กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 528 : วายุโพธิสัตว
ท่ามกลางการวิวัฒนาการกลายเป็นปีศาจ หาก
กล่าวถึงผู้ที่มีสายเลือดสูงส่งมากที่สุดในหมู่มวล
แมลง ปีศาจตั๊กแตนวายุ ก็คือผู้มีคุณสมบัตินั้น อีก
ทั้งยังเป็นความแข็งกันที่ อู่ อวี้ ไม่อาจมองข้ามไป
ได้
แม้ว่า อู่ อวี้ จะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เขาก็ยังไม่ได้
แสดงฝีมือความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมา ให้แล
เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อหน้าฝูงชน
ถ้าให้กล่าวถึงพื้นฐานฝึกตนปัจจุบัน เขาอยู่ใน
ระดับหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 เท่านั้น…
ถ้าให้คำนวณจากพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ยัง
นับว่าห่างไกล ปีศาจตั๊กแตนวายุ ซึ่งมีพื้นฐานฝึก
ตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 8
แม้แต่อัจฉริยะที่อ่อนแอมากที่สุด ซึ่งเข้าร่วมการ
ประลองครั้งนี้ ยังมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 6 ซึ่งหากวัดกันที่
พื้นฐานการฝึกตนแล้วนับว่ายังคงห่างไกลกันมาก
เหล่าผู้คนประเมินค่าเขาสูงยิ่ง ซึ่งความสามารถ
ของ อู่ อวี้ นั้น ได้เกินขีดจำกัดที่พวกเขารู้ไปมาก
แล้ว เนื่องจากสิ่งที่พวกเขารู้ก็คือนับตั้งแต่อดีต
กาลจวบจนปัจจุบัน ในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมี
ผู้ใดที่มีฝีมืออยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้น
ที่ 3 ต่อสู้กับระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 8
ได้มาก่อน
“ย่า!”
ในเวลานี้ ปีศาจตั๊กแตนวายุ กำลังแสดงท่าที
เหยียดหยามอย่างที่สุด หลังจากที่มันยิ้มอย่างเย็น
ชา แล้วทันใดนั้นเองจากร่างเดิมที่เป็นมนุษย์ก็
ขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน ด้วยระดับความเร็วที่
สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากมนุษย์
แปรเปลี่ยนกลายเป็นสัตว์อสูรขนาดยักษ์ ปรากฏ
ขึ้นพร้อมกับม่านหมอกสีเหลืองสลัว โดยมีร่างของ
ตั๊กแตนอยู่ภายในนั้น!
แน่นอนว่า อู่ อวี้ นั้นเคยเห็นตั๊กแตนมาก่อน ทว่า
ตั๊กแตนที่ตัวใหญ่โตขนาดนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้ง
แรก แม้แต่ตัวเขาก็ยังตื่นตระหนกกับภาพที่ปรากฏ
โดยไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกตนระดับชั้นแนวหน้าของ
ทวีปแห่งทวยเทพ ซึ่งในเวลานี้อดไม่ได้ที่จะร้อง
อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
บัดนี้ดวงตาของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน อีก
ทั้งยังมีดวงตานับไม่ถ้วนซ้อนทับกัน หลังจาก
ร่างกายของมันมีขนาดใหญ่โตขึ้น ส่วนของกรง
เล็บก็ขยายใหญ่ตามเช่นกัน อีกทั้งบัดนี้มันยังคม
กริบไม่ต่างจากศาสตราตราอันแหลมคมทั่วไป ทุก
พื้นที่ทั่วร่างกายของมันล้วนถูกปกคลุมไปด้วย
เกล็ดแข็ง ผิวหนังแข็งแกร่งไม่ต่างจากเกราะ ให้
ความรู้สึกราวกับว่าฟันแทงไม่เข้า!
หมอกสีเหลืองถูกปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง
แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วท้องเวหา กลิ่นเหม็น
คละคลุ้งฟุั้งกระจายไปทั่วทั้ง สนามประลองซ่าง
เซียน จนผู้คนแทบลมจับเพราะไม่อาจทานทนกับ
ความเหม็นนี้ได้ กลิ่นเหม็นอันน่ารังเกียจนานา
ชนิด โชยพัดมาตามกระแสสายวาโย จากนั้นปีศาจ
ตั๊กแตนวายุก็ส่งเสียงแหลมเล็กร้องคำรามคือ เสีย
นี้ได้เสียดแทงยังโสตประสาทแก้วหู ชวนให้
เจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในเวลานี้
ปีศาจตั๊กแตนวายุ ขนาดใหญ่ยักษ์ก็เริ่มกระพือปีก
ของมัน ฉับพลันก็มีหลายสิ่งหลายอย่างพุ่งออกมา
จากส่วนด้านหลังของมันอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัด
ว่าบัดนี้ ปีศาจตั๊กแตน ได้เริ่มใช้งาน แก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ ของมันแล้ว แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของ
ปีศาจ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสายโลหิตอย่าง
มหาศาล เห็นได้ชัดว่าแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่มัน
ปลดปล่อยออกมา เป็นความสามารถที่ปีศาจ
ตั๊กแตนวายุใช้ได้แต่เพียงผู้เดียว
สิ่งปฏิกูลสีดำที่มันโผล่ออกมา ทันทีที่สัมผัสกับ
อากาศก็บังเกิดการตอบสนองแปรเปลี่ยนอย่าง
รวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็บังเกิดเป็นปีศาจตั๊กแตน
วายุขึ้นใหม่อีกตัว เพียงแต่ว่าขนาดตัวของมันไม่
ใหญ่เท่ากับร่างต้น ว่ากันว่าจำนวนของมัน
มหาศาลเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังดูดุร้ายทรงพลัง
อย่างถึงที่สุด!
เพียงชั่วพริบตา ปีศาจตั๊กแตนวายุ จำนวนหลาย
พันตัวปรากฏขึ้นเบื้องหน้า อู่ อวี้ ทันใดนั้นพวกมัน
ทั้งหมดกระพือปีกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง บังเกิด
เสียงดังอื้ออึงไปทั่ว โดยเฉพาะกลิ่นเหม็นอันน่า
ขยะแขยงหนาแน่นเข้มข้นโชยคละคลุ้งไปทั่วทุก
ทิศทาง
ผู้ฝึกตนที่เฝั้ารับชมดูโดยรอบ ต่างหน้านิ่วขมวดคิ้ว
ไปตาม ๆ กัน ด้วยความไม่สบอารมณ์ ซึ่งพวกเขา
ก็อดที่จะมองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาเวทนาสงสาร
ยังช่วยไม่ได้ ด้วยเพราะฝั่ายตรงข้ามมีฝีมือ
ค่อนข้างร้ายกาจ ทรงพลัง อีกทั้งยังน่าขยะแขยง
เป็นอย่างยิ่ง!
” ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เวทย์ปีศาจของข้าจะส่งเจ้าไป
ยังปรโลก”
ปีศาจตั๊กแตนวายุ กล่าวออกมาอย่างเย้ยหยัน
ร่างกายอันใหญ่ยักษ์ของมันกวาดผ่านทุกสรรพสิ่ง
แล้วฉับพลันนั้นเองตั๊กแตนหลายพันตัวก็กระพือ
ปีกบินวนอยู่รอบรอบตัวร่างต้น เพียงชั่วพริบตา
ปีศาจตั๊กแตนวายุก็สร้างเป็นสายวาโยสีเหลือง ก่อ
รูปเป็นมหาพายุขนาดใหญ่หมุนวนอยู่รอบกายของ
มันอย่างบ้าคลั่ง
นอกจากนี้ร่างของมันยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ
พายุ
สิ่งที่ ปีศาจตั๊กแตนวายุ กำลังแสดงให้เห็นอยู่นี้คือ
เวทย์ปีศาจที่มีชื่อว่า ‘วายุโพธิสัตว์’ เห็นได้ชัดว่า
มันเป็นปีศาจที่ชอบแสดงความสามารถ ออกมาให้
เป็นที่ประจักษ์เห็นอยู่พอสมควร มิฉะนั้น นคร
จักรพรรดิเพลิง คงไม่บันทึกรายละเอียดพลังความ
แข็งแกร่งต่าง ๆ ของวิชาเวทย์ปีศาจนี้ไว้หมดสิ้น
ด้านหน้าของ อู่ อวี้ มีพายุมหาประลัยซึ่งดูเสมือน
ดั่งก่อรูปขึ้นมาจากภายในขุมนรกก็มิปาน มันเป็น
ลมพายุที่โหมกรรโชกแรงเปียมล้นไปด้วยความ
เกรี้ยวกราดบ้าคลั่ง พร้อมกลืนกินทุกสรรพสิ่งที่
ขวางหน้า มันช่างเหมือนกับความสามารถของ จิ่
วอิง มันคือพลังนำพามาซึ่งภัยพิบัติหายนะอันน่า
สะพรึงกลัว ไม่ว่าพลังนี้จะกวาดผ่านไปยังแห่งหน
ใด พืชพันธุ์พฤกษาก็จะโรยราเหี่ยวเฉาลงในบัดดล
ทุกชีวิตล้มตาย แม้แต่เทือกเขาบรรพตก็ยังแห้ง
เหือดกลายเป็นสีเหลือง หลังจากนั้นก็แปร
เปลี่ยนเป็นมืดทะมึน ประดุจถูกเพลิงเผาผลาญเผา
ไหม้จนดำเป็นตอตะโก
ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของ ปีศาจตั๊กแตนวายุ ที่สร้าง
กลุ่มก้อนมหาพายุขึ้นมา นับได้ว่าเป็นมหาไต้ฝุั่น
พายุโลกันตร์อย่างแท้จริง หากมันกวาดผ่านไป
เบื้องนอก มันจะบดขยี้กวาดกลืนทุกสรรพสิ่ง ไม่
ว่าจะเป็นธารชลธี ,ภูผาบรรพต, เขตแดน
อาณาจักรเซียนมนุษย์ หรือพรรคนิกาย ไม่ว่าสิ่งใด
แตะต้องสัมผัสมันเข้า สิ่งนั้นจะถูกบดขยี้ทำลายดับ
สูญลงไปในพริบตา เสมือนดั่งตั๊กแตนย้ายถิ่นฐาน
ไม่ว่าพวกมันจะบินผ่านไป ณ ที่แห่งใด พืชพันธุ์
ธัญญาหารของสถานที่แห่งนั้น จะไม่มีโอกาสเจริญ
งอกงามเจริญเติบโตอย่างเด็ดขาด!
วายุโลกันตร์ ผลาญกลืนทุกสรรพสิ่งจนพังพินาศ
ดับสูญ แต่กลับตั้งชื่อว่า โพธิสัตว์ สองพยางค์สั้น
ๆ มันช่างเป็นเป็นชื่อที่ไร้ยางอายอย่างแท้จริง
ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปีศาจที่แสดงเวทย์
ปีศาจนี่ออกมามันช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง ๆ
แม้แต่เจ็ดเซียนกระบี่ซูซันบางคน ยังอดไม่ได้ที่จะ
ขมวดคิ้ว ขนาด เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ก็ยังกล่าว
กระซิบขึ้นว่า ” เหว่ยเอ๋อ ดูเหมือน อู่ อวี้ จะเจอ
งานช้างเข้าให้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอยากจะต่อสู้กับ
เขาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าโอกาสที่เขาจะชนะผ่าน
ครั้งนี้ไปได้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ”
หนานกง เหว่ย ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่แล้วกล่าวว่า ” ถ้า
เขาไม่สามารถผ่านอุปสรรค์แค่นี้ไปได้ ตัวข้าก็ยัง
จะคงเดินหน้าต่อ เพราะเห็นได้ชัดแล้วว่าตัวข้านั้น
แข็งแกร่งส่วนเขานั่นอ่อนแอ โดยข้าไม่จำเป็นต้อง
ลงมือทำมันเอง เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ข้า
สามารถทิ้งห่างจากเขาได้อย่างไม่เห็นฝุั่น ”
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง พยักหน้าแล้วอมยิ้มอย่างพึง
พอใจ จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ” ถ้าเจ้าคิดได้เช่นนี้
ข้าก็มีความสุขยิ่งนัก… ”
คงต้องบอกว่า ณ เวลานี้ วายุโพธิสัตว์ มีขนาด
ใหญ่โตมโหฬารขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมที่จะบดขยี้กวาด
ผ่านทุกสรรพสิ่ง ในเวลานี้มันกำลังเคลื่อนตัวมาอยู่
ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ แล้ว ภายใต้อำนาจกดดัน
จากมหาพายุที่ก่อรูปขึ้นมากจาก ปีศาจตั๊กแตน
วายุ ในเวลานี้ท่ามสวรรค์แลปฐพีสำหรับ อู่ อวี้
แล้ว ดูเหมือนจะเล็กลงไปถนัดตา
” อู่ อวี้ แล้วร่างอวตารเจ้าล่ะ? จะมัวมาเก็บงำ
ซ่อนฝีมืออยู่ไปทำไมเล่า ? ” เสียงของ ปีศาจ
ตั๊กแตนวายุ กึกก้องกังวานราวกับสุรเสียงนี้กึกก้อง
ไปทั่วทั้งสวรรค์แลปฐพี
ด้วยเพราะมันเคยได้ยินคำร่ำลือมาว่าร่างอวตาร
ของ อู่ อวี้ นั้นแข็งแกร่งทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง อีก
ทั้งตัวของมันยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาแยกร่าง
เช่นเดียวกัน ส่งผลให้บังเกิดเป็นความมุ่งมั่น
ปรารถนาที่จะต่อสู้อย่างแรงกล้าขึ้นภายจิตใจของ
มัน!
แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันของมหาไต้ฝุั่นพายุโลกันตร์
ทว่า อู่ อวี้ ก็หาได้ปริปากพูดอันใดออกมาแม้แต่
น้อย อีกทั้งนับตั้งแต่เริ่มต้นจวบจนปัจจุบัน เขาหา
ได้มีท่าทีหวั่นเกรงหวาดกลัวแต่อย่างใด ภายใน
ดวงเนตรสว่างเจิดจ้าประดุจดั่งคบเพลิง ซึ่งใน
เวลานี้มันกำลังลุกโชติช่วงพริ้วไหว สุรเสียงดัง
กึกก้องดั่งสายอัสนีฟาดผ่า ขณะเอื้อนเอ่ยถ้อย
วาจาออกมา ด้วยสีหน้าที่อมยิ้มน้อย ๆ ว่า ” ฝีมือ
อย่างเจ้ายังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ ที่จะทำให้ข้า
ต้องใช้ร่างอวตาร ”
เสียงเย่อหยิ่งมั่นอกมั่นใจเยี่ยงนี้ ทำให้ฝูงชนต้อง
สั่นสะท้านด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด
อู่ อวี้ ไม่ทำให้ทุกผู้คนต้องผิดหวังจริง ๆ
ภายใต้การกวาดผ่านของมหาไต้ฝุั่นพายุโลกันตร์
ท่ามกลางทุกสายตาที่จับจ้องมองของฝูงชน อู่ อวี้
แค่เพียงสะบัดแขนออกไปเพียงครั้ง ครู่ต่อมาเสาสี
ครามขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นในมือของเขา ฉับพลัน
นั้นเองก็มีเสียงของมังกรคำรามกึกก้องดังขึ้น
กรรรรร!!!!! สิ่งนี้ทำให้ วูซาน เซี่ยชือ กับ
จักรพรรดิจู้ ต้องสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
ทุกผู้คนต่างรู้สึกขยาดเกรงขามกับสิ่งที่อยู่ในมือ
ของ อู่ อวี้ เป็นอย่างยิ่ง หากพินิจมองอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน จะแลเห็นว่ามีมังกรเทวะสีครามขด
พันอยู่รอบเสาขนาดยักษ์ บนเกล็ดมังกรเทวะสี
ครามตัวนี้จะสามารถแลเห็นวงเวทหลายหมื่นวง!
โดยรูปลักษณ์อันโดดเด่นสง่าน่าเกรงขาม ไม่อาจ
พานพบเห็นได้ในยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้
ทันทีว่าสิ่งนี้คือ ‘เข็มเทวะคำสมุทร’ ที่เอาไว้พยุงค้ำ
ชูคุมเสถียรภาพของ ‘วิหารพญายม’ ผ่านมาหลาย
ยุคหลายสมัย ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนนับไม่
ถ้วน!
หลังจากตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าเสาที่อยู่ในมือ
ของ อู่ อวี้ คือสิ่งใด หลายคนก็ถึงกับร้องอุทาน
ออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้พวกเขาจะล่วงรู้ดีว่า
อู่ อวี้ ได้บดขยี้ทำลาย วิหารพญายม จนพังพินาศ
ย่อยยับ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาได้หยิบฉวย ‘เข็มเท
วะคำสมุทร’ ติดไม้ติดมือมาด้วย แต่ไม่มีผู้ใด
คาดคิดว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ไร้ซึ่งมรดกตกทอด
ใด ๆ เช่นนี้ อู่ อวี้ กลับสามารถควบคุมศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้ได้!
ในเวลานี้ อู่ อวี้ หมุนควง ‘เข็มเทวะค้ำสมุทร’ ได้
อย่างอิสระคล่องแคล่วชำนาญ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขา
ได้ทำพันธสัญญากับศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้แล้ว
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ กับ ศาสตราเต๋าสามัญทั่วไป
นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง หนานกง เหว่ย
เคยใช้ศาสตราเต๋าวิถีแท้เผาผลาญร่างของ จิ่วอิง
มาแล้ว ทว่าบัดนี้ อู่ อวี้ เป็นฝั่ายเรียกใช้ ‘เข็มเทวะ
ค้ำสมุทร’ ราวกับว่าแทบจะไม่ต้องทำอันใด เขาถือ
จับ ‘เข็มเทวะค้ำสมุทร’ ด้วยสองมือ พร้อมกับยกชู
ขึ้นสูง เบื้องหน้าสายตาของเขายามนี้คือพายุไต้ฝุั่น
สีเหลืองม่น หากพายุนี้เปรียบได้ดั่งนรกโลกันตร์ ก็
คงต้องกล่าวว่านรกโลกันตร์กำลังพุ่งอัดกระแทก
กลืนกิน อู่ อวี้ อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ ก็
ฟาดเสายักษ์ลงไป
ในการฟาดครั้งนี้ เขาไม่เพียงใช้กายาเพชรอมตะ
แต่ยังใช้ควบคุม พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง หมุนวน
โคจรเคลื่อนคล้อยเข้าสู่วงเวทที่อยู่บน เสามังกร
สมุทรคลั่ง เพื่อเปิดใช้งานวงเวททั้งหมด กล่าวได้
ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ เสามังกรสมุทรคลั่ง ได้
ปลดปล่อยฤทธานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาให้
เป็นที่ประจักษ์ ณ เวลานี้ดวงเนตรของมังกรได้
เปล่งประกายแสงเจิดจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บัดนี้
พลังจากวงเวทหลักได้ถูกปลุกขึ้นอย่างสมบูรณ์
พลังอำนาจในการ ‘ค้ำยัน’ เริ่มปลดปล่อยออกมา
ให้เห็น และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ‘ค่ายกล
เปลวอัคคีหมื่นจวินพลิกสมุทร ‘ ที่อยู่บนตำแหน่ง
ของ ‘เกล็ดมังกรหวน’ บัดนี้ได้ระเบิดพลังออก
มาถึงขีดสุด!
นี่คือวงเวทโจมตีเพียงหนึ่งเดียวของ ศาสตราเต๋า
วิถีแท้ ชิ้นนี้ ทันทีที่ อู่ อวี้ กระตุ้นวงเวทนี้ขึ้นมา ก็
ราวกับว่าทั้งสวรรค์แลปฐพีกำลังจะพังพินาศลง
มหาสมุทรกวาดผ่านเกลือกกลิ้ง ราวกับว่าอสูร
ยักษ์กำลังจะถือกำเนิด! มังกรเทวะนั้นศักดิ์สิทธิ์
ประดุจดั่งเทพเซียน ตรงเบื้องหน้าของเขาคือ
ปีศาจตั๊กแตนวายุ มันเป็นเพียงแค่หนอนแมลง
สกปรกเล็กกระจ้อยร่อย หาใช่สำคัญไม่ ซึ่ง
ในตอนนี้ได้ถึงเวลาตัดสินแล้ว!
เสาถูกฟาดลงมา พร้อมกับพลังอำนาจจาก ‘ค่าย
กลเปลวอัคคีหมื่นจวินพลิกสมุทร’ ซึ่งกำลังระเบิด
ออกอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางความเลือนรางภายใต้
หมู่มวลมหาสมุทรหมื่นจวิน ได้หลอมรวมผสาน
เข้ากับเปลวอัคคีอันร้อนแรงสุดขั้ว ก่อรูปกลายเป็น
มังกรเทวะสมุทรเพลิงคราม พุงทะยานม้วนกวาด
ผ่านมาพร้อมกับแผดเสียงร้องคำรามดังกึกก้อง
เพียงชั่วอึดใจ ท่ามกลางเสียงคำราม มังกรเทวะก็
พุ่งทะยานเข้าจู่โจมใส่ วายุโพธิสัตว์ อย่างดุร้าย!
ร่างแยกของปีศาจตั๊กแตนวายุ หลายพันตัว กำลัง
หมุนวนอยู่ท่ามกลางลมพายุอย่างรุนแรง ด้วย
ความเร็วขีดสุด!
พวกมันทั้งหมดทั้งมวลล้วนถือเป็นศาสตราวุธเลย
ก็ว่าได้
ในช่วงเวลานี้ ร่างตนของมันก็ได้แปรเปลี่ยน
ร่างกายให้มีขนาดเท่ากับร่างแยก แน่นอนว่าหาก
อู่ อวี้ ไม่สามารถทำลายวายุโพธิสัตว์ของปีศาจ
ตั๊กแตนได้ อย่างน้อย ๆ ผู้อื่นก็ไม่สามารถทำลาย
ได้เช่นกัน เนื่องจากร่างแยกของมัน กับ ร่าง
อวตารของ อู่ อวี้ มีความสามารถคล้ายคลึงกัน
นั่นก็คือบุคคลภายนอกยากที่จะแยกแยะความ
แตกต่าง ระหว่างร่างแยกกับร่างต้นได้ มีเพียงการ
โจมตีเข้าใส่ร่างที่แท้จริงของปีศาจตั๊กแตนวายุให้
ได้เท่านั้น ถึงจะสามารถทำลายวายุโพธิสัตว์นี้ได้!
อย่างไรก็ตามกลอุบายทั้งหมดนี้จะสามารถปกปิด
หรือ รอดหูรอดตาของ อู่ อวี้ ไปได้อย่างไร?
เขาเปล่งเสียงหัวเราะดั่งผู้มีชัยมานานมากแล้ว
ภายใต้เนตรเพลิงเขา อู่ อวี้ สามารถมองเห็นร่าง
ต้นของ ปีศาจตั๊กแตนวายุ ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
แม้ว่ามันจะใช้ร่างแยกยากมากมายปิดบังซ่อน
ตัวตนเอาไว้ก็ตาม แต่กลอุบายเพียงเท่านี้จะ
สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของ อู่ อวี้ ไปได้อย่างไร!?
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วรุนแรงอย่างที่สุด!
ยาม อู่ อวี้ ฟาดพลองลงไปประหนึ่งทิ้งทุ่นระเบิด
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ได้สำแดงปลดปล่อยพลังพลานุ
ภาพออกมาถึงขีดสุด ทันใดนั้นมังกรเทวะอัคคี ก็
บดขยี้ฉีกกระชาก วายุโพธิสัตว์ จนเปิดออก!
“ม่ายยยย!!!!” ปีศาจตั๊กแตนวายุ เปล่งเสียงกรีด
ร้องขึ้นมาอย่างโหยหวน ฉับพลัน วายุโพธิสัตว์ ก็
ถูกทำลายมันก็สลายหายไปในบัดดล ซึ่งในเวลานี้
ร่างแยกของ ปีศาจตั๊กแตนวายุ ได้สูญเสียการ
ควบคุมไปโดยสิ้นเชิง ในขณะที่พวกมันกำลังยืน
เคว้งคว้าง ส่วนร่างหลักของมันก็ถูกพลังระเบิดอัด
กระแทกบดขยี้อย่างรุนแรง ร่างที่ไร้ซึ่งพลังใด ๆ
ทรุดร่วงลงกองกับพื้น โลหิตอาบท่วมผืนแผ่นดินที่
หยัดยืน ดูอเนจอนาถอย่างถึงที่สุด ภายใต้การ
เปลวอัคคีเผาผลาญของ เสามังกรสมุทรคลั่ง ร่าง
ต้นของมันได้ถูกย่างสด จนไหม้ดำเป็นตอตะโก
อย่างเห็นได้ชัด การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงแค่สามารถ
บดขยี้ทำลายมันได้โดยตรง ทว่าหากยังปล่อยเวลา
ให้ยืดยาวต่อไป ต่อให้ยอดฝีมือช่วยฟืนฟูรักษา ก็
ยากที่จะฟืนคืนกลับสู่สมบูรณ์ดังเดิมได้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ร่างแยกที่หลุดออกจาก
การควบคุมของมัน ค่อย ๆ สูญสลายกลายเป็นเถ้า
ธุลีไปทีละตัวที ๆ
ภายใต้ผืนฟั้านี้ เสมือนราวกับว่ามีเพียง อู่ อวี้ ยืน
อยู่ด้วยท่าทางผ่อนคลายเพียงผู้เดียวจน เขาเก็บ
เสามังกรสมุทรคลั่ง ด้วยท่าทางราวกับว่าไม่มีผู้ใด
อยู่บนท้องนภา เขาดูสงบนิ่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
พละกำลังความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมานั้น
ราวกับว่ากำลังแค่เล่นสนุกอยู่ หลังจากโค่นคู่ต่อสู้
ลงได้อย่างง่ายดาย ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูก็กล่าวขึ้น
ว่า ” ฝั่ายไหนแพ้ ฝั่ายไหนชนะ ทุกคนคงประจักษ์
แก่สายตาแล้วใช่หรือไม่? ”
การประลองครั้งนี้ อู่ อวี้ สามารถกำชัยชนะจาก
ปีศาจได้
สำหรับครั้งแรกในการประลองต่อสู้ เขาก็สามารถ
คว้าชัยชนะมาเป็นของตนเองได้ ผลลัพธ์ในครั้งนี้
ได้สร้างความตื่นตะลึงให้เกือบทุกผู้คน ทว่า อู่ อวี้
หาได้รู้สึกตื่นเต้นหรืออัศจรรย์ใจแต่อย่างใด เพราะ
สุดท้ายแล้วเขาก็รู้ว่าผู้อื่นยังประเมินตัวเขาต่ำไป
มาก คงต้องกล่าวว่าหลังจากสงครามเทพมารได้
ผ่านพ้นไป พลังฝีมือแลความแข็งแกร่งของเขา ก็
เปลี่ยนแปลงก้าวรุดหน้าขึ้นอย่างใหญ่หลวง
” อู่ อวี้ แห่ง นครจักรพรรดิเพลิง เป็นผู้ชนะ ”
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู เหล่มองเขาด้วยสายตาที่
เปียมล้นไปด้วยความชื่นชม อีกทั้งยังอดไม่ได้ที่จะ
ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
จอมจักรพรรดิ ก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่าง
สะใจด้วยเช่นกัน
โชคดีที่มี อู่ อวี้ มาช่วยกู้หน้า กู้สถานการณ์
ไม่เช่นนั้น นครจักรพรรดิเพลิง คงได้เสียหน้าอย่าง
ย่อยยับ ด้วยเพราะการประลองรอบที่แล้ว ๆ เขา
ไม่สามารถปล่อยให้ตัวแทนจากนครจักรพรรดิ
เพลิงพ่ายแพ้ตั้ง 3 รอบแรกได้…
ทว่าสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีได้ก็คือ ยิ่งการต่อสู้ดุเดือด
มากเท่าไหร่ อันตรายความเสี่ยงก็ยิ่งทวีมากขึ้น
เท่านั้น!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ