กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 538 : ยันตกําเนิดสองเขตแดนจองจํา
ด้วยสถานะสายสัมพันธ์ของพี่น้อง ทำให้บางคนถึง
กลับคาดไม่ถึง เมื่อแลเห็นท่าทีการแสดงออกของ
จอมจักรพรรดิ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงกว่าที่พวกเขา
คิด
อู่ อวี้ ก็รู้สึกวิตกกังวลเช่นกัน ทว่าเขาล่วงรู้ดีว่า
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง จะเป็นผู้ไขข้อข้องใจทุก
อย่าง ๆ แจ่มแจ้งชัดเจน ดังนั้นเขาจึงยืนมองเงียบ
ๆ เหมือนผู้อื่น
” เอาล่ะ… เรามาพูดคุยถึงสถานการณ์กันดีกว่า ว่า
ต้นสายปลายเหตุเป็นเช่นไร ไฉนสถานการณ์ถึง
ล่วงเลยมาจุดนี้ได้? ” ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู ถอน
หายใจแล้วกล่าวขึ้น
ถ้าให้ว่ากันตามจริงเมื่อครั้งเกิดสงครามเทพมาร
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เป็นเพียงผู้เดียวที่พอจะ
เป็นผู้รับมือกับฝั่ายตรงข้าม ทั้งยังยืนหยัดต่อสู้เพื่อ
ทวีปแห่งทวยเทพ อย่างถึงที่สุด ซึ่งมันทำให้พวก
เขารู้สึกว่าการดำรงอยู่ของเจ้านคร เป็นเสมือนดั่ง
เสาหลัก ทว่าในวันนี้สภาพของ เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง นั้นดูย่ำแย่เป็นอย่างมาก
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ไอออกมาสองสามครั้ง
น้ำเสียงของเขาแก่ชราเป็นอย่างมาก ภาพของเขา
ในตอนนี้ไม่ต่างจากชายชราผู้เป็นมนุษย์ที่อยู่
ในช่วงไม้ใกล้ฝัง ในขณะที่เขากำลังเอ่ยคำพูด
ออกมา ด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนแรงเช่นจำต้อง
พักหายใจอยู่เป็นระยะ ๆ
” จักรพรรดิมารนั้นได้ตกตายไปแล้ว ทว่าจิต
วิญญาณที่หลงเหลืออยู่ของบรรพชนมารกลืน
สวรรค์ยังคงอยู่ที่นี่ ซึ่งมันยังไม่ตาย แล้วบัดนี้มันได้
ควบคุม ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย กับ เทียนไห่อวี้ ฝู
เหยา เพื่อให้กลายเป็น ‘จักรพรรดิมาร’ คนใหม่ ใน
ระหว่างที่ทุกคนยังอยู่ใน พรรคซ่างหยวน พวกมัน
ก็ลงมือโจมตีที่นี่ ”
แม้ว่าเจ้านครจะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ทว่าอย่างน้อย
ความคิดของเขาก็ยังคงชัดเจนไม่เลอะเลือน ถึงเขา
จะพูดออกมาเพียงไม่กี่คำ แต่ทุกถ้อยคำก็ชัดเจน
เป็นอย่างมาก
เจ้านครกล่าวออกมาเพียงประโยคสั้น ๆ แต่กลับ
สามารถทำให้เส้นขนทั่วทั้งสรรพางค์กายลุกชูชัน
ด้วยความหวาดกลัว แค่จักรพรรดิมารคนเดียวก็
น่ากลัวมากแล้ว ทั้งยังไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า บรรพชน
มารกลืนสวรรค์ ยังมีจิตวิญญาณเหลืออยู่
นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
ได้ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ซึ่งก็ไม่มี
ทางที่ผู้ฝึกตนจะทันได้ฉุกคิดถึงเรื่องนี้
ฉะนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการปั้องกัน เพราะพวก
เขาต่างไม่คาดคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
ระดับความสามารถของผู้ฝึกตน ก็นับเป็น
ตัวกำหนดวิสัยทัศน์มุมมองของพวกเขา
ซึ่งก็แน่นอนว่าสิ่งที่ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เพิ่ง
กล่าวออกมานั้น ย่อมเหนือความคาดคิดของพวก
เราทุกคน ต่อให้พยายามคาดเดาแล้วเตรียม
ระมัดระวังกันไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม ทว่าการคาด
เดาทั้งหมดกับไร้ประโยชน์สูญเปล่า
“เสิ้งเสวี่ย!” เมื่อ ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู ได้ยินนามนี้
สีหน้าของเขาก็หมองคล้ำยิ่งขึ้น นั่นเพราะว่าคำนี้
เปรียบเสมือนรอยแปดเปือนในชีวิตของเขาเลยก็
ว่าได้ แม้จะล่วงเลยจวบจนปัจจุบัน เมื่อได้ยินผู้ใด
เอ่ยนามของ ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย ขึ้นมา ภายใน
ใจของเขาก็เสมือนมีเพลิงลุกไหม้เผาผลาญ
ในเวลานี้สีหน้าของ จอมจักรพรรดิ ถมึงทึงดูน่า
หวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาของเขากลายเป็นสี
แดงก่ำประดุจโลหิต แล้วก็กล่าวขึ้นว่า ” เมื่อสอง
สามวันมานี้เราต้องสูญเสียไพล่พลของ กองทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิง ไปมากกว่า 5,000 นาย เป็น
เพราะพวกเขานั้นถูกกลืนกิน! เช่นเดียวกับที่
จักรพรรดิมารกลืนกินพวกเราในสงครามครั้งนั้น
โลกแห่งผู้ฝึกตน มีความสามารถกลืนกินเช่นนี้ได้
อย่างไรกัน !? ”
ดวงตาของ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ดูเศร้าหมอง
เป็นอย่างมาก แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” เป็นไปได้ว่า
เด็ก ๆ ของเราคงไปเจอกับศัตรูเข้าโดยบังเอิญแล้ว
ก็ถูกโจมตีสังหาร ข้าอยู่ที่นี่แท้ ๆ แต่กลับไม่ล่วงรู้
เรื่องนี้เลย! ข้าขอโทษ พวกเขาเหล่านั้นต่างยัง
เยาว์วัยนัก ไม่น่าเลย … ”
ไม่ต้องสงสัยบรรยากาศยามนี้ จะเศร้าหมองหดหู่
มากเพียงไร
อู่ อวี้ จดจำได้ว่า ครั้งเมื่อเขาลอบไปทำลาย วิหาร
พญายม เขาได้พบเจอกับคนทั้งสอง แต่เขาก็ไม่
คาดหวังว่าในวันนี้ พวกมันจะย้อนลอยกลับมายัง
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
พวกมันกำลังคิดกระทำอันใดกันแน่?
ทุกผู้คนเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ขณะฟังเรื่องราว
ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็กล่าว
ต่อว่า ” ภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ยังมีจิต
วิญญาณของบรรพชนมารกลืนสวรรค์หลงเหลือ
อยู่ ซึ่งพวกมันที่บุกเข้ามานั้น ได้กลายเป็น
จักรพรรดิมารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จุดประสงค์
การมาของพวกมันชัดเจนก็คือต้องการปลดปล่อย
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ เพื่อให้มันฟืนคืนชีพ
กลับมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งถ้าหาก บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ สามารถฟืนคืนชีพกลับมาได้อีกครั้งจริง ๆ
ความน่าสะพรึงกลัวของมันนั้นย่อมเหนือกว่า
จักรพรรดิมาร ตัวไหน ๆ … ”
คงต้องกล่าวว่าอารมณ์ของทุกผู้คนในยามนี้ ต่าง
ตึงเครียดวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง
พวกมันมาที่นี่เพื่อปลดปล่อยบรรพชนมารกลืน
สวรรค์ แล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่ ?
หากมี จักรพรรดิมาร ถึงสองคนจะทรงพลังมาก
เพียงใดกัน? ถ้าให้กล่าวถึงความแข็งแกร่งของ
จักรพรรดิมาร ด้วยพลังของ เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง ย่อมไม่สามารถหยุดยั้งพวกมันทั้งสองได้แน่
เนื่องจากพวกมันมากัน 2 คน
จักรพรรดิอิง หาได้แยแสว่า เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง จะอยู่หรือตาย แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” พูด
ให้มันเร็ว ๆ หน่อย ว่าไอ้คนทั้งสองนั้นมันอยู่ที่
ไหน? สรุปแล้ว บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ออกมา
ได้หรือไม่? ”
” หุบปากสุนัขของเจ้าซะ!” จอมจักรพรรดิ หัน
กลับไปตวาดใส่จักรพรรดิอิงด้วยโทสะ คงต้อง
กล่าวว่าสภาพจิตใจของเขาในยามเจ็บปวดอย่าง
ที่สุด อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่าเขารู้ถึงสถานการณ์ตอนนี้
ดีกว่ากว่าทุกผู้คน แล้วกุญแจสำคัญก็คือคำบอก
เล่าของ เจ้านคร หาใช่สิ่งอื่น
จักรพรรดิอิงเพียงแค่ยิ้ม ๆ แล้วไม่กล่าวอะไร
ออกมาอีก
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เองก็หาได้สนใจ
จักรพรรดิอิง เขายังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียง
ราบเรียบ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ”
หลังจากทั้งสองกลืนกินผู้เยาว์ใน กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ไปหลายพันคน แม้ว่าในยามพวก
มันจะไม่แข็งแกร่งเท่าจักรพรรดิมาร ทว่า ตัวหมิง
ซาน เสิ้งเสวี่ย กับ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา มีหลาย
อย่างเหนือกว่าข้า โดยเฉพาะตอนที่ทั้งสองอยู่
ด้วยกันยากที่จะจัดการเป็นอย่างยิ่ง เหตุการณ์ใน
ตอนนั้น ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย ได้ขวางข้าเอาไว้
เพื่อถ่วงเวลาให้ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ไปทำลาย
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ เพื่อปลดปล่อย บรรพชน
มารกลืนสวรรค์ ให้ได้รับอิสระ ”
” แล้วพวกมันทำสำเร็จหรือไม่? ” ประมุขศักดิ์สิทธิ์
ไท่ซู ไต่ถามคำถามที่ทุกผู้คนกังวลมากที่สุด
ด้วยเพราะ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ยังคงนั่งอยู่บน
แผ่นศิลาทรงกลม ทั้งยังอยู่ในสภาพไม่ถูกทำลาย
“ไม่สำเร็จ” เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ตอบ
เมื่อสองคำนี้หลุดออกมา ทุกผู้คนต่างก็ถอดถอน
หายใจอย่างโล่งอก สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนบ่ง
บอกถึงความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด บางคนถึง
ขนาดหัวเราะออกมายังผ่อนคลาย
” ท่านเจ้านครช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก แม้แต่
จักรพรรดิมารบุกรุกโจมตีมาถึง 2 คน ท่านก็ยัง
สามารถขัดขวางสกัดกั้นมันได”
” โชคดีจริง ๆ ที่ท่านเจ้านครคอยพิทักษ์ปกปั้องอยู่
ที่นี่ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงต้องพบเจอกับภัยพิบัติ
ใหญ่หลวง ข้าไม่คิดเลยว่า บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ จะมีวิธีกลืนกินอันแปลกประหลาดเช่นนี้
อีกทั้งยังไม่ยอมตกตายง่าย ๆ ด้วยเพราะมีจิต
วิญญาณเหลือรอดอยู่! ”
“ วิกฤตครั้งนี้ ถูกคลี่คลายด้วยฝีมือของท่านเจ้า
นครโดยแท้ ขอขอบคุณท่านจริง ๆ ”
ถึงแม้ในยามนี้เจ้านครจักรพรรดิเพลิง จะอยู่ใน
สภาพที่ย่ำแย่มากก็จริง ทว่าอย่างน้อยเขาก็ยังไม่
ตกตาย เหล่าผู้นำพรรคนิกายต่าง ๆ จ้องมอง เจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง ด้วยความชื่นชมจากใจจริง
แท้ แววตาเปียมล้นไปด้วยความเลื่อมใสนับถือ
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังคงไม่ชะล่าใจถึงแม้จะได้รับ
ข่าวดีก็ตาม ทว่าการแสดงออกของ จอมจักรพรรดิ
ก็มิได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เขายังคงดิ้นรนโทสะ
ที่มีก่อนหน้านี้ยังไม่ลดน้อยลง หากไม่ใช่เพราะ
นครจักรพรรดิเพลิง ยื่นมือออกมาแตะบนบ่าของ
เขา เป็นที่รู้กันว่ายามนี้อารมณ์ของเขายากที่จะ
ปรับให้มั่นคงได้
เพราะเหตุใดเข้าถึงได้มีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง
เช่นนี้ ?
แน่นอนว่าต้องมีเหตุผล
ขณะทุกผู้คนกำลังผ่อนคลาย เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง ก็พูดขัดจังหวะขึ้นมาว่า ” ข้าคงต้องขออภัย
ทุก ๆ ท่าน เพราะข้าต้องบอกว่าภัยพิบัติครั้งนี้ยัง
ไม่จบสิ้น แม้ว่าทั้งสองจะไม่สามารถบรรลุ
เปั้าหมาย แต่เพราะข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทั้งสอง ทำ
ให้ไม่อาจทำลายล้างพวกมันได้ ”
” พวกมันหนีไปได้เช่นนั้นหรือ? ” เซียนกระบี่เทียน
ซู ไต่ถาม
ทุกผู้คนต่างคาดเดาไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุ
นี้จึงมีคนพูดขึ้นมาว่า ” ด้วยกาลนี้ พวกเราจึงมา
รวมตัวกันที่นี่ เพื่อมั่นใจว่าจะสามารถกำจัด
จักรพรรดิมาร ออกไปเสียให้สิ้นซากจริง ๆ ”
แต่ก็ไม่คาดคิดว่า เจ้านครจักรพรรดิเพลิง จะส่าย
ศีรษะปฏิเสธ เมื่อฟังจากน้ำเสียงที่เขากล่าวออก
มาแล้ว สามารถยืนยันได้ว่าอาการบาดเจ็บของ
เขาในยามนี้ มันหนักหนาสาหัสมากเพียงใด เขา
กล่าวขึ้นว่า ” พวกมันไม่ได้หนีข้า กล่าวตามตรง
ความจริงแล้วเปั้าหมายของทั้งสองควรจะบรรลุ
ด้วยเพราะข้าเองก็พ่ายแพ้ให้แก่พวกมัน ขณะที่อยู่
ในช่วงเวลาจนตัวข้าก็ตัดสินใจใช้สิ่งหนึ่ง ซึ่งข้า
ได้รับมันมาจากคราที่เดินทางไปยัง อาณาจักร
โบราณเหยียนหวง บรรพชนที่ส่งข้ากลับมายัง
ทวีปแห่งทวยเทพ เป็นผู้มอบให้ข้ามา มันคือยันต์
แผ่นหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า ‘ยันต์กำเนิดสองเขตแดนจอง
จำ’ มันคือแผ่นยันต์ของผู้ฝึกตน ซึ่งอยู่ในจุดสูงสุด
ของขอบเขตค้นหาเต๋า เป็นผู้ปรับแต่งขึ้น แน่นอน
ว่าภายในสวรรค์และปฐพี แห่งนี้ รวมถึงชมพูทวีป
โลกธาตุของเรานั้นมีมิติอยู่ภายใน และพลังของ
แผ่นยันต์นี้คือสามารถฉีกกระชากมิติให้เปิดออก
สร้างเป็นเขตแดนจองจำขึ้น จากนั้นจะดูดกลืน
ศัตรูเข้าไป ซึ่งข้าได้ใช้ ‘ยันต์กำเนิดสองเขตแดน
จองจำ’ จองจำพวกมันทั้งสองเอาไว้ ดังนั้นจึง
กล่าวได้ว่า พวกมันยังอยู่ภายในหลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง แต่ถูกกักขังไว้ภายในช่องว่างมิติที่
แผ่นยันต์เปิดขึ้นเท่านั้น โปรดดูตรงจุดนี้ ”
จากคำบอกเล่าของ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ทุก
ผู้คนสามารถแลเห็นกำแพงที่อยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งสิ่งที่
อยู่บนนั้นทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
เนื่องจากบนผนังกำแพง มีแผนภาพลวดลายสีดำ
ของชายหญิงคู่หนึ่งอยู่ ทางฝังบุรุษนั้นมีรูปลักษณ์
หล่อเหลาสง่างาม ส่วนทางฝังสตรีจัดได้ว่าเป็นโฉม
สะคราญที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ เรือนร่างหมดจด
งดงาม ภาพของคนทั้งสองยังคงนิ่งงันอยู่เช่นนั้น
แต่หากเพ่งมองดูอย่างพินิจแล้ว สามารถแลเห็นได้
ว่า ภายในลายเส้นเหล่านี้แฝงเร้นไปด้วยพลัง
ปราณอันน่าสะพรึงกลัว เสมือนดั่งห้วงแห่งวังวนที่
ดูดกลืนสายตาของทุกผู้คนเข้าไป หรือแม้กระทั่ง
กลืนกินลงไปถึงส่วนลึกในจิตใจของพวกเขา
นี่คือพลังของ ‘ยันต์กำเนิดสองเขตแดนจองจำ’ !
ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินชื่อของแผ่นยันต์นี้มาก่อน แต่
เนื่องจากว่ามันเป็นของผู้ฝึกตนในระดับสูงสุดของ
ขอบเขตค้นหาเต๋า ซึ่งกำลังจะบำเพ็ญเพียร
กลายเป็นเซียนอมตะ เห็นได้ชัดว่ามันมิได้อ่อนแอ
อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามความผันผวนของแผนภาพนี้ ทำให้
ทุกคนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากว่าแผ่นยันต์
คงจะไม่สามารถกักขังมันไว้ได้ตลอดกาล
“ จองจำพวกมันไว้ได้นานแค่ไหน?” ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูถามขึ้น
” อย่างมากสุดก็ 18 เดือน อย่างน้อยสุดก็ 10
เดือน แต่ถูกจำกัดแค่เฉพาะภายในเขตแดนนี้
เท่านั้น เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้วมันเกิดขึ้นจาก
พลังของข้า อย่างไรก็ตามการที่สามารถจองจำมัน
ไว้ได้เช่นนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว หุ่นเชิดของ บรรพชน
มารกลืนสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ก็ช่างน่ากลัวเสีย
หลือเกิน แต่สิ่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงมากที่สุดของ
พวกมันก็คือ ความสามารถในการกลืนกิน ตราบ
ใดที่ยังไม่ตาย พวกมันสามารถกลืนกินเพื่อเพิ่ม
ความ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ได้ ”
อย่างน้อย ๆ สำหรับทุกคนแล้ว ถึงแม้ว่าวิกฤติ
อันตรายจะยังไม่ผ่านพ้นไป แต่การที่สามารถจอง
จำมันไว้ได้ 10 เดือน ก็มิได้แย่เท่าใดนัก นอกจากนี้
ยังเป็นคำยืนยันจากปากของบุรุษผู้มีความ
แข็งแกร่งมากที่สุดในทวีปแห่งทวยเทพ ดังนั้นพวก
เขาจึงมั่นใจ อย่างไรก็ตามผู้คนต่างคิดขึ้นมาว่า
เมื่อถึงเวลาที่การจองจำสิ้นสุดลง พวกเขาต้อง
ร่วมมือกันเพื่อสังหาร หุ่นเชิดทั้งสองของบรรพชน
มารกลืนสวรรค์ให้ได้
อย่างไรก็ตาม ทันใดนั้นจอมจักรพรรดิก็กล่าวขึ้น
ว่า ” ทุกท่านสงบจิตใจลงก่อน ข้ามีเรื่องจะถาม
เพราะเหตุใดตอนที่เราต่อสู้กับจักรพรรดิมารครั้ง
ก่อน ท่านถึงไม่ใช้ ‘ยันต์กำเนิดสองเขตแดนจอง
จำ’ แต่กลับนำมาใช้ในวันนี้? ”
ทุกผู้คนคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง
ในส่วนนี้บางที เจ้านครจักรพรรดิเพลิง อาจไม่
ต้องการที่จะกล่าวถึง ทว่าจอมจักรพรรดิก็อดไม่ได้
ที่จะลุกขึ้นยืน ตีโพยตีพายด้วยโทสะพร้อมกล่าวว่า
” นั่นก็เพราะ! ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเปิดใช้งาน ‘
ยันต์กำเนิดสองเขตแดนจองจำ ‘ มันต้องแลกด้วย
พลังชีวิตที่ถูกเผาผลาญ! เขาวางแผนเอาไว้ว่า เมื่อ
ถึงช่วงสุดท้ายเขาจะยอมเสียสละชีวิตของตนเอง
กระตุ้นเปิดใช้งานยันต์นี้ เพื่อกักขัง จักรพรรดิมาร
ตั้งแต่ต้นแล้ว ยามนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าแผ่นยันต์
กำลังสูบพลังชีวิตของเขาไปจนหมดสิ้น ซึ่งเขาก็
กำลังจะตาย! ”
ตูมมมมม!
จอมจักรพรรดิ กำลังดิ้นรนต่อสู้อย่างถึงขีดสุด
ทว่าสำหรับ อู่ อวี้ แล้วเสมือนดั่งสายอัสนีฟาดผ่า
ยามทิวากาล
ก่อนหน้านี้ทุกคนยังคงมีสีหน้าผ่อนคลาย ทว่าเมื่อ
ได้ยินประโยคดังกล่าว ทุกคนต่างก็นิ่งอึ้งแข็งค้าง
มองไปที่ นครจักรพรรดิเพลิง ตอนนี้พวกเขาล่วงรู้
ว่าเพราะเหตุใด เจ้านครจักรพรรดิเพลิง จึงได้แก่
ชราลงอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้!
ปรากฎว่าด้วยความแข็งแกร่งของเขา ยังห่างไกล
จากพวกมันทั้งสอง!
การกระตุ้นแผ่นยันต์เพื่อเปิดใช้งาน จำต้องแลกกับ
พลังชีวิตของตนเอง นี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใด
ทุกผู้คนจึงสามารถมาที่นี่ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งก็
หมายความว่าเจ้านครได้วางแผนเตรียมการสละ
ชีวิตของตนเองมานานแล้ว!
หลังจากทุกอย่างสงบสุขลง ดูเหมือนว่าจะไม่มีอัน
ใดเกิดขึ้น ทว่านี่คือสิ่งที่ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ยอมใช้พลังชีวิตของตนเองเข้าแลก เพื่อช่วยชีวิต
พวกเขาทุกคน…
เมื่อล่วงรู้ความจริงทั้งหมดจากปากของ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง แววตาของพวกเขาก็แปร
เปลี่ยนไปเป็นหวาดกลัว เป็นแววตาที่เปียมล้นไป
ด้วยความเศร้าหมอง ทว่าเปียมล้นไปด้วยความ
นับถืออย่างสุดซึ้ง บางคนมอง เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง ด้วยความสลดหดหู่อย่างสุดจะอดกลั้น ซึ่ง
พวกเขาก็ไม่ล่วงรู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้มันคืออะไรกัน
แน่
อู่ อวี้ รีบใช้งานเนตรเพลิง มันจะทำให้เขาสามารถ
มองเห็นทุกสรรพสิ่งได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เขา
มองเห็นว่า เจ้านครจักรพรรดิเพลิง แก่ชราลงไป
มาก เสมือนดั่งกำลังยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความ
ตาย ชีวิตแลลมหายใจรวยรินจวนเจียนจะขาด
สะบั้น ดูจากรูปการณ์เขาคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน …
” อึก … ”
อู่ อวี้ ไม่เคยพบเจอแรงระเบิดที่สามารถทำให้ชีวิต
ต้องยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความตายเช่นนี้
ยามนี้เขากระทั่งกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก …
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ