กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 521 : จักรพรรดิปศาจทั้งสอง
จี้ หลิงหลง , หนานกง เหว่ย , กูซู หยูเตี๋ย สตรีทั้ง
สามล้วนยังเยาว์วัย ทว่ากลับเปียมล้นไปด้วย
พรสวรรค์ รูปโฉมก็หมดจดงดงามอย่างหาใดมา
เปรียบเปรย นับเป็นคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถ
โดดเด่นยิ่งในปัจจุบัน ถ้าให้กล่าวถึงความสามารถ
ของสตรีนางอื่น ยังไม่มีผู้ใดมีพรสวรรค์เทียบเท่า
กับสตรีทั้งสามนางได้ ถึงแม้ว่าอายุอานามของ
พวกนางจะยังเยาว์วัยยิ่งนัก และถึงแม้ว่าโอกาสที่
จะคว้าชัยชนะในการแข่งขันครั้งนี้จะเพียงเล็กน้อย
แต่ความสามารถของพวกนางก็เปล่งประกายโดด
เด่น เพิ่มสีสันให้กับการประลองได้อย่างยอดเยี่ยม
ไม่น้อยเช่นกัน
สตรีทั้งสาม ล้วนมีลักษณะแลอุปนิสัยใจคอ
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ‘จี้ หลิงหลง’ มีบุคลิก
ท่วงท่าสง่างามบริสุทธิ์ประดุจดั่งนางฟั้านางสวรรค์
‘หนานกง เหว่ย’ มีบุคลิกเงียบขรึมประหนึ่งไร้ซึ่ง
ตัวตน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้ฝึกตนวิถี
กระบี่แห่งซูซัน สตรีที่มีบุคลิกเช่นนี้ยากที่จะถูก
ครอบงำได้ง่าย ๆ เปลวเพลิง 9 สีเป็นดั่ง
สัญลักษณ์บ่งบอกถึงความร้อนแรง พร้อมเผา
ผลาญทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้ ‘กูซู หยูเตี๋ย’ สดใส
เฉลียวฉลาด ไร้เดียงสาน่ารักประดุจผ้าขาว ความ
น่ารักน่าเอ็นดูของนางทำให้ผู้คนต้องหัวเราะ
ออกมาอย่างมีความสุข
ทุกผู้คนเสวนาทักทายกันและกัน บัดนี้การแข่งขัน
ใกล้เข้ามาขึ้นทุกขณะ อย่างไรก็ตามผู้คนต่างรู้ดีว่า
ยังมีอีก 2 กองกำลังใหญ่ที่ยังมาไม่ถึง หนึ่งในนั้น
คือตระกูลเทียนอี้ นับเป็นอีกหนึ่งตระกูลที่ทรงพลัง
ที่สุดใน ทวีปแห่งทวยเทพ แต่ถึงจะแข็งแกร่งทรง
พลังมากเพียงใดก็ยังด้อยกว่า นครจักรพรรดิเพลิง
อยู่เล็กน้อย ซึ่งนิกายเซียนซูซัน กับ พรรคซ่าง
หยวน ก็หาได้อ่อนด้อยกว่าแต่อย่างใดเช่นกัน บน
รายนามผู้เข้าร่วมการประลองต่อสู้ในครั้ง คนทั้ง
สามนี้มีอายุตั้งแต่ 40 ถึง 49 ปี ระดับพื้นฐานฝึก
ตนผู้ที่อยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 8
มีอยู่ 2 คนเป็นบุรุษหนึ่ง สตรีหนึ่ง ส่วนอีกผู้หนึ่ง
อยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9! ซึ่งคน
ผู้นี้ถูกจับตามองว่าเป็นตัวเต็ง ผู้ซึ่งจะคว้าชัยชนะ
ในการประลองครั้งนี้!
ผู้ซึ่งมีระดับพื้นฐานฝึกตนสูงที่สุด เป็น บุรุษหนุ่ม
วัย 48 ปี มีนามว่า : เหอไท่ จวิน บุรุษหนุ่มผู้นี้อยู่
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9 คล้ายคลึงกับ
เฉิน ชิงเหยา
อย่างไรก็ตาม วูซาน เซี่ยชือ มีพลังอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 8 แต่ เหอไท่ จวิน
จะแข็งแกร่งมากพอจนสามารถสยบเขาได้หรือไม่
นั้น ก็คงต้องรอดูกันอีกที
ถึงแม้ตระกูลเทียนอี้จะมาล่าช้า แต่พวกเขา
ค่อนข้างจริงจังกับเรื่องนี้มาก ผู้นำตระกูลทั้งสอง
อย่าง ‘จิน ซ่างเสิน’ และ ‘หลิว เสวี่ยเซียน’ ได้
มาถึงแล้ว ตระกูลเทียนอี้ มีคนหลายพันคนติดตาม
มาด้วย ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่ง
ในระดับชั้นแนวหน้า ที่ไม่ด้อยไปกว่านิกายเซียนซู
ซัน!
อันที่จริง ตระกูลเทียนอี้ กับ ทวีปแห่งทวยเทพ
ค่อนข้างอยู่ห่างไกลกันมาก ดังนั้นความสำคัญของ
พวกเขาทั้งสองจึงไม่ค่อยสนิทสนมกันสักเท่าใดนัก
ส่งผลให้แนวทางความคิด และ แนวทางปฏิบัติ จึง
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า
การที่ ตระกูลเทียนอี้ ก็มิใช่ตระกูลที่จะสามารถ
ตอแยได้ง่าย ๆ ด้วยเพราะเป็นตระกูลจึงมีความ
กลมเกลียวเหนียวแน่นเป็นพิเศษ แม้จะออกมา
ด้านนอกห่างไกลบ้าน ทว่าก็ไม่มีผู้ฝึกตนคนใด
หาญกล้ามายั่วยุข่มเหง ตระกูลเทียนอี้ เพราะไม่ว่า
ผู้ใดก็ตามบังอาจมาข่มเหงรังแก มันผู้นั้นจะต้อง
ถูกล้างแค้นอย่างแน่นอนที่สุด
เหล่ายอดฝีมือจาก ตระกูลเทียนอี้ ก็เปียมล้นไป
ด้วยความอหังการเช่นเดียวกัน ท่าทางดูหยิ่งทะนง
ดวงตาดุดันพร้อมเอาเรื่อง นอกจากนี้คนในตระกูล
ยังคอยเป็นแรงผลักดันส่งเสริมให้ผู้เยาว์หนุ่มสาว
แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ เหอไท่ จวิน ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9 ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วม
การประลองแข่งขันคนที่ 32 เขานับเป็นผู้
แข็งแกร่งที่สุดเลยก็ว่าได้ ฉะนั้น ตระกูลเทียนอี้ จึง
มีโอกาสคว้าชัยชนะในครั้งนี้อย่างแท้จริง
ถ้าให้กล่าวตามตกคนของ ตระกูลเทียนอี้ ไม่ค่อย
ได้รับชัยชนะของสงคราม ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่ง
ทวีปทวยเทพ’ มากสักเท่าใดนัก ซึ่งพวกเขาก็
มักจะรู้สึกว่าผู้ฝึกตนของ ทวีปแห่งทวยเทพ นั้นดู
ถูกเหยียดหยามตระกูลของตน ดังนั้นพวกเขาจึง
มุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะอันดับ 1 มาครอบครอง การ
มาใน ทวีปแห่งทวยเทพ ครั้งนี้จึงมีความมุ่งมั่นเป็น
อย่างมาก จึงได้บ่มเพาะฝึกฝนเพื่อส่งยอดฝีมือ
แข็งแกร่งเช่นนี้เข้าร่วมการประลอง ทันทีที่มาถึง
จิน ซ่างเสิน ก็กล่างประโยคแรกขึ้มาอย่างฉับพลัน
ว่า ” ตระกูลเทียนอี้ ของเราพร้อมจัดการทุกผู้ใน ‘
เวทีประลองหยกขาว ‘ แล้ว ในอีก 50 ปีหลังจากนี้
พวกเราพร้อมต้อนรับทุก ๆ ท่านสู่ ตระกูลเทียน
อี้!”
ช่างหาญกล้าบ้าบิ่น และ ภาคภูมิใจตัวเองอย่าง
ยิ่งยวด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จอมจักรพรรดิ ก็เปล่งเสียง
หัวเราะแล้วกล่าวว่า ” ผู้นำตระกูลจิน เพียงแค่
เปล่งน้ำเสียงก็น่าหวาดกลัวจนทำให้ข้าแทบจะ
หายใจหายคอไม่ออกแล้ว ”
จิน ซ่างเสิน กล่าวว่า ” นครจักรพรรดิเพลิง นั้น
เป็นหนึ่งในใต้หล้าก็จริง แต่ ตระกูลเทียนอี้ ของเรา
หาได้เกรงกลัวท่านแม้แต่น้อย นอกจากนี้นครของ
ท่านที่เข้าร่วมประลองถึง 3 คน ล้วนแล้วไม่ครณา
มือของ เหอไท่ จวิน ถ้าให้ว่ากันจริง ๆ เพียงแค่
จิน เทียนเฉิง กับ หลิว สือไห่ ก็สามารถสยบคน
ของท่านได้แล้ว ”
นับว่าโชคดีของคน ตระกูลเทียนอี้ ที่การประลอง
ในรอบนี้อัจฉริยะในตระกูลของมันมีอายุไม่เกิน 50
ปีตามเกณฑ์กำหนด แต่ถึงกระนั้นอายุอานามก็ยัง
ค่อนเข้าใกล้ 50 ปีอยู่รอมร่อ
ส่วนโชคดีอีกเรื่องก็คือยอดฝีมือทางซูซัน อย่าง
เฉิน ชิงเหยา ขาดคุณสมบัติเพราะอายุดันเกิน
เกณฑ์เสียก่อน มิเช่นนั้นแล้วด้วยความแข็งแกร่ง
ของเขาย่อมเหนือกว่า เหอไท่ จวิน อย่างเห็นๆ แต่
น่าเสียดายที่โอกาสนั้นได้หลุดลอยไป ทำให้การที่
นิกายเซียนซูซัน จะชนะการประลองจึงค่อนข้าง
น้อย
“ เอาล่ะ ๆ ทุกคนอย่าได้ทะเลาะกัน มันหาได้มี
ประโยชน์อันใดไม่ ภารกิจสำคัญในยามนี้ก็คือการ
หยุดยั้งไม่ให้ปีศาจนำที่ 1 กลับไป ” ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กล่าว
เมื่อกล่าวถึงปีศาจ ทุกผู้คนก็เงียบกริบลงในทันที
สายตาสอดส่องอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเหล่า
ปีศาจ จิ่วอิง กับ วูซาน เซี่ยชือ ล้วนเป็นสายโลหิต
ชั้นสูง อีกทั้ง วูซาน เซี่ยชือ ยังเป็นเผ่าพันธุ์มังกร
เทวะ เช่นดั่ง มังกรประกายแสง แต่เนื่องจากว่า
พวกมันล้วนมีจิตใจชั่วร้ายจึงไม่ถูกยอมรับจาก
มังกรเทวะ จิ่วอิง หาได้เป็นภัยคุกคามหรือ
อันตรายแต่อย่างใด ทั้งหมดทั้งมวลเนื่องจากเขา
นั้นเยาว์นัก ทั้งมีอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับ
อู่ อวี้ และ จี้ หลิงหลง ส่วน วูซาน เซี่ยชือ อายุอา
นามประมาณอยู่ที่ 40 ปี ด้วยพลังจากสายโลหิต
ของมัน ต่อให้ขอบเขตการฝึกตนจะยังไม่เท่า เหอ
ไท่ จวิน แต่พลังอำนาจและความน่าสะพรึงกลัว
ของมันจะมากมายเพียงใดนั้น ก็ยากจะประเมินได้
ผู้เข้าร่วมการประลองทั้ง 29 คน กล่าวได้ว่า
นอกเหนือจาก อู่ อวี้ แล้วทุกคนล้วนขยาด
หวาดกลัว วูซาน เซี่ยชือ
อู่ อวี้ เองก็ยังไม่เคยเผชิญหน้าต่อสู้กับ วูซาน
เซี่ยชือ เช่นกัน
แต่ระหว่างเขากับมัน ยังคงมีคั่งค้างหนี้แค้นที่ต้อง
ชำระ!
เขามองไปยังทิศทางของ ห้วงทะเลปีศาจอนันต์
เฝั้ารอคอยการมาถึงของกองทัพปีศาจ!
ปีศาจ กับ ผู้ฝึกตนทวีปแห่งทวยเทพ ไม่อาจอยู่
ร่วมโลกเดียวกันได้ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเป็น
เสมือนดั่งการประลองชี้เป็นชี้ตาย ซึ่งทุกครั้งเผ่า
ปีศาจก็จะมารั้งท้ายล่าช้าเช่นนี้เสมอ แล้วผู้ที่มา
เร็วที่สุดก็เป็นผู้ฝึกตนทวีปแห่งทวยเทพเสมอ
เดียวกัน ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตระกูลเทียนอี้ มา
ช้าไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้น แต่สำหรับเขาปีศาจ
ความล่าช้าระดับนี้มันเป็นการกระทำไร้มารยาทน่า
รังเกียจเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นเหล่าปีศาจที่กำลังเดินทางมาถึงจึงถือได้ว่า
มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในสถานการณ์ยามนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ นิกายเซียนซูซัน การ
แสดงออกของพวกเขาบัดนี้แตกต่างออกไปอย่าง
ชัดเจน! ทุกคนต่างจับจ้องไปยังทะเลปีศาจอันไร้
สิ้นสุด ระหว่างกำลังรอกองทัพปีศาจเดินทางมาถึง
อู่ อวี้ ก็จับจองสังเกตท่าทีของ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
ซึ่งอยู่ทางฝังของซูซัน ฮูหยินของเขาต้องตกตาย
ไปภายใต้เงื้อมมือของจักรพรรดิอิง มันคือความ
เกลียดชังฝังแน่นลึกเข้ากระดูกดำจนไม่อาจอยู่ร่วม
ใต้ฟั้าเดียวกันได้ บัดนี้ดวงตาของ เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ภายในดวงตา
ของมัน อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่อันน่า
สะพรึงกลัว หนานกง เหว่ย ที่อยู่ข้างกายเขาก็เป็น
เช่นเดียวกัน เป็นความเกลียดชังซึ่งถูกส่งต่อนาน
นับศตวรรษ อย่างไม่อาจลบเลือนหายไปได้
“เหว่ยเอ๋อ … ”
อู่ อวี้ พยายามดิ้นรนต่อสู้กับตนเอง
เขาเข้าใจถึงความเกลียดชังนี้เป็นอย่างดี
เปั้าหมายของนางคือการสังหาร จักรพรรดิอิง ให้
จงได้ แต่คำพูดแต่ละคำที่จะเอื้อนเอ่ยออกไปของ
เขา ช่างยากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง เขา
ปรารถนาจะช่วยนางจากใจจริง อย่างไรก็ตาม จิ่
วอิง คือพี่น้องที่ดีที่สุดของเขา แล้วเขาควรจะทำ
เช่นไรดี ช่วยนางสังหารบิดาของพี่น้องตนเองงั้น
หรือ?
บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกร้ายเช่นนี้ มีปัญหา
มากมายที่ไม่สามารถแก้ไขหรือหาทางออกได้ ซึ่ง
บางทีแล้วสำหรับ อู่ อวี้ การที่เขาไม่เข้าไปวุ่นวาย
หรือแทรกแซง อาจเป็นตัวเลือกดีที่สุดก็เป็นได้
บัดนี้เขาสามารถยืนยันเรื่องบางอย่างได้แล้ว คนที่
เขาเคยไล่ติดตามอาจมิใช่ หนานกง เหว่ย ก็เป็นได้
บางทีพวกเขาอาจเป็นเพียงหนุ่มสาวยังไม่รู้
ประสีประสากับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อีกทั้งทุกสรรพ
สิ่งก็ผันผ่านไปหมดสิ้นแล้ว อย่างไรเสีย ท้ายที่สุด
เขาก็ไม่เคยปรารถนาให้ หนานกง เหว่ย ต้องพบ
เจอกับเรื่องราวเลวร้าย
ในที่สุด ม่านหมอกสีดำทมิฬที่อยู่บนเส้นขอบฟั้าก็
เริ่มม้วนกลิ้งลงมา เมฆาทมิฬบนท้องนภาค่อย ๆ
เคลื่อนตัวลงมาปกคลุมเหนือน่านฟั้าของ เขาเซียน
ซ่างหยวน แรงกดดันจากปราณปีศาจหนาแน่น
ทำให้เหล่าสาวกหนุ่มสาวจำนวนมากรู้สึกอึดอัด
เป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังหายใจได้อย่างยากลำบาก
กองทัพปีศาจ ปลดปล่อยกลิ่นอายชั่วร้าย แผ่ขยาย
ปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ซึ่งบัดนี้พวกมันกำลัง
เผชิญหน้า กับผู้ฝึกตนจากทวีปแห่งทวยเทพ
มากมาย แน่นอนว่าเหล่าผู้ฝึกตนก็ไม่ได้แสดงให้
เห็นถึงความอ่อนแอแม้แต่น้อย ทุกผู้คนได้แผ่กลิ่น
อายแรงกดดัน ผสานเป็นพลังอำนาจต้านสวรรค์
พุ่งทะยานบดขยี้เข้าใส่เมฆาทมิฬบนฟากฟั้า จน
เหล่าปีศาจพากันกรีดร้องโหยหวนออกมาอย่าง
คลุ้มคลั่งสถานการณ์ยามนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวอย่าง
แท้จริง!
ภายในม่านเมฆาทมิฬนั้น มีปีศาจอยู่นับพัน ซึ่ง
พวกมันเหล่านี้คือกลุ่มผู้แข็งแกร่งมากที่สุดใน ห้วง
ทะเลปีศาจอนันต์ การที่ปีศาจจำเป็นต้องเคลื่อน
พลออกมามากมายเยี่ยงนี้ ก็เพื่อมิให้ตนต้องรู้สึก
กังวล ว่าผู้ฝึกตนจากทวีปแห่งทวยเทพจะฉกฉวย
โอกาสนี้ ละเมิดกฎบรรพชน ร่วมมือกันบดขยี้
เหล่าปีศาจที่ออกมาจาก ห้วงทะเลปีศาจอนันต์
ดังนั้นพวกมันจึงต้องเคลื่อนพลออกมาเต็มกำลัง
ดังที่เห็น
ด้วยปีศาจจำนวนมากมายมหาศาล ผนวกกับกลิ่น
อายที่แผ่ขยายออกมา ส่งผลให้บัดนี้พวกมัน
ควบคุมอาณาเขตกว่าครึ่งหนึ่งของ พรรคซ่าง
หยวน ไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกตนใน
ทวีปแห่งทวยเทพ ก็ดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก
อู่ อวี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เนื่องจากผู้ที่นำมาซึ่ง
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้แก่เขาก็คือ วูซาน
เซี่ยชือ กับ ปีศาจโลหิต พวกมันทั้งหมดก็อยู่ที่นี่
ด้วยเช่นเดียวกัน!
เหนือมวลหมู่เมฆาทมิฬ คือกลุ่มปีศาจซึ่งกำลัง
เปียมล้นไปด้วยความสับสนอลหม่าน บ้างก็เป็น
สัตว์ บ้างก็มีรูปร่างเสมือนมนุษย์ ท่ามกลางเหล่า
สัตว์ปั่า มีปีศาจอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ทั้งวิหค
สัตว์สี่เท้า แมลงต่าง ๆ ทั้งยังมีกุ้งหอยปูปลา และ
ยังมีปีศาจที่อยู่ในรูปแบบของสิ่งไม่มีชีวิต เช่น
ปีศาจโลหิต ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากกองหมักหม
มของโลหิต
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้คนมากที่สุด
ยังคงอยู่ที่จักรพรรดิทั้งสองผู้
หนึ่งสตรีทางด้านซ้าย สวมใส่ชุดคลุมสีดำทมิฬ ปก
คลุมทั่วทั้งสรรพางค์ร่าง ซึ่งหนาแน่นไปด้วยกลิ่น
อายแห่งความตาย ผสานปนเปกับปราณของมังกร
เทวะ อันแผ่ออกมาจากร่างกาย เปียมล้นไปด้วย
อหังการชั่วร้ายอย่างสุดพรรณนา เห็นได้ชัดว่านาง
คือมังกรประกายแสง แลอีกนามก็คือ จักรพรรดิจู้
ผู้ซึ่งเขาเคยแลเห็นเหนือนครจักรพรรดิเพลิงเมื่อ
ครั้งกาลก่อน
ส่วนอีกหนึ่งบุรุษทางด้านขวา สวมใส่อาภรณ์ผ้า
ไหมสีดำทมิฬ มีรูปลักษณ์หน้าตาคล้ายคลึงกับ จิ่
วอิง ร่างกายสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาดุจปีศาจ
ผิวหนังซีดขาวประดุจกระดาษ ท่ามกลางความ
สง่างาม แฝงเร้นไว้ด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตน
ดวงเนตรภายในของเขามิได้กลมโตเหมือนปกติ
แต่มันกลับเรียวยาวเสมือนดั่งดวงเนตรของ
อสรพิษ ราวกับว่าเขามิได้แยแสคนธรรมดาสามัญ
แม้แต่น้อย คนผู้นี้คือปีศาจอันดับ 1 ผู้สามารถ
สะกดข่มมังกรประกายแสงไว้ใต้ฝั่าเท้า ตลอด
ช่วงเวลาเนิ่นนานหลายแรมปี ผู้คนต่างเรียกขาน
นามของเขาว่า ‘จักรพรรดิอิง’ !
ถัดไปจากจักรพรรดิอิง คือ จิ่วอิง ซึ่งกำลังยืน
เบียดเสียดอยู่ในกลุ่มของปีศาจ
ส่วนทางถัดไปจากจักรพรรดิจู้ อู่ อวี้ สามารถแล
เห็น วูซาน เซี่ยชือ อยู่ตรงนั้น
วูซาน เซี่ยชือ มีเกศายาวและดวงเนตรเป็นสีโลหิต
เกศาของมันปลิวสะบัดไปตามสายลม ดวงตาคู่สี
แดงโลหิตส่องสว่างประกายแสงคมชัด มันสวมใส่
ชุดคลุมยาวสีขาวขนาดใหญ่ ดูสะอาดสะอ้าน
บริสุทธิ์ การจับคู่กันระหว่างสีแดงกับสีขาว ช่าง
เป็นภาพที่ทำให้ดูน่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
มันคือศัตรูคู่อาฆาตของ จิ่วอิง แต่เมื่อมันเดินทาง
มาพร้อมกับเขาเช่นนี้ ด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่ว
ร้ายอันลึกล้ำที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน ทำให้ จิ่
วอิง ดูไร้เดียงสาและอ่อนโยนไปเลยทีเดียว ในช่วง
เวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ วูซาน เซี่ยชือ ก็มีความ
คืบหน้าอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน ทุกอิริยาบถ
การเคลื่อนไหวของมัน ดูเสมือนดั่งรูปแบบท่าทาง
ของจักรพรรดิจู้ อันที่จริงแล้วมันเป็นหนึ่งใน
เผ่าพันธุ์ของมังกรเทวะ แต่มันเป็นแค่มังกรไร้เขา
ทั้งยังถูกนับเป็นมังกรชั้นต่ำในหมู่มังกรเทวะ
ถึงแม้ว่าจะเป็นมังกรชั้นต่ำ แต่มันก็มีความ
แข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
เหล่าปีศาจได้เดินทางมาถึงแล้ว!
จักรพรรดิอิงคือบุคคลผู้เปียมล้นไปด้วยอำนาจ
อหังการอย่างแท้จริง โดยมิได้กล่าวอันใด
จักรพรรดิอิงได้ออกคำสั่งให้เมฆาทมิฬมุ่งตรงไปยัง
สนามประลองทันที ถัดไปจากนครจักรพรรดิเพลิง
มีหลายพรรคนิกายพากันก้าวออกมาด้านนอกกัน
จนหมด ทำให้ตำแหน่งของพวกมันนั้นอยู่ตรงข้าม
กับนิกายเซียนซูซัน กล่าวได้ว่าเป็นทำเลที่ยอด
เยี่ยมไม่เลว
เหล่าปีศาจต่างโห่ร้องตะโกนหัวเราะออกมาอย่าง
คลุ้มคลั่ง กลุ่มปีศาจเหล่านี้คือปีศาจที่กล้าหาญเด็ด
เดี่ยวเป็นอย่าง พวกมันกล้าเดินทางมายังถิ่นของผู้
ฝึกตนในทวีปแห่งทวยเทพ ดังนั้นแค่การโห่ร้องจึง
ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกมันมาก
อย่างไรก็ตามการที่พวกมันก็เดินทางมาร่วม ‘ศึก
มังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ ซึ่งถูกห้อมล้อมไป
ด้วยผู้ฝึกตนมากมาย เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง
ความกล้าหาญยิ่ง และมีเพียงเหล่าปีศาจเท่านั้น ที่
มีแรงผลักดันนี้ พวกมันมิได้กังวลด้วยซ้ำ ว่าผู้ฝึก
ตนจากทวีปแห่งทวยเทพจะฉวยโอกาสนี้ปิดล้อม
สังหารพวกมัน
นี่คือเหตุการณ์ครั้งใหญ่ ที่พวกมันจะร่วมตกตาย
ไปด้วยกัน
กล่าวได้ว่าบัดนี้ทุกพรรคนิกายใหญ่ ทุกเผ่าพันธุ์ที่
เข้าร่วม ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ ได้
มาถึงกันครบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว
หลังจากปีศาจเดินทางมาถึง บรรยากาศโดยรอบก็
เงียบสงบราวกับความตาย ทั้งจักรพรรดิจู้ แล
จักรพรรดิอิง มิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ราวกับว่า
กำลังเข้าสู่สนามรบ โดยไม่จำเป็นต้องเสวนาหาให้
มากความใด ๆ กันอีก
อย่างไรก็ตามสำหรับ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง นั้นมี
ความเกลียดชังต่อจักรพรรดิอิงอย่างลึกซึ้ง ด้วย
เพราะฮูหยินของมันถูกจักรพรรดิอิงสังหารจนต้อง
ตกตายไป บัญชีเลือดในครั้งนี้ยากที่จะทานทน
ต่อไปได้! แม้ว่าเซียนกระบี่คนอื่น ๆ จะพยายาม
ขัดขวางห้ามปรามอย่างไร แต่ในทันทีที่มันแลเห็น
จักรพรรดิอิง ดวงตาของมันก็แดงก่ำดุจดั่งคนบ้า
คลั่งสติฟันเฟือน คนจ้องมอง จักรพรรดิอิง ด้วย
สายตาหมายมาดสังหารราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
จักรพรรดิอิง
เช่นเดียวกับ หนานกง เหว่ย
ถ้าหากความเกลียดชังเช่นนี้บังเกิดขึ้นกับตัวเอง
เขาจะทำเช่นไร? อู่ อวี้ ไม่อาจจินตนาการในสิ่งที่
คิดได้ เมื่อเขาแลเห็น หนานกง เหว่ย เป็นเช่นนี้มัน
ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย นางกำพร้ามารดา
ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ช่างน่าเวทนาสงสารเสียจริง
“จักรพรรดิอิง!” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ร้องคำราม
ขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแหบพร่า
เหนือมวลหมู่เมฆเมฆาทมิฬ จักรพรรดิอิง ได้แล
เห็นเขา
เขาหัวเราะเย้ยหยันแล้วกล่าวว่า ” เจ้าอีกแล้วหรือ
หนานกง ซวน ถ้าอยากจะล้างแค้นนักก็จงขึ้นมา
โดยไว แต่หากเป็นข้า ข้าไม่คิดที่จะสละเลือดหลั่ง
โลหิตบนสนามประลองซ่างเซียน ซึ่งรู้จักกันใน
นามว่า ‘ บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ‘หรอกนะ ”
แน่นอนว่า จักรพรรดิอิง ย่อมไม่มีนิสัยอ่อนโยนเฉก
เช่น จิ่วอิง อยู่แล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ