กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 517 : การหายไปของคายวายุทําลาย
ณ นครจักรพรรดิเพลิง
ค่ายเทียมฟั้า แห่ง กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ได้
เดินทางกลับมาแล้ว พวกเขายังบดขยี้ทำลายผู้ฝึก
ตนนอกรีตตกตายไปเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีผู้ใด
ได้รับบาดเจ็บล้มตายเลยแม้แต่น้อย ในเวลานี้พวก
เขาจึงตื่นเต้นฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากพวกเขากลับมาก็ได้ทราบข่าวว่า อู่ อวี้
กำลังปิดด่านฝึกตน ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่กระทำการ
ใด ๆ อันเป็นการรบกวน อู่ อวี้
หลังจากหายนะได้ผ่านพ้นไป นครจักรพรรดิเพลิง
ก็ฟืนคืนความคึกคักมีชีวิตชีวากลับมาอีกครั้ง
หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่วัน เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ก็ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองใน
‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ อันได้แก่ อู่
อวี้, มู่หรง ซวี่, เสิน ชิวเหยี่ยน
พวกเขาทั้งสามเป็นผู้มีอายุอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 50
ปี
แน่นอน อู่ อวี้ กับ มู่หรง ซวี่ ต้องเป็นผู้มีสิทธิ์เข้า
ร่วมการประลองอย่างไม่ผิดโผ ทว่าหลายคนยังคง
ประหลาดใจด้วยเพราะ เสิน ชิวเหยี่ยน น่าจะมี
อายุเกือบ ๆ 50 ปีแล้ว เขาฝึกฝนบำเพ็ญเพียร
มากกว่า 10 ถึง 20 ปีเห็นจะได้ ในความเป็นจริง
จำนวนปีในการบำเพ็ญเพียรของเขาถือว่าไม่น้อย
เลยทีเดียว
หลังจากรายชื่อผู้เข้าร่วมได้ถูกปั่าวประกาศออกมา
หลายคนต่างคิดว่า ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวย
เทพ’ เป็นการประลองต่อสู้อันทรงเกียรติสูงสุดใน
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ผู้เข้าร่วมการประลอง
ล้วนเป็นอัจฉริยะจากพรรคนิกายชั้นยอด ซึ่ง
นับเป็นโอกาสอันหาได้ยากของผู้รับชม ข่าวด่วน
ประเด็นร้อนได้แผ่ขยายวงกว้างอย่างช้า ๆ ผู้คน
จำนวนมากต่างกำลังสนทนาพูดคุยถึงเรื่อง ‘ศึก
มังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
หลังจากความตื่นเต้นระทึกกับสงครามระหว่าง
เทพมาร ผู้คนต่างก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นระทึกอีก
ครั้งกับการประลองต่อสู้อันเดือดระอุใน ‘ศึกมังกร
สวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
กล่าวได้ว่าในเวลานี้ ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ่ง
กำลังร้อนระอุโหมกระพือลุกขึ้นอีกครั้ง!
โลหิตภายในกายของคนหนุ่มสาวต่างเดือดพล่าน
นี่คือการประลองของเหล่ายอดอัจฉริยะ จากพรรค
นิกายต่าง ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใด ผู้คน
ถึงได้ตื่นระทึกร้อนระอุกันมากมายเยี่ยงนี้!
ผู้ใดบ้างจะไม่ปรารถนา เป็นยอดฝีมือแห่งยุคสมัย?
ผู้ใดบ้างจะไม่ปรารถนา ชื่อเสียง หากสามารถชนะ
พรรคนิกายใหญ่?
ผู้ใดบ้างจะไม่ปรารถนา ให้นามของตนเองถูกจารึก
ชื่อลงหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะผู้แข็งแกร่ง
อันดับหนึ่งในใต้หล้า?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคนิกายอันดับ 2 อย่าง
นิกายทัพเซียนสวรรค์ เป็นต้น พวกเขามีสิทธิ์ต่อสู้
ในการประลองแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากพ่ายแพ้
เพียงครั้ง จะต้องถอนตัวออกจากการประลองทันที
เท่ากับว่าเขาต้องเสียโอกาส ในการประลองต่อสู้
อันทรงเกียรติยศแลศักดิ์ศรีสูงสุดในครั้งนี้ไป เพื่อ
การนี้ทุกผู้คนที่เข้าร่วมการแข่งขันจึงต้องทุ่มกำลัง
ทั้งหมดที่มี
ในขณะนี้ทั้งทวีปแห่งทวยเทพ ดูเหมือนว่ากำลังลุก
โชนโหมกระหน่ำไปด้วยเปลวเพลิงอันบ้าคลั่ง ยิ่ง
เวลาใกล้เข้ามามากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งให้ความ
สนใจกับ ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
มากเท่านั้น!
นครจักรพรรดิเพลิง เป็นเมืองแรกที่ประกาศ
รายชื่อผู้เข้าร่วมการประลองแข่งขันในครั้งนี้
จากนั้นพรรคนิกายใหญ่ก็เริ่มทยอยประกาศรายชื่อ
ผู้เข้าร่วม ในทุก ๆ ครั้งที่มีการประกาศรายชื่อ
ผู้เข้าร่วมการประลอง บรรยากาศก็ทวีความระอุ
รุนแรงมากยิ่งขึ้น!
ทว่าผู้ที่น่าเสียดายมากที่สุดก็คงไม่แคล้ว เฉิน ชิง
เหยา แห่งนิกายเซียนซูซัน ด้วยฝีไม้ลายมือของ
เขาอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9 แต่
เพราะเขามีอายุเกินกว่า 50 ปี เท่ากับปิดประตู
ตายหมดสิทธิ์เข้าร่วมการประลอง
อู่ อวี้ เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมต่อสู้ของสงครามเทพ
มาร ทั้งยังมีผลงานโดดเด่นอย่างบดขยี้ทำลาย
วิหารพญายม จนพังพินาศย่อยยับ อีกทั้งเขามี
ความสัมพันธ์สนิทสนมแน่นแฟั้นกับ ลั่วผิน ฉะนั้น
แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อเสียงของเขาจะนำโด่ง
ท่ามกลางรายชื่อผู้เข้าร่วมทั้งหมดมากเพียงใด! ทุก
ผู้คนต่างเข้าใจเป็นอันดีในความแข็งแกร่งของเขา
อันที่จริงการประลองนัดล้างตาที่ นิกายเซียนซูซัน
ก็สามารถยืนยันความเก่งกาจของเขาได้แล้ว ใน
ครั้งนั้นเขาสามารถเอาชนะ หนานกง เหว่ย กับ
เปั่ยซาน ม่อ ได้อย่างสวยงามใสสะอาดอย่างที่สุด
ทั้ง ๆ ที่ในครานั้น ผู้คนต่างไม่คาดคิดว่า อู่ อวี้
สามารถคว่ำพวกเขาทั้งสองลงได้ ฉะนั้นจึงไม่
แปลกที่เขาจะโดดเด่นแลเป็นที่จับตามอง อีกทั้ง
การมี อู่ อวี้ เข้าร่วมประลองก็ยิ่งทำให้ ‘ศึกมังกร
สวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ ได้รับความสนใจจาก
ผู้คนมากยิ่งขึ้น!
ส่วนผู้ที่มีโอกาสชนะมากที่สุด ก็คงจะเป็นผู้ที่มีอายุ
เกือบจะ 50 ปี อย่างเช่น เสิน ชิวเหยี่ยน ผู้ครอง
อันดับ 1 ในสงครามหวง เขามีอายุเพียงแค่ 49 ปี
แต่ฝีมือกลับอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้น
ที่ 8! ซึ่งเขาก็ได้กินตำแหน่งขุนพลจักรพรรดิเพลิง
อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ต้องกล่าวถึงความแข็งแกร่ง
หรือ ความสามารถในด้านอื่น ๆ เขานั้นเหนือกว่า
ผู้เข้าร่วมการประลองหลายคนมากนัก ซึ่งก็
แน่นอนว่าเขานั้นโดดเด่นเป็นตัวเต็งอีกหนึ่งคนใน
การประลองครั้งนี้เช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าข่าวลืออันหนาหูเหล่านี้ ได้แพร่กระจาย
สู่ภายนอก ทว่า อู่ อวี้ ก็หาได้แยแสแม่แต่น้อย เขา
เพ่งสมาธิรีดเฟั้นมันสมองพลังกายพลังใจทั้งหมด
มุ่งเน้นทุ่มเทไปที่การฝึกฝน มหาเคล็ดวิชา ‘เจ้าเท
วะ’ ทั้งสองเล่ม
มหา เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ทั้งสองนี้คือไพ่ตายที่
แข็งแกร่งที่สุดของเขา!
นอกจากนี้ขณะการฝึกฝน เขายังค้นพบว่า เคล็ด
วิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ทั้งสอง มีความลึกล้ำอย่างยาก
จะหยั่งถึง!
การฝึกฝนยกระดับ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน มัน
ยากเย็นแสนเข็ญเสียยิ่งกว่าควบคุม ศาสตราเต๋า
วิถีแท้ โดยเฉพาะ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ที่เขา
กำลังฝึกอยู่นี้เป็นเคล็ดวิชาเก่าแก่โบราณ
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ทั้งสองที่ อู่ อวี้ ทำการ
ฝึกฝนยกระดับในเวลาเดียวกัน หนึ่งมีชื่อว่า เคล็ด
วิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะ เป็นของ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ส่วนอีกหนึ่งมีชื่อว่า เคล็ดวิชา
หมื่นเตาหลอมจักรพรรดิเจ้าเทวะ ซึ่งเคล็ดวิชานี้
มาจาก จอมจักรพรรดิเพลิง เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้า
ดิน ทั้งสองมีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเอง อีก
ทั้งผลลัพธ์ของพลังยังแตกต่างกันอีกด้วย หนึ่งเป็น
ทอง ส่วนอีกหนึ่งเป็นอัคคี ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เคล็ดวิชาเหล่านี้เหมาะสมกับ อู่ อวี้ มากเพียงใด
” หากข้าสามารถฝึกฝนปลูกฝัง เคล็ดวิชาแก่นแท้
ฟั้าดิน ทั้งสองได้เป็นผลสำเร็จ ผนวกกับ เสามังกร
สมุทรคลั่ง และพลังอิทธิฤทธิ์อีกทั้ง 2 ชนิด อย่าง
ร่างอวตารนอกวิถี และ เนตรเพลิง ผสานควบคู่ไป
กับ เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง , ก้าวเทวะ และ กายา
เพชรอมตะ! เพียงแค่นี้พลังการต่อสู้ของข้า ก็
แข็งแกร่งเกินกว่าผู้คนหลายคนจะคาดคิด
จินตนาการได้อย่างแน่นอน! ”
ด้วยอายุอานามเพียงเท่านี้ ผู้ใดบ้างไม่ปรารถนา
กลายเป็นยอดวีรบุรุษ กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงดัง
กระหึ่มก้องโลกา?
ยิ่งกว่านั้นนี่ยังเกี่ยวข้องกับการไล่ติดตามเจตจำนง
สองสิ่ง ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจของเขา! ฉะนั้นเขา
จึงต้องชนะกลายเป็นอันดับ 1 ให้จงได้ เขาจะต้อง
ทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะครั้งนี้ นี่คือเหตุผลว่า
เพราะเหตุใดภายในหัวของเขา ถึงได้ครุ่นคิดค้นหา
วิธี ตลอดทั้งทิวาราตรี
“อันที่จริงแล้วพลังอำนาจที่แท้จริงของ เคล็ดวิชา
ประมุขฟั้าเจ้าเทวะ คือการปั้องกัน มันสามารถ
เปลี่ยนร่างกายของเขาให้กลายเป็นประมุขฟั้า
เหมือนราวกับว่าร่างกายถูกหลอมสร้างขึ้นมาจาก
ทองคำอันมหัศจรรย์ ราวกับวัชระทองคำที่ไม่มีวัน
ถูกทำร้าย อย่างไรก็ตามข้ามีกายาเพชรอมตะแล้ว
ดังนั้นต่อให้เคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะจะทรง
พลังมากเพียงใด สำหรับข้ามันแล้วก็เป็นเพียงแค่
ของประดับเท่านั้น! อย่างไรก็ตามถึงแม้ร่างอวตาร
ของข้าจะมีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด แต่
กลับมีการปั้องกันที่อ่อนแอมาก จึงทำให้ถูกบดขยี้
ทำลายอย่างง่ายดาย แต่ถ้าก่อนเริ่มการต่อสู้ ข้าใช้
ออกด้วยเคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะ แปรเปลี่ยน
ร่างกายกลายเป็น ‘ประมุขฟั้า’ ทองคำคุ้มภัย
พิสดาร 99 ชั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พลังการต่อสู้
และความสามารถในการปั้องกันของร่างอวตารจะ
เพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน! ”
สิ่งนี้จะช่วยให้ อู่ อวี้ แก้ไขจุดอ่อนของร่างอวตาร
พลังอำนาจที่แท้จริงของ เคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้า
เทวะ มิใช่อยู่ที่พลังทำลายล้างแต่เป็นการปั้องกัน
ซึ่งการปั้องกันนี้เป็นเพียงแค่ความสามารถส่วน
หนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือการ
ยกระดับความแข็งแกร่งของตนเอง หลังจากเปิด
ใช้งานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร่างต้น หรือ ร่างอวตาร
ความแข็งแกร่งจะถูกยกระดับเพิ่มพูนสูงขึ้นไปอีก
ขั้นหนึ่ง อู่ อวี้ จดจำได้ว่าในยามที่ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ต่อสู้ห้ำหั่นกับ จักรพรรดิมาร ทั่ว
ทั้งสรรพางค์กายของท่านได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น
ทองคำ เสมือนดั่งว่าผิวกายได้ถูกหล่อหลอมขึ้นมา
จากโลหะ ซึ่งก็น่าจะเป็นความสามารถของวิชานี้
” ส่วนเคล็ดวิชาหมื่นเตาหลอมจักรพรรดิเจ้าเทวะ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันคือเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน
รูปแบบโจมตี! หนึ่งโจมตี และ หนึ่งปั้องกัน การที่
ท่าน เจ้านครจักรพรรดิเพลิง มอบเคล็ดวิชาแก่น
แท้ฟั้าดินทั้งสองนี้ให้แก่ข้า เห็นได้ชัดว่าท่านได้
ครุ่นคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ”
เมื่อใช้งานผสานกับวงเวทโจมตี ‘ค่ายกลเปลวอัคคี
หมื่นจวินพลิกสมุทร’ ของเสามังกรสมุทรคลั่ง คง
ไม่ต้องเดาว่าพลานุภาพของมันจะสูงล้ำมาก
เพียงใด หากให้กล่าวถึงรูปแบบการโจมตีผสาน
และ ถ้าเขาสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน
ทั้งสองได้ก่อนที่ ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ
จะเริ่มต้นขึ้น อู่ อวี้ คงรู้สึกมั่นใจใน ศึกการ
ประลองย่อมสะเทือนฟั้าสะเทือนดินอย่างยิ่งยวด
” ประมุขฟั้า … ”
ภายในคัมภีร์โบราณนี้ อู่ อวี้ ได้พยายามทุ่มเท
สมาธิไปกับวิธีของข้อความตัวอักษรเหล่านี้ เพื่อจะ
เชื่อมต่อสัมผัสกับเซียนเหรินในโลกแห่งจิตของ
คัมภีร์นี้
ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งดั่งเช่น อู่ อวี้ ทว่า
ความคืบหน้าในการบ่มเพาะก็ยังเชื่องช้ายิ่ง โชคดี
ที่ตอนนี้ท่านเจ้านครจักรพรรดิเพลิง กับ จอม
จักรพรรดิ ได้เดินทางกลับมายังนครจักรพรรดิ
เพลิงแล้ว เพื่อให้ อู่ อวี้ เป็นผู้ชนะอันดับ 1 ใน
สงครามครั้งนี้ พวกเขาทั้งสองจึงลงมือเคี่ยวกรำสั่ง
สอนชี้แนะ อู่ อวี้ ด้วยตนเอง เนื่องด้วยคนทั้งสอง
ต่างเชี่ยวชาญชำนาญการใน เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้า
ดิน ของตนเองอย่างไร้ที่เปรียบ ผนวกกับการ
ชี้แนะแนวทางสั่งสอนเป็นการส่วนตัว ไม่คาดคิด
ว่าความเร็วในการฝึกฝนบ่มเพาะของ อู่ อวี้ จะทวี
เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอย่างน้อย 10 เท่า!
อันที่จริงแล้วการที่มีอาจารย์ดีถือว่ามีชัยไปกว่า
ครึ่ง พวกเขามีบทบาทยิ่งในโลกแห่งการฝึกตนแห่ง
ครั้งนี้
ทั้งช่วยผลักดันส่งเสริมยกระดับอาณาจักรการฝึก
ตน ช่วยชี้แนะเพิ่มพูนความเข้าใจในเต๋า
เนื่องจากว่าทุกคนต่างมีเต๋าเป็นของตนเอง ดังนั้น
พวกเขาจึงสามารถสั่งสอนชี้แนะแนวทางในส่วนที่
ไม่จำเป็น ทั้งยังคอยเป็นผู้ให้คำแนะนำในเส้นทาง
แห่งเซียนอมตะแสนคดเคี้ยวนี้ด้วย
แค่การฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋า ก็สามารถให้คำตอบได้
อย่างชัดแจ้งแล้ว มันแทบจะเหมือนกับการบำเพ็ญ
เพียรด้วยพลังความเร็วสุดขั้ว ดังนั้นหากมีผู้ใด
คอยให้คำชี้แนะสั่งสอน ความเร็วในการฝึกตนของ
เขาจะพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้มัน
จึงสามารถไขข้อสงสัยได้แบบทันทีทันใด แล้วถ้า
หากมองในมุมมองของ อู่ อวี้ แล้วล่ะก็ การทำ
ความเข้าใจมรดก และ ประสบการณ์ความรู้ของผู้
อาวุโสรุ่นก่อนถือเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่งยวด
แน่นอนว่า การมีท่านเจ้านครจักรพรรดิเพลิง กับ
จอมจักรพรรดิให้คำชี้แนะเป็นการส่วนตัวเช่นนี้
นอกจาก อู่ อวี้ แล้ว ไม่มีผู้ใดเคยได้รับโอกาสเช่นนี้
มาก่อน ต่อให้เป็น มู่หรง ซวี่ หรือ เสิน ชิวเหยี่ยน
ก็ไม่มีโอกาสเช่นนี้
นอกจากนี้ จอมจักรพรรดิ ก็พยายามแข่งขันกับ
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง อีกด้วย เขาต้องการให้ อู่
อวี้ ฝึกฝนเรียนรู้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นเตาหลอมเจ้าเท
วะ’ ของตนเองให้ได้ก่อน
” เห็นไหมล่ะข้าบอกเจ้าแล้ว เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้า
ดินของข้า ทรงพลังกว่าพี่ชายของข้ามากนัก วิชา
ของเขาน่ะมันก็แค่สร้างกระดองเต่าขึ้นมา แต่วิชา
ของข้าคือการโจมตีที่แท้จริง มันทรงอำนาจยิ่งกว่า
พลังอิทธิฤทธิ์สามัญหลายเท่า!”
ถึงแม้ว่าความคืบหน้าของเขาจะเป็นไปอย่าง
เชื่องช้ามาก แต่เมื่อมีคนทั้งสองคอยให้คำชี้แนะ
ความตระหนักรู้ และ ความเข้าใจในการฝึกฝน
ของ อู่ อวี้ ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
บางครั้งบางคราว อู่ อวี้ ก็หยุดพักการฝึกฝน และ
เลือกจะไปพูดคุยหยอกล้อกับเหล่าพี่น้องชายหญิง
ในค่ายเทียมฟั้า ซึ่งบางครั้ง อู่ อวี้ ก็ให้คำชี้แนะแก่
พวกเขาอีกด้วย
เนื่องจากว่าครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยทุ่มเทแรงกาย
แรงใจเพื่อปกปั้องบุคคลสำคัญของ อู่ อวี้ ใน
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ไว้ อู่ อวี้ จึงปฏิบัติกับพวก
เขาในฐานะพี่น้อง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ หรือ
เหมาะสมกับพวกเขา อู่ อวี้ ไม่เคยหวงแหนหรือ
เก็บงำไว้แม้แต่น้อย ส่งผลให้เหล่าไพร่พลจากค่าย
เทียมฟั้าก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ เมื่อไม่นานมานี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้น กับค่ายที่
มีความสัมพันธ์อันดีกับเรา ผู้นำของ ค่ายวายุ
ทำลาย หลิว อี้เฉิน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ข้า
พยายามตามหาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ พวกเขาต่าง
หายตัวไปอย่างไร้วี่แวว ” อู่ เทียนหยี่ กล่าวด้วย
น้ำเสียงหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเพราะภายใน ค่ายวายุทำลาย มีสตรีนางหนึ่ง
ที่เขานั้นรู้สึกรักใคร่ชอบพอ แต่ทว่าบัดนี้กลับขาด
การติดต่อจากนางอย่างสิ้นเชิง
“ อยู่ ๆ ทุกผู้คนก็สูญหายอย่างไร้วี่แววเช่นนั้นรึ ?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?” อู่ อวี้ ซักถาม
” ใช่แล้ว รวมถึง ‘เรือรบจักรพรรดิเพลิงขนาดเล็ก’
ด้วย ซึ่งระหว่างเดินทางกลับจากทะเลตงไห่มายัง
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ว่ากันว่ามีผู้คนพบเห็น
พวกเขาครั้งสุดท้าย เมื่อใกล้ถึงทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้งแล้ว ” เจินหยู๋ ซึ่งอยู่ถัดออกไปกล่าว
” ระหว่างเดินทางกลับมายัง ทวีปแห่งทวยเทพตง
เสิ้ง มีพวกผู้ฝึกตนนอกรีตที่เหลือขัดขวางพวกเขา
เช่นนั้นหรือ?” อู่ อวี้ กล่าวคาดการณ์
” อันนี้ข้าก็ไม่ทราบ ผู้คนต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ
นานา แต่พลังฝีมือของ หลิว อี้เฉิน นั้นหาได้อ่อน
ด้อยไม่ พื้นฐานฝึกตนของเขาอยู่ระดับตำหนักม่วง
ทะเลมรกต ขั้นที่ 4 ถูกยกย่องว่าเป็นผู้นำกองร้อย
ที่แข็งแกร่งมากที่สุด นอกจากนี้ไพร่พลของ ค่าย
วายุทำลาย มีผู้อยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
มากกว่าโหล แต่ที่สำคัญเหตุใดพวกเขาถึงไม่ส่งยัน
สื่อสารติดต่อมา หากวัดจากพลังฝีมือความ
แข็งแกร่งของพวกเขาทุกคนรวมกัน ย่อมไม่ถูกบด
ขยี้ทำลายลงได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน ในเมื่อมัจฉา
แข็งแกร่งเช่นนี้ จะถูกอวนตาข่ายจับง่าย ๆ ได้
อย่างไรกัน!? ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ฉับพลันเขาก็นึกถึงคนผู้นั้น
ได้ เขาทอดถอนหายใจแล้วกล่าวว่า ” ข้าว่ามัน
น่าจะเป็นฝีมือของ พญามัจจุราช ลำดับ 8 ตัวหมิง
ซาน เสิ้งเสวี่ย ”
ถึงแม้ว่า จอมมาร เกือบจะตกตายไปหมดแล้ว
หรือ วิหารพญายม จะถูกบดขยี้ทำลายจนสิ้นลง
แล้วก็ตาม ทว่าพญามัจจุราช ผู้มีฝีมืออยู่ในระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ยังคงมีชีวิตอยู่หาได้ตกตาย
ไปด้วยไม่ แล้วผู้มีฝีมือระดับนี้ก็มีแต่มันเท่านั้น
แล้วมันคือผู้ที่เคยเป็นอันดับ 1 ใน ‘ศึกมังกร
สวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
ฟาง เชาฉวิน ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” มีผู้คน
มากมายก็คาดเดาว่าต้องเป็นมันเช่นกัน แต่ปัญหา
ก็คือ พญามัจจุราข ลำดับ 8 มีจุดประสงค์อันใด
กับการกระทำในครั้งนี้ เพียงเพื่อล้างแค้นเช่นนั้น
น่ะหรือ? ประมวลจากความเป็นไปได้ ดูเหมือนว่า
ไม่น่าจะใช่ ถ้าบอกว่ามันต้องการตอบโต้กลับ ไฉน
ถึงเจาะจงโจมตีแค่เพียงค่ายเล็ก ๆ บุคคลลึกลับ
เหล่านี้ กระทำการดูลับ ๆ ล่อ ๆ อย่างไรชอบกล ”
ถ้าฟังจากการวิเคราะห์นี้ก็ดูสมเหตุสมผลมาก
ทีเดียว
อู่ อวี้ ต้องการจะรู้เรื่องแบบเจาะลึกให้แจ่มแจ้ง
มากกว่านี้ หากไม่ใช่เป็นช่วงเวลาสำคัญ เขาคง
ออกไปหาข่าวคราวข้อมูลด้วยตนเอง
“ ข้าได้ไปหารือกับขุนพลหลายท่านแล้ว ซึ่งตัวข้า
เองก็ควานหาพวกเขานานกว่า 1 เดือน แต่ก็ยังคง
ไร้วี่แววไม่เห็นแม้แต่เงา หรือ ร่องรอยใด ๆ ว่ากัน
ว่าเมื่อไม่นานมานี้ จอมจักรพรรดิ ได้พาไพร่พล
ทหาร 1 กองร้อย ออกไปลาดตระเวนตรวจสอบ
แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา ราวกับว่าพวกเขาหายตัว
ไปในอากาศ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาด
เสียจริง ๆ ”
ด้วยเพราะมีสายสัมพันธ์อันดีต่อกันกับ ค่ายวายุ
ทำลาย ทำให้พวกเขาจึงรู้สึกเศร้าเสียใจอยู่ไม่น้อย
ทีเดียว เห็นนี้ยังชัดเจนว่า ค่ายวายุทำลาย ต้อง
ประสบเภทภัยใหญ่หลวง ซึ่งเป็นลางไม่ดีเลย
ไม่น่าแปลกใจเพราะเหตุใดในวันนี้ จอมจักรพรรดิ
ถึงมิไม่ได้ปรากฏกาย
จอมจักรพรรดิ ออกไปโดยไร้ซึ่งการเก็บเกี่ยวติดมือ
กลับมา ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า จอมจักรพรรดิ คงไม่
สามารถปลีกเวลามาช่วยเหลือชี้แนะสั่งสอนเขาได้
แต่ อู่ อวี้ ก็ยังสามารถขัดเกลา วิชาก้าวเทวะ ทั้ง
สองชนิดด้วยตนเองต่อไป ในขณะเดียวกันเขาก็
ยังให้ความสนใจ ติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้
อยู่เป็นอาจิณ แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไป แต่ทุก
อย่างก็คงเป็นเหมือนเดิม ไม่มีผู้ใดค้นพบเบาะแส
เพิ่มเติมได้เลยแม้แต่น้อย
ว่ากล่าวว่า หลิว อี้เฉิน นั้นมีผู้หญิงแลบุตรธิดา ทุก
วันนี้พวกนางเฝั้ามองแลควานหา ตามชายฝังทะเล
ตงไห่อย่างบ้าคลั่ง …
” เป็นฝีมือของผู้ใดกันแน่ … ” อู่ อวี้ ขมวดคิ้ว
ครุ่นคิดอย่างหนัก
แม้จะควานหาจนแทบพลิกชายฝังบูรพา ดู
เหมือนว่าทั่วทั้งโลกายังคงเงียบสงบ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ