กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 532 : ภาพวาดวิหารเซียน
ในความเป็นจริง ชื่อเสียงของ เห่อไท่ จวิน
แข็งแกร่งเช่นเดียวกับความสามารถของมัน แต่
การที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เป็นเพราะว่า อู่ อวี้
นั้นเก่งกาจเกินกว่าจินตนาการของใครหลายๆคน !
อู่ อวี้ ได้อาศัยเคล็ดระเบิดพลังคลั่งผนวกกับ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ขั้นสูง จึงจะสามารถต้านท้าน
ลูกศรของตระกูลเทียนอี้ได้ อีกทั้งยังได้สนับสนุน
จากพลังอิทธิฤทธิ์ทั้ง 2 อย่าง เคล็ดหลอมวิญญาณ
และ ร่างอวตารนอกวิถี เขาจึงจะสามารถเอาชนะ
คู่ต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การที่เขาเอาชนะ เห่อไท่ จวิน ได้ ย่อมไม่ง่ายดาย
อย่างที่เห็นเบื้องหน้า
เมื่อมองไปรอบๆ โดยเฉพาะทางด้านของตระกูล
เทียนอี้ ก่อนหน้านี้ที่คนนับพันต่างตื่นเต้นและ
ฮึกเฮิม ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม การ
แสดงออกเป็นเช่นเดียวกับ เห่อไท่ จวิน ตระกูล
เทียนอี้ ที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง แต่ในตอนนี้
เมื่อมันพบกับความล้มเหลวโดยที่ไม่คาดคิด ทำให้
ใบหน้าของพวกมันกลายแข็งทื่อ และรวมถึงผู้นำ
ตระกูลทั้ง 2 ด้วย
กระทั่งใบหน้าของผู้นำตระกูลทั้ง 2 คน ยังแข็งทื่อ
ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนอื่นๆจะเป็นเช่นไร
บางทีพวกมันอาจะรู้สึกขายหน้าเป็นอย่างมาก จน
อยากจะมุดแผ่นดินหนี
“ผู้ชนะได้แก่ นครจักรพรรดิเพลิง อู่ อวี้ ” เมื่อ
คำพูดของ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ถูกประกาศ
ออกมา ภายในระยะเวลาสั้นๆ มันก็ได้
แพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพจนสะเทือน
ลือลั่นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อ อู่ อวี้ เอาชนะ เห่อไท่ จวิน ย่อมกลายเป็น
ข่าวใหญ่หลวง ก่อนหน้านี้การต่อสู้กับ จักรพรรดิ
มาร ในสงครามระหว่างผู้ฝึกตนนอกรีตนั้นน่ากลัว
มากเกินไป ความสามารถของเขาจึงได้ถูกปกปิด
เอาไว้ แต่ยามที่ความสามารถถูกฉายแวว ในศึก
มังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ ทุกคนจึงประจักษ์ถึง
ความสามารถที่แท้จริงของเขาด้วยตนเอง!
ผู้เข้าร่วมทั้ง 3 คนของนครจักรพรรดิเพลิง ได้พ่าย
แพ้ไปแล้ว 2 คน อีกทั้ง อู่ อวี้ ยังได้เผชิญหน้ากับคู่
ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดถึง 2 คน แต่เขากลับได้รับชัย
ชนะมาอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งในครั้งนี้เขาได้เอาชนะ
ตัวเต็งหนึ่งในสองอย่าง เห่อไท่ จวิน! ทั้งหมดทั้ง
มวลนี้จะไม่ทำให้ เหล่าหัวหน้ากองพัน และ เหล่า
ทหารแห่งนครจักรพรรดิเพลิง ตะโกนโห่ร้องดีใจได้
อย่างไร?
ก่อนหน้านี้คนจากตระกูลเทียนอี้ พวกมันต่างก็
เยาะเย้ยและเหน็บแนมนครจักรพรรดิเพลิง ใน
เวลานี้พวกมันจึงราวกับถูกตบเข้าไปยังใบหน้า
อย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่นครจักรพรรดิเพลิงเท่านั้น
แม้แต่ปฏิกิริยาของพรรคนิกายอื่น ในเวลานี้ต่างก็
ส่งเสียงโห่ร้องดังสะเทือนเลือนลั่นเช่นกัน!
มีเพียงแค่นิกายเซียนซูซันที่ค่อนข้างจะวางตัวไม่
ถูก ถึงแม้ว่ามีบางคนจะชื่นชมจากใจจริง แต่พวก
เขาเหล่าก็ไม่อาจจะส่งเสียงให้กำลังใจได้ในเวลานี้
สุดท้ายยิ่งส่งเสียงโห่ร้องดังเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถ
อธิบายถึงความสูญเสียที่ซูซันได้รับจากการขับไล่
เขาออกมากเท่านั้น……..
เสียงตะโกน อู่ อวี้ ดังสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขาอย่าง
ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนทางด้าน เห่อไท่ จวิน มัน
ได้ถอยกลับไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มตระกูลเทียนอี้
บัดนี้มันก็ไม่อาจจะสู้หน้าใครได้สักคน
ผู้คนมองไปยังตระกูลเทียนอี้ ปรากฎเป็นใบหน้า
ของพวกมันที่ซึ่งแข็งค้างไปอย่างเงียบงัน บางคน
ถึงกับร้องไห้ออกมา บางคนถึงกับรู้สึกเหมือนกับ
ความเชื่อมั่นของพวกมันพังทลายลงไป!
อู่ อวี้ ก็จับจ้องไปยังรอบๆเช่นกัน
ทางฝังของ ปีศาจ เขากับ จิ่วอิง ยกยิ้มให้กันและ
กัน พวกเขาเอาความเกลียดชังซึ่งกันและกันของ
สองเผ่าพันธุ์ออกไป เขาจึงสามารถสื่อสารกับ
จิตใจของ อู่ อวี้ ได้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากที่จะ
เกิดขึ้น
ด้านข้างของ จิ่วอิง ก็คือ วูซาน เสวี่ยชือ มันเป็น
เปั้าหมายที่แท้จริงของ อู่ อวี้ ในเวลานี้ทั้ง 2 คน
จ้องมองซึ่งกันและกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขา
พร้อมที่จะปะทะกันทุกเมื่อ!
วูซาน เสวี่ยชือ กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ มุม
ปากของมันยกยิ้มเย้ยหยัน บางทีมันอาจจะ
วางแผนไว้ในใจอยู่แล้ว ซึ่งบัดนี้ในที่สุดมันก็มอง อู่
อวี้ สูงขึ้นอีกระดับ และมองว่า อู่ อวี้ เป็นคู่ต่อสู้ที่
อยู่ในระดับเดียวกับมันอย่างสมน้ำสมเนื้อ
แต่ในสายตาของมันก็ยังคงมีความเย็นชาและ
เย่อหยิ่งเหมือนในตอนที่พบกันครั้งแรก ถึงแม้ว่า
มันจะนับว่า อู่ อวี้ เป็นคู่ต่อสู้คนหนึ่ง แต่ก็ไม่คิดว่า
เขาจะมีโอกาสเอาชนะตัวมันเองได้มากเท่าไหร่นัก
อย่างน้อยฝีมือที่ อู่ อวี้ แสดงออกมาในตอนนี้
สำหรับมันแล้วก็ไม่อาจจะสั่นคลอนความ
ภาคภูมิใจของมันได้แม้แต่น้อย
เมื่อคิดไปถึงยามที่เขาไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้
เมื่ออยู่ต่อหน้ามัน ในใจของ อู่ อวี้ จึงบังเกิดเป็น
โทสะ ผนวกกับความลำพองใจที่ วูซาน เสวี่ยชือ
แสดงออกมานี้ มันจึงทำให้เขายิ่งอยากจะเข้าไป
สังหารมันเสียเดี๋ยวนี้
บางทีในตอนนี้ เหล่าผู้คนมากมายที่อยู่ในสนาม
แห่งนี้คงรู้สึกว่า ไม่ วูซาน เสวี่ยชือ ก็ อู่ อวี้ สักคน
ที่จะคว้าอันดับที่ 1 ไปครอง
นอกจากนี้ยังมี หนานกง เหว่ย ที่ปรากฎแววตาลุก
โชน! ในเวลานี้สายตาของนาง พลันปรากฎเปลว
เพลิง 9 สีกำลังหมุนวนอยู่ และสายตาของนาง
ในตอนนี้ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกสดใสร่าเริงอย่างที่เคย
เป็น มีเพียงแต่ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าปรารถนาที่
จะเอาชนะ อู่ อวี้ มันเป็นแรงปรารถนาที่ผลักดันให้
นางก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ฝึกตนอย่าง
บ้าคลั่ง กระตุ้นให้สายเลือดที่แฝงเอาไว้อยู่ใน
ตัวเองปะทุพลังที่หวาดกลัวออกมา
มีเพียงแค่เรื่องของนางเท่านั้นที่ อู่ อวี้ รู้สึกจน
ปัญญา
ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แต่สายตาของนางก็
กำลังบ่งบอกว่านางต้องการจะต่อสู้และต้องการ
เอาชนะ อู่ อวี้ ให้ได้ นี่เป็นจุดประสงค์หลักที่นาง
มายังที่แห่งนี้ สำหรับเรื่องที่นางจะได้รับอันดับที่ 1
หรือไม่ นางไม่สนใจ
“อู่ อวี้ เข้ามา พักผ่อนสักหน่อย การต่อสู้ครั้ง
ต่อไปกำลังจะเริ่มแล้ว” จอมจักรพรรดิ กวักมือ
เรียกเขา ในเวลานี้จอมจักรพรรดิเอ่ยอย่างไม่
เกรงใจใคร เขาเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกรำคาญ ตระกูล
เทียนอี้ เป็นทุนเดิม ยามนี้จึงเอ่ยออกมาอย่างเสียง
ดังเป็นพิเศษ
หลังจากที่ อู่ อวี้ กลับเข้าไปแล้ว ทุกคนที่ยังไม่
อาจจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้ว ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็ได้เริ่มการประลองต่อไปในทันที
ถึงแม้ว่าสนามประลองจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ย่อม
ไม่อาจปกปิดเพชรเม็ดงามเฉกเช่น อู่ อวี้ ได้
ต่อจากนั้น วูซาน เสวี่ยชือ ก็สามารถจัดการกับคู่
ต่อสู้ของมันได้อย่างสบายๆ ยังไม่ทันที่มันจะแสดง
ความแข็งแกร่งอะไรออกมาแม้แต่น้อย มันก็เข้าสู่
รอบ 8 คนได้อย่างง่ายดาย
ส่วน หนานกง เหว่ย นับว่าในครั้งนี้นางนับว่า
ค่อนข้างโชคดี ที่ได้พบกับคู่ต่อสู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
จากการประลองในครั้งที่แล้ว ถึงแม้คู่ต่อสู้จะอยู่ใน
ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 8 แต่หลังจากที่
ผ่านการต่อสู้อันหนักหน่วงมาก็ถูก หนานกง เหว่ย
ทำให้ตกรอบไป
นางได้ใช้พลังของวิหคเพลิงซึ่งผนวกกับ ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ เตาหลอมดับพิภพ ทำให้สามารถ
เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อีกครั้ง
เมื่อดูจากระดับความยากลำบากของการต่อสู้
ใครๆต่างก็ดูออกว่า หนานกง เหว่ย ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้
ของ อู่ อวี้ อู่ อวี้ ที่เพิ่งจะเอาชนะ เห่อไท่ จวิน มา
ได้ เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามก็สามารถเห็นความตั้งใจผ่านสายตา
ของ หนานกง เหว่ย หากนางยังไม่ได้เอาชนะ อู่
อวี้ นางก็ไม่อาจจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตนเอง
ได้ สำหรับนางแล้ว ความสำคัญของการต่อสู้ใน
การประลองนี้ ก็ไม่น้อยไปกว่าสัญญาการต่อสู้ 3 ปี
ระหว่าง อู่ อวี้ กับ เปั่ยซาน ม่อ แต่อย่างใด
แต่หากล้มเหลวในครั้งนี้ นางก็ยังคงมีโอกาสอยู่
เพราะยังไงแล้วชีวิตนี้นับว่ายาวนานยิ่ง ด้วยเพราะ
นางไม่เต็มใจที่จะจบลงเช่นนี้ ฉะนั้นนางจึงดื้อดึง
เพื่อที่จะมีสักวัน….
การประลองในรอบนี้ ดำเนินการมาจนถึงรอบ
สุดท้าย 7 ใน 8 คนได้ถูกคัดเรียกเรียบร้อยแล้ว
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะแนวหน้า
แห่งยุคนี้ นอกจาก อู่ อวี้ กับ หนานกง เหว่ย แล้ว
พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 8 แทบทั้งสิ้น แต่ละคนต่างก็เป็น
ตัวตนอันดับต้นๆบนทวีปแห่งทวยเทพ และการ
ต่อสู้คู่สุดท้าย นับได้ว่ามีความน่าตื่นเต้นเท่ากับ
การต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ กับ เห่อไท่ จวิน
นั่นก็เป็นเพราะว่านี่เป็นการต่อสู้ที่ทุกคนให้ความ
สนใจ
ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนค่อนข้างน่าประหลาด
หลังจากที่เกิดมาไม่นาน ก็เกิดเรื่องราวบุญคุณและ
ความแค้นขึ้น
ทั้งคู่คือ จี้ หลิงหลง แห่งพรรคซ่างหยวน กับ กูซู
หยู๋เตี๋ย แห่งยอดเขานางเซียนกูซู นั่นเอง
พี่น้องร่วมสายเลือด แต่อุปนิสัยของแต่ละคน
แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว บัดนี้พวกนางทั้งสองกำลัง
เดินเข้าสู้สนามการต่อสู้นี้
ถึงแม้จะเห็นว่ารูปลักษณ์ของทั้ง 2 คนจะมีความ
คล้ายคลึงกัน แต่พวกนางกลับให้บรรยากาศที่ไม่
เหมือนกันแม้แต่น้อย หลังจากที่ก้าวเข้าสู่สนาม
ประลองแล้ว อู่ อวี้ และยอดฝีมือบนทวีปแห่งทวย
เทพก็ค่อนข้างจะมีความสงสัยว่ามันจะลงเอยเช่น
ไร
นี่เป็นการต่อสู้แห่งพรหมลิขิต
อู่ อวี้ เข้าใจเป็นอดย่างดีว่าการประลองนี้ถือเป็น
สิ่งกระตุ้นชั้นดี เช่นเดียวกับที่เขากระหายอยากจะ
แก้แค้น วูซาน เสวี่ยชือ เช่น หนานกง เหว่ย ที่
กระหายอยากจะเอาชนะเขา ซึ่ง กูซู หยู๋เตี๋ย ผู้นี้
คาดว่านางอยากจะเอาชนะ จี้ หลิงหลง ผู้ที่มี
ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศ และต้องการจะ
พิสูจน์ตนเอง!
ดังนั้นในเวลานี้ กูซู หยู๋เตี๋ย จึงรู้สึกตื่นเต้นมากเป็น
พิเศษ สตรีผู้ที่มีความงามราวกับผีเสื้อในภาพวาด
สตรีผู้ที่มีรูปร่างงดงามล่มเมือง แต่ท่าทางของนาง
กลับช่างดูโศกเศร้า ดวงตาอันสดใสคู่นั้นของนาง
กำลังจับจ้องไปยังกระโปรงที่กำลังพริ้วไหวอยู่
ท่ามกลางสายลม จับจ้องไปยัง จี้ หลิงหลง ผู้เป็น
เหมือนกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ นางเปิดริม
ฝีปากชมพูขึ้น กล่าวว่า “เจ้ามันช่างน่าสังเวช มี
วาสนา แต่กลับลืมชื่อแซ่ของตนเอง ลืมบ้านเกิด
ของตนเอง ข้าได้หมั่นเพียรฝึกตนในหลายปีมานี้
เพื่อที่จะบอกกับเจ้าในวันนี้ว่าเจ้าไม่ได้เก่งกาจ
มากมายเช่นนั้น และถึงข้าจะเป็นตัวแทนของยอด
เขานางเซียนกูซู แต่ข้าก็สามารถล้มเจ้าได้!”
พรรคซ่างหยวน และ ยอดเขานางเซียนกูซู ความ
จริงแล้วนับว่าอยู่คนละระดับกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ กูซู หยู๋เตี๋ย ใบหน้าของ จี้
หลิงหลง ก็ยังคงเต็มไปด้วยความเย็นชา ราวกับ
ไม่ได้แยแสถึงสิ่งใด นางเพียงกล่าวตอบไปว่า “เจ้า
เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว สำหรับตัวข้านั้น ไม่ว่าจะมีชาติ
กำเนิดที่ใดหรือว่าบุพการีเป็นผู้ใด ก็ไม่สำคัญแต่
อย่างใด เป็นเพราะพรรคซ่างหยวนที่ชุบเลี้ยงข้า
มา เป็นท่านอาจารย์ที่อบรมเลี้ยงดูข้า ข้าจึงนับว่า
เกิดมาเป็นคนของพรรคซ่างหยวน หากตกตายไป
ก็เป็นผีของพรรคซ่างหยวน แซ่ของข้าคือ จี้ และ
ชั่วชีวิตนี้แซ่ของข้าก็ยังเป็น จี้ ไม่มีสิ่งใดที่
เกี่ยวข้องกับเจ้าแม้แต่น้อย”
นางตอบกลับอย่างไม่แยแส จี้ หลิงหลง นั้นกล่าว
ได้แบบขวานผ่าซากเป็นอย่างยิ่ง และนี่คือ
ความคิดที่แท้จริงของนาง ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดว่า
น้องสาวในสายเลือดของนาง จะเป็นสิ่งสำคัญของ
นางแต่อย่างใด
“ช่างเป็นคนที่ไร้ซึ่งศีลธรรม แน่นอนว่าเจ้าไม่
สมควรที่จะใช้ แซ่‘กูซู’ ซึ่งเป็นแซ่ของตระกูลข้า!”
กูซู หยู๋เตี๋ย เอ่ยออกมาด้วยโทสะ
จี้ หลิงหลง ไม่สนใจนางอีกต่อไป แต่นางได้
เตรียมพร้อมที่จะเริ่มต้นการต่อสู้แทน ในหมู่
ผู้เข้าร่วมที่มีอายุเท่ากับนาง นางเป็นผู้ที่มีระดับ
การฝึกตนสูงที่สุด ซึ่งอยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 7 ในตอนที่นางยังเป็นเด็ก ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ได้มอบมรดกของบรรพบุรุษของ
พรรคซ่างหยวนอย่างหนึ่งให้กับนาง และสิ่งที่เป็น
หัวใจหลักของมรดกชิ้นนั้น ก็คือศาสตราเต๋าวิถีแท้
ชิ้นหนึ่ง จวบจนกระทั่งในตอนนี้ นางได้ฝึกฝน
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนั้นอย่างเชี่ยวชาญแล้ว
ในเวลานี้ จี้ หลิงหลง ได้นำเอาศาสตราเต๋าวิถีแท้
ชิ้นนั้นออกมา
ฉับพลินนั้นปรากฏเป็นภาพวาด 1 ม้วนอยู่เบื้อง
หน้าของนาง ในภาพวาดม้วนนั้นถูกวาดลวดลาย
ด้วยพู่กัน ดูเหมือนมันจะเป็นภาพวาดของ
พระราชวังแห่งหนึ่งซึ่งถูกล้อมรอบไปด้วยหมอก
ซึ่งมันคือม้วนภาพหมึกม้วนหนึ่ง เพียงแค่ตวัดพู่กัน
ออกไปไม่กี่ครั้ง ก็สร้างเป็นลวดลายของดินแดน
สวรรค์ ดูสมจริงอย่างมาก มันคือศาสตราเต๋าวิถี
แท้ของ จี้ หลิงหลง ‘ภาพวาดวิหารเซียน’
ส่วน กูซู หยู๋เตี๋ย ไม่มีศาสตราเต๋าวิถีแท้ ความจริง
นางไม่มีแม้แต่การสืบทอดมรดกอะไรมาสักอย่าง
กล่าวกันว่านางได้พยายามอย่างหนัก ต่อสู้มาด้วย
ความพยายามของตนเอง จากที่ไม่มีอะไรเลย
จนกระทั่งก้าวมาถึงวันนี้ ซึ่งนี่เป็นตัวพิสูจน์อย่างดี
ว่านางไม่เพียงแต่เป็นคนที่งดงามอย่างเดียว
เท่านั้น
คาดว่านางจะต้องผ่านความยากลำบากมาแล้วนับ
ครั้งไม่ถ้วน
เมื่อ จี้ หลิงหลง นำ ภาพวาดวิหารเซียน ออกมาก็
เริ่มลงมือในทันที ในชั่วพริบตาพวกนางทั้ง 2 คนก็
ได้ปะทะกันอย่างดุเดือนบนสนามประลองซ่าง
เซียน นี่เป็นการต่อสู้กันระหว่างสตรีผู้เลอโฉมและ
เยาว์วัย อีกอย่าง ทั้งคู่ยังเป็นพี่น้องสายเลือด
เดียวกันที่ให้ความรู้สึกตรงกับข้ามอย่างสุดขั้ว
นับว่าเป็นคู่ประลองที่ดึงดูดผู้คนได้ดีเยี่ยม แทบจะ
ทุกคนกำลังให้ความสนใจไปที่การต่อสู้ของพวก
นาง!
เมื่อดูไปแล้วจะเห็นได้ว่า จี้ หลิงหลง สามารถ
สะกดข่มอีกฝั่ายได้ในทุกด้าน ดังนั้นตั้งแต่ต้น นาง
จึงอาศัยเพียงแค่ภาพวาดวิหารเซียน ก็สามารถ
กดดัน กูซู หยู๋เตี๋ย ได้อย่างไร้ช่องว่าง อย่างไรก็
ตาม กูซู หยู๋เตี๋ย ได้ทำการพิสูจน์ตนเองแล้วว่า
นางไม่ได้มีอาจารย์ที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกับ ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ไม่ได้รับสืบทอดมรดกชั้นยอด แต่
กลับสามารถก้าวมาถึงระดับนี้ได้ จากความ
แข็งแกร่งที่ได้แสดงออกมา อันที่จริงไม่มีใครรู้สึก
ว่านางอ่อนด้อยเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งนางก็ยังอายุ
น้อยกว่า จี้ หลิงหลง อีกด้วย
คนประเภทนาง หาสักวันหนึ่งได้รับสมบัติที่ยิ่งใหญ่
จะต้องพุ่งทะยานขึ้นไปเปล่งประกายบนฟั้าได้
อย่างแน่นอน
ท้ายที่สุด จี้ หลิงหลง ที่อาศัยข้อได้เปรียบของ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ จึงทำให้สามารถเอาชนะ
น้องสาวในสายเลือดได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ทำให้
กูซู หยู๋เตี๋ย ได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกบังคับถอนตัว
ออกจากการต่อสู้นี้ไป หลังจากที่ ประมุขศักดิ์สิทธิ์
ไท่ซู ได้ประกาศผลแพ้ชนะ กูซู หยู๋เตี๊ย ก็ไม่ได้
สนใจ ยังคิดที่จะลุกขึ้นมาอีกครา
“ออกไป!” จี้ หลิงหลง คิดที่จะพยุงนางขึ้นมา แต่
นางกลับตะโกนออกมาด้วยความเคียดแค้น และ
ลุกขึ้นมาด้วยตนเอง นางไม่ได้กลับไปอยู่ท่ามกลาง
ฝูงชนของยอดเขานางเซียนกูซู แต่กลับมุ่งหน้า
ออกไปจากพรรคซ่างหยวนในทันที
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ