถึงในอีกไม่ช้า ”
ผู้คนมากมายต่างตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้งว่า การ
ที่นางกล่าวเช่นนี้ แสดงว่านางตีค่า อู่ อวี้ ไว้สูง
มาก หรือแม้กระทั่งรู้สึกพึงพอใจในตัวเขา อีกทั้ง
นางยังเปิดโอกาสให้ อู่ อวี้ ไล่ติดตามความ
แข็งแกร่งเพื่อเกี้ยวพาราสีนาง เพราะอย่างไรเสีย
ในท้ายสุดแล้วนี่ก็คือโลกแห่งการฝึกฝนบำเพ็ญตน
ขอบเขตพลัง แลความแข็งแกร่งถือเป็นเรื่องสำคัญ
อย่างยิ่งยวด ถ้าตั้งใจจับมือกันก้าวเดินไปบน
เส้นทางแห่งสหายเต๋าเคียงคู่ เป็นไปไม่ได้เลยถ้า อู่
อวี้ มีฝีมือแค่ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต จะ
สามารถอยู่กับนางได้อย่างยืนยาว ซึ่งเกือบจะ
กลายเป็นเซียนอมตะแล้ว
ความลับในโลกแห่งการฝึกฝนบำเพ็ญตน ถือเป็น
เรื่องโหดร้ายอำมหิตอย่างถึงที่สุด
การบรรลุกลายเป็นคู่เซียน ถือว่ามีโอกาสเป็นไปได้
น้อยมาก ถึงแม้สหายเต๋าเคียงคู่จะมีประโยชน์มาก
เพียงใด แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ล้วนแก่
ชรา ไม่อาจหลีกหนีวัฏจักรไปได้
บางทีอาจเป็นเพราะการต่อสู้ฝั่าฟันร่วมกันใน
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ และ หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ทำให้นางรู้สึกขอบคุณ อู่ อวี้
อย่างยิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะเขา นางอาจจะไม่มีโอกาส
ได้รับเกล็ดมังกรบรรพกาลมาเช่นนี้ แล้วตอนนี้นาง
อาจจะตกตายไปแล้วก็ได้ มันคือความเมตตาแห่ง
ชีวิตอย่างแท้จริง
การมอบของที่ระลึก
โดยเฉพาะของที่ระลึกจากสตรี
สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ อดนึกถึง เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร
ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ตลอดชั่วชีวิตนี้ของเขา สิ่งนี้
คือของขวัญสำคัญมากที่สุดที่เขาเคยได้รับมา!
ทันใดนั้นเขาก็หันหลังกลับไปมองยัง นิกายเซียนซู
ซัน และพยายามกวาดสายตาค้นหา หนานกง
เหว่ย ซึ่งในเวลานี้สายตาของทุกผู้คนกำลังจับจ้อง
มายัง เขา กับ ลั่วผิน จดจ่ออยู่กับบทสนทนาของ
พวกเขา รู้สึกตื่นเต้นไปกับความรู้สึกพึงพอใจที่ ลั่ว
ผิน มอบให้แก่ อู่ อวี้ ซึ่งแน่นอนว่า หนานกง เหว่ย
ก็เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกัน แต่ด้วยผู้คนจำนวน
มาก ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่เห็นนางอยู่ในฝูงชน
คาดว่านางน่าจะไปแล้ว
” อู่ อวี้ ” เขาถอนสายตาของตนเองกลับมา
จากนั้นก็เห็น ลั่วผิน กล่าวขึ้นว่า ” โลกนี้กว้าง
ใหญ่กว่าที่ท่านคาดคิดไว้มากนัก สักวันหนึ่งท่าน
จะเข้าใจว่า ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง อยู่เพียงแค่
ส่วนปลายของก้นบ่อเท่านั้น ห่างไกลจากดินแดน
ใจกลางอย่างชมพูทวีป ซึ่งเต็มเปียมไปด้วยเหล่าผู้
แข็งแกร่ง และ อัจฉริยะที่แท้จริง สถานที่แห่งนั้น
กว้างใหญ่กว่า ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง มากนัก
แต่ข้าจะไม่แพร่งพรายบอกท่านมากเกินไป ข้าหวัง
ว่าสักวันหนึ่งท่านจะออกจากทวีปแห่งทวยเทพนี้
เมื่อถึงตอนนั้น ท่านอาจจะทราบถึงอัตลักษณ์ที่
แท้จริงของข้า และท่านจะมาหาข้าก็ได้ หวังว่าสัก
วันหนึ่งข้าจะได้พบท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ
ทำให้สัญญานี้เป็นจริง เพราะนี่คือการบำเพ็ญ
เพียรกลายเป็นเซียน ซึ่งข้าก้าวเดินมามากกว่า
ท่าน แต่อย่างไรเสียท่านก็จะไล่ตามข้าได้ทันให้จง
ได้ ใช่หรือไม่? ”
ความอ่อนโยน รักใคร่ของนาง แลสายตาที่เสมือน
ดั่งถูกวารีโอบอุ้ม ทำให้จิตใจของผู้คนละลายได้
คำกล่าวแต่ละคำล้วนนุ่มละมุน ปลอบประโลม
จิตใจ สัมผัสจากการที่เกิดจากการโอบกอดนางไว้
เช่นนี้ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกดีมากจริง ๆ คำกล่าวของ
นางสมเหตุสมผลยิ่งแล้ว การที่นางเลือกจะจากไป
แล้วปล่อยให้ อู่ อวี้ ก้าวเดินไปเบื้องหน้าเพียง
ลำพัง เพื่อไล่ตามนางมาให้ทัน ถึงแม้ว่านางจะ
รู้สึกชมชอบในตัวของ อู่ อวี้ ก็ตาม แต่ระหว่างคน
ทั้งสองยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ ที่แตกต่างกันราว
กับสวรรค์แลปฐพีอยู่
” ดี เช่นนั้นท่านจงรอข้าก่อน! ” อู่ อวี้ ฟังคำ
กล่าวของนาง พร้อมกับนำของขวัญที่นางมอบให้
กลับไป ในเวลานี้ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วย
เปลวเพลิง จิตใจของเขาเปียมล้นไปด้วยความฮึก
เหิมเป็นอย่างยิ่ง เบื้องหน้าของเขาคือสตรีที่
สมบูรณ์แบบเพียบพร้อมในทุกด้าน อู่ อวี้ ต้องการ
นาง
ถ้ากล่าวให้ถูกมากกว่านั้น คือเขาปรารถนาได้นาง
มาครอบครอง
มันคือความปรารถนาอันแรงกล้า เพียงชั่วอึดใจ
มันก็ช่วยจุดประกายเปลวเพลิง ทำให้จิตวิญญาณ
แห่งการต่อสู้ของ อู่ อวี้ ลุกโชนโชติช่วงขึ้นอย่างไม่
รู้จบ บางทีอาจเป็นเพราะความเลือดร้อนหุนหัน
พลันแล่นของวัยรุ่น ท่ามกลางสายตาจากฝูงชน
เขากล่าวโพล่งขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า ” ให้เวลาข้า
10 ปี ข้าจะไปยืนอยู่เบื้องหน้าท่านอย่างแน่นอน!
”
ซึ่งเขาก็จำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งให้เพียงพอ
แต่ช่วงเวลา 10 ปีถือว่าสั้นเกินไป
อันที่จริงแล้ว ลั่วผิน ต้องการบอกเขาว่า อย่าได้
มั่นใจมากเกินไป จนกล่าวคำมั่นสัญญาที่ตนไม่อาจ
กระทำได้ แต่เมื่อนางแลเห็นสายตาที่เปียมไปด้วย
ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของ อู่ อวี้ นางก็เก็บคำพูดนี้
ไว้ในใจ พร้อมกับกล่าว “ตกลง ข้าจะรอท่านอีก
10 ปี ”
เหตุผลที่นางไม่สามารถพา อู่ อวี้ ไปด้วยได้
ประการแรกการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ผู้คนรอบ
ข้างเกิดคำครหาได้ ประการที่สอง หากเขาอยู่
ภายใต้การคุ้มครองของนางนานเกินไป มันจะไม่
เป็นประโยชน์ต่อตัวของ อู่ อวี้ ทั้งยังเป็นการบีบ
บังคับขีดเส้นการเติบโตของเขา เส้นทางในอนาคต
ของ อู่ อวี้ จำเป็นต้องผ่านการต่อสู้อย่างหนัก
หน่วงด้วยตัวของเขาเอง
” ตกลง ข้าจะไปหาท่านให้จงได้ ”
นอกจากนี้หากนางพักอยู่ที่นี่นานเกินไป บางทีมัน
อาจทำให้ อู่ อวี้ ขาดความมุ่งมั่นในการตัดสินใจ
ต่อสู้อย่างหนัก แน่นอนว่าวิกฤติอันตรายใน ทวีป
แห่งทวยเทพ ถือเป็นสถานการณ์พิเศษที่นาง
จำเป็นต้องลงมาช่วยเหลือ
อู่ อวี้ พยักหน้า พร้อมกับมองดูนางบินห่างไกล
ออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งนางหายลับตาไป
ในช่วงเวลานี้ รอยยิ้มอันอ่อนโยนของ ลั่วผิน จะ
ตราตรึงอยู่ในใจของเขาตลอดไป
สิบปี! อีกสิบปี!
เปั้าหมายครั้งนี้สำคัญมากสำหรับ อู่ อวี้!
เขากำลังจะท่องสู่โลกกว้าง ไปตามรอยเท้าของ
นาง!
แม้ว่าเปั้าหมายนี้จะฟังแล้วช่างแสนยากเย็น
สำหรับทุกคน
หลังจาก ลั่วผิน จากไปผู้คนก็ยังจับจ้องไปยัง อู่ อวี้
ในความเป็นจริงพวกเขายังคงรู้สึกแอบชื่นชมอยู่
ภายในใจ วีรกรรมในสงครามครั้งนี้ของ อู่ อวี้
แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งทุกผู้คนก็
ล่วงรู้ทุกอย่าง
ก่อนหน้านี้ หนานกง เหว่ย ยังคงอยู่ที่นี่ ทว่าตอนนี้
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ได้พานางกลับไปยังซูซันแล้ว
อู่ อวี้ ยังจดจำได้ดีในช่วงเวลาเป็นตาย นางได้
เผลอเกาะกุมมือของเขาไว้ ด้วยคิดว่าเขานั้นเป็นที่
พึ่งพา
อย่างไรก็ตามบางทีความผิดพลาดที่เกิดในชีวิต
และความขัดแย้งอาจทำให้ต้องแยกกัน ด้วยเพราะ
ยากที่จะซ่อมแซมผสานรอยแตกร้าวนั้นได้
ผู้ฝึกตนต้องเคารพเจตจำนงภายในใจของตนเอง
ในยามนี้สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเขาคือต้อง
แข็งแกร่งขึ้นให้ได้เท่านั้น เขามีความปรารถนา
อย่างแรงกล้าที่จะไล่ตาม ลั่วผิน ไปยังชมพูทวีป
ไปยังโลกใบใหม่
อันที่จริง หนานกง เหว่ย ก็ไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด
เพียงแค่นางถลำลงไปในห้วงแห่งความรัก เมื่อ
ผิดหวังนางก็เกลียดชังมาก ซึ่งทำให้ อู่ อวี้ ไม่รู้ว่า
ควรจะเผชิญหน้านางอย่างไร บางทีช่วงเวลาที่จับ
มือกับนาง ๆ อาจจะให้อภัยตนเองแล้ว แต่ทันใด
นั้น ลั่วผิน ก็ปรากฏกายขึ้น หากนางนำตัวเองมา
เปรียบเทียบกับลั่วผิน นางย่อมจะต้องหลบหนีไป
ทันทีแน่นอน
บางทีนางอาจจะเศร้ามากตอนนี้
” วันเวลายังอีกยาวไกล นางจะต้องค่อย ๆ ก้าวที
ละขั้น หวังว่านางจะมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะ
บำเพ็ญเพียร ในอนาคตจะต้องก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ”
เขายังคงหวังว่า หนานกง เหว่ย จะมีอนาคตที่
ดีกว่า เมื่อใดก็ตามถ้านางต้องการความช่วยเหลือ
เขาจะต้องยื่นมือเข้าช่วยไม่ปฎิเสธอย่างแน่นอน
ในเวลานี้ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง จึงไต่ถามขึ้นว่า
” อู่ อวี้ พวกเราพร้อมจะเอาคืนหมู่เกาะตงหยาง
ทั้งสี่แล้ว เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่? ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ