กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 518 : ความเดือดนพลานเริ่มปะทุ
ส่วนกลางทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง บนท้องฟั้าซึ่ง
เต็มไปด้วยปุยเมฆสีขาว เมืองนครจักรพรรดิเพลิง
ที่ปรากฏอยู่กลางกลุ่มเมฆที่ไร้จุดสิ้นสุด ดูราวกับ
ภาพในจินตนาการก็มิปาน
บัดนี้พลันปรากฎเหล่าผู้ฝึกตนจากทุกแขนงได้แวะ
เวียนมายังนครจักรพรรดิเพลิง
ซึ่งตัวเมืองได้มีการปั้องกันจากทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิงเอาไว้อย่างแน่นหนา
หลังจากที่ทำสงครามกับผู้ฝึกตนนอกรีตแล้ว นคร
จักรพรรดิเพลิงก็เริ่มมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
ในพื้นที่แห่งหนึ่งของนครจักรพรรดิเพลิง ที่ที่ซึ่งเงา
ของนครจักรพรรดิเพลิงบดบังอยู่ มันเป็นสถานที่ที่
เขียวชอุ่ม อุดมสมบูรณ์ เป็นปั่าผืนหนึ่ง
ท่ามกลางผืนปั่าแห่งหนึ่ง นกและสัตว์วิ่งเล่นไปทั่ว
ทำให้ภาพเบื้องหน้าที่ได้เห็นรู้สึกเป็นชีวิตชีวาอย่าง
ยิ่ง เนื่องจากพลังฟั้าดินแห่งอดีตกาลของนคร
จักรพรรดิเพลิง ทำให้แม้แต่สิงสาราสัตว์ซึ่งได้รับ
ผลกระทบจากพลังฟั้าดิน ก็ยังเริ่มทำให้คล้ายคลึง
กับมนุษย์มากยิ่งขึ้น
บนต้นไม้โบราณสีซีดต้นหนึ่ง ในเวลานี้มีคน 2 คน
กำลังยืนอยู่ตรงนั้น บุรุษผู้นั้นดูโดดเด่น หล่อเหลา
เหมือนกับภูติแห่งปั่าไม้ ที่ด้านข้างเป็นสตรีนาง
หนึ่ง นางมีท่าทางที่สวยงามดูสูงส่ง รอยยิ้มของ
นางสามารถสะกดจิตใจของผู้คนได้ มันช่างโดด
เด่นและดูสูงส่งยิ่ง ซึ่งในโลกมนุษย์ยากที่จะหาใคร
มาเทียบเคียงนางได้
สตรีนางนั้นค่อยๆยกยิ้มขึ้นอย่างเชื่องช้า เมื่อมีนาง
อยู่ที่นี่ ก็ทำให้ทะเลดอกไม้ไร้จุดสิ้นสุดที่ล้อมรอบ
ตัวของนางดูหม่นหมองไป
“ที่แท้การที่จักรพรรดิมารสามารถเปลี่ยนมา
แข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ก็เป็นเพราะมีความสามารถ
ในการกลืนกินเยี่ยงนี้นี่เอง ช่างเป็นพลังที่วิเศษล้ำ
หากว่าบรรพบุรุษมารของเราไม่ได้พบกับเหล่าทวย
เทพในปีนั้น เกรงว่า……..”
ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย ยกยิ้มอย่างเย็นชา กล่าวว่า
“แน่นอนว่า บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์อยู่มาตั้งแต่
สมัยโบราณ เป็นสรรพเทวะวิญญาณที่อยู่บน
จุดสูงสุด”
เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ยิ้มอย่างมีเสน่ห์ขึ้นแล้วกล่าว
ขึ้น “เช่นนั้น ถ้าหากว่ามันฟืนคืนชพขึ้นมาอีกครั้ง
ก็จะไม่มีใครสามารถหยุดท่านได้อีกต่อไป นอกเสีย
จากว่าจะเป็นเซียนบนสวรรค์ลงมาประทับ”
พวกมันจ้องมองไปยังนครจักรพรรดิเพลิงที่อยู่บน
ท้องนภา
“เรามาถึงแล้ว แต่พวกเราจะเข้าไปที่หลุมบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิงได้อย่างไร แล้วจะทำให้มาร
กลืนสวรรค์ออกมาได้อย่างไร?” เทียนไห่อวี้ ฝู
เหยา ถามขึ้น
ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย กล่าวต่อ “ถึงแม้ว่าบรรพ
บุรุษมารกลืนสวรรค์จะมอบความสามารถให้กับ
เรามากมายขนาดนี้ แต่ทว่า พวกเราก็จะต้อง
วางแผนให้รัดกุม อย่าสับสนเช่นเดียวกับจ้าว
วิญญาณพยาบาท บัดนี้พวกที่โอ้อวดว่าตนเองเป็น
ผู้ฝึกตนบนเต๋าที่เที่ยงธรรมจะต้องตาย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ความตายของเจ้า
มาถึงแล้ว เพื่อที่จะเพลิดเพลินกับความสิ้นหวัง
ของพวกมัน พวกเราจะต้องห้ามผิดพลาดโดย
เด็ดขาด”
นี่ก็คือลักษณะนิสัยของ ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย
มันเป็นผู้ที่รักษาการณ์ในวิหารพญายม แต่มันก็
สามารถเอาชีวิตรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันจึง
คอยอดกลั้นเพื่อที่จะกลับมาล้างแค้นทวีปแห่งทวย
เทพ และในตอนนี้โอกาสก็มาถึงแล้ว
มันกล่าวต่อว่า “จำได้ว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ข้าได้รับ
อันดับที่ 1 ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
และในอีกไม่กี่วันบนทวีปแห่งทวยเทพจะจัดงาน
‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’! เจ้ารู้หรือไม่
ว่าทำไมข้ากับประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูถึงได้มีเรื่อง
บาดหมางกันจนถึงขั้นแตกหัก? ข้าได้รับสิ่งของ
บางสิ่งมาจาก ‘เส้นทางเซียนบรรพกาล’ แต่มัน
กลับชิงของของข้าไปต่อหน้าต่อตา พร้อมอธิบาย
มาว่ามันเป็นสิ่งที่ ‘ไม่ทราบ’ อย่างนั้นหรือ? ตาแก่
ผู้ดื้อรั้นนั่น ทำตัวเป็นผู้มีศีลธรรม ในวันนั้นที่ข้า
ออกมาจากพรรคซ่างหยวน ข้าสาบานว่าจะให้มัน
ต้องตกตายไปด้วยเงื้อมมือของข้า ในตอนนี้ข้าได้
เตรียมการพร้อมแล้ว ข้าจักกลืนกินมันเข้าไป
อยากลองชิมเลือดเนื้อของมัน ว่ามันจะมีรสชาติ
เป็นเช่นไร……”
เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา กล่าวว่า “บุคคลผู้นี้ช่างทำ
เรื่องที่เลวทรามกับท่านพ่อ มันจะต้องถูกแก้แค้น!
อย่างไรก็ตามแล้ว ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพมี
ความเกี่ยวข้องอันใด?”
“ในครั้งที่แล้วข้าชนะและได้รับอันดับที่ 1 มา
ดังนั้นศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพในครั้งนี้ มันจึง
ถูกจัดขึ้นโดยพรรคซ่างหยวน และนครจักรพรรดิ
เพลิงก็จะต้องส่งคนไปเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน
และไม่จอมจักรพรรดิก็จะต้องเป็นเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิงที่นำทัพไปด้วยตนเอง ดังนั้นมันจึง
ต้องพายอดฝีมือจำนวนมากไปนั่งชมด้วยอย่าง
แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นนครจักรพรรดิเพลิงก็จะ
ว่างเปล่า และหากมีเพียงแค่เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิงเพียงคนเดียวพวกเราก็พอที่จะรับมือได้ เมื่อ
ถึงยามนั้นเจ้านครจักรพรรดิเพลิงจะต้องถูกเรากิน
อย่างแน่นอน อีกทั้งย่อมไม่มีใครหาญกล้าเปิดหลุม
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิงโดยพลการอยู่แล้ว ซึ่ง
การที่พวกเรามีบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ ใย
จะต้องกลัวกับแค่เจ้านครจักรพรรดิเพลิงเพียงคน
เดียวกันเล่า? ” ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย เอ่ยออกมา
ด้วยสายตาที่เย็นชาและดูชั่วร้าย
“นับเป็นโอกาสที่ดียิ่งนัก เมื่อถึงเวลานั้นความ
สนใจของทุกคนจะต้องไปอยู่ที่พรรคซ่างหยวน
อย่างแน่นอน เช่นนั้นโอกาสความสำเร็จของพวก
เราย่อมสูงขึ้น เรามาเลือกเวลาในการลงมือกันเถิด
แถมนอกจากนี้ ระหว่างที่รอ พวกเรายังสามารถ
เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองได้อย่างลับๆ ท่านพ่อ
ข้ารอไม่ไหวแล้ว ต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้น ข้า
อยากจะเป็นเช่นดั่ง จักรพรรดิมาร บดขยี้ฝูงชน!”
ในสายตาของ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ปรากฏวังวนสี
เทา พร้อมกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น
“วางใจเถอะ สำหรับเจ้าแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีก
ต่อไป การติดตามมารกลืนสวรรค์ อนาคตของ
พวกเรา การจะเป็นเซียนอมตะหาใช่เรื่องยากอัน
ใด อาจจะมีสักวันหนึ่ง ที่พวกเราจะสามารถต่อสู้
ได้แม้กระทั่งกับเซียนอมตะ! นี่คือวาสนาของพวก
เราทั้งคู่!”
สองพ่อลูกบัดนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นแลกระหาย
อย่างยิ่ง กระแสวังวนสีเทาภายในดวงตาของพวก
มันยังคงหมุนวนอย่างต่อเนื่อง
“ใช่แล้ว ดูเหมือนข้าจะได้ยินมาว่า อู่ อวี้ ก็จะเข้า
ร่วมการต่อสู้ภายในพรรคซ่างหยวน มิเช่นนั้น
พวกเราก็คงยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปแล้ว”
บัดนี้ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ที่หวนนึกไปยัง อู่ อวี้
นางจึงอดไม่ได้ที่จะกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เมื่อ อู่ อวี้
ทำลายวิหารพญายมต่อหน้าของนาง และยัง
ร่วมมือกับ ลั่วผิน ในการเอาชนะจักรพรรดิมาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสนิทสนมระหว่าง
เขากับ ลั่วผิน มันทำให้นางแทบจะกลายเป็นบ้า
และยิ่งรำลึกไปถึงตอนที่ตนเองลงไปค้นหาศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ ผ้าแพรใจสมุทรที่พระราชวังใต้พิภพ
นางก็ยิ่งเกลียดชังมากยิ่งขึ้น!
“เรื่องของ อู่ อวี้ เจ้าไม่จำเป็นจะต้องกังวลไป เมื่อ
เราปล่อยบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ออกไปแล้ว
การจะได้รับไข่มามันก็เป็นเรื่องที่ง่ายดาย
นอกจากนี้ข้าก็คาดการณ์ว่า เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิงจะต้องนำไข่มาไว้อยู่ในมือตนเองอย่าง
แน่นอน ตราบใดที่มารกลืนสวรรค์ออกมาแล้ว ก็
จะสามารถจัดการกับกายเนื้อของท่านได้ในทันที”
“ที่กล่าวมามันก็ถูก!” เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา พยัก
หน้าตอบรับ เมื่อนางคิดไปถึง อู่ อวี้ นางก็กัดฟัน
แล้วกล่าวว่า “อู่ อวี้ มันทำให้ข้ารู้สึกขุ่นเคืองซ้ำ
แล้วซ้ำเล่า หลังจากที่สำเร็จ ข้าจะต้องกลืนกินมัน
ด้วยตัวของข้าเอง มาดูกันว่ามันจะยังทำตัว
เย่อหยิ่งต่อหน้าข้าหรือไม่”
เมื่อตอนแฝงตัวอยู่ภายในนครจักรพรรดิเพลิง นาง
ยังคงมีความรู้สึกดีๆกับ อู่ อวี้ อยู่ แต่ไม่คาดคิดว่า
ตัวนางเองจะต้องเผชิญหน้ากับ อู่อวี้ ครั้งแล้วครั้ง
เล่า โดยเฉพาะอย่างยามเมื่อเผชิญหน้ากับนาง แต่
กลับไปสนิทชิดเชื้อกับ ลั่วผิน เสียอย่างนั้น มันทำ
ให้นางไม่อาจจะทนได้
“วางใจเถอะ เรื่องนี้ไม่ได้ยากเย็นอันใด ไว้รอ
หลังจากที่มารกลืนสวรรค์ฟืนฟูสภาพเสร็จสิ้นแล้ว
พวกเราสามารถเดินทอดน่องไปทั่วทั้งชมพูทวีป
โลกธาตุแห่งนี้ได้อย่างไม่ชายตาสิ่งใด เมื่อถึงเวลา
นั้นก็อย่าได้ไปสนใจคนๆหนึ่งที่ไร้ซึ่งชื่อเสียงอีกเลย
” ดวงตาของ ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย ดูร้อนแรงขึ้น
ในตอนนี้มันไม่เห็นใครอยู่ในสายตาอีกต่อไป
“ตอนนี้พวกเราทำได้แค่รอให้วันนั้นมาถึงก็พอแล้ว
…….”
……………………………………………………………………
…….
เมื่อเวลาได้ผ่านไป
ทวีปแห่งทวยเทพอยู่ในความสันติสุขไม่มีเรื่องใดๆ
เกิดขึ้นอีก มีแค่บางครั้งซึ่งปรากฏเป็นข่าวลือการ
หายไปอย่างลึกลับ
ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพกำลังจะมาถึงในเร็วๆ
นี้ แต่ อู่ อวี้ กลับไม่มีเวลาไปครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน
แล้ว ซึ่งหลังจากที่เขาได้รับคำแนะนำจากเจ้านคร
และจอมจักรพรรดิ เขาก็มีความคืบหน้าไปอย่าง
รวดเร็ว
ดูเหมือนว่าก่อนที่ศึกมังกสวรรค์แห่งทวยเทพ เขา
ก็น่าจะเข้าใจเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินทั้ง 2 วิชานี้
ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งน่าจะไม่เกิดปัญหาอันใด
ทุกครั้งที่เขามีข้อสงสัยบางอย่าง อู่ อวี้ ก็สามารถ
เอ่ยถามพวกเขาได้ในทันที ทำให้เขามี
ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ในครั้งนี้ มี 32 คนที่ถูกพิจารณาให้เข้าร่วมศึกนี้
ทั้งหมด 32 คน จอมจักรพรรดิได้บอกถึงคุณสมบัติ
และอาวุธของแต่ละคนอย่างละเอียด ท้ายที่สุด
พวกเขาต่างก็เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง หากคิดที่จะได้
อันดับที่ 1 เขาจะต้องมีความเข้าใจในตัวคู่ต่อสู้
ด้วย
และเขาก็ลองพิจารณาคู่ต่อสู้ดู
สถานที่ของการศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพก็คือ
สนามประลองซ่างเซียน ของพรรคซ่างหยวน ใน
เวลานั้นมันจะกลายเป็นสถานที่ต้อนรับของขุม
กำลังและยอดฝีมือจากทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพ
โดยส่วนมากจะเป็นเหล่าขุมอำนาจหลักที่
เผชิญหน้าต่อสู้กับผู้ฝึกตนนอกรีต
เมื่อไล่ดูแต่ละรายชื่อแล้ว อู่ อวี้ กลับไม่ค่อยรู้จัก
ชื่อที่อยู่ในนั้นมาก ซึ่งส่วนมากแล้วพวกเขามีอายุ
มากกว่า 40 ปี
เมื่อมองเห็นชื่อของนิกายเซียนซูซัน มันทำให้ อู่
อวี้ รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาในทันที เนื่องจากนอกจาก
สาวกที่มีอายุ 40 ปี 2 คนแล้ว เขาก็พลันปรากฎ
เห็นรายชื่อของ หนานกง เหว่ย ด้วยเช่นกัน ซึ่ง
ขอบเขตของนางได้ยกระดับขึ้นมาอยู่ขั้นตำหนัก
ม่วงทะเลมรกตระดับที่ 6 ดูเหมือนหลังจากที่
หนานกง เหว่ย ประสบกับภัยพิบัติ นางก็ไม่ได้มัว
แต่ซึมเศร้า ในทางตรงกันข้ามนางกลับแข็งแกร่ง
ขึ้น หลังจากที่ เปั่ยซาน ม่อ ตกตายไป ในตอนนี้
หนานกง เหว่ย ก็กลายเป็นดวงดาวแห่งความหวัง
ที่สำคัญที่สุดของซูซัน
ทางฝังของพรรคซ่างหยวน ซึ่งเป็นผู้ชนะในครั้งที่
แล้วได้ส่ง จี้ หลิงหลง มา ซึ่งนางมีอายุมากกว่า
หนานกง เหว่ย ประมาณ 2-3 ปี นับว่าอายุน้อยยิ่ง
เมื่อเทียบกับผู้อื่น
ที่เหลือก็ยังเหลือ 1 พรรค นั่นก็คือพรรคที่ชื่อว่า
‘ยอดเขานางเซียนกูซู ’ พวกนางส่งเด็กผู้หญิงซึ่งมี
อายุไล่เลี่ยกับ หนานกง เหว่ย ว่ากันว่าพรสวรรค์
ของนางไม่อาจจะหาใครมาเทียบได้ อีกทั้งนางก็
ไม่ได้ด้อยไปกว่า หนานกง เหว่ย กับ จี้ หลิงหลง
แม้แต่น้อย นางมีชื่อว่า กูซู หยู๋เตี๋ย
เขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้นี้มาก่อน แต่กลับ
สามารถโอ้อวดออกมาเช่นนี้ ย่อมมีความสามารถ
ที่ไม่เลว ยอดเขานางเซียนกูซู ตั้งอยู่ด้านข้างของ
พรรคซ่างหยวน ในความเป็นจริงก็นับได้ว่ามันเป็น
ส่วนหนึ่งของพรรคซ่างหยวน แต่ว่าเมื่อนาน
มาแล้วพวกเขาก็ได้แยกตัวออกมาจากพรรคซ่าง
หยวน ว่ากันว่าสาวกทั้งหมดเป็นสตรีเพศ เป็น
สถานที่ที่ผู้ฝึกตนบนทวีปแห่งทวยเทพใฝั่ฝัน
หนานกง เหว่ย , จี้ หลิงหลง และ กูซู หยู๋เตี๋ย
ในตอนนี้เรียกได้ว่าพวกนางเป็น 3 สาวงาม
อัจฉริยะแห่งทวีปแห่งทวยเทพ………
ในหมู่พวกเขา จี้ หลิงหลง เป็นอันดับที่ 1 หนาน
กง เหว่ย รองลงมา ส่วน กูซู หยู๋เตี๋ย ถูกจัดอยู่ใน
อันดับที่ 3 เรื่องนี้น่าจะเรียงตามอันดับของความ
แข็งแกร่งของแต่ละคน
ถ้าหาก เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ไม่ใช่ผู้ฝึกตนนอกรีต
คาดว่านางก็น่าจะถูกรวมเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย
เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ มองเห็นว่า จี้ หลิงหลง เป็น
คนที่มีความงดงามมากที่สุด นางให้บรรยากาศเฉก
เช่น เทพธิดาที่มีชีวิตชีวา ดูโดดเด่นเหนือผู้อื่น
แต่สิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกสนใจมากที่สุด ก็คือนับรบ
3 คนที่มาจากห้วงสมุทรปีศาจอนันต์! นี่เป็น
เหตุการณ์เดียวที่ให้ปีศาจมีส่วนร่วมในการลง
สนามประลอง!
ไม่ว่าจะอย่างไรความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธุ์
มนุษย์และปีศาจนั้นไม่ดีมาโดยตลอด หากพบกัน
เมื่อใดก็จะมุ่งหมาดมาดเข้าทำการเข่นฆ่าสังหาร
ในทันที แต่อย่างไรก็ตามศึกมังกรสวรรค์แห่งทวย
เทพนั้นเป็นประเพณีโบราณ ถูกสืบทอดต่อกันมา
เป็นเวลาหลายปีแล้ว และปีศาจก็มีคุณสมบัติใน
การเข้าร่วมเสมอมา นอกจากนี้พวกมันก็มี
คุณสมบัติในการเข้าสู่เส้นทางเซียนบรรพกาลด้วย
เช่นกัน
ตั้งแต่สมัยโบราณในช่วงเหตุการณ์นี้ เผ่าพันธุ์
มนุษย์และปีศาจไม่อาจจะลงมือต่อกันได้ นี่คือกฏ
ของบรรพบุรุษ และพวกเขาจะต้องปฏิบัติตาม
อย่างเคร่งครัด พวกปีศาจได้ยืนกรานอย่างหนัก
แน่นว่าตนเองมีคุณสมบัติในการเข้าร่วมการ
ประลอง ถ้าหากกีดกันปีศาจไม่ให้เข้าร่วม ห้วง
สมุทรปีศาจอนันต์แน่นอนว่าจะต้องก่อให้เกิด
ปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ และมัน
อาจจะสร้างความกังวลให้กับพวกเขาได้
แต่ข้อเรียกร้องของเหล่าปีศาจนั้นสมเหตุสมผล
เพราะพวกมันก็เป็นผู้อยู่อาศัยบนทวีปแห่งทวย
เทพเช่นกัน ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว พวกมันก็มี
คุณสมบัติในการช่วงชิงโอกาสเข้าไปบนเส้นทาง
เซียนบรรพกาล เหล่าปีศาจก็อยากที่จะเข้าร่วม
การประลองนี้อย่างยุติธรรมเช่นเดียวกัน การ
เอาชนะเผ่าพันธุ์มนุษย์จะทำให้พวกมันได้รับ
เกียรติและชื่อเสียง เพื่อฟืนฟูขวัญและกำลังใจ
ให้กับเผ่าพันธุ์ปีศาจ!
ดังนั้นทุกครั้งที่มีนักรบจากเผ่าพันธุ์ปีศาจเข้าร่วม
ผู้คนจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ!
เมื่อกล่าวไปแล้วทางฝังของมนุษย์ ตราบใดที่
พบว่าคู่ต่อสู้ของตนเป็นปีศาจ พวกเขาจะใช้ทุก
อย่างที่มีเพื่อชนะ! นี่เป็นความเห็นของมนุษย์ทุก
คน ไม่ว่าใครจะได้ขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ก็ย่อมได้ แต่
ไม่อาจจะยอมให้พวกปีศาจได้รับตำแหน่งอันดับที่
1 นี้ไป หากปีศาจได้รับอันดับที่ 1 ไป ส่วนมนุษย์
ได้รับอันดับที่ 2 มันจะเป็นการเสียหน้าอย่าง
รุนแรง และถ้าหากเผ่าพันธุ์ปีศาจได้รับอันดับที่ 1
ไปจริงๆ เช่นนั้นหลังจากนี้อีก 50 ปีศึกมังกร
สวรรค์แห่งทวยเทพก็จะต้องถูกจัดขึ้นที่ห้วงสมุทร
ปีศาจอนันต์ สำหรับผู้ฝึกตนเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว
มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากในการที่จะเข้าไปภายใน
ห้วงสมุทรปีศาจอนันต์ เพราะสถานที่เช่นนั้น
ถึงแม้พวกจะจัดกลุ่มเข้าไปด้วยกัน แต่พวกเขาก็ไม่
คิดที่อยากจะเข้าไปเลยแม้แต่น้อย
ถ้าหากไม่อยากพ่ายแพ้ให้กับเหล่าปีศาจ เช่นนั้นก็
จะต้องใช้โอกาสในศึกสงครามมังกรแห่งทวยเทพ
ปราบปรามปีศาจซะ! แต่ว่าในตอนนี้ ผู้ฝึกตนและ
ปีศาจต่างก็มีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน เหล่าปีศาจมี
มากมายไร้ที่สิ้นสุด แต่ว่าตอนนี้เป็นการติดต่อกัน
อย่างสันติสุข ในเวลานี้ไม่มีใครคิดที่จะทำลาย
ความสมดุลนี้ไป เพื่อสร้างความวุ่นวาย
เพราะยังไงแล้วเหล่าปีศาจก็ไม่ได้มีจิตใจชั่วช้า
สามานย์เช่นเดียวกับผู้ฝึกตนนอกรีต
ตั้งแต่ในอดีต แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครฉวย
โอกาสในศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพมาสร้าง
ความวุ่นวาย เพราะว่าศึกมังกรสวรรค์แห่งทวย
เทพถือเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์
นักรบปีศาจทั้ง 3 คนที่เข้าร่วม อู่ อวี้ ไม่อาจที่จะ
เพิกเฉย 2 รายชื่อที่อยู่ในนั้นได้
พวกมันคือ จิ่วอิง กับ วูซาน เสวี่ยชือ
แน่นอนว่าทั้ง 2 คนนี้เป็นที่จับตามองมากที่สุด! จิ่
วอิง เป็นถึงบุตรของจักรพรรดิอิง ส่วน วูซาน เสวี่
ยชือ ก็เป็นถึงบุตรบุญธรรมของจักรพรรดิจู้ ในหมู่
พวกเขา วูซาน เสวี่ยชือ นั้นถือว่าค่อนข้าง
ได้เปรียบ เพราะว่ามันมีอายุแก่กว่า แต่กระนั้นมัน
ก็ยังมีอายุที่ไม่เกิน 50 ปี!
เมื่อมองไปยังส่วนของพลังฝึกตน ก็ได้ข่าวมาว่า วู
ซาน เสวี่ยชือ อยู่ถึงขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
ระดับที่ 8!
เห็นได้ชัดว่าในศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพในครั้ง
นี้มันเป็นคนที่มาแรงมากที่สุด การเอาชนะมันจึง
กลายเป็นความรับผิดชอบของอัจฉริยะบนทวีป
แห่งทวยเทพทุกคน!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ