กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 524 :
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ หนานกง
การแย่งชิงความได้เปรียบในการประลองคู่แรก
ของ ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ ผลลัพธ์
ที่ได้ ทวีปแห่งทวยเทพ ได้พ่ายแพ้ให้แก่เผ่าปีศาจ
ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ผู้ฝึกตน
ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนของ นคร
จักรพรรดิเพลิง
หลังจากผ่านการต่อสู้ในครั้งนี้ ต่อให้เป็นผู้มีฝีมือ
สูงส่งมากเพียงใด ก็ยังต้องประสบกับพายุอุปสรรค
มากมายหลายต่อหลายครั้ง ทว่าก็เป็นเรื่องยากที่
จะแบกรับความรู้สึกแห่งความพ่ายแพ้ปราชัย
บัดนี้ทุกผู้คนกำลังตกอยู่ในสภาวะเศร้าหมองหดหู่
จิตตกอย่างที่สุด กล่าวได้ว่าผลแพ้ชนะซึ่งบังเกิด
ขึ้นในสนามประลอง มีผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับผู้ที่จะขึ้นต่อสู้เป็นคนถัดไป
แม้ว่าในเวลานี้ วูซาน เซี่ยชือ จะกลับไปรวมกลุ่ม
กับเผ่าพันธุ์ปีศาจแล้วก็ตาม ทุกอิริยาบถท่าที ทุก
การเคลื่อนไหวของมันกลับยังเต็มไปด้วยความเฉย
เมยเย่อหยิ่งยโสอย่างสุดแสน รอยยิ้มอันแสนโอหัง
ของมัน ยังคงตราตรึงฝังลึกอยู่ในจิตใจของทุกผู้คน
ด้วยเพราะปีศาจนั้นมีชีวิตยืนยาวอยู่แล้ว ดังนั้น
เมื่อ วูซาน เซี่ยชือ เติบใหญ่ยิ่งขึ้นมากกว่านี้ ความ
แข็งแกร่งของมันก็จะยิ่งเพิ่มพูนสูงขึ้นด้วย ทั้งยัง
ส่งผลให้ความแข็งแกร่งของ ห้วงทะเลปีศาจอนันต์
นั้นดีดสูงขึ้นไปด้วยตามลำดับ หลายคนที่เคยวิตก
กังวลอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกมันเหล่านี้ต่าง
ทราบดีว่า วูซาน เซี่ยชือ นั้นจัดการได้ยากยิ่ง ทว่า
พวกเขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลย ว่าฝีมือของมันจะ
ร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวเยี่ยงนี้!
” กล่าวตามตรงยามนี้ ข้าหวังเพียงแค่ว่า เหอไท่
จวิน จะช่วยล้างอายความอัปยศครั้งนี้ ด้วยการ
สยบ วูซาน เซี่ยชือ ลงให้จงได้ ”
” พื้นฐานฝึกตนของ เหอไท่ จวิน อยู่ในระดับหนัก
ม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9 จึงมีโอกาสเป็นไปสูงมาก ”
” ส่วนนักสู้คนอื่น ๆ หากผู้ใดโปั๊ะแตกจับคู่เจอเข้า
กับ วูซาน เซี่ยชือ ก็นับเป็นโชคร้ายของคนผู้นั้นยิ่ง
นัก … ”
กล่าวได้บรรยากาศภายใน สนามประลองซ่าง
เซียน เวลานี้นอกจากเผ่าพันธุ์ปีศาจ ที่กำลังส่ง
เสียงร้องคำรามเริงรื่นอย่างลิงโลดกับชัยชนะกันอยู่
ทางฝังด้านผู้ฝึกตนทุกผู้คนต่างกำลังตกอยู่ใน
อาการหม่นหมองหดหู่เป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามการต่อสู้ยังคงต้องดำเนินต่อไป
ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู ยังคงให้เด็กน้อยผู้เป็นมนุษย์
มาจับฉลากเสี่ยงทายรายชื่อประลองในคู่ต่อไป ศึก
ในรอบนี้เป็นของตัวแทน นิกายทัพเซียนสวรรค์
กับ ตัวแทนของตระกูลเทียนอี้ การต่อสู้ของคู่นี้
ดุเดือดฝีมือสูสีเป็นอย่างยิ่ง ตัวแทนจากทั้งสองฝั่าย
มีเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น พวกเขาต้องแบบรับ
เกียรติยศศักดิ์ศรีแลชื่อเสียงอันหนักอึ้งของวงศ์
ตระกูล หรือ นิกายของตนเองเอาไว้บนบ่า ฉะนั้น
จึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีลงไปกับการ
ต่อสู้ ภาพฉากการต่อสู้ไปด้วยความลุ้นระทึก
ยิ่งใหญ่ตระการตา ในที่สุดช่วงสุดท้ายก็มาถึงคน
ของ ตระกูลเทียนอี้ นั้นฝีมือดีกว่าฝั่ายตรงข้ามอยู่
เล็กน้อย จึงสามารถกำชัยชนะมาได้ ผ่านเข้าสู่รอบ
16 คนสุดท้าย
หลังจากทราบผลแพ้ชนะ ทั้งสองฝั่ายรีบกลับมา
พักฟืนในทันที ผู้ชนะหาได้ผ่อนคลายสบายใจไม่
แต่กลับตรงกันข้ามเพราะพวกเขา ยิ่งมีความ
กดดันวิตกกังวลมากขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากต้อง
เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อเข้าประลองในรอบต่อไป
ซึ่งก็หมายความต้องประสบพบเจอกับคู่ต่อสู้ ที่มี
ฝีมือร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การต่อสู้ในสนามประลอง นั้นช่างตระการตายอด
เยี่ยมเสียจริง ๆ แต่ไม่ว่ามันจะยอดเยี่ยมมากมาย
เพียงใด ก็ยังตกตะลึงน้อยกว่าแลไม่อาจเทียบเท่า
การต่อสู้ในคู่ของ วูซาน เซี่ยชือ กับ เสิน ชิวเห
ยี่ยน ถึงแม้ว่าในครั้งนี้ เหอไท่ จวิน จะสามารถ
เอาชนะคู่ต่อสู้ลงได้อย่างง่ายดาย แต่เขาก็หันไป
สบตาเผชิญหน้ากับ วูซาน เซี่ยชือ ผู้ที่ถูกกล่าว
อ้างว่าเป็นคู่ต่อสู้เพียงคนเดียวของตน อย่างไรก็
ตามดูเหมือนว่าเขาจะมิได้สนใจมันมากนัก กระทำ
เพียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาเท่านั้น
หลังจากการการประลองได้ผ่านไป 5 คู่ อู่ อวี้ ก็มี
ลางสังหรณ์ว่าจะถึงคู่ของตนเองในไม่ช้า สำหรับ
ตอนนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ถูกความเก่งกาจของ วู
ซาน เซี่ยชือ สยบลงโดยสมบูรณ์ มันช่างเป็นเรื่อง
น่าอึดอัดอัปยศอย่างแท้จริง เขาจึงหวังว่าในไม่ช้า
ตัวเขาจะได้เผชิญหน้าต่อสู้กับ วูซาน เซี่ยชือ
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ได้หยิบลูกทรงกลมอันเป็น
รายชื่อเสี่ยงทายชื่อแรกขึ้นมา หลังจากนั้นเขาก็
ปั่าวประกาศว่า ” หนานกง เหว่ย แห่งนิกายเซียน
ซูซัน ”
การต่อสู้ในรอบนี้ นิกายเซียนซูซัน มีโอกาสเพียง
แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้พวก
เขาได้พ่ายแพ้ให้แก่ วังอัสนีบาตทลายสวรรค์ ไป
ซึ่งปีนี้นับว่าซูซันโชคไม่ดีนักเนื่องจากว่า เฉิน ชิง
เหยา อายุเกินเกณฑ์จึงไม่อาจร่วมการแข่งขันได้
กล่าวได้ว่าในปีนี้ นิกายเซียนซูซัน คงไปได้ไม่ไกล
นัก ไม่มีสิทธิ์ได้ลุ้นไขว่คว้าชัยชนะอันดับ 1 ได้เลย
อย่างไรก็ตามผู้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ หนาน
กง เหว่ย อีกจำนวนมากตามต่างรู้สึกตกกังวลกับ
การประลองในครั้งนี้ โดยเฉพาะ อู่ อวี้ เขาย่อม
ห่วงนางที่สุดอย่างแน่นอน
ถ้าให้กล่าวตามตรงในบรรดา 32 คน แม้ หนานกง
เหว่ย จะมีฝีมืออยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
ขั้นที่ 6 ก็ตาม แต่ก็เกือบจะเรียกได้ว่านางนั้นฝีมือ
อ่อนด้อยที่สุดในกลุ่ม 32 คนแล้ว หากนางต้องพบ
เจอกับคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือเหนือกว่า อู่ อวี้ ก็เกรงว่า
ได้รับบาดเจ็บ
ท่ามกลางความเป็นห่วงเป็นใยของทุกผู้คนที่มี
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนาง บัดนี้หญิงสาวผู้
งดงามอีกหนึ่งในใต้หล้า สวมใส่อาภรณ์ชุดคลุม
กระบี่สีแดงเพลิง ได้แผ่แรงกดดันจิตวิญญาณแห่ง
วีรชน ในขณะที่นางได้ลงสู่ สนามประลองซ่าง
เซียน ก็ดึงดูดทุกสายตา ทุกความสนใจของทุก
ผู้คน
หลังจาก ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู ได้หยิบลูกทรงกลม
เล็ก ๆ ซึ่งเป็นตัวสุ่มรายชื่อคู่ต่อสู้ของ หนานกง
เหว่ย เมื่อเขาตรวจสอบรูปทรงกลมแล้ว ปฏิกิริยา
แรกที่เขาทำก็คือหันมามอง อู่ อวี้ ด้วยความตื่น
ตกใจ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกผู้คน
ต่างอดไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าคู่ต่อสู้ของ หนานกง
เหว่ย จะเป็น อู่ อวี้ หรือไม่?
หากเป็นไปตามที่ผู้คนคาดเดาก็นับว่ายอดเยี่ยม
ทีเดียว …
ทุกคนยังคงจำได้ว่าตอนเริ่มมหาสงครามวิบัติเทพ
มารนอกรีต ภายในใน นิกายเซียนซูซัน ได้บังเกิด
ศึกแห่งการกู้ศักดิ์ศรีขึ้น ยามนั้น อู่ อวี้ สามารถ
คว้าชัยชนะมาได้อย่างหมดจดงดงาม ซึ่งต่อให้ฝั่าย
ตรงข้ามอย่าง เปั่ยซาน ม่อ กับ หนานกง เหว่ย จะ
สาดผสานร่วมมือต่อสู้ในแบบสองรุมหนึ่งก็ตาม ก็
ยังพ่ายแพ้ให้แก่เขาอย่างย่อยยับ
อู่ อวี้ เตรียมพร้อมที่จะลงไปต่อสู้ แต่แล้วเมื่อ
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ปั่าวประกาศรายชื่อออกมา
ว่า ” เผ่าพันธุ์ปีศาจ จิ่วอิง ”
อู่ อวี้ ก็ต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงในบัดดล
เขารู้ว่าเพราะเหตุใด ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ถึงมอง
มาที่ตนเอง นั่นก็เพราะว่าฝั่ายตรงข้ามของ หนาน
กง เหว่ย ก็คือ จิ่วอิง นั่นเองช่างเป็นเรื่องบังเอิญ
เสียนี่กระไร
หลายคนล่วงรู้ถึงต้นสายปลายเหตุว่าเพราะเหตุใด
อู่ อวี้ จึงถูกขับไล่ออกจากซูซัน ความขัดแย้ง
บาดหมางที่บังเกิดขึ้นระหว่างตัวเขา กับ หนานกง
เหว่ย สาเหตุของเรื่องนั้นมาจาก จิ่วอิง หากให้
กล่าวอันที่จริงแล้วยามนี้ นางกำลังเผชิญหน้ากับ
บุตรชายของศัตรูตัวฉกาจ ซึ่งในเวลานี้นาง
สามารถต่อสู้ เพื่อแก้แค้นเป็นการส่วนตัวได้ อีกทั้ง
อู่ อวี้ ยังไม่สามารถสอดมือเข้ามาแทรกแซงได้
อย่างเด็ดขาด เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ในคู่นี้พิเศษ
มากจริง ๆ สำหรับ อู่ อวี้
ซึ่ง จิ่วอิง ก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นตนเองเช่นกัน …
เขาหันมามอง อู่ อวี้ โดยไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี
” วูซาน เซี่ยชือ สามารถชนะในคู่แรกได้แล้ว เจ้า
คงไม่พ่ายแพ้โดยสร้างความอับอายให้แก่ข้าใช่
หรือไม่? ” จักรพรรดิอิง หันมาจ้องมองเขาพร้อม
กับกล่าวขึ้น
จิ่วอิง ทราบดีว่าสถานการณ์ยามนี้เป็นเช่นไร เขา
จำต้องแข่งขันกับจักรพรรดิจู้ ทั้ง วูซาน เซี่ยชือ
ยังได้เปรียบด้านอายุ อีกทั้งในยามนี้พลังฝีมือของ
มันยังร้ายกาจอย่างยิ่งยวด ใช่ว่า จักรพรรดิอิง จะ
ไม่ล่วงรู้ว่าตนเองกำลังเสียเปรียบอย่างรุนแรง แต่
อย่างน้อย ๆ เขาก็ปรารถนาให้ต่อสู้จบลงเหมือน
ในรอบแรก
“ ไม่มีปัญหา” จิ่วอิง สูดหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ว่า
ผู้ใดจะเป็นฝั่ายตรงข้ามของเขาก็ตาม เขาจะต้อง
กำชัยชนะมาให้ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุ
นี้เขาจึงพยายามสะกดคมจิตใจให้สงบสุขุมดังเดิม
แล้วลงสู่สนามประลอง
เมื่อข้าได้ยินว่าฝั่ายตรงข้ามของนางเป็น จิ่วอิง สี
หน้าของ หนานกง เหว่ย ก็แปรเปลี่ยนไปอย่าง
ฉับพลัน นางดูสงบสุขุมเป็นอย่างยิ่ง ทว่ากลับดู
เลือดเย็นมากเช่นเดียวกัน แม้ว่า อู่ อวี้ จะเชื่อมั่น
ในตัว จิ่วอิง ก็ตาม แต่เขาก็ยังอดเป็นห่วง หนาน
กง เหว่ย ไม่ได้อยู่ดี ด้วยเพราะนางประเภทยอม
หักไม่ยอมงอ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงผลคงออกมา …
เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากันในสนามประลอง ความ
เกลียดชังที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็
ระเบิดออกมาราวกับดินปืนถูกสะเก็ดเปลวเพลิง
ความเกลียดชังได้กวาดผ่านแพร่กระจายไปทั่วทุก
หนแห่ง
……………………
“เริ่มจากตรงนั้นแล้วกัน”
จากการคำนวณเวลาของ ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย
ยามนี้พวกเขาได้มาอยู่ตรงประตู ‘นครจักรพรรดิ
เพลิง’ แล้ว
” แล้วจะพังมันเข้าไปยังไง ” เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา
กล่าว
“ ไม่ต้องรีบร้อนน่า เพราะอย่างไรเสียมันก็ไม่ได้หนี
ไปไหน เอาเป็นว่าก่อนอื่นเราเข้าไปใน นคร
จักรพรรดิเพลิง กันก่อนดีกว่า พร้อมเมื่อไหร่ค่อย
ลงมือก็แล้วกัน ” ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย กล่าว
” ได้ตามที่ท่านกล่าว หิหิหิ ” เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา
กล่าวแบบยิ้ม ๆ
” ด้วยพลังแห่งบรรพชนมาร เราย่อมสามารถลอบ
เข้าไป นครจักรพรรดิเพลิง ได้อยู่แล้ว แม้ว่า นคร
จักรพรรดิเพลิง จะยากไปหน่อยก็ตามที”
รูปลักษณ์ของคนทั้งสองในยามนี้ ได้เปลี่ยนแปลง
ไปอย่างมหัศจรรย์ เนื่องจากว่ายามนี้พวกมันทั้ง
สองได้สวมใส่ ‘เกราะเซียนเหยียนหวง’ ทับเอาไว้
บนร่าง วางท่าทางภูมิฐานเสมือนราวกับว่าเป็นผู้ที่
ใส่เกราะนี้มาก่อนแล้ว
อันที่จริงก่อนหน้านี้ พวกมันได้สังหารไพร่พลจาก
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงไป 2 คน หลังจากนั้น
พวกมันก็เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนเอง ให้
เหมือนกับทหารในกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่
พวกมันสังหารไปก่อนหน้านี้ ซึ่งพวกมันก็สามารถ
เดินทอดน่องเข้าไปใน นครจักรพรรดิเพลิง ได้
อย่างสบายใจเฉิบ โดยไม่มีผู้ใดระแคะระคายสงสัย
แม้แต่น้อย
ประการแรก เพราะพวกมันได้ฝึกฝนบำเพ็ญตนใน
เส้นทางแห่งเต๋ามาก่อน ดังนั้นพวกมันจึงมิได้มี
ปราณของผู้ฝึกตนนอกรีตแผ่ออกมาจากร่างกาย
มากมายเท่าใดนัก
ประการที่สอง เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา อยู่ใน นคร
จักรพรรดิเพลิง มาหลายปีดีดักแล้ว รู้จักคุ้นเคย
แม้กระทั่งซอกซอยต้นไม้ใบหญ้าในนครจักรพรรดิ
เพลิงเป็นอย่างดี จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกมัน
จะเผยพิรุธออกมาให้เห็น แม้แต่คนทั้งสองที่พวก
มันสังหาร เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ก็ยังรู้จัก ดังนั้นต่อ
ให้พวกมันเดินทอดน่องอยู่ในนครชั้นใน ก็หาได้มี
ปัญหาอันใดแม้แต่น้อย
ในเวลานี้คนทั้งสองต่างหันมายิ้มให้แก่กัน พร้อม
ทั้งตรงเข้าสู่ นครจักรพรรดิเพลิง ทันที ระหว่างที่
เข้าสู่นคร พวกมันยังพูดคุยหยอกล้อกับผู้พิทักษ์
เฝั้าประตูอย่างคุ้นเคย ทั้งยังสามารถเรียกขานนาม
ของทุกคนได้ ด้วยความเชี่ยวชาญชำนาญการ
เช่นนี้ จะมีผู้ใดจับพิรุธพวกมันได้กันเล่า?
เมื่อครั้นก่อนยามที่ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา อยู่ในนคร
จักรพรรดิเพลิง นางที่จงใจทำความรู้จักคุ้นเคยกับ
ผู้คน และทุก ๆ สถานที่ในนคร ดังนั้นผลลัพธ์ที่
เกิดขึ้นในวันนี้ จึงหาใช่เรื่องน่าแปลกใจแม้แต่น้อย
เพราะครั้งหนึ่ง ฉิน ฝูเหยา เคยมีชื่อเสียงเลื่องลือ
อยู่ใน นครจักรพรรดิเพลิง แห่งนี้
นางสามารถเข้าสู่เมืองชั้นนอกได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นก็ตรงเข้าสู่เมืองชั้นใน และกลับไปที่ค่าย
ของตน ซึ่งผู้คนทั้งหมดที่อยู่ภายในค่ายของนคร
ชั้นใน พวกมันก็รู้จักเป็นอย่างดี
คนทั้งสองแฝงตัวเข้าสู่นครชั้นใน นอกจากนี้ยัง
ผ่านเข้าสู่คฤหาสน์เจ้านคร ได้อย่าง่ายดาย พวก
มันหันมายิ้มให้แก่กัน จากนั้น ตัวหมิงซาน เสิ้ง
เสวี่ย ก็กล่าวขึ้นว่า ” เท่านี้ทุกอย่างก็เตรียมพร้อม
แล้ว ในระหว่างทาง พวกเราได้กลืนกินไพร่พลจาก
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงไปสองสามคน และ
มันก็ช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้น ด้วยความแข็งแกร่งนี้
เราสามารถร่วมมือกัน โดยข้าทำหน้าที่คอยตรึง
กำลังยื้อ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เอาไว้ ส่วนเจ้าก็
เข้าไปช่วยบรรพชนมาร ”
” ไม่มีปัญหา ภารกิจนี้ช่างงายดายยิ่งนัก ”
ก่อนจะเริ่มแผนการ พวกมันจำต้องใช้ทรัพยากร
อันมหาศาลของ นครจักรพรรดิเพลิง นอกจากนี้ใน
ระหว่างลงมือพวกมันยังต้องระวังตัวอย่างยิ่งยวด
เนื่องจากนครจักรพรรดิเพลิงมีขนาดใหญ่โตยิ่ง ใน
ทุก ๆ วันมีผู้คนหลายร้อยหายตัวไป ทั้งยังยากจะ
ตามหา ในท้ายสุดแล้วแม้กระทั่งคนคุ้นเคย ยังคิด
ว่าผู้ที่หายตัวไปนั้นปิดด่านฝึกตนหรือไม่ก็ออกไป
ทำภารกิจ
” อีกไม่กี่วัน ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง จักกลายเป็น
โลกของบรรพชนมาร และลำดับต่อไปก็คือทั่วทั้ง
โลกหล้านี้! ”
เมื่อนึกถึงความปรารถนาของพวกมัน คนทั้งสองก็
อดหัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
” ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ข้าต้องสะบัดศีรษะของ
ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู ลงให้จงได้! ”
หลังจากหัวเราะเสร็จสิ้น สีหน้าขอ ตัวหมิงซาน
เสิ้งเสวี่ย ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นมืดทะมึนลง
ภายในแววตาแฝงไปด้วยความเกลียดชังอย่าง
เหลือแสน
……………………………..
หนานกง เหว่ย กับ จิวอิง กำลังเผชิญหน้ากันใน
สนามประลองซ่างเซียน
จิ่วอิง อยู่ภายใต้แรงกดดันของ จักรพรรดิอิง
ดังนั้นเขาจึงพยายามกดข่มจิตใจตนเองให้สงบ
สุขุมลงดังเดิม โดยมุ่งมั่นคว้าชัยชนะมาจาก หนาน
กง เหว่ย ให้จงได้ สิ่งนี้คือเปั้าหมายของเขา แล้วก็
แน่นอนอีกเช่นกันว่าเพราะความสัมพันธ์ของ อู่
อวี้ เขาย่อมไม่ต้องการให้ หนานกง เหว่ย ได้รับ
บาดเจ็บ
ทว่าการต่อสู้ใน ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวย
เทพ’ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะออมมือ สิ่งเดียวที่
กระทำได้คือทุ่มเททุกอย่างที่มี
ในขณะนี้ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากัน จิ่วอิง ไม่ได้
แสดงท่าทางเย่อหยิ่งจองหองเช่นดั่ง วูซาน เซี่ยชือ
ออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย โดยมิได้เอื้อนเอ่ยเลย
วาจาใด เขาได้กลายร่างกลับสู่ร่างของปีศาจ ต่อ
หน้าต่อตาของทุกผู้คน ณ เวลานี้ปีศาจมังกรเก้า
หัวได้ปรากฏกายขึ้นบน สนามประลองซ่างเซียน
ยามนี้ร่างกายของ จิ่วอิง ได้ขยายใหญ่ขึ้นอีกทั้ง
ความแข็งแกร่งยังทวีเพิ่มขึ้น กล่าวได้ว่าหลายคน
เพิ่งจะเคยเห็นร่างจริงของ จิ่วอิง เป็นครั้งแรก
ด้วยรูปลักษณ์ และ หัวทั้งเก้าอันมืดทะมึน เป็น
เสมือนดั่งปีศาจร้ายที่จะนำพาหายนะมาให้ เพียง
เท่านี้ก็สามารถทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ต้องประหวั่น
พรั่นพรึงขนพองสยองเกล้าด้วยความหวาดกลัว
อย่างที่สุด!
รัศมีแสงที่ส่องประกายออกมาจากร่างมังกรเทวะ
ของลั่วผินนั้น ดูงดงามสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง เมื่อ
เปรียบเทียบกับ จิ่วอิง แล้วดูเสมือนราวกับว่าเขา
นั้นกลับกลายเป็นช่างดุร้ายปั่าเถื่อน กลิ่นอาย
โลหิตแผ่กระจายคละคลุ้งจนสุดจะทานทน
ผสมผสานกับภาพลักษณ์ที่ดูโหดร้ายอำมหิต จึง
เป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้หัวใจของทุกผู้คนในเวลานี้
เต้นระส่ำระสายไม่เป็นจังหวะ เพราะความ
หวาดกลัวประหวั่นพรั่นพรึง
จิ่วอิง นั้นเป็นบุตรชายของจักรพรรดิอิง แม้ว่าเขา
จะช่วยเหลือ อู่ อวี้ บดขยี้ทำลาย วิหารพญายม
จนพังพินาศ ทว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่หาได้มี
ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยไม่
ส่งผลให้ยามนี้สายตาของทุกผู้คนต่างเปียมล้นไป
ด้วยความรังเกียจขยะแขยง
ผู้คนต่างคาดหวังอย่างยิ่งว่า หนานกง เหว่ย จะ
สามารถเอาชนะเขาได้
สำหรับ หนานกง เหว่ย แล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของ
นางคือบุตรชายของศัตรูตัวฉกาจ ศัตรูที่ต้องห้ำหั่น
ชีวิตจนตกตายกันไปข้าง ศัตรูผู้ไม่อาจเหยียบยืน
อยู่ในผืนฟั้าเดียวกันได้!
ด้วยเจตจำนงอันแรงกล้าที่นางยึดมั่น ว่าจะต้องห้ำ
หั่นผลาญชีพปีศาจทุกตนในใต้หล้านี้ ด้วยความ
เกลียดชังแบบฝังเข้ากระดูกดำ เพราะปีศาจได้
สังหารพรากชีวิตมารดาอันเป็นที่รักยิ่งของนางไป
ในเวลานี้ หนานกง เหว่ย จวนเจียนใกล้ถึง
ขีดจำกัด อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่ อู่ อวี้
ก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของนางค่อย
ๆ เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อต้องเผชิญกับ จิ่วอิง ในร่างอสูรขนาดใหญ่ยักษ์
หนานกง เหว่ย ก็กลายเป็นเล็กกระจ่อยร่อยไปถนัด
ตา
ทว่าทันใดนั้นเอง หนานกง เหว่ย ก็เปล่งเสียงกรีด
ร้องที่ฟังดูแล้วราวกับเสียงวิหคก็ไม่ปาน อานุภาพ
ของเสียงนั้นดังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับปฐพี
กำลังจะถล่มทลาย ฉับพลันทันใดนั้นร่างกายของ
นางก็ลุก พรึ่บ!!!! อาบท่วมไปด้วยเปลวเพลิงเก้าสี
อันลุกโชนโชติช่วงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
จากนั้นเปลวเพลิงนี้ ก็พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟั้า!
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่อาบท่วมอยู่นั้น ผู้คนต่างแล
เห็นว่าร่างกายของ หนานกง เหว่ย กำลัง
แปรเปลี่ยนไปจากร่างมนุษย์กลายเป็นวิหคขนาด
ยักษ์ ซึ่งบัดนี้มีขนาดเทียบเท่ากับ จิ่วอิง
ซึ่งอันที่จริงแล้วคงต้องกล่าวว่านี่คือ วิหคเพลิง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ