กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 530 : ศรดาราลาสวรรค
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ความแข็งแกร่งของฝั่าย
ตรงข้าม มีเพียงผู้เดียวที่พอจะมีฝีมือสูสีเทียบเคียง
กับมันได้นั่นก็คือ คือ วู ซาน เซี่ยชือ เมื่อผู้คนแล
เห็นว่า อู่ อวี้ ต้องมาประลองกับผู้มีฝีมือเหนือกว่า
ราวฟั้ากับเหว พวกเขาต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก
เวทนาสงสารในโชคชะตาความโชคร้ายของ อู่ อวี้
ทว่าฝูงชนต่างไม่คาดคิดว่า เมื่อแรกก้าวเข้าสู่
สนามประลอง อู่ อวี้ กลับแสดงท่าทียโสโอหังหยิ่ง
ทะนงเช่นนี้!
ในสายตาของฝูงชน ไม่ว่าจะเป็นท่าทีหรือถ้อย
วาจาของเขา ไม่ต่างจากกระต่ายน้อยกำลังยั่ว
โทสะราชสีห์
ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ฝูงชนคงจะหัวร่อกันอย่างงอ
หายเลยทีเดียว แต่ยังนับว่าโชคดีเพราะหลายครั้ง
หลายครา อู่ อวี้ มักจะสร้างปาฏิหาริย์ให้เห็นอยู่
เสมอ เขามักจะท้าทายขีดจำกัดความเชื่อ แล
จินตนาการของทุกผู้คนซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยเหตุนี้
ผู้คนจึงต่างสงวนท่าที ไม่กล้าเปล่งเสียงหัวเราะ
ออกมาดังมากนักเพราะกลัวว่าจะหัวเราะเก้ออีก
ครั้ง
สำหรับผู้คนที่กำลังมองดู อู่ อวี้ แสดงท่าทีเช่นนี้
ออกมา คงอธิบายได้เพียงแค่ว่าสิ่งที่เขากระทำนั้น
ช่างเป็นเรื่องชวนขบขันน่าตลกสิ้นดี
ภายใต้ความสนใจจ่าฝูงชนนับหมื่นนับพัน เมื่อได้
ยิน อู่ อวี้ เปล่งวาจายั่วยุเช่นนี้ออกมา ต่างก็อด
ไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาน้อย ๆ โดยเฉพาะผู้คนจาก
ตระกูลเทียนอี้ ท่ามกลางฝูงชนที่สนิทชิดเชื้อกับ
เหอไท่ จวิน ทุกผู้คนต่างกำลังอึ้งตะลึงงัน จากนั้น
ก็อดสำลักหัวเราะออกมาไม่ได้
” พี่ชายไท่จวิน คู่ต่อสู้ของท่านกำลังดูถูกท่านอยู่
แน่ะ เห็นทีท่านคงจะปฏิเสธการต่อสู้ไม่ได้เสียแล้ว
”
ถัดออกไปจาก เหอไท่ จวิน คือกลุ่มหญิงสาวผู้มีรูป
โฉมสคราญตาจิ้มลิ้มน่ารักของตระกูลเทียนอี้ ซึ่งง
กำลังพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกเสียงดังจ๊อกแจ๊กจอแจ
อย่างต่อเนื่อง
หญิงสาวของตระกูลเทียนอี้ แทบจะทั้งหมดมี
รูปลักษณ์ท่าทางละม้ายคล้ายคลึงกัน ซึ่งก็
ค่อนข้างดูดีไม่น้อยเลยทีเดียว
” ฮ่า ฮ่า ถ้าข้าถูกหัวเราะเยาะเย้ยเช่นนี้ ข้าขอตาย
ๆ ไปเสียจะยังดีกว่า ที่จริงข้าเริ่มผุดความคิด
ขึ้นมาว่า นครจักรพรรดิเพลิง มันก็แค่งั้น ๆ
หลังจากผ่านไปหลายร้อยปี เห็นทีจะถึงคราตระกูล
ของเราจะได้กลับมาผงาดอีกครั้ง ”
คนตระกูลเทียนอี้อยู่ในดินแดนที่ห่างไกลจาก ทวีป
แห่งทวยเทพ ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงค่อนข้างหลง
ตัวเอง มักจะคิดว่าตระกูลของพวกมันนั้นเป็นแกน
หลัก แม้แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์หลายพันปียัง
ได้จารึกเอาไว้ว่า ตระกูลเทียนอี้ ของพวกมันเป็นผู้
ครอบครอง ทวีปแห่งทวยเทพ อย่างแท้จริง ไม่ว่า
จะเป็น นครจักรพรรดิเพลิง , นิกายเซียนซูซัน
หรือ พรรคซ่างหยวน ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน
ท่ามกลางเสียงหัวร่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน
ของ หญิงสาวของตระกูลเทียนอี้ ทว่า เหอไท่ จวิน
กลับยิ้มอย่างอ่อนโยน ท่าทีสมกับเป็นผู้ใหญ่ดู
องอาจผ่าเผยสุขุมสง่างาม หลังจากนั้นเขาก็โบก
สะบัดชายแขนแล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ ถือเป็นบุคคล
ผู้มีอิทธิพลแห่งยุคสมัย การที่ข้าสามารถมาเป็นคู่
ต่อสู้ของเขานั้นถือเป็นเกียรติยิ่งแล้ว หากข้าพลาด
พลั้งประมาทแม้แต่เพียงก้าว อาจจะพ่ายแพ้เสีย
ท่าให้แก่เขาได้ ”
อันที่จริงแล้วถ้อยคำที่เขากล่าวออกมา เป็นเพียง
แค่คำเสียดสีประชดประชันเพียงเท่านั้น ซึ่งทุก
ผู้คนที่นี่ต่างก็เข้าใจนัยแอบแฝงนี้ได้เป็นอย่างดี
ฉะนั้นทุกผู้คนของตระกูลเทียนอี้จึงเปล่งเสียง
หัวเราะออกมาอย่างสรวลเสผ่อนคลาย คงต้อง
กล่าวว่าตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนปัจจุบัน เปั้าหมาย
หลักที่พวกเขาหมายมั่นกำจัด วู ซาน เซี่ยชือ
ยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้มีชื่อเสียงโด่งดัง
เป็นยอดยุทธหนึ่งในใต้หล้า ของทวีปแห่งทวยเทพ
ณ เวลานี้ เหอไท่ จวิน มีท่าทีผ่อนคลายยิ่งนัก ทั้ง
รูปโฉมยังหล่อเหลาโดดเด่น ให้ความรู้สึกองอาจ
สง่างาม ดูภูมิฐานเป็นผู้ใหญ่สมดั่งเป็น ‘พี่ใหญ่’
แห่งตระกูลเทียนอี้ บัดนี้มันขึ้นมายืนอยู่บนสนาม
ประลองซ่างเซียน เบื้องหลังของมันล้วนเป็นสตรีผู้
มีรูปโฉมงดงามแห่งตระกูลเทียนอี้หลายร้อยคน
กำลังส่งเสียงกรีดร้องให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม
ดูสนุกสนานมีชีวิตชีวาไม่น้อยทีเดียว
” พี่ชายไท่จวิน อย่าลืมช่วยสงเคราะห์มันผู้นั้น ให้
ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานสักหน่อยล่ะ ”
” ปล่อยให้กบก้นบ่อ นครจักรพรรดิเพลิง ตัวนี้ ได้
ประจักษ์ถึงพลังที่แท้จริงของผู้ครอบครอง ทวีป
แห่งทวยเทพ ว่าเราพลังมากเพียงใด ”
” เด็กน้อยยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้ เพียงแค่บังเอิญ
โชคดีมีชื่อเสียงเข้าหน่อยเลยทำให้มันเหลิงลำพอง
ตน เห็นทีคงต้องสั่งสอนให้มันได้รู้ว่าฟั้าสูงแผ่นดิน
ต่ำเป็นเช่นไร ให้มันได้รู้ว่าเหนือฟั้ายังมีฟั้า เมื่ออยู่
ในโลกกว้างมันไม่สามารถหยิ่งผยองลำพองตน
เช่นนี้ได้ ”
ผู้ที่กล่าวถ้อยคำนี้เป็นสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามยิ่ง แต่
ถ้อยวาจาที่นางเปล่งออกมากับหยาบกระด้าง ตรง
ข้ามกับรูปโฉมของนางอย่างสิ้นเชิง เสมือนดั่งตบ
หน้าผู้คนของ นครจักรพรรดิเพลิง รวมถึงกอง
ทหารอย่างน้อยนับพันนาย ซึ่งก็แน่นอนว่าพวก
เขาหาได้รู้จักมักจี่สาวน้อยเหล่านี้แม้แต่น้อย
หลังจากการประลองต่อสู้ในครั้งนี้สิ้นสุดลง แล้วจะ
ได้เห็นกันว่าผู้ใดคือแกนหลักที่แท้จริงของ ทวีป
แห่งทวยเทพ
ในเวลานี้ เหอไท่ จวิน กำลังลอยคว้างอยู่เหนือ
สนามรบซ่างเซียน บนใบหน้าของมันแสดงรอยยิ้ม
มั่นอกมั่นใจออกมาให้เห็น ขณะที่มันกำลังมองไป
ทาง อู่ อวี้ ราวกับผู้อาวุโสกำลังจ้องมองผู้เยาว์
แล้วกล่าวว่า ” เจ้าหนุ่มน้อย ตัวเจ้าเองก็ร่วงรู้ดีว่า
ฝีมือของข้าเทียบเท่ากับ เฉิน ชิงเหยา ผู้ซึ่งเคยจะ
กลายเป็นอาจารย์ของเจ้า ตั้งแต่เจ้ายังไม่ถือกำเนิด
เลยด้วยซ้ำ การแสดงออกของเจ้าในวันนี้ก็นับว่า
กล้าหาญไม่เบาทีเดียว คิดว่าเหนือชั้นกว่าข้า
เช่นนั้นรึ? ไม่ใช่ว่านี่หมายความ เจ้าก็คิดอาจหาญ
กับ เฉิน ชิงเหยา เช่นไรหรือไม่? ”
ดูเหมือนว่ามันจะดึง จอมกระบี่ชิงเหอ แห่งนิกาย
เซียนซูซัน เข้ามาเกี่ยวกับบทสนทนานี้ด้วย ซึ่งใน
เวลานี้ เฉิน ชิงเหยา ก็กำลังยืนอยู่บนกระบี่มอง
พวกเขาทั้งสองอยู่เช่นกัน
อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นมอง เฉิน ชิงเหยา เขาก็ส่งยิ้ม
กลับมาให้แก่ อู่ อวี้ ซึ่งรอยยิ้มนี้หมายความว่าเขา
หาได้แยแสในคำพูดของ เหอไท่ จวิน
เมื่อได้ยิน เหอไท่ จวิน กล่าวเช่นนี้ออกมา อู่ อวี้ ก็
ตอบกลับไปว่า ” การที่ข้าเคารพนับถือ จอมกระบี่
ชิงเหอ หาได้เกี่ยวข้องกับพละกำลังหรือความ
แข็งแกร่งแต่อย่างใดไม่ ด้วยเพราะฝีมือของข้านั่น
มาไกลเหนือกว่าเขามากแล้ว ซึ่งในวันนี้การที่ข้าก็
จะบดขยี้เจ้าย่อมเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ได้ อย่าได้พูดคุยเหลวไหลให้มากความ วัดกันที่
ฝีมือกันเลยดีกว่าเป็นเช่นไร”
เมื่อฝั่ายตรงข้าม สวนกลับสยบด้วยวาจาดุเดือด
เผ็ดร้อนมาเช่นนี้ แผนการที่ เหอไท่ จวิน คิดเอาไว้
ล่วงหน้าว่าจะโจมตีเขาด้วยวาจานั้น กลับถูก อู่
อวี้ บดขยี้ทำลายจนยับเยินอย่างง่ายดาย แม้ว่า
เหอไท่ จวิน ยังไม่ได้แสดงว่ามันมีฝีมือสูงส่งมาก
เพียงใด อีกทั้งสายตาของมันยังคงไว้ซึ่งความ
อ่อนโยนสงวนท่าที แต่ภายในใจของมันนั้นได้
ตัดสินบางอย่างไปแล้ว ว่ามันจะต้องสอนบทเรียน
ล้ำค่าให้กับเด็กรุ่นหลัง ผู้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเยี่ยงนี้
” ย่อมได้ ๆ ถ้าเช่นนั้นข้าจะจัดให้ตามที่เจ้า
ปรารถนา ” เหอไท่ จวิน ยิ้มออกมาเล็กน้อย ราว
กับว่าหาได้แยแสคำพูดยั่วยุปลุกปันของ อู่ อวี้
แม้แต่น้อย สิ่งที่ฝูงชนเห็นอยู่ในตอนนี้คือมันกำลัง
ก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างจาก อู่ อวี้ ซึ่งระยะเท่านี้
เป็นระยะที่ตระกูลเทียนอี้ต่างต้องการ เพราะเป็น
ระยะที่จะสามารถใช้ทักษะการยิงลูกเกาทัณฑ์
ออกไปได้อย่างแม่นยำไม่พลาดเปั้า
สำหรับศึกปะทะกันด้วยวาจานี้ ในสายของทุกผู้คน
แลเห็นว่าว่า เหอไท่ จวิน ยังคงสุขุมมั่นคงดุจหิน
ผา ท่าทีการแสดงออกประดุจดั่งเป็นผู้ยอดยุทธ
หนึ่งในใต้หล้า ส่วน อู่ อวี้ นั้นมีอายุน้อยกว่า
อนาคตในภายภาคหน้าของเขายังคงไม่อาจคาด
เดา ด้วยเพราะตัวเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์แข็งแกร่ง
น่าเหลือเชื่อ แต่ทว่าในตอนนี้คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ คือ
เหอไท่ จวิน ผู้มีฝีมือสองล้ำเลิศทั้งยังอาวุโสกว่า
เขามากนัก
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การต่อสู้ครั้งนี้จะต้องเป็นการ
ประลองที่เข้มข้นดุเดือดอย่างที่สุดเป็นแน่!
เหอไท่ จวิน ซึ่งอยู่ในฐานะปรมาจารย์ของตระกูล
เทียนอี้ ไม่ต้องสุภาพฤาชักช้าลังเลอีกต่อไป มันได้
หยิบศาสตราเต๋าออกมา แม้ศาสตราทั้ง 2 ชิ้นนี้หา
ใช่ศาสตราเต๋าวิถีแท้ แต่ระดับของมันก็ใกล้เคียง
กับศาสตราเต๋าวิถีแท้ ไม่ว่าจะเป็นเกาทัณฑ์หรือลูก
เกาทัณฑ์ บนพื้นผิวศาสตราต่างมีวงเวทประทับอยู่
นับพันวง
ระดับของศาสตรานี้อยู่ในระดับ ศาสตราสถิต
วิญญาณ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียง ศาสตราสถิต
วิญญาณ แต่อันที่จริงแล้วฤทธานุภาพของมันนั้น
ทรงพลังเทียบเคียงได้กับศาสตราเต๋าวิถีแท้เลย
ทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อศาสตราทั้งสองถูกใช้ผสาน
ด้วยกัน
ด้วยขนาดที่เหมาะสมยิ่งของเกาทัณฑ์ กับ ลูก
เกาทัณฑ์ ศาสตราทั้ง 2 ชิ้นถูกวางผสานร่วมกัน
อย่างเหมาะเจาะ นับเป็นความสามารถที่สวรรค์
ประทานให้แก่ตระกูลเทียนอี้ ซึ่งอานุภาพของมัน
ใกล้เคียงกับกระบี่คู่ของ อู่ อวี้ เลยทีเดียว
เกาทัณฑ์และศรของ เหอไท่ จวิน มีนามว่า
‘เกาทัณฑ์รุ้งทะลวงตะวัน’ กับ ‘ศรดาราล่าสวรรค์’
!
มันเป็นศาสตราวุธที่เลื่องลือบรรลือนามมากที่สุด
ใน ตระกูลเทียนอี้ ซึ่งผ่านการสืบทอดมาหลายชั่ว
อายุคน! ผู้ครอบครองมันในอดีต คือผู้เยาว์หนุ่ม
สาวผู้เป็นเสาหลักของตระกูลเทียนอี้ในแต่ละรุ่น
และมันผู้นั้นคือบุคคลแห่งยุคสมัยอย่างแน่นอน!
เช่นผู้นำตระกูลทางฝังบุรุษ จิน ซ่างเสิน คือผู้
ครอบครองศาสตราวุธชิ้นนี้คนล่าสุด
และ จิน ซ่างเสิน ก็ส่งต่อศาสตราสถิตวิญญาณคู่
ให้กับ เหอไท่ จวิน ด้วยมือของตนเอง ซึ่งนี่เป็นข้อ
พิสูจน์ยืนยันได้อย่างแจ่มชัดว่า เหอไท่ จวิน คือ
ผู้นำตระกูลฝังบุรุษของตระกูลเทียนอี้รุ่นต่อไป เป็น
หนึ่งในผู้สืบทอดที่มีโอกาสมากที่สุด หากมัน
สามารถบำเพ็ญตนจนบรรลุอาณาจักรก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะ และเมื่อ จิน ซ่างเสิน แก่ชรา
อายุขัยใกล้ถึงขีดจำกัด มันก็สามารถรับช่วงต่อ
กลายเป็นประมุขตระกูลคนต่อไปได้
ดังนั้นเมื่อ ‘เกาทัณฑ์รุ้งทะลวงตะวัน’ กับ ‘ศรดารา
ล่าสวรรค์’ ปรากฏขึ้น เหล่าสตรีแรกแย้มของ
ตระกูลเทียนอี้ ก็พากันกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
พวกนางต่างจับจ้องไปยัง เหอไท่ จวิน ด้วยความ
คลั่งไคล้หลงใหล เมื่อสาวงามแสดงความคลั่งไคล้
ออกมาอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ ทำให้ความงามนี้ดูด้อย
ค่าลงไปอย่างถนัดตา
เหอไท่ จวิน เคยชินกับการปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว
ดังนั้นในเวลานี้มันจึงกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจเพียง
เท่านั้น มันถือจับเกาทัณฑ์ไว้ในมือข้างหนึ่ง และ
ถือลูกศรไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง จากนั้นศรดาราล่า
สวรรค์ก็ถูกวางทาบไว้บนเกาทัณฑ์รุ้งทะลวงตะวัน
ในช่วงเวลานี้เอง มันดูเสมือนดั่งเทพสวรรค์ใน
ตำนาน ผู้ก้าวออกมาจากหน้าประวัติศาสตร์ เป็น
เทพผู้ทรงฤทธานุภาพ ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่ใน
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 9 ใกล้จะบรรลุสู่
ระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะเข้าไปทุกขณะ บังเกิด
เป็นแรงกดดันอันมหาศาลอย่างที่ อู่ อวี้ ไม่เคยพบ
พานมาก่อน!
โดยเฉพาะส่วนปลายของ ศรดาราล่าสวรรค์ บัดนี้
มันได้ถูกเล็งมายังตำแหน่งหว่างคิ้วของ อู่ อวี้ ซึ่ง
มันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่าบัดนี้เขากำลังถูก
ปลายกระบี่จ่อมายังศีรษะ
” เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมยังอย่างเจ้า กลับ
หาญกล้ามาท้าทายข้างั้นรึ? ” เหอไท่ จวิน หัวเราะ
ขึ้นอย่างเย้ยหยัน หลังจากเกาทัณฑ์และศรถูก
เตรียมพร้อมแล้ว จากนั้นมันก็เริ่มปลดปล่อยพลัง
อิทธิฤทธิ์ของตนเอง ชั่วขณะต่อมา ตรงใจกลาง
ตำแหน่งระหว่างคิ้วของมันก็บังเกิดแสงสีทองส่อง
สว่างเจิดจ้า แผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งร่างของมันไว้
เสมือนดั่งรังไหม อักขระสัญลักษณ์แทบทุกชนิด
ไหลเวียนอยู่บนพื้นผิวของรังไหมแสงนี้!
ในช่วงเวลานี้เอง อู่ อวี้ ก็สัมผัสได้ถึงการ
เปลี่ยนแปลงบางอย่างจากดวงตะวันอันร้อนแรง
บนท้องนภา ไม่คาดคิดว่าแสงจากดวงตะวันซึ่ง
มองเห็นแต่ไม่อาจสัมผัส จักถูก เหอไท่ จวิน ดึงดูด
ลงมา ลำแสงตะวันสีทองสายหนึ่ง สาดส่องลงมา
บนร่างของ เหอไท่ จวิน และสิ่งนี้ทำให้ เหอไท่
จวิน ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากแสงตะวัน
อันเจิดจ้า เมื่อผสานรวมเข้ากับพลังอำนาจจาก
แก่นแท้ตำหนักม่วง ของพื้นฐานฝึกตนในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9 ทำให้บังเกิดเป็น
พลังอำนาจอันมหาศาลกำลังค่อย ๆ หลอมรวมอยู่
บนร่างของมัน ส่งผลให้ยามนี้ดูเสมือนราวกับว่า
เหอไท่ จวิน หลุดจากยุคสมัยอดีตกาลอันไกลโพ้น
ดูเก่าแก่โบราณอหังการเป็นอย่างยิ่ง!
อู่ อวี้ กระพริบตา
” เนตรเพลิงขั้นที่ 3 มีความสามารถในการดูดซับ
แสงเปลวเพลิง จากดวงตะวัน ผสานหลอมร่วม
ควบแน่นอยู่บนดวงเนตรทั้งสองข้าง พร้อมกับ
ปลดปล่อยออกไปในชั่วพริบตา บังเกิดเป็นมหันต
ภัยทำลายล้างสิ้นสูญ บดขยี้กวาดล้างทุกสรรพสิ่ง
ส่วนพลังอิทธิฤทธิ์ ‘วิญญาณตะวันคลั่ง’ ของ เหอ
ไท่ จวิน มีความสามารถที่คล้ายคลึงกับเนตรเพลิง
ของข้า นั้นก็คือการดูดซับพลังเผาผลาญจากแสง
ตะวัน หลอมรวมผสานไว้บนศาสตรา! ถึงแม้ว่า
ทักษะจะคล้ายคลึงกัน แต่ทว่าเนตรเพลิงของข้า
ย่อมเหนือกว่าอย่างแน่นอน! ”
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ อู่ อวี้ พยายามขัด
เกลายกระดับ เนตรเพลิง เข้าสู่ขั้นที่ 3 แต่ก็หาได้มี
ความคืบหน้าเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเฝั้าศึกษาพลังอิทธิฤทธิ์
‘วิญญาณตะวันคลั่ง’ ของ เหอไท่ จวิน เขาก็เก็บ
เกี่ยวความรู้แจ้งได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
บัดนี้ภายใต้พลังอิทธิฤทธิ์ วิญญาณตะวันคลั่ง ของ
เหอไท่ จวิน หนึ่งคน หนึ่งศร หนึ่งเกาทัณฑ์ ได้
ผสานรวมกันเป็นหนึ่ง ด้วยพื้นฐานฝึกตน ซึ่งถือ
เป็นข้อได้เปรียบอันใหญ่หลวงของมัน ในเวลานี้
พลังพลานุภาพของ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
ระเบิดพวยพุ่งออกอย่างยิ่งใหญ่หาผู้ใดเปรียบ หาก
เปรียบเทียบ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ของผู้อื่น
เป็นเพียงแค่ทะเลสาบ ทว่าของ เหอไท่ จวิน นั่นก็
คือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล!
ภายใต้การหนุนนำของทะเลมรกต ไม่ว่ามันจะใช้
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน หรือ มหาวิถีเชื่อมสวรรค์
พลังอำนาจของมันก็อยู่เหนือเกินกว่าคนธรรมดา
ทั่วไปแล้ว
“หมื่นศรทะลวงใจ!”
ในเวลานี้ เหอไท่ จวิน ใช้เวลาเพียงเสี้ยวลม
หายใจ ดึงสายเกาทัณฑ์พร้อมยิง รวมถึง เคล็ด
วิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมเสร็จ
สิ้นแล้ว บัดนี้ ‘ศรดาราล่าสวรรค์’ ก็ถูกยิงออกจาก
‘เกาทัณฑ์รุ้งทะลวงตะวัน’ ในชั่วพริบตา ศรดารา
ล่าสวรรค์ศร ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นศรนับหมื่น
ทะยานปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฝั้า เฉกเช่นดั่งหาพิรุณ
พร่างพรม เสมือนราวกับว่ามันกำลังตรงดิ่งเข้ามา
หาหมายมาดสังหาร อู่ อวี้ จากทั่วทุกทิศทาง!
วิชาเกาทัณฑ์ของมัน ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
โดยเฉพาะตรงส่วนปลายของ ศรดาราล่าสวรรค์
พลังอำนาจของมันแม่นยำเฉียบคมทรงพลานุภาพ
ถึงแก่ชีวิต เมื่อต้องอยู่ภายใต้ศรเกาทัณฑ์นับหมื่น
สามารถจินตนาการได้ในว่า แม้ อู่ อวี้ จะมีกาย
เนื้อที่แข็งแกร่งทรงพลังเพียงใด ก็คงไม่อาจทาน
ทนได้
การที่ เหอไท่ จวิน เคลื่อนไหวโจมตีอย่างรุนแรง
หนักหน่วงเช่นนี้ก็เพราะว่า มันไม่ต้องการให้ อู่ อวี้
มีโอกาสได้ต่อสู้สวนกลับ
ด้วยพลังอำนาจของหมื่นศรทะลวงใจ ทำให้ทุก
ผู้คนที่ได้แลเห็นภาพนี้ต่างตื่นตระหนกตกใจอย่าง
ที่สุด ด้วยเพราะ ศรดาราล่าสวรรค์ ทุกดอกที่
ปรากฏขึ้นบนสนามประลองซ่างเซียน ประดุจดวง
ดาราที่พุ่งตกลงมาจากท้องนภา ด้วยความเร็วสูง
สูงสุดอย่างยากจะเปรีบบปาน
เมื่อต้องเผชิญกับเคล็ดวิชาเต๋าเช่นนี้ ดูเหมือน อู่
อวี้ จะเสียเปรียบอยู่เล็กน้อย ผู้คนที่เฝั้ามองดูเต่า
งอดเป็นห่วงกังวลไม่ได้ว่า เขาจะสามารถโชคดีได้
อยู่อีกหรือไม่ นับตั้งแต่สมัยโบราณอัจฉริยะ
มากมายล้วนถูกสังหารตกตายลงใน ‘ศึกมังกร
สวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ ด้วยเพราะความ
ผิดพลาดเพียงก้าว
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อู่ อวี้ กลับสงบสุขุมกว่า
ใคร ๆ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ จะเหนือการ
ควบคุมของเขาก็ตามที ดวงตาของเขายังคงสงบ
นิ่ง บัดนี้ร่างกายของเขาได้บังเกิดการเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกับ หนานกง เหว่ย ทว่าเขาหาได้
กลายเป็นหงส์เพลิงไม่ แต่กลับกลายเป็นวานร
ทองคำ
จากนั้นเขาก็ดึงเส้นขนออกมานับพันเส้น พร้อมกับ
เปั่าออกไป เส้นขนนับพันฟุั้งกระจายออกไป
ตามมาด้วยสุรเสียงดัง ตูมมมม!!! จากนั้นก็ปรากฏ
วานรทองคำนับพันตัว ซึ่งมีรูปลักษณ์เสมือนดั่ง อู่
อวี้ ทุกประการ
วานรทองคำหนึ่งพันร่างรวมกับร่างต้นของ อู่ อวี้
อีกหนึ่ง กลายเป็น 1,001 ร่าง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ