กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 539 : เกราะเทพสงครามประมุขฟา
ยันต์กำเนิดสองเขตแดนจองจำ
หลังจากจอมจักรพรรดิกล่าวจบสิ้น บรรยากาศ
ของที่นั่นก็เงียบเชียบประดุจดินแดนมรณะ
ถึงพวกเขาจะอยู่ในระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ภายในใจก็ยังรู้สึกหนักหน่วงเป็นอย่างยิ่ง พวกเขา
ถอดสายตาจับจ้องมองไปที่ชายชรา ผู้ซึ่งเป็น เจ้า
นครจักรพรรดิ์เพลิง โดยไม่ทราบว่าจะกล่าวอันใด
กับพวกเขาดี
แต่ด้วยเพราะ เจ้านครจักรพรรดิ์เพลิง เป็นคนมี
จิตใจกว้างขวางเป็นอย่างมากเขาจึงกล่าวขึ้นว่า “
พวกท่านอย่าได้เศร้า เสียใจไปเลย อย่างไรเสียข้าก็
สามารถรับประกันได้ว่ายันต์นี้ จะยังคงสภาพอยู่ได้
อย่างน้อยสิบเดือน หรือไม่บางทีก็อาจจะมากกว่า
นั้น ข้าเพียงแค่รู้สึกเสียใจเล็กน้อย เมื่อทั้งสองหลุด
ออกจากห้วงมิติจองจำได้ เมื่อนั้นข้าก็ไม่คิดว่าจะมี
หนทางใดสามารถรับมือต่อกรกับพวกเขาได้ ”
มีคนประเภทหนึ่ง เกิดมาเพื่อปกปั้องจนยอม
เสียชีวิตสละของตัวเอง เจ้านครจักรพรรดิ์เพลิง
คือคนประเภทดังกล่าว เขายอมเสียสละชีวิตของ
ตัวเอง เพื่อส่วนรวมอย่างไม่ลังเล เพื่อปกปั้อง
ชะตากรรมของ ทวีปแห่งทวยเทพ คำว่า วีรบุรุษ
ยังไม่เพียงพอจะใช้อธิบายในสิ่งที่ท่านเป็น
หากมีคำใดที่พอนิยาม ความเสียสละอันยิ่งใหญ่
ของเจ้านครก็คงจะเป็น ‘ผู้พิทักษ์’
ถ้าให้กล่าวถึง ทวีปแห่งทวยเทพ สำหรับปถุชนคน
ทั่วไปที่หาได้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ก็คงจะทุ่มสุดตัว
พยายามทำให้ดีที่สุดในทุก ๆ วัน จนกว่าลม
หายใจเฮือกสุดท้ายจะมาถึง
การตายของ เจ้านครจักรพรรดิ์เพลิง นั้นคือความ
จริงที่ไม่อาจหวนคืน
แม้ว่าเจ้านครจะแสดงให้เห็นถึงความใจความใจ
กว้าง ทว่าภายในใจของทุกคน ก็ยังคงรู้สึกหนักอึ้ง
หดหู่อย่างมิวางวาย ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู แลทุก ๆ
คน คุกเข่าลงกับพื้นอยู่ตรงเบื้องหน้าของ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง เพื่อแสดงความขอบคุณแลเคารพ
นับถือ
ส่วน จักรพรรดิอิง กับ จักรพรรดินีจู้ ที่ถูกปล่อยให้
ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ในยามนี้ค่อนข้างลำบากใจอึดอัด
อยู่บ้างเล็กน้อย อันที่จริงในสายตาของพวกเขาทั้ง
สองก็รู้สึกชื่นชมเลื่อมใส ในความเสียสละยอมอุทิศ
ชีวิตของตนเองเพื่อความชอบธรรมของ นคร
จักรพรรดิเพลิง อยู่ไม่น้อยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ทั้ง
สองจึงคุกเข่าลงกับพื้นด้วย เพื่อแสดงความนับถือ
ด้วยเช่นเดียวกัน
เจ้านครจักรพรรดิ์เพลิง ยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า ”
นับว่ามีบุญยิ่งนัก แม้อยู่ในช่วงลมหายใจสุดท้าย
ยังได้รับความเคารพจากสหายที่ดีที่สุด ต่อให้ต้อง
ตกตายข้าก็ไม่เสียใจแล้ว ทว่าคนทั้งสองที่ถูกจอง
จำอยู่ ตัวข้ายังไม่อาจวางใจได้ ข้าทำได้แค่เพียง
ช่วยยื้อเวลา ให้พวกเราทุกคนได้มีเวลาเตรียม
รับมือ ข้าเองก็หวังว่าเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่คนทั้ง
สองถูกปลดปล่อย เราจะมีวิธีสังหารพวกมันได้
ในทันที ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเตรียมแผนการเอาไว้ 2
อย่าง ”
” เจ้านครเชิญกล่าวได้เลย ” ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู
กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังก้มศีรษะผสานมือคารวะ
พร้อมน้อมรับคำสั่งเสียจากเจ้านคร แต่แท้จริงแล้ว
ยามนี้ภายในดวงเนตรทั้งสองของเขา ได้มีหยาด
น้ำตาไหลซึมออกมาเด็กน้อย ถ้าหาก เจ้านคร
จักรพรรดิ์เพลิง ลาจากโลกนี้ไป อย่างน้อยเขาจะ
ได้ไม่ต้องแบกรับหน้าที่รับผิดชอบอันแสนหนัก
หน่วง ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไว้อีกต่อไป
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแก่
ชายชราอย่างช้า ๆ ว่า ” แผนแรกที่ข้าเตรียมไว้
คือพวกท่านต้องสละเวลาอันมีค่า มารวมตัวกัน
อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาใน หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง เตรียมความพร้อมทุ่มเททุกอย่าง
เมื่อเวลานั้นมาถึงพวกคนคิดค้นหาวิธีที่สุด ผนึก
กำลังสังหารพวกมันทั้งสองลงให้จนได้ จงอย่าได้
ไปเวลาที่มีค่าให้สูญเปล่าเด็ดขาด แล้วก็อย่าลืม
เตรียมแผนสองเผื่อล้มเหลวไว้ด้วย อย่างเช่น
ปั้องกันแผนตลบหลัง ให้จัดแบ่งเวรยามปกปั้อง
มวลมนุษย์แลพรรคนิกาย สำหรับเรื่องนี้ข้าคงไม่
ต้องกล่าวให้มากนัก ”
พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนของ ทวีปแห่งทวยเทพ
เมื่อวันนั้นมาถึงจะไม่มีผู้รอดชีวิตไปได้แม้แต่ผู้
เดียว ดังนั้นแผนแรกก็คือจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม
ทุกคนจะต้องเดิมพันกับชะตากรรม
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ได้ต่อสู้กับ
จักรพรรดิมาร แผนแรกที่จะเตรียมเอาไว้นี้ มันเป็น
การเคลื่อนไหวที่เปล่าประโยชน์ มันคือการดิ้นรน
ในความสิ้นหวัง
ทุกคนกำลังเฝั้ารอฟังแผนสองที่ เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง ได้ตระเตรียมเอาไว้
เมื่อพูดคุยกันมาถึงเวลานี้ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ก็เบนสายตามองลงไปบนร่างของ อู่ อวี้ เมื่อเห็น
ว่า อู่ อวี้ มีสีหน้าหนักใจอย่างที่สุด เจ้านครก็ยิ้ม
แล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ เข้ามาหาข้าหน่อย ”
ในเวลานี้เจ้านครเสมือนเป็นเพียงแค่ ชายชรา
ธรรมดา ๆ ผู้หนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง แวว
ตาที่จับจ้องมอง อู่ อวี้ เสมือนกับญาติผู้ใหญ่
เสมือนกับท่านปูั่ก็มิปาน แม้ว่า อู่ อวี้ จะไม่เคยเห็น
ปูั่มาก่อนก็ตาม แต่เขารู้สึกกับเจ้านครเช่นนั้นจริง
ๆ
เจ้านครจักรพรรดิ์เพลิง ขอให้ อู่ อวี้ นั่งลงบนพื้น
เบื้องหน้าของเขา หลังจากนั้นเขาก็ยิงคำถามทันที
ว่า ” ใน ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ เจ้า
เกือบได้ที่ 1 แล้วใช่หรือไม่? ”
เจ้านครเชื่อมั่นในตัวของ อู่ อวี้ เป็นอย่างมาก
แม้เจ้านครจะรู้ฝั่ายตรงข้ามของเขาคือ วูซาน
เซี่ยชือ กับ เหอไท่ จวิน ก็ตาม
ซึ่งตอนนี้ อู่ อวี้ สามารถเอาชนะชายทั้งสองได้แล้ว
ดังนั้นเขาพยักจึงหน้าแล้วตอบกลับไปว่า “เกือบ
แล้วขอรับ”
ผลลัพธ์เกินคาดคิดสำหรับคนอื่น ทว่าสำหรับเจ้า
นครจักรพรรดิเพลิงแล้วกลับเป็นผลลัพธ์ที่เขาคิด
เอาไว้
หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองหน้าทุกคนแล้วกล่าวว่า
” แผนสองที่ข้าเตรียมเอาไว้ก็คือ อู่ อวี้ เข้าสู่
‘เส้นทางเซียนบรรพกาล’ จากนั้นก็แย่งชิง ‘ยันต์
เซียนบรรพกาล’ ของผู้ถูกเลือกจากดินแดนโบราณ
เหยียนหวง เพื่อเดินทางเดินทางเข้าสู่ ดินแดน
โบราณเหยียนหวง เนื่องจากนี่เป็นวิธีที่ใช้เวลา
น้อยที่สุดในการเดินทางเข้าสู่ดินแดนโบราณเห
ยียนหวง เนื่องจากว่าพวกเราอยู่ไกลจากสถานที่
แห่งนั้นมากเกินไป อีกทั้งในระหว่างเดินทางข้าม
มหาสมุทรยังต้องพบเจอกับอันตรายตลอดเวลา
ดังนั้นพวกเราจึงต้องรอให้ อู่ อวี้ เข้าไปยัง
ดินแดนโบราณเหยียนหวง แล้วมองหาคนของ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง? จากนั้นก็รีบ
รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง ทั้งเรื่องการคืนชีพของ บรรพชนมารคือ
สวรรค์ แน่นอนว่าถ้าจะให้ดีกว่านั้น จงกระตุ้น
เตือนให้คนจาก ‘อาณาจักรโบราณเหยียนหวง’ มา
สังหารทั้ง สองคนนี้เสีย ”
แผนนี้หากทำได้จริง จะนับว่าเป็นแผนการที่ดีมาก
ๆ
เนื่องจากในท้ายสุดแล้ว นครจักรพรรดิเพลิง เป็น
เพียงนครย่อยแยกมาจาก ‘อาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง’ ที่ตั้งอยู่ใน ดินแดนโบราณเหยียนหวง
อีกทั้ง นครจักรพรรดิเพลิง แห่งนี้ยังถูกสร้างขึ้น
เพื่อปกผนึก บรรพชนมารกลืนสวรรค์!
แม้ว่าจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าแผนการนี้จะ
ประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ยังมี
ความหวัง
ตอนนี้การต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ กับ วูซาน เซี่ยชือ
ได้สิ้นสุดลงแล้ว ส่วนจักรพรรดิอิง กับ จักรพรรดินี
จู้ ก็ไม่ได้ติดใจเอาความเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด
อีกอย่างหนึ่งก็คือ ‘อาณาจักรโบราณเหยียนหวง’
เป็นสถานที่เฉพาะ ซึ่งจะต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์ของ
นครจักรพรรดิเพลิง อย่าง อู่ อวี้ เท่านั้นถึงจะ
สามารถเข้าไปได้ หากเป็นผู้ฝึกตนจากพรรคนิกาย
อื่นจะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้
” แผนรับมือทั้งสอง เป็นแผนที่ดีมากจริง ๆ เดี๋ยว
ข้าเป็นผู้รับผิดชอบคนทั้งสองที่อยู่ภายใน
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ นี้ให้เอง ส่วน อู่ อวี้
รับผิดชอบในการสร้างปาฏิหาริย์แล้วก็ความหวัง!
ทุก ๆ ท่านเห็นด้วยหรือไม่? ” ประมุขศักดิ์สิทธิไท่
ซูกล่าว
แผนเตรียมรับมือของเจ้านครทั้งสองแผนนี้ เป็นที่
ชื่นชมพอใจของทุกผู้คนเป็นอย่างมาก เมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับภัยพิบัติหายนะเช่นนี้ จวบจน เจ้า
นครจักรพรรดิ์เพลิง จำต้องยอมเสียสละชีวิตของ
ตนเอง แต่ท่านก็ยังอุตส่าห์คิดแผนรองรับกับ
หายนะเผื่อเอาไว้อีก …
พวกเขาทั้งหลายมีเวลาเตรียมตัวประมาณสิบ
เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้น
ถึงกระนั้นในช่วงนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤติ
อันตราย
เจ้านครจักรพรรดิเพลิงตบลงบนไหล่ของ อู่ อวี้
เบา ๆ แล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ การที่ข้าส่งมอบ
ภารกิจสำคัญเช่นนี้ให้แก่เจ้า เนื่องจากเพราะข้า
หมดสิ้นหนทางแล้วจริง ๆ … ”
” เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ยอมรับข้าเข้ามาใน
ทวีปแห่งทวยเทพ ไม่ว่าท่านจะให้ไปบุกน้ำลุยไฟที่
ไหน หรือ ให้ทำสิ่งใด ถ้าข้าสามารถทำได้ ข้าจะทำ
ให้ดีที่สุด! ”
อู่ อวี้ กล่าวขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว
ในคราแรกเขายังเกรงว่าตนเองจะไร้ประโยชน์ ไม่
อาจช่วยเหลือ หรือ แบ่งเบาภาระอันใดได้
การที่ เจ้านครจักรพรรดิ์เพลิง ยอมส่งมอบภารกิจ
สำคัญให้เขาทำ มันก็แสดงว่าท่านเชื่อมั่นในตัวเขา
ผู้ส่งงานสำคัญให้กับตัวเองเชื่อมั่นในตัวเขา ซึ่งก็
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ต้องการให้ ‘ผู้พิทักษ์’ อย่าง
ท่านต้องผิดหวัง
เมื่อมองดูสภาพอาการของ เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง ท่านยังคงเจ็บปวดบริเวณทรวงอก ความ
เจ็บปวดนั้นมากมายจนยากที่จะพรรณนาเรียงร้อย
เป็นถ้อยคำได้ ซึ่งเขาก็พยายามสะกดข่มเพลิง
โทสะ และ เสียงคำรามไว้ภายใน เนื่องจากสิ่งที่อยู่
ใต้ฝั่าเท้าของท่านคือบรรพชนมารกลืนสวรรค์
นอกจากนี้ยังมี 2 ศัตรูตัวฉกาจอยู่ใน ‘สองเขต
แดนจองจำ’ นั่นก็คือ ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย กับ
เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา พวกมันคือคนที่ทำให้ท่านต้อง
สละชีวิตของตนเอง!
ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผันผ่านไปนานมากเพียงใด อู่
อวี้ ก็จะไม่มีทางลืมเลือนวันนี้ วันที่ เจ้านคร
จักรพรรดิ์เพลิง ยอมสละชีวิตของตนเอง เพื่อต่อ
ให้ชีวิตให้กับผู้คนในทวีปแห่งทวยเทพ
เขาคือบุคคลอันยิ่งใหญ่ เป็นรุ่นวีรบุรุษแห่งทวีป
ทวยเทพ ผู้กระทำตนเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งต่อทั่วทั้ง
ใต้หล้านี้
เมื่อแลเห็นห่วงอารมณ์ของ อู่ อวี้ พุ่งพล่าน
ปันปั่วนเช่นเดียวกับจอมจักรพรรดิ ริมฝีปากของ
เจ้านครก็สั่นเทาเล็กน้อย ท่านชายหัวพร้อมกับ
กล่าวว่า ” อู่ อวี้ เจ้าต้องจำเรื่องนี้ไว้ให้มั่น ผู้ฝึก
ตนเช่นเรา ตราบใดที่ไม่สามารถกลายเป็นเซียน
อมตะได้ เจ้าก็ไม่สามารถหลบหนีการเสื่อมสลาย
ของชีวิตไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ตายวันนี้ แต่วันใดวัน
หนึ่งข้าก็ต้องตายอยู่ดี นี่คือกฎแห่งสวรรค์และปฐพี
ไม่มีผู้ใดสามารถขัดคืนหนี้รอดไปจากชะตานี้ได้ ”
” เมื่อความตายมาถึง มันก็เบาเสมือนดั่งขนนก
การดิ้นรนฟันฝั่าผ่านขีดจำกัดความตายนั้น มัน
อาจจะหนักเสมือนดั่งขุนเขาไท่ซานเลยก็ว่าได้
ถึงแม้ว่าในวันนี้ข้าจะไม่สามารถกล่าวได้ว่า ความ
ตายของข้านั้นทำให้สวรรค์ และ ปฐพีต้องสั่น
สะท้าน แต่ข้าก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดแจ้งว่า
ตลอดช่วงชีวิตนี้ของข้า มีทั้งเส้นทางแห่งตำนาน
ความสุข และ ความทุกข์ ด้วยอายุอานามเท่านี้
ทุกสรรพสิ่งนั้นถือว่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลงเหลือ
ภารกิจสำคัญเพียงอย่างเดียวที่ส่งต่อมาในนคร
จักรพรรดิเพลิง ซึ่งข้าจำต้องทำมันให้สำเร็จลุล่วง
ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่สมบูรณ์ แต่อย่างน้อย ๆ ข้าก็
สามารถปกปั้องทวีปแห่งทวยเทพไปได้อีกระยะ
หนึ่ง สำหรับข้าเพียงแค่นี้ก็ถือเป็นความเมตตามาก
แล้ว มันคือโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ เจ้าไม่
จำเป็นต้องเศร้าโศกเสียใจเพราะการจากไปของข้า
แต่ควรยินดีกับข้าแทน เพราะอย่างน้อย ๆ ตลอด
ช่วงชีวิตนี้ของ จักรพรรดิเพลิง ก็เปียมล้นไปด้วย
ความน่าตื่นเต้นท้าทายอย่างเหลือคณา แม้กระทั่ง
ช่วงสุดท้ายในชีวิต ยังยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้!
แค่นี้ข้าก็พอใจมากแล้ว มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าพลาด
ไปเท่านั้น คือไม่ได้เห็นเจ้าประสบความสำเร็จใน
การสืบทอดมรดกของข้า แต่เมื่อข้าเห็นเจ้า ข้าก็รู้
แล้วว่ามรดกของข้านั้นได้ส่งผ่านต่อไปได้สำเร็จ ”
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง กล่าวถ้อยคำยาวอย่าง
ตะกุกตะกัก
เกี่ยวกับชีวิตและความตาย ภารกิจที่ได้รับ
มอบหมายและมรดกของท่าน
ขีดจำกัดของชีวิตและความตาย ขีดจำกัดของพลัง
ชีวิตคือสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีไปจาก
โชคชะตานี้ได้ วันใดวันหนึ่งทุกคนจะต้องดับสูญไป
ตามกาลเวลา แม้แต่กระดูก็ยังสูญสลายกลายเป็น
ฝุั่นผงไม่หลงเหลือเศษเสี้ยวใด ๆ เหตุผลที่ อู่ อวี้
ปรารถนาจะกลายเป็นเซียนอมตะ ก็เพื่อหลบหนี
จากขีดจำกัดแห่งชีวิตและความตายนี้
และในยามนี้อุปสรรคแห่งชีวิตและความตาย ได้
ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ บางที เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง อาจยอมรับชะตากรรมนี้ได้ แต่ อู่
อวี้ ไม่ยอมรับมัน เขาหาได้เชื่อเรื่องขีดจำกัดของ
ชีวิตและความตายไม่ ภายในจิตใจของเขามีความ
มุ่งหวังปรารถนาเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือกลายเป็น
เซียนอมตะ
แต่เขาก็เข้าใจว่า สำหรับเจ้านครจักรพรรดิเพลิง
แล้ว มันอาจจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากในยามเขา
สามารถตายไปได้ทุกเมื่อ ชีวิตของเขากำลังจะจบ
ลง ดังนั้นสำหรับเขาแล้วความตายอาจจะไม่ใช่
เรื่องเลวร้ายอันใด แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากจริง
ๆ ก็คือ ตกตายไปโดยไร้ซึ่งคุณค่าอันใด!
ดังนั้นถึงแม้ว่า ท่านจะต้องจากไป เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ก็ยังมีความสุขรู้สึกปิติยินดียิ่ง!
” พี่น้องร่วมสหายทุกท่านใน ทวีปแห่งทวยเทพ
โปรดเป็นสักขีพยาน ในวันนี้ข้าได้ส่งมอบมรดก
สองสิ่งแก่ผู้สืบทอด ”
เมื่อกล่าวจบ เกราะสงครามทองคำบนร่างของ เจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง ก็ร่วงหล่นหลุดออกจากร่าง
ของเขา แล้วในท้ายสุดมันก็แปรเปลี่ยนกลายเป็น
ราชโองการทองคำขนาดเล็กผืนหนึ่ง ตกลงมาอยู่
ในมือของเขา จากนั้นเจ้านครก็กล่าวขึ้นมา ” สิ่งนี้
คือ ‘เกราะเทพสงครามประมุขฟั้า’ นับแต่บัดนี้ไปผู้
ครอบครองคนใหม่ของมันก็คือ อู่ อวี้ ”
อู่ อวี้ ตื่นตระหนก เขารีบกล่าวขึ้นทันทีว่า ” ท่าน
เจ้านคร ข้าไม่สามารถรับมันไว้ได้ มันควรเป็นของ
ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้านครในอนาคต”
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง หัวเราะพร้อมกับสาย
ศีรษะแล้วกล่าวว่า ” เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้
แต่งตั้งเจ้าเป็นจ้าวนคร เนื่องจากผู้ที่จะสามารถสืบ
ทอดศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้ต่อได้นั้น คงอีกนาน
กว่าจะปรากฏขึ้น ดังนั้นเจ้าจึงมีหน้าที่ต้อง
รับผิดชอบศาสตราชิ้นนี้ไปก่อน รอจนกว่าจะมีผู้ใด
บรรลุสู่อาณาจักรก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ แล้ว
กลายเป็นเจ้านครคนใหม่ ค่อยมอบให้แก่คนผู้นั้นก็
ยังได้ เมื่อถึงเวลานั้นด้วยความสามารถของเจ้า
คาดว่าคงไม่จำเป็นต้องใช้ศาสตราชิ้นนี้แล้ว ”
ถึงแม้จะพูดเช่นนั้น แต่อันที่จริงแล้วท่านปรารถนา
จะส่งมอบ ‘เกราะเทพสงครามประมุขฟั้า’ ให้แก่ อู่
อวี้
” เจ้ากำลังจะก้าวเข้าสู่ เส้นทางเซียนบรรพกาล
ซึ่งภายในเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย
ข้าหวังว่าศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้จะสามารถช่วย
ปกปั้องเจ้าได้ มีมันก็เสมือนกับว่ามีข้าอยู่ ”
” ขอรับ ”
หลังจากปรากฏเจ้านครคนใหม่ ค่อยนำมันมา
ส่งคืนในภายหลัง ดังนั้น อู่ อวี้ จึงสามารถยอมรับ
มันได้ ยามนี้เขามีหน้าที่ที่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
อย่างหนักหนายิ่ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เวลามาบอกปัด
หรือรักษามารยาทพิธีรีตอง
จากนั้น เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็นำ ‘เจดีย์
ประมุขฟั้า’ ออกมา นี่เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้อันดับ
1 นอกจากนี้ยังเป็นสมบัติชั้นเลิศของนคร
จักรพรรดิเพลิง หลังจากนั้นท่านก็ส่งมอบ ‘เจดีย์
ประมุขฟั้า’ ให้แก่ อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวว่า “
หลังจากใช้มันแล้ว หากรู้สึกลำบากใจก็จงนำมัน
มาส่งมอบคืนให้แก่ นครจักรพรรดิเพลิง ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ 2 ชิ้นนี้ เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของข้า ข้า
หวังว่าเจ้าจะนำมันไป เพื่อทำให้อนาคตของตน
สดใสรุ่งโรจน์ยิ่งกว่านี้! ”
” และสิ่งสุดท้ายก็คือไข่ ที่ข้าเก็บมันเอาไว้ ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ