กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 511 : ชมพูทวีปโลกธาตุ
ไพร่พลภายใน ค่ายเทียมฟั้า ไม่มีผู้ใดมารบกวน อู่
อวี้ ยามนี้ที่กำลังทำความคุ้นเคยกับ เสามังกร
สมุทรคลั่ง
ตอนนี้เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะ
พยายามปั่ายปีนเพื่อให้ฝีมือของตนเองนั้นสูงขึ้น
แม้ว่าสถานการณ์ภายในวันนี้จะยังคงสงบสุข แต่
ถึงกระนั้นเขาก็มีได้ชะล่าใจแม้แต่น้อย ยังคง
เพิ่มพูนความแข็งแกร่ง ด้วยเพราะต้องการให้
ตนเองเก่งขึ้นแลแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ซึ่งในยามนี้ อู่ อวี้ กำลังศึกษาวงเวทนับหมื่นวงที่
อยู่บน เสามังกรสมุทรคลั่ง ระหว่างที่เขากำลัง
ศึกษาวงเวทย์เหล่านี้ เขาก็พยายามวิเคราะห์ความ
แตกต่างกับ ‘เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ’ ของลั่ว
ผินไปด้วย การบ่มเพาะทำความเข้าใจศาสตร์เวท
ทั้งสอง คือภูมิปัญญาและความเข้าใจที่บรรพชน
เก่าก่อน ได้เหลือทิ้งเอาไว้ผ่านวงเวทเหล่านี้
เมื่อศึกษาจนพอใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจใน
วงเวท หรือ การตระหนักรู้ในเต๋า ก็สามารถทำให้
เขาได้รับความคืบหน้าได้อย่างดียิ่ง
ความตระหนักรู้ในมหาวิถีแห่งเต๋าวิถีนั้น ช่างลึกซึ้ง
จนสุดจะหยั่งถึง ยิ่งเขาจมลงไปมากเท่าไหร่ เขาก็
ยิ่งรู้สึกว่ามหาสมุทรแห่งนี้มันช่างไร้สิ้นสุด
“ หากปรารถนากลายเป็นเซียนอมตะ ถึงแม้จะไม่
ทราบว่าเป็นเช่นใด แต่ข้าจะต้องควบคุมมหาวิถี
แห่งสมุทรนี้ให้ได้ซะก่อน! ” อู่ อวี้ กล่าวด้วย
อารมณ์ความรู้สึก
โดยทั่วไปแล้วหน้าที่สำคัญของ กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง คือการกวาดล้างผู้คนนอกรีตเสีย
เป็นส่วนใหญ่ หลายคนจึงเริ่มทะยอยกลับมายัง
นครจักรพรรดิเพลิง ซึ่งในเวลานี้บรรยากาศภายใน
นครจักรพรรดิเพลิง เต็มไปด้วยความคึกคักมี
ชีวิตชีวา หลังจากผ่านพ้นสงครามการรุกราน ดู
เหมือนว่า นครจักรพรรดิเพลิง จะสนุกสนานรื่นเริง
มากกว่าเก่าก่อนอยู่โขทีเดียว
ซึ่งดูเหมือนว่า เจ้านครจักรพรรดิเพลิง กับ จอม
จักรพรรดิ จะกลับมาแล้วด้วยเช่นกัน
หลังจาก หมู่เกาะแห่งตงหยางทั้งสี่ ได้ถูกกวาดล้าง
ไปอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีบางคนหลงเหลืออยู่ นั่น
ก็คือ ‘ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย’ และพรรคพวกอีก
สองสามคน ซึ่งมีฝีมืออยู่ในระดับ ก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะ
ถ้าให้แจกแจงอย่างชัดเจน เกี่ยวกับวงเวทที่อยู่บน
เสามังกรสมุทรคลั่ง ของ อู่ อวี้ ที่มีชื่อว่า ‘ค่ายกล
เปลวอัคคีหมื่นจวินพลิกสมุทร’ เข้าได้พยายามขัด
เกลาทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับมัน เมื่อ
วงเวทนี้เริ่มทำงาน พลังของเสามังกรสมุทรคลั่ง
จะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะยัง
ไม่ได้ทดลองพลังของมัน แต่เขาก็มีแผนในใจอยู่
มากมาย
สำหรับตอนนี้ จิ่วอิง ได้กลับไปที่ ห้วงทะเลปีศาจ
อนันต์ แล้ว เขาไม่ได้กระทำสิ่งอื่นนอกเสียจากเร่ง
รีบพัฒนาตนเอง
ในวันนี้ อู่ อวี้ ยังคงพยาฝึกฝนทำความเข้าใจ เสา
มังกรสมุทรคลั่ง อย่างต่อเนื่อง แล้วทันใดนั้นก็มี
เสียงของคนผู้หนึ่งกล่าวกับเขาว่า ” อู่ อวี้ ข้า
กลับมาแล้ว ให้มาหาข้าที่คฤหาสน์เจ้านคร ”
อู่ อวี้ ใช้เวลาสักครู่ หลังจากนั้นก็จำได้ว่าเสียงนี้
เป็นเสียงของ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ซึ่งกำลัง
เรียกหาตัวเองอยู่
ทั้งสองน่าจะกลับมาเมื่อไม่นานมานี้
อู่ อวี้ ไม่ลังเลรีบเดินทางออกจาก ค่ายเทียมฟั้า
อย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งไปยังคฤหาสน์เจ้านคร ผู้คน
ในเมืองชั้นในค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกผู้คนในกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง จับจ้อง
มอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาเคารพเลื่อมใส
หลังจากผ่านเหตุการณ์เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการบดขยี้ทำลาย วิหารพญายม หรือ
แม้กระทั่งการร่วมมือต่อสู้เพื่อทำให้จักรพรรดิมาร
นั้นพ่ายแพ้ ทำให้พวกเขาทั้งสองมีความผูกพัน
บางอย่างกับ อู่ อวี้
ทุกวันนี้ผู้คนทั่วไปต่างมองว่า อู่ อวี้ เป็นผู้สืบทอด
ของ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง อย่างแท้จริงไปเสีย
แล้ว ซึ่งศักดิ์ฐานะสูงส่งเหนือกว่า มู่ หรง ซวี่ เขา
กลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของนครจักรพรรดิ
เพลิง
แม้แต่ระดับขุนพลหลายคนก็ยังสุภาพต่อ อู่ อวี้
เป็นพิเศษ
อู่ อวี้ เดินตรงไปยังคฤหาสน์เจ้านคร ซึ่งยามนี้หา
ได้มีผู้ใดอยู่ไม่ เขาจึงเดินเข้าไปด้านในคฤหาสน์เจ้า
นคร โดยไม่มีอุปสรรคหรือผู้ใดมาฉุดรั้งเขาเอาไว้
ภายในคฤหาสน์เจ้านครนั้นช่างเวิ้งว้างว่างเปล่า
มาก ราวกับว่าไม่มีผู้ใดอยู่มานมนาน ทุกหนทุก
แห่งเต็มไปด้วยฝุั่นผงละอองหยากไย่ สภาพของ
มันในยามนี้ คงไม่ต่างจากกระท่อมไม้ที่ตั้งอยู่บน
ภูเขา อู่ อวี้ เดินวนดูรอบ ๆ อยู่ประมาณ 2 – 3
รอบ ซึ่งคิดว่า เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ไม่น่าจะอยู่
ในนี้ ด้วยเพราะเขาคิดว่า เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
อาจจะเรียกเขามาเพื่อให้เข้าไปใน ‘หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง’ ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปใน
‘หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง’ ทันที
ภายใน ‘หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง’ ผืนทราย
ยังคงเป็นสีเหลืองทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา ช่าง
ดูแห้งแล้งประหนึ่งโลกดึกดำบรรพ์ ไร้ซึ่งแต่ต้นไม้
ใบหญ้า บุปผาพนาสนธิ์ นอกจากพายุทราย ทุก
สรรพสิ่งก็ดูเงียบสงัดราวกับดินแดนมรณะ
เมืองโบราณอยู่ไม่ไกลนัก อู่ อวี้ ทะลวงฝั่าหาด
ทรายสีเหลืองนวล ไม่นานนักเขาก็มาถึงเมือง
โบราณด้วยเวลาเพียงสั้น ๆ เมืองโบราณนั้นถูกทิ้ง
ร้างมานานมากแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง อู่ อวี้ ก็ได้พบ
เห็นชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งดูธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง นั่งอยู่
บนแผ่นศิลาทรงกลม ชายชราคนนี้คือ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง นั่นเอง
เขาจดจำได้ดี เมื่อครั้งที่เจ้านครต่อสู้โรมรันกับ
จักรพรรดิมาร ร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วย
ชุดเกราะสีทอง ช่างดูองอาจอย่างหาใดเปรียบ
รูปลักษณ์ในตอนนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ
รูปลักษณ์ปัจจุบัน ดูช่างแตกต่างราวฟั้ากับดิน
” ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสามารถควบคุม ศาสตราวิถีแท้
ได้แล้วใช่หรือไม่? ” เมื่อ อู่ อวี้ เดินทางมาถึง เจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง ก็ลืมดวงเนตรขึ้นทันที ท่าน
ยิ้มให้กับ อู่ อวี้ อย่างอ่อนโยน ขณะจับจ้องมอง
มายัง อู่ อวี้ ด้วยท่าทีของผู้อาวุโสอย่างแท้จริง
อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า ” มันคือ ‘เข็มเทวะค้ำ
สมุทร’ ที่มาจาก วิหารพญายม ขอรับ ”
หลังจากนั้นเจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็กล่าวคำยก
ย่องชื่นชมว่า ” มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกำราบ
ศาสตราเต๋าร์วิธีแท้ ลงได้ การที่เจ้าได้รับมรดกชิ้น
นี้ แสดว่าทั้งเจ้ากับมันต่างมีวาสนาต่อกัน การทำ
ให้ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ยอมรับในตัวผู้ครอบครอง
มันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ตัวข้า หรือ ขุนพล ก็ยังไม่
อาจทำได้ แต่เจ้ากลับทำมันได้ ”
แน่นอนว่าถ้ากล่าวถึงจุดนี้ เป็นเพราะ อู่ อวี้ มี
ความปรารถนาอันแรงกล้าเป็นแรงผลักดัน อีกทั้ง
ยังมีพลังทางจิตวิญญาณอันทรงพลังของ ฉีเทียน
ต้าเซิ่น คอยช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่
สามารถกระทำได้ เพราะในความจริงแล้วฝีมือของ
เขาเพิ่งอยู่แค่ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 3
เพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
อุตส่าห์เรียกเข้ามาด้วยตนเอง ฉะนั้นท่านจึงยอม
ให้เขามันนั่งอยู่บนแท่นศิลาทรงกลมด้วย
ซึ่งแท่นศิลาทรงกลมนี้ก็คือปากทางเข้า คฤหาสน์
มารกลืนสวรรค์
แล้วเจ้านครจักรพรรดิเพลิงก็กล่าวว่า ” ในตอนที่
พวกเจ้าเข้าไป ข้าคาดว่าเสี้ยววิญญาณของ บรรพ
ชนมารกลืนสวรรค์ ได้หลุดรอดออกมาพร้อมกับ
เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา หลังจากนั้นเสี้ยววิญญาณของ
มันก็ไปยึดร่างของ จ้าววิญญาณพยาบาท เมื่อ
จ้าววิญญาณพยาบาท ตกตายแล้ว บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ ก็ควรจะตกตายแล้วเช่นกัน เรื่องราว
ต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้ว ก็ให้มันผ่านไปเสีย ในเมื่อทุก
อย่างยังคงปลอดภัยดี ข้าคงต้องอยู่ปกปั้องที่นี่ต่อ
อีกสักพัก เฝั้ารอให้คลื่นมรสุมได้จางหายไปสนิท
เสียก่อน จวบจนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่า
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน
ที่จะฟืนคืนถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง ”
เมื่อคิดถึงวิชาที่ ลั่วผิน ใช้ มันคือความจริงที่ จ้าว
วิญญาณพยาบาท ได้ตกตายกลายเป็นเถ้าธุลี
แหลกละเอียดเป็นชิ้น ๆ ไร้ซึ่งร่างกายเนื้อนำมากก
ลบฝังได้อีก ร่างกายของมันกลายเป็นฝุั่นผงกระจัด
กระจายลงสู่ทะเลตงไห่
” ไข่ อยู่ในมือของเจ้าแล้วใช่หรือไม่? ” เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ซักถาม
ถ้าให้คาดเดา คาดว่าท่านคงเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่
อู่ อวี้ พยักหน้า
หมิงซวงกล่าวว่า ด้วยการที่มันเกิดมาใหม่นั้นไร้ซึ่ง
ร่างกาย บรรพชนมารกลืนสวรรค์ จึงต้องการสร้าง
เลือดเนื้อใหม่โดยการใช้ไข่ใบนี้
ซึ่งเมื่อกล่าวถึงไข่ใบนี้ หมิงซวง ยังกล่าวต่ออีกว่า
ถ้า อู่ อวี้ สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขต ก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะ ได้เมื่อไหร่ นางจะมอบเคล็ดวิชาที่ช่วยให้
อู่ อวี้ แบ่งแยก ‘จิตเทวะดวงที่สอง ‘ ได้ เมื่อถึง
เวลานั้น อู่ อวี้ ก็สามารถใช้ไข่เป็นร่างกำเนิด ‘จิต
เทวะดวงที่สอง’ เพื่อสร้างเป็นร่างจำแลงขึ้น ถ้าทุก
อย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น คาดว่าร่างจำแลงนี้จะ
เป็น สรรพเทวะวิญญาณ ซึ่งมีความสามารถของ
บรรพชนมารกลืนสวรรค์
อู่ อวี้ ได้ประจักษ์แก่สายตาของตนเอง ถึงความน่า
สะพรึงกลัวของ จักรพรรดิมาร ถ้าหากเขาทำได้
สำเร็จ ร่างจำแลงของเขาจะน่าสะพรึงกลัวมาก
เพียงใด
แม้ว่าภายในกายของเขาจะมีมรดกของ ฉีเทียนต้า
เซิ่น อยู่ก็ตามที ซึ่งเพียงแค่นั้นย่อมทำให้อนาคต
ของเขาไร้ซึ่งขีดจำกัดแล้ว แต่ อู่ อวี้ ก็ยังคงรู้สึกว่า
หากเขาสร้าง ‘ร่างจำแลงเทวะดวงที่สอง’ ได้
สำเร็จ เขาจะน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นในขณะนี้เขาจึงไม่สามารถส่งมอบ ไข่ ให้แก่
ผู้ใดได้ แม้ว่าจะอยู่กับ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
แล้วปลอดภัยก็ตามที
ซึ่งถ้าหากไม่ใช่เพราะ ลั่วผิน ปั่านนี้เขาคงสูญเสีย
ไข่ใบนี้ไปแล้ว
เมื่อเห็นท่าทีของ อู่ อวี้ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็
พอจะเข้าใจจากนั้นจึงกล่าวว่า ” ไข่ใบนี้สำคัญ
มากสำหรับ บรรพชนมารกลืนสวรรค์ แม้ว่า
จักรพรรดิมาร จะตกตายไปแล้วก็ตาม แต่ข้าก็ยัง
อดห่วงกังวลไม่ได้ว่า บรรพชนมากลืนสวรรค์ จะ
ไม่ได้ตกตายไปจริง ๆ และเกรงว่ามันจะปรากฏตัว
ขึ้นมาอีกครั้ง นำหายนะกลับมาสู่ ทวีปแห่งทวย
เทพตงเสิ้ง การที่เจ้าเก็บไข่ใบนี้เอาไว้มันจะส่ง
ผลร้ายต่อเจ้าไปเสียเปล่า ๆ ถ้าเช่นนั้นเจ้าช่วย
บอกข้าได้หรือไม่ ว่าเจ้าคิดวางแผนจะกระทำเช่น
ไร เจ้าถึงต้องการที่จะเก็บไข่ใบนี้ไว้ หากมีเรื่องอัน
ใดที่ข้าพอจะช่วยได้ ข้าก็อยากจะช่วย เจ้าต้องรู้วิธี
เหมาะสมเพื่อดูแลมัน ”
อันที่จริง เจ้านครจักรพรรดิเพลิง มิได้ต้องการไข่
ของเขา แต่เพราะภายในใจของเขายังรู้สึกวิตก
กังวลอยู่
อู่ อวี้ ไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ ในความเป็นจริงการมอบ
ไข่ใบนี้ให้กับ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เก็บรักษานั้น
ถือว่าปลอดภัยที่สุด ซึ่ง อู่ อวี้ ก็เชื่อใจเขาเป็น
อย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากเก็บไข่ไว้ที่นี่มีความเป็นไปได้ว่า
อาจจะถูก ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย ปล้นชิง ซึ่งถ้า
หากถึงตอนนั้นก็คงไม่รู้ว่าจะตามไปยังแห่งหนใด
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ใจจริงเขาก็อยากจะส่งมอบ
มันให้แก่ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ด้วยเพราะ
พื้นฐานฝึกตนในปัจจุบันของเขากว่าจะถึงระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ยังคงอีกห่างไกล ถึงแม้อันที่
จริงอาจจะไม่ได้ใช้เวลาเนิ่นนานก็ตาม
ซึ่งอาจจะน้อยกว่าสิบปีก็เป็นได้
สิบปีมันเพียงพอแล้วแน่น่ะหรือ ที่จะสามารถตาม
รอยเท้าของ ลั่วผิน?
” ข้ารู้ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์สำหรับเจ้า เมื่อถึงยามที่
เจ้าต้องการก็เพียงมาบอกกล่าวแก่ข้าก็พอ ต่อจาก
นี้อีกไม่รู้กี่ปีข้าก็น่าจะยังคงอยู่ใน หลุมบรรพกาล
แห่งนี้ ”
หลังจากที่ได้รับความไว้วางใจจาก อู่ อวี้ ในการ
เก็บไข่ไว้ให้แล้ว เจ้านครจักรพรรดิเพลิง จึงพยัก
หน้ารับไว้
หลังจากพูดคุยธุระกันจบสิ้น เขาก็ยังไม่ให้ อู่ อวี้
จากไปไหนพร้อมกับกล่าวว่า ” ข้าเคยเห็นสิ่งต่าง
ๆ มามากมาย ข้าเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้ากับ
สัตว์สวรรค์ อู่ อวี้ เจ้ายังจำสิ่งที่ข้าเคยบอกกับเจ้า
ได้หรือไม่ ว่าข้าต้องการให้เจ้ารับช่วงต่อในอนาคต
ดูแลรับผิดชอบ นครจักรพรรดิเพลิง ต่อไป
กลายเป็นเจ้านครจักรพรรดิเพลิงคนใหม่? เพราะ
สุดท้ายตัวข้าก็ยังอยู่ห่างไกลจากการเป็นเซียน
อมตะ ความตายกำลังรอข้าอยู่เบื้องหน้า
ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ นครจักรพรรดิเพลิง จะต้อง
ถูกส่งต่อสู่รุ่นต่อไป ”
เรื่องนี้ท่าน เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ได้พูดกับ
ตนเองก่อนที่จะเกิดสงครามชี้เป็นชี้ตายกับ
จักรพรรดิมาร
อู่ อวี้ รู้สึกประหลาดใจที่ตนได้รับความโปรดปราน
เช่นนี้ จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ” นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญ
ยิ่ง ข้าน้อย อู่ อวี้ ทั้งต่ำต้อยไร้ความสามารถ ยิ่งไป
กว่านั้นข้ายังเป็นคนนอก เกรงว่าฝูงชนจะไม่
ยอมรับข้า นอกจากนี้… ”
เนื่องจากนี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เขาจึงครุ่นคิดอยู่ชั่ว
ครู่ กล่าวได้ว่าสำหรับเขาแล้ว หลังจากนี้จะต้อง
กลายเป็นเจ้านครจักรพรรดิเพลิงคนใหม่ ทำหน้าที่
เฝั้าพิทักษ์รักษาทวีปแห่งทวยเทพ กลายเป็นผู้
ควบคุมดูแลขั้วอำนาจอันดับ 1 มันเป็นเสมือนดั่ง
ปาฏิหาริย์ และ ความฝันที่เขาไม่เคยคาดคิด ต้อง
สงสัยเลยว่าครั้งหนึ่งความใฝั่ฝันของ อู่ อวี้ คือการ
กลายเป็นผู้ปกครองดูแลทั้งใต้หล้านี้ กลายเป็นที่
เคารพจากผู้คนนับหมื่นนับล้าน
มีสถานะศักดิ์ฐานะอันสูงส่งหาใดเปรียบ
แต่ปัญหาก็คือ หลังจากผ่านหาสงครามวิบัติเทพ
มารนอกรีตมาได้ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินว่าเจ้านครจักรพรรดิเพลิงจะ
แต่งตั้งเขาเป็นเจ้านครคนใหม่ สิ่งแรกที่เขากระทำ
คือการปฏิเสธ
กลายเป็น เจ้านครจักรพรรดิเพลิง คือสิ่งที่เขาไม่
เคยกล้าคิดมาก่อน นี่ถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างไม่
ต้องสงสัย ทั้งยังยากจะจินตนาการได้ถึงความ
รุ่งโรจน์ยอดเยี่ยมของมัน
แต่ในตอนนี้ เขามีสิ่งอื่นที่ยังกังวลอยู่
นั่นคือการมุ่งหน้าสู่โลกกว้าง กระทำตามคำมั่น
สัญญาที่เคยให้ไว้กับ ลั่วผิน
เมื่อเห็นความลังเลจากการแสดงออก และ คำ
กล่าวของ อู่ อวี้ เจ้านครจักรพรรดิเพลิงก็หัวเราะ
ขึ้น เสมือนราวกับว่าเขาคาดคิดไว้แล้วว่าจะเป็น
เช่นนี้ จากนั้นท่านก็กล่าขึ้นว่า “ จริงแล้วข้าเข้าใจ
ความคิดของเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องมีภาระใด ๆ
ก่อนหน้านี้ข้าเคยประเมินเจ้าต่ำกว่าตัวข้าเอง แต่
หลังจากผ่านประสบการณ์มหาสงครามวิบัติเทพ
มารนอกรีตมาแล้ว ข้าก็ตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้ง
ว่า ถึงแม้ว่าพรสวรรค์คงเจ้าจะดูไม่ได้สูงส่งเท่าใด
นัก แต่เจ้าก็ทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ดังนั้นข้าจึงคิดว่าอนาคตของเจ้าควรจะอยู่จะอยู่ใน
สถานที่อันกว้างใหญ่ มิใช่หยุดอยู่เพียงแค่ ทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้ง หรือ นครจักรพรรดิเพลิง ถ้า
ข้าแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิงในอนาคต จะเป็นการจำกัดการ
เติบโตของเจ้า อย่างน้อย ๆ สำหรับอนาคตของ
เจ้าในตอนนี้ ก็ดูเสมือนราวกับว่ามันกว้างใหญ่ไร้
ขีดจำกัด ”
อู่ อวี้ ไม่คาดหวังว่า เจ้านครจักรพรรดิเพลิง จะ
เข้าใจเขาง่ายดายเช่นนั้น
ความคิดของ อู่ อวี้ นั้นอ่านได้ง่ายมาก เขาคิดสิ่ง
ใดมีหรือเจ้านครจะไม่ล่วงรู้
” ถ้ายังคงอยู่ใน ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ข้าจะ
กลายเป็น เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ต้องแบก
รับหน้าคอยปกปั้อง นครจักรพรรดิเพลิง ให้แคล้ว
คลาดจากภัยภยันตราย ซึ่งถ้าหากข้าตัดสินใจ
เช่นนี้ ดูเหมือนว่าความฝันในการกลายเป็นอมตะ
เซียนอมตะที่แท้จริงของข้า ก็ยากจะบรรลุได้ ด้วย
เหตุนี้อนาคตของข้า จึงไม่ควรหยุดหยุดที่ทวีปแห่ง
ทวยเทพตงเสิ้ง แต่ข้าควรออกท่องยุทธภพ ไปสู่
โลกกว้าง เมื่อเวลาครบ 10 ปี ข้าจะไปค้นหา ลั่ว
ผิน ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับนาง แต่เมื่อถึง
ยามนั้น ข้าต้องมั่นใจว่า ตัวของเรานั้นคู่ควรกับ
นางอย่างแท้จริง…”
หลังจากสงครามการต่อสู้ที่ผ่านพ้นไป จิตใจของ อู่
อวี้ ก็มั่นคงขึ้นมาก เขาไม่เคยกระตือรือร้น และ มี
แรงผลักดันมากมายเช่นนี้มาก่อน เขาต้องการให้
ตนเองมีคุณสมบัติเพียงพอ ถึงจะมีหน้าไปพบกับ
นาง
จากปากของ หมิงซวง และ ลั่วผิน อู่ อวี้ ล่วงรู้ดี
ว่า ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง
ของโลกใบนี้เท่านั้น จะต้องมีดินแดนอันกว้างใหญ่
อยู่อีกซีกหนึ่งของขอบมหาสมุทร และไม่ว่าจะเป็น
ลั่วผิน หรือ หมิงซวง ล้วนมาจากที่นั่น
” จะเป็นเจ้านคร หรือ ออกไปท่องยุทธภพ ออก
จาก ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ไล่ตามความฝันมุ่งสู่
เส้นทางแห่งเซียนอมตะอันไร้สิ้นสุด เจ้าจะเลือก
เส้นทางใด? ” เจ้านครจักรพรรดิเพลิง มิได้กดดัน
เขาแม้แต่น้อย เพียงแค่ยิ้มแล้วไต่ถามว่าเขาจะ
เลือกเส้นทางใด
แน่นอน อู่ อวี้ ตอบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยเช่นกัน
“ข้าต้องการจะท่องยุทธภพ ข้าอยากรู้ว่าโลกใบนี้
มันกว้างใหญ่เพียงใด ”
แล้วโลกที่เขาจะไปนั้นมีชื่อเรียกว่า ชมพูทวีป
โลกธาตุ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ