กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 519 : ยอดเขาเซียนซางหยวน
ท่ามกลางการฝึกตนอย่างยากลำบาก ในระยะเวลา
ครึ่งปี ก็ผ่านพ้นไปราวกับกระพริบตา
ระยะเวลาในการฝึกตน เวลายิ่งมายิ่งเร็วขึ้น
ว่ากันว่าเทพเซียน เพียงแค่กระพริบตาทีเดียว
เวลาก็ผ่านร่วงเลยไปแล้ว 100 ปี
ยิ่งไล่ล่าไปบนบเต๋าอันขึ้นชันสูงมากเท่าไหร่ ก็
จะต้องมีรากฐานที่มั่นคงมากเท่านั้น เนื่องจากการ
ที่ต้องฝึกฝนครุ่นคิดผ่านเต๋าที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ย่อมต้อง
ใช้เวลาที่นานมากขึ้นเช่นกัน
ยิ่งวงเวทและเคล็ดวิชาเต๋ามีระดับสูงมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
‘เสามังกรสมุทรคลั่ง’ ที่บนตัวของเสามีวงเวทอยู่
นับหมื่น เบียดเสียดกันอย่างเนืองแน่น หาก
ต้องการทำความคุ้นเคยกับมันได้อย่างสมบูรณ์ ก็
จำเป็นที่จะต้องใช้เวลานาน
ก่อนหน้านี้ในตอนที่เขาเป็นปุถุชนสามัญ เวลา
เพียงแค่ครึ่งปีก็นับว่านานแล้ว แต่ในตอนนี้เขา
กลับรู้สึกว่า เวลาครึ่งปีก็เหมือนกับ 1 เดือน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้ว
โชคดีที่มีการช่วยเหลือของเจ้านครกับจอม
จักรพรรดิ ทำให้มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เขาฝึกฝนใช้งานไปหลายพันครั้ง ใน
ที่สุด อู่ อวี้ ก็เชี่ยวชาญเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินทั้ง 2
วิชานี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รายละเอียด ของมหา
วิถี พลันแทรกซึมลึกลงไปอยู่ภายในจิตวิญญาณ
เคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะ และ เคล็ดวิชาหมื่น
เตาหลอมจักรพรรดิเก้าเทวะ มันได้เปลี่ยนกลายมา
เป็นเมฆที่หมุนวนอยู่รอบๆตำหนักม่วง ขยับเพียง
ครั้งเดียวก็ทำให้ฟั้าถล่มดินทลาย
หลังจากที่ฝึกฝนสำเร็จแล้ว เมื่อผ่านพ้นสงคราม
กับผู้ฝึกตนนอกรีตแล้วแผ่นดินของทวีปแห่งทวย
เทพก็ตกอยู่ในความสงบ เนื่องจาก ‘ศึกมังกร
สวรรค์แห่งทวยเทพ’ ที่จัดขึ้นทุกๆ 50 ปีจะถูกจัด
ขึ้น ทวีปแห่งทวยเทพก็ตกอยู่ในความร้อนแรงอีก
ครั้ง หัวข้อที่เหล่าผู้ฝึกตนกล่าวถึงในทุกๆวัน ล้วน
แต่กล่าวถึงรายชื่อแต่ละชื่อที่เข้าร่วมการประลองนี้
เผ่าพันธุ์มนุษย์ของทวีปแห่งทวยเทพ มีอัจฉริยะ
อยู่มากมาย พรรคนิกายขนาดใหญ่ได้รับเกียรติให้
เข้าร่วม นอกจากนี้ก็ยังมีปีศาจเข้าร่วมอีกด้วย แต่
ละคนแต่ละพรรคจึงมีภารกิจที่ต้องเข้าร่วมการ
ประลอง ทำให้พรรคนิกายขนาดใหญ่จะต้องคอย
สนับสนุนอัจฉริยะของนิกายตนเอง ดังนั้นการ
เคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความเข้มข้น เมื่อ
เทียบกับการแข่งขันภายในนิกาย ระดับของความ
ตื่นเต้นแลความสำคัญจึงทะยานขึ้นอีกสู่อีกระดับ
อู่ อวี้ ,จิ่วอิง ,หนานกง เหว่ย ,มู่หรง ซวี่ , จี้ หลิง
หลง และกูซู หยู๋เตี๋ย เป็นกลุ่มคนที่มีอายุน้อยที่สุด
แต่ก็เก่งกาจมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อู่ อวี้
เขาค่อนข้างที่จะได้รับความสนใจมากที่สุด
อย่างไรก็ตามทุกคนกลับไม่รู้สึกว่าเขาจะได้รับชัย
ชนะในครั้งนี้
ผู้ที่ได้รับความสนใจและยกให้เป็นตัวเต็งในครานี้
ล้วนเป็นคนที่ฝึกตนมากกว่าพวกเขาถึง 10-20ปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วูซาน เสวี่ยชือ หลายคนหวัง
ว่าทางฝังของมนุษย์ จะสามารถต้านทานไม่ให้มัน
เข้าไปสู่รอบลึกๆ
สายเลือดปีศาจของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่า จิ่วอิง
ในตอนนี้มันมีอายุ 40 กว่าปี แน่นอนว่าย่อมต้องมี
ข้อได้เปรียบบางอย่าง จิ่วอิง ได้ไล่ตามมันมาเป็น
เวลาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่อาจจะตามมันได้ทัน
ไม่ว่าจะอย่างไร พวกมันก็น่าจะออกเดินทางมุ่ง
หน้ามายังพรรคซ่างหยวนแล้วในตอนนี้
เนื่องจากว่า ศึกมังกรสววรค์แห่งทวยเทพ จัดขึ้น
ภายใน สนามประลองซ่างเซียน ดังนั้นไม่ใช่ใครก็
จะสามารถเข้ามารับชมการต่อสู้ในครั้งนี้ได้ แต่ละ
พรรคนิกายสามารถนนำคนมาได้ตามจำนวนที่ถูก
กำหนดเอาไว้ เช่นระดับของนครจักรพรรดิเพลิง ก็
สามารถนำผู้ติดตามมาได้ 1,000 คนโดยประมาณ
ส่วนพรรคนิกายระดับบ 2 สามารถนำผู้ติดตามมา
ได้แค่ 300 คนเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆที่เหลือ หากต้องการที่จะเข้าไปรับชม
การประลอง พวกมันจำเป็นจะต้องได้รับคำเชิญ
จากพรรคซ่างหยวน ว่ากันว่าเพื่อให้ได้รับคำเชิญ
มาชมการประลองนี้ มีราคาค่างวดเป็นจำนวน
มหาศาล ก่อนที่จะเริ่มการประลองนี้ มีคนจำนวน
มากต้องจ่ายในราคาสูงเพื่อแลกกับการได้คำเชิญ
ชวนเข้ามารับชมการประลองนี้
ผู้ที่สามารถเข้าชมศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ
โดยทั่วไปแล้วมีถึงหลายหมื่นคน เพื่อที่จะมาให้
กำลังใจอัจฉริยะของแต่ละนิกาย และทำหน้าที่เป็น
ผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง!
คนอื่นที่ไม่อาจจะเข้าร่วมชมได้ พวกเขาก็ทำได้
เพียงแค่รอฟังข่าวจากด้านนอกเท่านั้น
นับว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดบนทวีป
แห่งทวยเทพ!
ทางฝังของนครจักรพรรดิเพลิง ส่ง ‘จอม
จักรพรรดิ’มาเป็นผู้นำ เขาบังคับเรือรบทมิฬ และ
นำผู้ติดตามมาทั้งหมด 1,000 คน
ทั้ง 1,000 คนนี้ เป็นยอดฝีมือของนครจักรพรรดิ
เพลิง เป็นคนระดับขุนพลจักรพรรดิเพลิง ถ้าหาก
ไม่มีงานที่สำคัญแล้ว พวกเขาจะไม่ปรากฎตัว
ออกมากันหมดเช่นนี้ ส่วนคนอื่นๆที่เหลือก็เป็น
หัวหน้ากองพัน และยังมีหัวหน้ากองร้อยบางคนที่
โดดเด่นอีกด้วย นี่คือกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดของ
นครจักรพรรดิเพลิงเลยก็ว่าได้ นอกจาก เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ที่กลับไปประจำอยู่ที่หลุมบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิงแล้ว ยอดฝีมือคนอื่นๆต่างก็มา
เข้าร่วมรับชมการประลองด้วยแทบจะทั้งหมด!
ด้วยความแข็งแกร่งเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อม
เหนือกว่าพรรคนิกายทั้งหมด! การจัดรูปแบบ
เช่นนี้ ก็เพื่อที่จะสนับสนุน อู่ อวี้ และคนอื่นๆ มัน
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะเป็นแรงผลักดัน
ในการบดขยี้ขวัญกำลังใจพรรคนิกายอื่นๆ!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงที่
สวมอยู่บนร่างของพวกเขา ชุดของแต่ละคนแผ่
พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศ
ของวีรบุรุษ เมื่อรวมเข้าด้วยกัน พลันบังเกิดเป็น
ความน่าเกรงขาม แม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ร่วม
ล้าน ก็ยังดูไม่มีบรรยากาศที่น่าเกรงขามเช่นนี้!
ด้วยการสนับสนุนของผู้อาวุโสเหล่านี้แล้ว ผนวก
กับการส่งเสียงตะโกนให้กำลังใจของพวกเขา ทำ
ให้ขวัญกำลังใจของผู้เข้าร่วมการประลองทั้ง 3
คนของนครจักรพรรดิเพลิง เหนือล้ำกว่าพรรค
นิกายอื่นๆไปไกลโข
ด้วยเหตุนี้ มันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเอง
ได้เป็นส่วนหนึ่งของนครจักรพรรดิเพลิง
เมื่อเขาเตรียมการพร้อมเสร็จสรรพ ก็เตรียมที่จะ
ขึ้นไปบนเรือรบทมิฬ ‘เรือรบจักรพรรดิแห่งแสง’
บัดนี้ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงทั้ง 1,000 คนต่างก็
พากันโห่ร้องขึ้นอย่างฮึกเหิมยิ่ง!
“อู่ อวี้! อู่ อวี้!”
ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร อู่ อวี้ ก็แข็งแกร่งว่า มู่หรง
ซวี่ ดังนั้นเขาจึงคาดหวังที่จะแข่งขันและนำชัย
ชนะมาให้กับนครจักรพรรดิเพลิง ถึงแม้ว่าจะหวัง
ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ชนะเลิศ แต่อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็
มีเกียรติเป็นถึงผู้ชนะในสงครามเหยียน ดังนั้น
เหล่าผู้อาวุโสของนครจักรพรรดิเพลิง จึง
กระตือรือล้นที่จะเห็น อู่ อวี้ ในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่
ที่สุดบนทวีปแห่งทวยเทพ และแสดงประสิทธิภาพ
ที่น่าตื่นเต้นออกมา!
จอมจักรพรรดิ หัวเราะแล้วกล่าวว่า “วีรบุรุษของ
พวกเรานครจักรพรรดิเพลิงมาถึงแล้ว! นักสู้รุ่น
เยาว์ของพวกเราทั้ง 3 คน จะต้องกู้คืนเกียรติใน
การเป็นอันดับที่ 1 ของพวกเรานครจักรพรรดิ
เพลิงกลับมาให้ได้! อัจฉริยะอันดับ 1 ของทวีปแห่ง
ทวยเทพ จะต้องปรากฏตัวอยู่ในนครจักรพรรดิ
เพลิงของพวกเรา! เราพวกเราก็เคยสูญเสียเกียรติ
ในการเป็นอันดับที่ 1 มาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้
มันขึ้นอยู่กับพวกเจ้าทั้ง 3 คนแล้ว!”
ทุกคนต่างพากันตะโกนโห่ร้องขึ้น!
ฉากเหตุการณ์นี้ ทั้งน่าตื่นเต้นจนเลือดในกายเดือด
พล่านถึงที่สุด!
อีก 2 คนได้มาถึงแล้ว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง มู่
หรง ซวี่ เนื่องจาก อู่ อวี้ รู้จักเขามานานแล้ว
นอกจากนี้มันก็ยังได้พ่ายแพ้ให้กับเขามาแล้ว
หลังจากผ่านสงครามกับผู้ฝึกตนนอกรีต มันก็
กลายเป็นคนที่ต่ำต้อย และไม่ได้เกลียดชัง อู่ อวี้
อีกต่อไป และเขาก็รู้ว่า อู่ อวี้ ไม่ต้องการที่จะ
แข่งขันกับเขา เพราะว่า อู่ อวี้ จะต้องเป็นผู้สืบ
ทอดของเจ้านครหรือไม่ก็จอมจักรพรรดิอย่าง
แน่นอน หลังจากที่ได้เห็น อู่ อวี้ เขาก็ยกยิ้มขึ้น ซึ่ง
เป็นรอยยิ้มที่ดูสุภาพอ่อนโยน
ส่วนอีกคนหนึ่งคือ เสิน ชิ่วเหยียน กับ อู่ อวี้ ไม่
เคยมีสัมพันธ์ใดต่อกัน และนี่เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้
ได้พบกับเขา ชายหนุ่มผู้นี้ก็เต็มไปด้วยท่าทางที่
สุภาพอ่อนโยนและดูเหมือนกับบัณฑิต ทั้งตัวเปียม
ไปด้วยพลังอำนาจที่เที่ยงธรรม มีบรรยากาศที่
คล้ายคลึงกับเจ้านครจักรพรรดิเพลิง หลังจากที่ได้
เห็น อู่ อวี้ เขาก็ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น ถึงแม้ว่าคน
ผู้นี้จะดูเหมือนสุภาพเรียบร้อย แต่เขาก็น่าจะเป็น
คนที่เคี้ยวยากแน่นอน ขอบเขตของเขาอยู่ในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 8 และเขาก็มีพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ที่น่าหวาดกลัว ความจริงเขาเทียบเท่า
กับระดับของขุนพลจักรพรรดิเพลิงเลยทีเดียว ซึ่ง
เขาเป็นผู้ที่โด่งดังในนครจักรพรรดิเพลิงพอสมควร
หากว่าเขาสามารถไปได้ถึงรอบสุดท้าย ไม่แน่ว่า
เขาอาจจะกลายเป็นคู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้
“พวกเจ้าทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะอย่างไร 1 ในพวกเจ้า
จะต้องคว้าอันดับ 1 มาให้ได้ เพื่อนครจักรพรรดิ
เพลิงของพวกเรา ใช่หรือไม่? ” จอมจักรพรรดิ
เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เหล่ายอดฝีมือของนครจักรพรรดิเพลิงที่อยู่รอบ
ด้าน ก็ยังคงตะโกนต่อไป พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจ
แลเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ถ้าว่ากันตามเหตุผล ผู้เยาว์
ของนครจักรพรรดิเพลิง ย่อมเป็นผู้ที่น่าเกรงขาม
ที่สุดในทวีปแห่งทวยเทพแห่งนี้แล้ว
“ไม่มีปัญหา!” อู่ อวี้ ส่งเสียงออกมาดังสนั่น ครั้งนี้
ความมุ่งมั่นในใจของเขาพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
เพื่อที่เขาจะไปสู่โลกที่กว้างใหญ่มากกว่านี้
เพื่อที่จะไปเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนในที่แห่งนั้น
อันดับที่ 1 บนทวีปแห่งทวยเทพนี้ เขาจะต้องคว้า
มันมาอยู่ในมือให้ได้!
ในเวลานี้ไม่มีใครจะสามารถหยุดยั้งความมุ่งมั่น
ของเขาได้อีกต่อไป!
“วิเศษ อู่ อวี้ การที่มีความมั่นใจและความหยิ่ง
ทระนงเช่นนี้! ข้าละถูกใจเสียจริง!” จอมจักรพรรดิ
ระเบิดหัวเราะขึ้น
ดูเหมือนว่า มู่หรง ซวี่ กับ เสิน ชิวเหยี่ยน นั้นจะ
ต่ำต้อยกว่าเล็กน้อย
“ออกเดินทางได้! ครานี้ข้าจะพาพวกเจ้าทั้ง 3 คน
ไปเขย่าทวีปแห่งทวยเทพให้สั่นสะท้าน!”
จอมจักรพรรดิได้เพิ่มขวัญและกำลังใจให้อย่าง
มหาศาล ในเวลานี้ทุกคนต่างตกอยู่ในความบ้าคลั่ง
เรือรบจักรพรรดิแห่งแสง ได้ออกแล่นออกจากท่า
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มุ่งหน้าออกจากนครจักรพรรดิ
เพลิง เพื่อมุ่งสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็น
ตำแหน่งที่ตั้งของพรรคซ่างหยวน เบื้องล่างเรือรบ
พลันปรากฎผู้คนนับหมื่นนับแสนเงยหน้ามองด้วย
ความอิจฉาและตื่นเต้น พร้อมกับเฝั้าดูเรือรบ
จักรพรรดิแห่งแสงที่ค่อยๆลาลับหายจากไป!
หากมีโอกาส พวกเขาก็อยากที่จะไปประจักษ์
เหตุการณ์ที่สามารถสั่นสะเทือนฟั้าดินได้ด้วยตา
ของตนเอง!
เหล่าผู้เยาว์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันเร่าร้อน
ใครเล่าจะไม่อยากที่จะไปสร้างชื่อคว้าอันดับ 1
จากทั่วสารทิศ?
การจากไปของเรือรบจักรพรรดิแสง ได้ดึงดูดความ
สนใจของทุกผู้คน กระทั่ง เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
เองก็ยังออกมาจากหลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
บัดนี้เขายืนอยู่บนคฤหาสน์เจ้านคร พร้อมกับยิ้มส่ง
เรือรบออกไป
“การไปในครั้งนี้ ใครจะสามารถครอบครองทวีป
แห่งทวยเทพได้กันนะ? อู่ อวี้ เสิน ฉิวเหยียน พวก
เจ้าจะมีโอกาสทำได้หรือไม่?”
ในยุคก่อนนั้น เขาเป็นอันดับ 1 ในศึกมังกรสวรรค์
แห่งทวยเทพ แต่ปีนั้นศึกตัดสินเป็นการพบกัน
ระหว่างเขากับจอมจักรพรรดิน้องชายของตนเอง
ดังนั้นศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพในครั้งนั้น จึง
ถูกผูกขาดโดยนครจักรพรรดิเพลิง
หลังจากครั้งนั้นแล้ว นครจักรพรรดิเพลิง ก็แทบจะ
ไม่ค่อยได้รับอันดับที่ 1 อีกนับจากนั้น
นอกจากเจ้านครแล้ว ที่อยู่ในนครจักรพรรดิเพลิงก็
ยังมีอยู่อีก 2 คน ยิ้มส่ง ‘เรือรบจักรพรรดิแสง’
“เอาล่ะ พักผ่อนมามากพอแล้ว ถึงเวลาเสียที
เหล่ายอดฝีมือของนครจักรพรรดิเพลิง ได้ออกไป
หมดแล้ว เหลือเพียงแต่เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ถ้า
หากเป็นเช่นนี้ อัตราที่เราจะทำได้สำเร็จก็มีถึง 9
ส่วน”
“ในตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจจะหยุดยั้งการคืนชีพ
ให้กับบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ได้อีกต่อไปแล้ว
……”
ท่ามกลางปั่าอันมืดมิด มี 2 คนยกยิ้ม ราวกับเป็น
วิญญาณที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืด
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ความสนใจของทั่วทั้งทวีป
แห่งทวยเทพไปอยู่ที่พรรคซ่างหยวน นคร
จักรพรรดิเพลิงจึงกลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง แม้แต่
ถนนที่อยู่นอกเมือง ในตอนนี้ก็ไม่มีผู้สัญจรไปมา
มากนัก
ความเร็วของเรือรบจักรพรรดิแสง เจาะทะลวง
มวลหมู่เมฆสีขาว กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่
อยู่ในอารมณ์ดุเดือดเลือดพล่าน คาดว่าย่อมไปถึง
ยอดเขาเซียนซ่างหยวนแห่งพรรคซ่างหยวนได้ใน
เวลาเพียงไม่นาน
นี่เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้มายังยอดเขาเซียนซ่าง
หยวน!
เมื่อไปยืนอยู่บนขอบของเรือรบจักรพรรดิแสง แล้ว
มองลงไปข้างล่าง ก็จะเห็นว่ายอดเขาซ่างหยวนถูก
ปกคลุมไปด้วยหมอก ยอดเขาเซียนซ่างหยวน
กว้างใหญ่ไพศาลราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ถึงแม้ว่าจะ
ไม่ได้โดดเด่นและแหลมคมเช่นเดียวกับเทือกเขาชิง
เทียนซูซัน แต่ก็กว้างใหญ่กว่า มันเต็มไปด้วย
บรรยากาศที่เหมือนกับเทพเซียน ราวกับอยู่ในเทพ
นิยาย!
เทือกเขาชิงเทียน มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี เต็มไป
ด้วยความหนาวเย็นอย่างรุนแรง และที่ตีนเขาก็ปก
คลุมด้วยทิวทัศน์ที่มีความสวยงาม เต็มไปด้วยหมู่
นกและดอกไม้นานาพรรณ ราวกับว่านี่เป็น
ทิวทัศน์อันงดงามทั้งหมดในโลก ถูกรวมมาอยู่ในที่
แห่งนี้
ท่ามกลางทิวทัศน์ของภูเขาและแม่น้ำอันสวยงาม
ทั้งยังมีวังวิหารที่งดงามอยู่นับไม่ถ้วน วิหาร
เหล่านั้นเป็นดังกับวิหารบนสวรรค์ เมื่อมองจาก
ระยะไกลวิหารเหล่านั้นราวกับเป็นดวงดาวที่อยู่บน
ทางช้างเผือก ถูกล้อมรอบไปด้วยกลิ่นอายฟั้าดิน
หลากสีสัน ทั้งยังมีผู้ฝึกตนหญิงสาวคอยรับส่ง ว่า
กันว่าเหล่าสาวงามของพรรคซ่างหยวนล้วนแต่
แต่งกายน่าดูชมยิ่ง ผนวกกับรัศมีอันเปล่งประกาย
ซึ่งใครจะคาดคิดว่าล้วนแต่เป็นเรื่องจริง ผู้ฝึกตน
สตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วดูเย็นชา พวกนางสวมใส่
ชุดคลุมกระบี่ มีดวงตาที่เฉียบแหลม และที่พรรค
ซ่างหยวนแห่งนี้ เหล่าสาวงามที่อยู่ที่นี่ก็เป็น
เหมือนกับเทพธิดาที่อยู่บนสวรรค์ ดูสวยและสง่า
ทั้งยังมีเสน่ห์ดึงดูด
พรรคซ่างหยวนเรียกตนเองว่าเป็นมหาวิถีดั้งเดิม
แอบแฝงด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่เชื่อมต่อกัน ซึ่ง
เป็นสิ่งที่ อู่ อวี้ เห็นแล้วเขารู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้
เป็นที่ที่สะดวกสบายที่สุด เมื่อเทียบกับความ
เจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิเพลิง สถานที่แห่ง
นี้เหมาะสมที่จะได้ลิ้มรสถึงเต๋าของการสำเร็จ
กลายเป็นเซียนอมตะมากกว่า ไม่น่าแปลกใจเลยที่
สถานที่แห่งนี้จะปรากฏประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูที่
สามารถเทียบชั้นได้กับเจ้านครจักรพรรดิเพลิง!
เรือรบจักรพรรดิแสงนั้นรวดเร็วอย่างมาก ดังนั้น
จึงเป็นขุมอำนาจที่มาถึงเป็นอันดับแรก
ซึ่งแน่นอนว่าพรรคซ่างหยวนก็ได้เตรียมการ
ต้อนรับเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ