กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 527 : ปศาจตั๊กแตนวายุ
คราแรกที่ อู่ อวี้ จ้องมองไปยัง จิ่วอิง เขาพบว่า
เป็น ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ที่เขาไปดูแลด้วยตนเอง
ดังนั้นหลังจาก จิ่วอิง ออกมาได้แล้ว เขาจึงไม่ต้อง
ต่อสู้อีก ซึ่งอาการบาดเจ็บของเขาก็ไม่ได้สาหัส
มากนักด้วย
เมื่อดูไปแล้ว มันมีเพียงแค่บางส่วนที่ถูกเผาไหม้จน
เกรียม นับว่าเล็กน้อยยิ่ง
แต่ถ้าหากว่าเขายังคงติดอยู่ภายในอีกสัก
ระยะเวลาหนึ่ง เกล็ดที่เป็นเกราะของเขาเกรงว่าคง
จะถูกทำลายลงอย่างแน่นอน และหากเป็นเช่นนั้น
ทั้งเลือดเนื้อของเขาที่อยู่ภายในย่อมถูกทำลายลง
อย่างง่ายดายแน่นอน
ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ จิ่วอิง ในตอนนี้ก็ดูน่าสังเวช
มาก เกรงว่าจะต้องใช้เวลาพักฟืนนานพอสมควร
และจั กรพรรดิอิง ก็รีบพาเขากลับไปในทันที เมื่อ
เห็นว่าบุตรชายของตนเองได้รับบาดเจ็บ
จักรพรรดิอิง จึงมองไปด้วยสายตาเย็นชา กล่าวว่า
“ขยะจริงๆ!”
อันที่จริงเขาเพียงแค่บ่นออกมาเท่านั้น เขารู้ถึง
ความแข็งแกร่งของ จิ่วอิง เป็นอย่างดี จริงๆแล้ว
ฝีมือที่เขาแสดงออกมาในวันนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายแต่
อย่างใด
“ต้องขออภัยด้วย ที่ทำให้ท่านขายหน้า” จิ่วอิง ก็
รู้สึกอับอายเช่นกัน
“เจ้ากลับไปรอข้าก่อน” จักรพรรดิอิง สั่งให้เขา
กลับไปอยู่ที่ตำแหน่งใจกลางเมฆทมิฬ ในความ
เป็นจริงเขาต้องการให้ จิ่วอิง กลับไปทำการพักฟืน
จิ่วอิง จึงไม่กล่าวให้มากความ เร่งมุ่งหน้ากลับไป
ภายในเมฆทมิฬ แต่ก่อนหน้านั้นเขาจะต้องเดิน
ผ่าน จักรพรรดิจู้กับ วูซาน เสวี่ยชือ เสียก่อน ซึ่ง
ใบหน้าของ จักรพรรดิจู้ ในตอนนี้เปรอะเปือนไป
ด้วยรอยยิ้มเยาะ ทางด้าน วูซาน เสวี่ยชือ ก็ยิ้มขึ้น
อย่างชั่วร้ายแล้วกล่าวออกมาว่า “ถ้าหากข้าเป็น
เจ้า ในตอนนี้ข้าคงจะต้องแทรกแผ่นดินหลบหนีไป
อยู่ข้างใน ฮ่าฮ่าฮ่า แม้แต่ผู้ฝึกตนสตรีผู้หนึ่งเจ้าก็
ไม่อาจจะรับมือได้”
มันจงใจที่จะเอ่ยคำพูดเสียดสี จิ่วอิง ดังนั้นมันจึง
จงใจเอ่ยถ้อยคำเสียงดังหวังทำให้เหล่าปีศาจ
จำนวนมากได้ยิน เพื่อปล่อยให้ จักรพรรดิจู้ และ
ปีศาจตนอื่นๆพากันหัวเราะเยาะเย้ย
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของ จิ่วอิง ก็ยังคงสงบนิ่ง
พร้อมตอบกลับไปว่า “ตอนนี้พวกเจ้าจะดีใจยังเร็ว
ไป ถ้าหากเจ้ายังไม่ได้รับอันดับที่ 1 มา เจ้าก็ไม่มี
สิทธิที่จะมาหัวเราะเยาะข้า ยิ่งกว่านั้นเจ้าได้ฝึกตน
มามากกว่าข้าถึง 20 ปี ถ้าหากข้าอายุเท่าเจ้า กับ
แค่พลังที่อยู่เบื้องหน้ายามนี้ ข้าย่อมล้ำหน้าไปไกล
หากอยากจะมาทำตัวเย่อหยิ่งต่อหน้าข้า เจ้าก็ต้อง
คว้าอันดับที่ 1 มาให้ได้เสียก่อน ถ้าไม่เช่นนั้นเจ้าก็
เป็นแค่คนที่ประสบความสำเร็จมาได้นิดหน่อย
เท่านั้น คุยโวโอ้อวดเช่นนี้ เวลาล้มแล้วมันขาย
หน้าคนอื่นเสียเปล่าๆนา..”
คำพูดของเขาก็ร้ายกาจเช่นกัน ไม่ปล่อยให้ วูซาน
เสวี่ยชือ โต้ตอบมาได้แต่อย่างใด มันจึงทำได้เพียง
แค่มองไปอย่างมืดมน และกล่าวออกมาว่า
“เช่นนั้นเจ้าก็จงแหกตาดูเอาไว้เสีย เมื่อข้าคว้า
อันดับที่ 1 มาไว้ในมือ เจ้ากล้าที่จะตบหน้าตนเอง
100 ครั้งหรือไม่ จากนั้นก็กล่าวกับทุกคนที่อยู่ที่นี่
ว่าข้าเป็นแค่เศษสวะ 100 ครั้งเจ้ากล้าหรือไม่?”
พวกเขาทั้ง 2 คน ต่างก็เป็นไม้เบื่อไม้เมามาโดย
ตลอด เป็นเช่นเดียวกับ จักรพรรดิอิง และ
จักรพรรดิจู้
เมื่อได้ยินคำกล่าวยั่วยุของ วูซาน เสวี่ยชือ จิ่วอิง
ก็ยิ้มขึ้น กล่าวตอบไปว่า “เกรงว่าเจ้าจะทำไม่
สำเร็จน่ะสิ แต่ถ้าหากเจ้าไม่อาจจะคว้าอันดับที่ 1
มาได้ เจ้าจะต้องตบหน้าตัวเอง 100 ครั้ง จากนั้นก็
กล่าวกับทุกคนว่า ข้าเป็นแค่เศษสวะ ทั้งหมด 100
ครั้งเช่นกัน เจ้ากล้ารับคำท้านี้ด้วยหรือไม่?”
พวกเขาต่างยั่วยุกันและกัน ถึงแม้ว่า จิ่วอิง จะ
พ่ายแพ้ในการประลอง แต่ในด้านนี้เขาไม่ปล่อยให้
วูซาน เสวี่ยชือ ผู้ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาของเขาชนะ
อย่างแน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้ วูซาน เสวี่ยชือ
ทำได้เพียงแค่ยิ้มอย่างเย็นชา จึงถือว่านี่เป็นการ
ตอบรับคำท้าแล้ว
การแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจปีศาจอันยิ่งใหญ่ทั้ง
2 ทำให้เหล่าปีศาจทั้งหมดเต็มไปด้วยการรอคอย
และจับตาดู วูซาน เสวี่ยชือ ต่อไป แน่นอนว่าเหล่า
ปีศาจย่อมมั่นใจอย่างหนักแน่นว่า วูซาน เสวี่ยชือ
จะกลายเป็นผู้ชนะเลิศ
ในอีกด้านหนึ่ง หนานกง เหว่ย ก็กลายเป็นที่อิจฉา
และเคารพยำเกรงในสายตาของผู้ฝึกตนบนทวีป
แห่งทวยเทพ นางกลับขึ้นไปอยู่บนกระบี่ยักษ์ของ
นิกายเซียนซูซันดังเดิม ฝีมือที่นางแสดงออกมาใน
วันนี้มันได้เหนือล้ำไปกว่าจอมกระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซันไปหลายคน ซึ่งความแข็งแกร่ง
ของนางนั้นนับว่าอยู่ในระดับหัวกะทิทีเดียว แม้แต่
ในกลุ่มสาวกขั้นกระบี่สวรรค์บนรายนามระดับสูงๆ
ของนิกายเซียนซูซันก็ยังยากที่หาได้พบ อีกทั้ง
หนานกง เหว่ย ก็ยังเป็นเพียงแค่ผู้เยาว์คนหนึ่ง นี่
ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่าอนาคตของนางนั้นไร้
ขีดจำกัดเพียงใด
ก่อนหน้านี้ผู้คนเคยคิดว่า จี้ หลิงหลง นั้นอยู่ใน
ระดับที่เหนือกว่า หนานกง เหว่ย แต่หลังจากที่ได้
เห็นการประลองนี้ แม้ว่า จี้ หลิงหลง จะ
ครอบครองศาสตราเต๋าวิถีแท้ แต่ในความจริงก็ไม่
อาจจะเทียบกับ หนานกง เหว่ย ได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในด้านของสายเลือด กระทั่ง กูซู หยูเตี๋ย ก็
ไม่อาจจะเทียบชั้นกับ หนานกง เหว่ย ได้แม้แต่
น้อย
ทันใดนั้น นางก็กลายเป็นยอดฝีมืออัจฉริยะรุ่นเยาว์
ที่อายุน้อยที่สุดบนทวีปแห่งทวยเทพ อย่างน้อยใน
หมู่อิสตรี นางก็นับเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว ไม่ว่าจะ
เป็น จี้ หลิงหลุน หรือว่า เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา หรือ
ว่าจะเป็น กู่ซู หยูเตี๋ย ก็ล้วนแต่อยู่ภายใต้เงาของ
นางไป
สำหรับการประลองที่ผ่านมา ได้ทำให้เหล่าผู้คน
ถึงกับต้องตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นอกจากความตกตะลึงแล้ว ก็มีคนไม่น้อยที่จ้อง
มองมายัง อู่ อวี้ และหลายคนก็คาดเดาว่า วาสนา
ที่นางได้รับมาจนแข็งแกร่งเยี่ยงนี้ เป็นเพราะมี
ความสัมพันธ์กับ อู่ อวี้ ความรักและความเกลีดชัง
ของสตรีผู้นี้ บางครั้งมันทำให้คนคิดว่านาง
เปลี่ยนแปลงไปจนนับไม่ถ้วน จึงทำให้ หนานกง
เหว่ย กลายมาเป็นเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ความประหลาดใจเช่นนี้ก็ไม่อาจจะ
ทำให้ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ต้องเสียเวลามาสนใจ
ได้ เขาจะต้องทำให้การประลองนี้ดำเนินต่อไป
การต่อสู้ลำดับต่อไปก็เป็นการต่อสู้กันระหว่างผู้ฝึก
ตนบนทวีปแห่งทวยเทพ ทุกคนต่างพยายามกัน
อย่างเต็มที่ เพื่อกำหนดชะตาชีวิตตนเอง เพื่อที่จะ
ทำให้พรรคนิกายของตนเองรุ่งเรืองมากขึ้น ดังนั้น
การต่อสู้ที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงอย่างมาก แต่ฉากที่
เกิดขึ้น ก็ยังคงห่างไกลจากการต่อสู้กันระหว่าง จิ่
วอิง กับ หนานกง เหว่ย อย่างไม่เห็นฝุั่น!
เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าผู้คนจึงต่างพากันให้ความ
สนใจไปยังคู่ต่างๆ ซึ่งนอกจาก อู่ อวี้ คนอื่นๆก็ได้
ลงสนามกันหมดแล้ว
จี้ หลิงหลง กับ กู่ซู หยู๋เตี๋ย ทั้งคู่ก็สามารถเอาชนะ
คู่ต่อสู้ของตนเองได้ พวกนางนั้นร้ายกาจอย่างยิ่ง
ถึงแม้ว่าจะไม่น่าตื่นตาเหมือน หนานกง เหว่ย แต่
คู่ต่อสู้ของพวกนางล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่มีอายุ
มากกว่า 40 ปี ด้วยความสามารถที่สามารถ
เอาชนะผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่
8 ได้ ก็นับว่าแข็งแกร่งอย่างมากแล้ว อีกทั้งสตรีทั้ง
2 คนนี้ ยังเป็นพี่น้องกันจริงๆ นอกจากจะต้อง
แข่งขันกันเอง ในประวัติศาสตร์ของทวีปแห่งทวย
เทพ การที่พี่น้องในสายเลือดจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
ถือได้ว่าหาได้ยากยิ่งทีเดียว
ท้ายที่สุดก็เหลือคนอยู่อีกประมาณ 6 คนที่ยังไม่ได้
ประลอง อู่ อวี้ คาดการณ์ว่าอีกไม่กี่การต่อสู้ก็จะ
ถึงตาของเขา เขาจะต้องจะเตรียมตัวให้พร้อม
อย่างที่คาดเดาเอาไว้ เมื่อจบการประลองที่ 3
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็ขานชื่อของเขาออกมา
ตอนนี้ยังเหลือคนอีกประมาณ 5 คน หนึ่งคนไม่ได้
อยู่ในนิกายใด สามารถเข้าร่วมการประลองได้ใน
กรณีพิเศษ คนหนึ่งเป็นผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 8 ของตระกูลเทียนอี้ อีกคน
หนึ่งเป็นคนของพรรคซ่างหยวน นอกจากนี้ยังมีอีก
คนหนึ่งที่เป็นผู้เข้าร่วมเพียงหนึ่งเดียวของพรรคที่
มีชื่อว่า ‘พรรคเทวะ 5 ธาตุ’ ส่วนคนสุดท้ายก็คือ
ปีศาจอีกคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ลงสนาม ผู้เข้าร่วมทั้ง 5
คนนี้สามารถกลายเป็นคู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ ได้ทั้งสิ้น
เพราะมันเป็นการสุ่มเลือกคู่ต่อสู้
หลังจากผ่านไปไม่นาน เด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ผ่องใสก็
ได้หยิบลูกบอลออกมา 1 ลูก หลังจากนั้น ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู นำมันขึ้นมา สายตาทุกคู่รวมกัน
มองไปด้วยความคาดหวัง ด้วยเนตรเพลิงของ อู่
อวี้ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าคู่ต่อสู้นั้นเป็นใคร
จากนั้น ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็ประกาศออกมาว่า
“เผ่าพันธุ์ปีศาจ ปีศาจตั๊กแตนวายุ”
นอกจาก จิ่วอิง และ วูซาน เสวี่ยชือ มันผู้นี้ก็คือ
ปีศาจอีกตน
ปีศาจตนนี้มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ด้วยขอบเขตและ
พลังของมันนั้น นับว่าอยู่ในเกณฑ์อัจฉริยะ
นอกจาก จิ่วอิง และ วูซาน เสวี่ยชือ มันคือปีศาจ
ที่มีสายเลือดระดับสูงที่สุดแล้ว และทั่วทั้งห้วง
สมุทรปีศาจอนันต์ก็มีเพียงแค่ ปีศาจตั๊กแตนวายุ
ตนเดียวเท่านั้นที่คู่ควรได้รับตำแหน่งสุดท้ายนี้ ซึ่ง
ปีศาจตั๊กแตนวายุ ได้รับโชควาสนาบางอย่างทำให้
มันเกิดการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใน
ไม่กี่ปีมานี้มันจึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วห้วงสมุทร
ปีศาจอนันต์ ภายในห้วงสมุทรปีศาจอนันต์ ปีศาจ
จำพวกแมลงนั้นมีอยู่น้อยมาก และปีศาจตั๊กแตน
วายุก็เป็นปีศาจแมลงอันดับต้นๆ
ปีศาจตั๊กแตนวายุถูกคัดเลือกมาโดยจักรพรรดิจู้
ถึงแม้ว่าระดับของสายเลือดจะไม่เท่ากับ วูซาน
เสวี่ยชือ แต่อย่างไรก็ตามสถานะของมันในอาณัติ
จักรพรรดิจู้ ก็นับสูงส่งอย่างมาก ดูเหมือนว่าจะ
เป็นรองเพียงแค่ วูซาน เสวี่ยชือ ความแข็งแกร่ง
ของมันได้รับการกล่าวขานกันว่า สามารถแข่งกัน
กับ วูซาน เสวี่ยชือ ได้เลย อย่างน้อยก็แข็งแกร่ง
กว่า จิ่วอิง
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้พบเห็นปีศาจ
จำพวกแมลงเช่นกัน
สามารถโดดเด่นท่ามกลางเหล่าปีศาจจำนวน
มากมาย จนกลายมาเป็น 1 ใน 3 ผู้เข้าร่วมศึก
มังกรสวรรค์แห่งทวยเทพได้ ทั้งยังไม่มีภูมิหลัง
เช่นเดียวกับ จิ่วอิง สามารถอธิบายได้ว่าในด้าน
ความแข็งแกร่งของปีศาจตั๊กแตนวายุนั้นก็ยังได้รับ
การยอมรับจาก จักรพรรดิอิง เช่นนั้นย่อมไม่อาจที่
จะสบประมาทมันได้
การต่อสู้ครั้งแรก กลับต้องมาพบกับคู่ต่อสู้ที่
แข็งแกร่งเช่นนี้ เหล่าผู้คนจากนครจักรพรรดิเพลิง
และ ทวีปแห่งทวยเทพ ต่างเป็นห่วง อู่ อวี้ เพราะ
ยังไงแล้ว เสิน ชิวเหยียน ได้พ่ายแพ้ให้กับปีศาจไป
อีกทั้งเขายังแพ้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
สำหรับทางด้านของ มู่หรง ซวี่ ก็ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว
เช่นกัน นครจักรพรรดิเพลิง จึงเสียผู้เข้าร่วมใน
การประลองไปแล้วอีก 1 คน อีกทั้งฝั่ายตรงข้ามก็
ยังเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า มู่หรง ซวี่ ไม่มากด้วย
ในตอนนี้ นครจักรพรรดิ จึงเหลือเพียงแค่ อู่ อวี้
เท่านั้น ถ้าหาก อู่ อวี้ มาพ่ายแพ้อีกคนแล้วละก็
จะเท่ากับว่าผู้เข้าร่วมทั้ง 3 คนของนครจักรพรรดิ
เพลิงต่างแพ้ในการประลองรอบแรก หากข่าวนี้
แพร่กระจายออกไป มันจะทำให้ชื่อเสียงของนคร
จักรพรรดิเพลิงเสียหายอย่างยิ่งจนกลายเป็นที่
หัวเราะเยาะเอาได้ทีเดียว ซึ่งหลังจากนั้นเหล่าผู้คน
จะคิดไปว่าคนรุ่นต่อไปของ นครจักรพรรดิเพลิง
จะเป็นพวกที่อ่อนด้อย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในภายภาคหน้าจะเป็นโลก
สำหรับผู้เยาว์ในรุ่นนี้ที่ก้าวเดินต่อไป
และอนาคตของผู้เยาว์เหล่านั้น ก็สามารถดูได้จาก
การประลองอยู่บนศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ
ในตอนนี้
ท่ามกลางสายตาวิตกกังวลมากมาย อู่ อวี้ เหิน
ร่อนลงไปอยู่บนสนามประลองซ่างเซียนอย่างไม่
แยแส ในเวลานี้ใบหน้าของ จอมจักรพรรดิ ไร้ซึ่ง
ความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าความสามารถของ อู่
อวี้ เป็นเช่นไร
“ไม่คาดคิดว่ามันกับเว่ยเอ๋อร์ จะต้องเผชิญหน้ากับ
ปีศาจเช่นเดียวกัน” ทางฝังของนิกายเซียนซูซัน
เซียนกระบี่เทียนจี ได้กล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม
อันขมขื่น
“นี่คือชะตาลิขิตที่มิอาจหลีกเลี่ยง” เซียนกระบี่
เทียนชวนเอ่ย
“หยุดกล่าวเสียเถอะ” หนานกง เหว่ย ได้ฟังแล้วก็
รู้สึกไม่พอใจ
ถึงจะกล่าวเช่นนั้นแต่ดวงตาทั้ง 2 ของนางยังคง
จับจ้องไปบนสนามประลอง มองดู ปีศาจตั๊กแตน
วายุ ที่กำลังส่งเสียงโห่ร้องท่ามกลางฝูงปีศาจ แล้ว
มุ่งตรงสู่บนสนามประลอง บางทีในใจของนางก็คง
อยากรู้อย่างมาก ว่าในตอนนี้ตัวนางนั้นเหนือกว่า
อู่ อวี้ หรือยัง?
การมาที่นี่ในครั้งนี้ ความปรารถนาที่ใหญ่ที่สุดของ
นาง นั่นคือการต่อสู้กับ อู่ อวี้ อีกสักครั้งหนึ่ง
ความคิดของนาง เซียนกระบี่หลายคนต่างเข้าใจดี
ดังนั้นพวกเขาก็หวังว่า อู่ อวี้ จะสามารถเอาชนะ
การต่อสู้นี้ได้
“เมื่อประเมินแล้วค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว
ปีศาจตั๊กแตนวายุ ไม่เหมือนกับ จิ่วอิง ในหมู่
ผู้เข้าร่วมทั้ง 3 คน มันเป็นผู้ที่ฝึกตนมายาวนาน
ที่สุด และยังเป็นเผ่าพันธุ์แมลงที่แปลกประหลาด
ที่สุด ” เซียนกระบี่เหยากวง เอ่ย
เห็นได้ชัดว่า เมื่อ ปีศาจตั๊กแตนวายุ ร่อนมาอยู่
เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ คนส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกเป็น
กังวล อู่ อวี้ อย่างยิ่งที่ยืนเผชิญหน้ากับ ปีศาจ
ตั๊กแตน ภายในเวลาสั้นๆมันก็แปลงกายมาอยู่ใน
รูปลักษณ์ของมนุษย์ ลำตัวของมันยาว ดวงตาทั้ง
2 ข้างของมันมีสีเหลืองเข้ม ผมยาวที่กำลังปลิวลู่
ลมอยู่ในตอนนี้ก็มีสีเหลืองเช่นกัน ร่างกายของมัน
ได้แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์แมลง ราว
กับว่ามันเป็นมนุษย์แมลงก็มิปาน
การที่แมลงขนาดเล็ก กลายมาเป็นปีศาจได้ มัน
ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย
ปีศาจตั๊กแตนวายุ ที่แปลกประหลาดกำลังยืนอยู่
เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ดูเหมือนว่าร่างกายของมันจะ
ไร้ซึ่งน้ำหนัก คนโยกโยนไปมาอยู่เบื้องหน้าของ อู่
อวี้ น้ำเสียงของมันค่อนข้างที่จะแหลมเล็ก จากนั้น
มันก็กล่าวออกมาว่า “ช่างโชคดีจริงๆ ไม่คาดคิด
ว่าจะได้เจอกับคนใหญ่คนโตที่สุดบนทวีปแห่งทวย
เทพตั้งแต่การประลองแรก ถ้าหากข้าเอาชนะเจ้า
ได้ ก็เท่ากับว่าชื่อเสียงของข้าจะโด่งดังเสียยิ่งกว่า
เจ้าใช่หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นก็จะทำให้พวกผู้ฝึกตน
บนทวีปแห่งทวยเทพ จะต้องหวาดกลัวเมื่อได้ยิน
ชื่อของข้า?”
อู่ อวี้ ได้รอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว หัวใจของ
เขาสงบดุจผิวน้ำ แต่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของ
เขากลับได้ปะทุขึ้นมาอย่างร้อนแรง พร้อมกับ
กล่าวออกไปอย่างดุดันว่า “รอให้ข้าทำลายเจ้า
ก่อน เจ้าคงจะไม่ลำพองตนขนาดนี้”
“ไอ้หยา เจ้าช่างดุจริงเชียว ได้ยินมาว่า เจ้าเป็น
สหายกับ จิ่วอิง รึ? เผ่าพันธุ์ปีศาจกับมนุษย์เช่น
เจ้าจะกลายเป็นสหายกันได้อย่างไร? จิ่วอิง นี่ช่าง
ไม่ไหวเลยจริงๆ เช่นนั้นข้าคงต้องสั่งสอนเจ้าเสีย
หน่อยแล้ว จะได้เห็นว่า จิ่วอิง จะบ้าคลั่งหรือไม่
เหอเหอ แผนนี้นับว่าไม่เลวทีเดียว… เจ้าอาจจะยัง
ไม่รู้ พวกเราเผ่าพันธุ์ปีศาจแมลง จะต้องผ่าน
กระบวนการพัฒนาการที่น่าเหลือเชื่อมากมาย
ขนาดไหนสินะ?” ปีศาจตั๊กแตนวายุ เอ่ยด้วย
น้ำเสียงแหลมเล็ก
“เดี๋ยวก็รู้แล้ว ” เมื่อ อู่ อวี้ กล่าวจบ เขาก็มุ่งหน้า
เพื่อประจันหน้ากับ ปีศาจตั๊กแตนวายุ ทันที
ปีศาจตั๊กแตนวายุ ยิ้มขึ้นอย่างพอใจ พร้อมกับ
กล่าวว่า “ได้ยินมาว่าร่างอวตารของเจ้าร้ายกาจ
ยิ่ง ในวันนี้ข้าอยากจะลองดูสักหน่อย เมื่อเทียบกับ
ระหว่างปีศาจตั๊กแตนวายุเช่นข้า ใครกันจะเป็น
เพียงแค่เรื่องโอ้อวด?”
ดูเหมือนว่า ปีศาจตัวแมลงตนนี้ก็มีร่างอวตาร
เช่นกัน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ