กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 520 : กูซู หยูเตี๋ย
พรรคซ่างหยวน ต้องแบกรับความกดดันอย่างมาก
ทีเดียว ด้วยเพราะเขาจะต้องจัดงานประลอง ‘ ศึก
มังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ ‘ ออกมาให้ดีที่สุด
ตามกฎของ ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ ผู้
ชนะอันดับ 1 ในการประลองครบรอบ 50 ปีก่อน
จะต้องมาเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งผู้
ชนะในครั้งที่แล้วก็คือ ฉิน เสิ้งเสวี่ย และปัจจุบัน
คนผู้นี้ก็คือ พญามัจจุราช ลำดับที่ 8 มันจึงเป็น
เรื่องน่าอัปยศ น่าอับอายเป็นอย่างที่สุด …
สิ่งนี้คือรอยด่างพร้อยของ พรรคซ่างหยวน ซึ่งไม่มี
ทางจะลบเลือนหายไปได้
ทว่าเรื่องน่าตื่นเต้นยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การประลอง
ครั้งนี้ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู มาเป็นผู้ตัดสินด้วย
ตนเอง ยิ่งทำให้ ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ
รอบนี้ยิ่งใหญ่ทรงเกียรติมากกว่าเดิม
ด้วยเพราะทั้งหมดทั้งมวล ผู้เข้าร่วมในการ
ประลองครั้งนี้ ล้วนเป็นอัจฉริยะยอดฝีมือระดับชั้น
แนวหน้าอย่างแท้จริง!
โดยเฉพาะทางฝังปีศาจ ผู้เข้าร่วมประลองทั้ง 3
ล้วนเป็นบุคคลอันน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง นี่คือการต่อสู้
ระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์ กับ เผ่าพันธุ์ปีศาจ ซึ่งเดิม
พันด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรี ถ้าให้กล่าวอย่าง
ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม การประลองครั้งนี้
เสมือนการกู้หน้ากู้ศักดิ์ศรีของแต่ละฝั่าย ด้วยเหตุ
นี้มันจึงน่าสนใจ
สนามประลองครั้งนี้ตั้งอยู่ใจกลาง เขาเซียนซ่าง
หยวน เรียกว่า สนามประลองซ่างเซียน
สนามรบซ่างเซียน นั้นเป็นสถานที่คล้ายคลึงกับ
สนามรบโบราณ ขนาดของมันยิ่งใหญ่กว้างขวาง
อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ศิลา, เหล็กกล้า, ธารชลธี ,
แลบรรพต ฯลฯ นับเป็นสนามรบที่อุดมไปด้วย
ธรรมชาติแวดล้อมอันสมบูรณ์อย่างแท้จริง ด้วย
ชัยภูมินี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมประลอง สามารถใช้กล
ยุทธ์แลเคล็ดวิชาเต๋าได้อย่างอิสระหลากหลาย ไม่
ว่าจะเหาะเหินเดินอากาศ จะเคลื่อนธารชลธี ฤา
ยกบรรพต สามารถทำได้ทั้งสิ้น!
สนามประลองซ่างเซียน ลอยคว้างอยู่กลางเวหา
พื้นเวทีการประลองทำจากแผ่นหยกขาวขนาด
มหึมา ถึงแม้หยกขาวขนาดยักษ์นี้จะเป็นพื้นเวที
ทว่ามันก็เป็นหนึ่งในศาสตราเต๋า ซึ่งบัดนี้คนหลาย
พันคนกำลังยืนอยู่บนพื้นเวทีหยกขาวที่ว่านี้ รอบ
ๆ สนามประลองมีสาวกพรรคซ่างหยวน มา
รวมตัวกันนับแสนคนในฐานะผู้จัดงาน นี่คือ
อภิสิทธิ์แลข้อได้เปรียบของพวกเขา ผู้เข้าร่วมการ
แข่งขันจากพรรคซ่างหยวน จะมีสหายร่วมพรรค
คอยให้กำลังใจอยู่เป็นจำนวนมากข้าง ๆ เวทีการ
ประลอง
บางครั้งการให้กำลังใจถือเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน
สำหรับเวทีประลองหยกขาวนี้ เป็นเสมือนหัวใจ
หลักของผู้บำเพ็ญในเต๋าของ พรรคซ่างหยวน ซึ่ง
นำโดย ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ผู้ฝึกตนจำนวนมาก
ต่างมารวมตัวกัน ทั้งยังมีผู้แข็งแกร่งอยู่มากมาย
พวกเขาส่วนใหญ่สวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาวลาย
เมฆา ดูสง่างามประดุจดั่งเซียนอมตะบนสรวง
สวรรค์
เรือรบจักรพรรดิเพลิงจอดอยู่ฝังตรงข้ามของ ‘เวที
ประลองหยกขาว’ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง และ ผู้
ฝึกตนของพรรคซ่างหยวน ซึ่งมีการเผชิญหน้ากับ
ผู้คนจำนวนมากหลายรูปแบบ ในเวลานี้ ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูกับจอมจักรพรรดิกำลังพูดคุยกัน
อย่างยิ้มแย้ม ในสงครามเทพมารพวกเขาทั้งสอง
ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ทว่าในยามนี้คนกำลัง
แข่งขันกัน แน่นอนว่าย่อมร้อนระอุไปด้วยจิต
วิญญาณแห่งการต่อสู้เล็กน้อย
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กล่าวว่า ” การที่วันนี้จอม
จักรพรรดิเป็นผู้นำทัพมาด้วยตนเอง โดยเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิงมิได้มาด้วย คงเพราะกลัวว่าผู้เยาว์
หนุ่มสาวของนครจักรพรรดิเพลิง จะมิได้เก็บเกี่ยว
อะไรกลับไป แล้วทำให้ต้องรู้สึกอัปยศเสียหน้าใช่
หรือไม่ ? ”
อันที่จริงเขาล่วงรู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วว่า เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง กำลังปกปั้องสิ่งใดอยู่…
จอมจักรพรรดิยิ้มแล้วกล่าวว่า ” ท่านประมุข
ศักดิ์สิทธิ์คิดมากเกินไปแล้ว อันที่จริงเป็นเพราะ
เจ้านครกลัวว่า พรรคซ่างหยวนของท่านจะพ่าย
แพ้อย่างหมดรูป จนท่านรู้สึกอับอายจนไม่กล้า
กล่าวอันใดกับเขาต่างหาก ดังนั้นเจ้านครจึงไม่
ได้มาด้วย เพื่อไม่ให้ท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์ต้อง
ลำบากใจอย่างไงละ ”
คนทั้งสอง กำลังพูดจาเสียดสีข่มอีกฝั่ายกันอย่าง
สนุกสนาน ความเร่าร้อนของคนหนุ่มสาวมันเป็น
แรงกระตุ้นชั้นเลิศ ทว่าอันที่จริงแล้วพวกเขาแค่
พูดจะเย้ยหยันถากถางกันเท่านั้น อย่างน้อยในช่วง
ร้อยปีที่ผ่านมา นิกายเซียนซูซัน นครจักรพรรดิ
เพลิง และ พรรคซ่างหยวน นั้นยังคงไว้สร้าง
สัมพันธ์อันดีกัน โดยเฉพาะเจ้านครจักรพรรดิเพลิง
กับ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู นั้นปรองดองกลมเกลียว
เห็นอกเห็นใจกันยิ่งนัก
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูกล่าวว่า ” สถานการณ์ต่อสู้
นั้นจะเป็นเช่นไรบ้าง เราคงไม่สามารถคาดเดาได้
คงต้องรอชมฝีไม้ลายมือของหนุ่มสาวกันก่อน ข้า
เองก็หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง จอมจักรพรรดิจะไม่
อับอายจนต้องเร่งรีบกลับนครไปเสียก่อน อย่างไร
เสียท่านจะต้องพักอยู่ที่ เขาเซียนซ่างหยวน สัก
สองสามทิวา ให้ข้าผู้นี้ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี
”
” ถูกต้องแล้ว เราต้องรอดูฝีไม้ลายมือของคนหนุ่ม
สาวเสียก่อน อีกอย่างนึงท่านไม่ต้องกังวลไป
หลังจากการต่อสู้จบลง ข้าจะให้ท่านประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ต้อนรับขับสูข้าอย่างสมน้ำสมเนื้อแน่นอน
อย่างไรก็ตามท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ต้องกังวล
ไป ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ ครั้งหน้า
นครจักรพรรดิเพลิง ของข้า จะต้อนรับขับสู้ท่าน
ประมุขศักดิ์สิทธิ์อย่างเต็มที่ ”
ความหมายที่จอมจักรพรรดิกล่าวก็คือ ในครั้งนี้
นครจักรพรรดิเพลิง จะต้องเป็นผู้ได้รับชัยชนะ
อันดับ 1 อย่างแน่นอน แล้วในศึกครั้งหน้า ทาง
นครจักรพรรดิเพลิงจะเป็นเจ้าภาพจัดการประลอง
‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
ถึงแม้ทั้งสองจะพูดจาเสียดสีถากถางกันก็ตาม ทว่า
อันที่จริงแล้วพวกเขาทั้งสองแค่หยอกล้อกันเท่านั้น
แต่สำหรับคนหนุ่มสาวสาวเปียมล้นไปด้วยเปลว
เพลิงแห่งความเร่าร้อน ต่างจ้องหน้ากันแลกัน
สาวกนับแสนของพรรคซ่างหยวนต่างขุ่นเคืองด้วย
ความไม่พอใจ ดูถูกเหยียดหยามฝั่ายตรงข้ามอย่าง
ช่วยไม่ได้
ซึ่งเห็นได้ว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาการประลอง
ต่อสู้ของ ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ นั้น
ยิ่งใหญ่มากเพียงใด
อู่ อวี้ กวาดตามองคู่แข่ง ท่ามกลางคู่ต่อสู้ทั้งหมดมี
คนที่เขารู้จักอยู่ด้วยหนึ่งในนั้นก็คือ จี้ หลิงหลง
ส่วนอีก 2 คนอายุอานามน่าจะเกิน 40 ปี แต่มี
ฝีมืออยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 7 แต่
มีคำร่ำลือกันว่า คนผู้นี้สามารถต่อสู้ข้ามขั้นจาก
ระดับตนเองได้ ส่วนอีกคนมีฝีมืออยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 8 คนทั้งสองมีความ
คล้ายคลึงกับ เสิน ชิวเหยี่ยน
หากทุกคนรวมพลังกัน โดยยกเว้นพลังการต่อสู้
ของ อู่ อวี้ ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ดูเหมือนว่าทาง
ฝังของ พรรคซ่างหยวน จะมีข้อได้เปรียบอยู่
เล็กน้อย
แน่นอนว่า ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
บ่อยครั้งจะมีม้ามืดปรากฏการณ์ขึ้นเสมอ แล้วม้า
มืดก็จะทะยานพุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
จนที่สุดก็กลายเป็นคนสุดท้ายที่ครอบครองชัยชนะ
ดังนั้นทุกผู้คนจึงใจจดใจจ่อกับการแข่งขันนี้อย่าง
เต็มที่!
หลังจาก นครจักรพรรดิเพลิง เป็นกลุ่มแรกที่เข้า
มายัง เขาเซียนซ่างหยวน พรรคนิกายอื่น ๆ ก็เริ่ม
ทยอยกันเข้ามาบน ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวย
เทพ’
อันที่จริงพวกมันมาถึงกันได้ครู่หนึ่งแล้ว แต่ไม่มี
ผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปเป็นคนแรก เพราะในท้ายสุด
แล้วผู้ที่ก้าวเข้าไปนั้น จักต้องเผชิญหน้ากับจอม
กระบี่เทียนซู ด้วยแรงกดดันอันมหาศาลนี้ ไม่ใช่สิ่ง
ที่พรรคนิกายอันดับสองจะสามารถทานทนได้
หลังจากเจ้านครจักรพรรดิเพลิงเข้าไปแล้ว ก็
ตามมาด้วยประมุขพรรคพรรคของ ‘ยอดเขานาง
เซียนกูซู’ และ ผู้ติดตามอีกประมาณ 300 คน ซึ่ง
พวกนางล้วนเป็นสตรีทั้งสิ้น แต่ละนางล้วนโฉม
สะคราญทรงเสน่ห์ ทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหวช่าง
งดงามหาใดเปรียบ หากแลมองกลุ่มโฉมงามนี้ แต่
ละนางล้วนดูราวกับเทพธิดา ถึงแม้จะมีมากกว่า
300 คน แต่พวกนางล้วนมีเสน่ห์ความงามเป็น
เอกลักษณ์ของตนเอง
พวกนางเข้ามาพร้อมกับดอกปทุมสีชมพูขนาด
ใหญ่ ดอกปทุมนี้แผ่กลิ่นหอมโชยออกมาอย่างตลบ
อบอวนหนาแน่น ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันคือศาสตรา
เต๋าที่ที่ถูกหลอมสร้างขึ้นมาจากวิญญาณเซียน
ชนิดหนึ่ง แน่นอนว่าด้วยทั่วไปแล้วศาสตราเต๋าจะ
ถูกหลอมสร้างขึ้นมาจากวัสดุเช่นสมบัติวิเศษต่าง
ๆ แต่การใช้วิญญาณเซียนมาหลอมสร้างเป็น
ศาสตราเต๋านั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบากยิ่ง
อย่างไรก็ตามหากนำ เรือรบจักรพรรดิแห่งแสง
เวทีหยกขาว และ ดอกปทุมสามขา แม้ว่าทั้งสอง
จะเป็นศาสตราเต๋าชั้นเลิศ แต่ก็ยังคงห่างชั้นกัน
เรือรบจักรพรรดิแห่งแสงอยู่นัก โดยเฉพาะ ดอก
ปทุมสามขา
อย่างไรก็ตามเจ้ายอดเขาของนางเซียนกูซู คือยอด
ฝีมือระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะเช่นเดียวกัน และ
นามของนางก็คือ ‘กูซู ชิงเหลียน’ คาดว่าอายุอา
นามของนางน่าจะใกล้เคียงกับจอมจักรพรรดิ นาง
ดูราวกับสตรีผู้อ่อนเยาว์ซึ่งมีรูปร่างอวบอั๋นเป็น
อย่างยิ่ง สำหรับสตรีในวัยนี้แล้ว อู่ อวี้ ไม่เคยพบ
พานโฉมงามคนใดที่ดูทรงเสน่ห์อย่างเหลือล้น
เช่นนี้มาก่อน กล่าวได้ว่านางเป็นหนึ่งในใต้หล้า
อย่างแท้จริง แม้แต่จอมจักรพรรดิก็อดเหล่สายตา
หันไปมองนางอย่างช่วยไม่ได้ …
ซึ่งแน่นอนว่ายอดเขานางเซียนกูซูก็โดดเด่นมิใช่
เล่นเช่นเดียวกัน เนื่องจากแท้จริงแล้ว สาวน้อย
อัจฉริยะในพรรคของนางมีนามว่า กูซู หยูเตี๋ย นาง
คือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของ กูซู ชิงเหลียง
ซึ่งถูกอบรมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์วัย ถึงแม้ว่านางจะ
เยาว์วัยเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับก้าวเข้าสู่ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 6 แล้ว ร่ำลือกันว่า
นางได้รับสืบทอดมรดกชั้นเลิศมา กล่าวได้ว่าการที่
นางก้าวหน้าขึ้นมาได้ถึงขั้นนี้ เป็นเพราะมรดกชั้น
เลิศของนาง เนื่องจาก กูซู หยูเตี๋ย มิได้ก้าวออก
จากยอดเขานางเซียนกูซูบ่อยนัก ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใด
รู้ว่าแท้จริงแล้วมรดกที่นางได้รับคืออะไรกันแน่
ท่ามกลางผู้คนกว่า 300 อู่ อวี้ สามารถแลเห็น กูซู
หยูเตี๋ย ได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่านางจะดูอ่อนเยาว์ไป
บ้าง แต่ก็ดูคล้ายคลึงกับ หนาน กงเหว่ย เป็นอย่าง
ยิ่ง ซึ่งสำหรับยอดเขานางเซียนกูซูแล้ว กล่าวได้ว่า
นางมีรูปลักษณ์หน้าตาที่ไม่เลวเลยทีเดียว สิ่งที่ไม่
คาดคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ ทุกท่วงท่าอิริยาบถของนาง
ดูอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาเป็นอย่างยิ่ง เสมือนดั่ง
เทพธิดาตัวน้อย ท่วมท้นไปด้วยบรรยากาศแห่ง
ความน่ารักน่าชัง ไม่ได้ดูเศร้าโศกเฉกเช่นดั่งนาม
ของนางแม้แต่น้อย (ยู่เตี๋ยหมายถึงผีเสื้อระทม
ทุกข์) แต่ตัวของนางกลับเต็มไปด้วยความมี
ชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกสนุกสนานรื่นเริงอยู่เสมอ
ดวงตาคู่กลมโตสดใสกวาดมองไปรอบ ๆ อย่าง
ต่อเนื่อง เสมือนราวกับว่าทุกสิ่งที่อยู่รอบกายนาง
คือเรื่องแปลกใหม่ และทำให้นางอยากรู้อยากเห็น
ไปซะหมด
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ สังเกตเห็นว่า เมื่อนางมองไป
ยัง จี้ หลิงหลง ซึ่งนั่งอยู่ทางฝังของพรรคซ่าง
หยวน สายตาของนางก็ถูกจุดประกายลุกโชนขึ้น
ด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ทันที เมื่อดูจากความ
ร้ายแรงของมัน เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้
ธรรมดาเท่านั้น สำหรับนางแล้ว จี้ หลิงหลง อาจ
เป็นศัตรูตัวฉกาจเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่า
แท้จริงแล้ว พวกนางทั้งสองมีเรื่องบาดหมางอะไร
กันแน่
เมื่อสายตาของ จี้ หลิงหลง ประสานกับ กูซู หยู
เตี๋ย นางก็อดขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้
” เจ้าคนหลอกลวงลบล้างบรรพชน เปลี่ยนชื่อแซ่
ละทิ้งตระกูล! ” เมื่อดูจากการขยับปากของ กูซู
หยูเตี๋ย อู่ อวี้ ก็พอจะคาดเดาได้ว่านางกล่าวอะไร
เมื่อจอมจักรพรรดิเห็นท่าทางสงสัยของ อู่ อวี้ เขา
ก็กล่าวอธิบายว่า ” สงสัยงั้นหรือ? อันที่จริงแล้ว
ผู้คนต่างรู้กันดีว่า แซ่ที่แท้จริงของประมุขศักดิ์สิทธิ์
ไท่ซูก็คือ ‘จี้’ ซึ่งมันก็เป็นแซ่ของ จี้ หลิงหลง
เช่นเดียวกัน แต่มันไม่ใช่แซ่ที่แท้จริงของนาง ซึ่ง
นามเดิมของนางก็คือ ‘กูซู หลิงหลง’ เป็นพี่สาว
ของ กูซู หยูเตี๋ย แต่ตอนที่นางยังเล็ก นางได้แสดง
ให้เห็นพรสวรรค์อันน่าตื่นตะลึง หลังจากนั้นนางก็
ถูก ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู พาตัวออกมาเพื่ออบรม
เลี้ยงดู ซึ่งตอนนี้นางไม่นับเป็นคนของยอดเขานาง
เซียนกูซูอีกต่อไป มีผู้คนมากมายไม่ทราบเรื่องนี้
จงอย่าได้ตื่นตระหนกไป ”
อู่ อวี้ ถึงกลับผงะ
กลับกลายเป็นว่าพวกนางนั้นเป็นพี่น้องกัน ไม่น่า
แปลกใจเลยว่าทำไมคนทั้งสองจึงได้มีพรสวรรค์
ยอดเยี่ยมมากเช่นนี้ พรสวรรค์ที่ว่านี้ น่าจะสืบ
ทอดมาจากสายเลือด
เป็นเหตุผลว่าทำไม จี้ หลิงหลง ถึงได้ถูกมองว่า
กูซู หยูเตี๋ย เป็นคนทรยศของยอดเขานางเซียนกูซู
ดังนั้นความเกลียดชังในดวงตาของนางจึงมุ่งเปั้า
ไปที่ สตรีศักดิ์สิทธิ์ของพรรคซ่างหยวนตลอดเวลา
บางทีในศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ อาจ
เป็นความท้าทายของนาง เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะ
พิสูจน์ตัวตน
นี่เป็นเรื่องราวทั้งหมดของพวกนาง …
อย่างไรก็ตามนามของคนสองคนนี้ดีมาก ไม่ว่าจะ
เป็น กูซู่ หลิงหลง จี้ หลิงหลง หรือ กูซู่ หยูเตี๋ย
ล้วนเป็นนามที่ดีเช่นกัน
นามของผู้คนจาก ยอดเขานางเซียนกูซู มันช่าง
งดงามราวเรียงร้อยจากบทกวีก็มิปาน
ในเวลานี้ กูซู หยูเตี๋ย กำลังจับจ้องไปยัง จี้ หลิง
หลง ด้วยสายตาที่เปียมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่ง
การต่อสู้ ส่วนพรรคนิกายที่เหลือ เช่น ‘นิกายทัพ
เซียนสวรรค์’, ‘วังอัสนีบาตทลายสวรรค์’ ส่วน
นิกายพรรคนิกายอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ ทยอยเข้ามาทีละ
พรรคนิกาย แต่ละพรรคนิกายล้วนนำมาโดยผู้นำ
ของพวกเขา ในขณะนี้ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งจาก
300 พรรคนิกายได้มารวมตัวกันไปที่แห่งนี้แล้ว นี่
คือการต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรี แน่นอนว่า
พวกเขาแต่ละคนต้องทุ่มเทพลังกายพลังใจทั้งหมด
ที่มีออกมาใช้ใน ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวย
เทพ’ การประลองครั้งนี้ นี่เป็นอีกครั้ง ที่ยอดฝีมือผู้
แข็งแกร่งปรากฏกายขึ้นอย่างพร้อมหน้ากันเช่นนี้
หลังจากมหาสงครามวิบัติเทพมารนอกรีต
ทุก ๆ 50 ปี บรรดาพรรคนิกายระดับสอง ล้วนใคร่
ปรารถนาคว้าชัยชนะในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งถ้า
พวกมันทำได้รับรองว่าผู้คนทั้ง ทวีปแห่งทวยเทพ
จะต้องตกตะลึง! ดังนั้นทุกครั้งที่ ศึกมังกรสวรรค์
แห่งทวีปทวยเทพ ถูกจัดขึ้น พรรคนิกายเหล่านี้จะ
ทุ่มเททุกอย่างที่มีเพื่อให้เหนือกว่าพรรคนิกาย
อันดับ 1 อย่าง นครจักรพรรดิเพลิง และ พรรค
นิกายอื่น ๆ ดังนั้นในหน้าประวัติศาสตร์จึงมีหลาย
ครั้งที่พวกเขากลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย
เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละพรรคนิกายก็ค่อย ๆ ทยอย
มาถึง แม้ว่านิกายเซียนซูซัน จะอยู่ทางทิศหรดี
(ตะวันตกเฉัยงใต้) ซึ่งค่อนข้างไกล ก็ยังมาถึงแล้ว
เช่นกัน แต่กระนั้นก็ยังมาช้ากว่า นครจักรพรรดิ
เพลิง อยู่สองวัน ทางซูซันขี่กระบี่ยักษ์มา พร้อม
กับบรรจุคนนับพันคนมาด้วย บินทะยานเข้าสู่ เขา
เซียนซ่างหยวน ความอลังการตระการตานี้สะกด
ข่มสองสามพรรคนิกาย จนต้องยอมหลีกทางให้
อย่างช่วยไม่ได้ โดยเพาะกระบี่เล่มยักษ์นี้มิได้มีดีที่
ขนาดเพียงแค่อย่าง เดียว มันยังคมกริบราวกับ
ใบมีดโกน จนไม่มีผู้ใดหาญกล้ากีดกั้นขวางทาง
เหล่าผู้ฝึกตนวิถีกระบี่แห่งนิกายเซียนซูซัน
หนานกง เหว่ย ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน!
อู่ อวี้ ตื่นตะลึง ขณะจ้องมองกระบี่เล่มยักษ์ การ
ประลองครั้งนี้เหล่า 7 เซียนกระบี่แห่งซูซันมาถึง
แล้ว 5 คน นอกเหนือจาก เซียนกระบี่เทียนซู กับ
เซียนกระบี่เซียนเทียนเสวี่ยน แล้วทุกผู้ต่างก็มาถึง
กันแล้ว แน่นอนว่า เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ได้มา
พร้อมกันบุตรสาวของตน อีกทั้งยังมีเหล่าจอม
กระบี่แห่งซูซันอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ
จอมกระบี่ชิงเหอ หาก จอมกระบี่ชิงเหอ ไม่โชค
ร้ายเพราะอายุเกินเกณฑ์ 50 ปี เขาคงได้ลง
แข่งขัน ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพครั้งนี้
รับรองว่าเขาจะต้องเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่คว้าชัย
ชนะในครั้งนี้!
เนื่องจากว่าเขามีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9!
อู่ อวี้ แลเห็นท่าทางของ หนานกง เหว่ย มองดู
แล้วนางคงเตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยัง
มุ่งมั่นไขว่คว้าชัยชนะในการประลองครั้งนี้ ทั่วทั้ง
ร่างของนางปกคลุมด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ บ่ง
บอกถึงผู้สืบทอดแห่งซูซัน ภายในดวงตาลุกโหม
กระหน่ำไปด้วยเพลิง 9 สี ราวกับว่าพลังภายใน
กายของนางนั้นตื่นขึ้น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ