กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 540 : ชาติหนามีจริงคงไดพบกันใหม
ใบหน้าของเจ้านครจักรพรรดิเพลิงยิ้มขึ้นอย่างสงบ
จากนั้นเขาก็หยิบเอาไข่ออกมา พร้อมกับยื่นไปให้
อู่ อวี้
มือของเขาเย็นเฉียบดุจคนตาย
หลังจากที่ผลัดเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ ไม่คาดคิดว่า
มันจะกลับมาอยู่ในมือของ อู่ อวี้ อีกครั้ง
เจ้านครจักรพรรดิเพลิงกล่าวขึ้นอย่างจริงจังว่า
“ข้าได้ยินพวกมันกล่าวมาว่า นี่คือกายเนื้อของ
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ ภายในไข่ใบนี้ว่างเปล่า
จะต้องใส่จิตวิญญาณเข้าไป มันจึงจะฟักออกมา
ถ้าหากจะกล่าวให้ชัดก็คือจิตวิญญาณของบรรพ
บุรุษมารกลืนสวรรค์ สามารถหลุดจากการคุมขัง
ของคฤหาสน์บรรพบุรุษษมารกลืนสวรรค์ออกมา
และเมื่อมันฟืนฟูร่างกายแล้ว คาดว่ามันจะต้อง
ตามหาไข่ใบนี้อย่างบ้าคลั่ง มันจึงจะสามารถ
กำเนิดใหม่ได้อีกครั้ง ดังนั้น ไข่ใบนี้ไม่อาจจะไปตก
อยู่ในมือของมันได้ ถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆ เจ้า
จงส่งมอบมันให้กับยอดฝีมือใน ‘อาณาเขตโบราณ
เหยียนหวง’”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้น!
ไม่คาดคิดว่านี่คือใบหน้าที่แท้จริงของไข่ใบนี้
เปั้าหมายของจักรพรรดิมารในตอนแรก ไม่ได้อยู่
เพียงแค่ไข่ใบนี้ แต่ก็ยังมีวิญญาณของบรรพบุรุษ
มารกลืนสวรรค์ที่อยู่ในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์อีก
ด้วย ดังนั้นการที่มันบอกว่าจะนำแค่ไข่ใบนี้จากไป
ความจริงเป็นเพียงเรื่องโกหก
หากเป็นเช่นนั้น ก็จำต้องทุ่มสุดตัวเพื่อขัดขวางมัน
ให้ได้
“บางที หากนำไปไว้ที่ ‘เส้นทางเซียนบรรพกาล’
ที่ที่บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ไม่อาจจะเข้าไปได้ ก็
นับเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง หากคิดที่จะไปที่ดิน
แดนโบราณเหยียนหวง ย่อมยากเย็นแน่นอน”
เนื่องจากว่าผู้คนต้องการที่จะไปหยิบฉวยของมา
จากเส้นทางเซียนบรรพกาล และมันจะสูญหายไป
ตามกาลเวลา
“เข้าใจแล้ว”
อู่ อวี้ พยักหน้า อย่างไรก็ตาม ไข่ใบนี้ไม่อาจจะตก
ไปอยู่ในมือของบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ ก่อน
หน้านี้การที่ปล่อยไข่ไว้อยู่ในมือของ อู่ อวี้ มัน
อาจจะไม่ปลอดภัย แต่เขากำลังจะไปยังเส้นทาง
เซียนบรรพกาล ไม่ต้องสงสัยเลยการส่งมอบมัน
ให้กับเขา จะปลอดภัยยิ่งกว่า
หลังจากที่เจ้านครจักรพรรดิเพลิงปล่อยมือออก
จากไข่ใบนั้น แขนของเขาพลันไร้เรี่ยวแรง
บัดนี้เขาหมดสิ้นเรี่ยวแรงจนแทบขยับไม่ได้ แม้ว่า
เขาจะอธิบายออกมาอย่างไม่ชัดเจนมากนัก แต่ดู
เหมือนว่าตอนนี้ทุกผู้คนจะเข้าใจสถานการณ์
หมดแล้ว เจ้านครได้ปรากฎรอยยิ้มขึ้นมาบน
ใบหน้า พร้อมกับมองไปยังทุกๆคนที่เต็มไปด้วย
ความเลื่อมใส
ในใจของ อู่ อวี้ รู้สึกทุกข์ทรมานยิ่ง ถึงแม้ว่าเจ้า
นครจักรพรรดิเพลิงจะดูซีดเซียวลงไป แต่เขาก็
ไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา! เขาไม่อาจจะทนได้
ที่ผู้อาวุโสคนนี้จะจากเขาไป ความรู้สึกนี้คล้ายกับ
ตอนที่เขามองดู ท่านลุงเสิ่น จากเขาไป ความโกรธ
ความเกลียดชัง และความขมขื่น ประดังเข้ามาใน
อกของเขา จนแทบจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา
เห็นได้ชัดว่า จอมจักรพรรดิไม่อาจจะเก็บอาการได้
ดีเท่ากับ อู่ อวี้ ชายชรารูปร่างสูงใหญ่ผู้นี้ หยด
น้ำตาไหลรินลงมา เขาก้มลงไปคุกเข้าทั้ง 2 ข้างอยู่
เบื้องหน้าของเจ้านครจักพรรรดิเพลิง กำหมัดทั้ง 2
ข้าง น้ำตาอาบไล้ไปทั่วใบหน้า
พวกเขาทั้ง 2 น่าจะได้เตรียมตัวกับเรื่องเช่นนี้มา
ก่อนแล้ว ซึ่งบัดนี้พวกเขาส่งมอบสิ่งของให้กับ อู่
อวี้ จนหมดสิ้น และดูเหมือนว่าเจ้านครจักรพรรดิ
เพลิงก็จะหมดห่วงแล้ว
เขาจ้องมองไปยังจอมจักรพรรดิ ที่กำลังเจ็บปวด
พร้อมกับส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “น้องข้า เป็นชา
ยอกสามศอก อย่าได้ร่ำไห้เช่นนี้ หลังจากนี้ทุกสิ่ง
ทุกอย่างในนครจักรพรรดิเพลิง ข้าขอฝากไว้กับ
เจ้า ไม่ว่าจะอย่างไรนครจักรพรรดิเพลิง ก็ไม่อาจที่
จะล่มสลายได้”
“ตกลง!” จอมจักรพรรดิกัดฟัน กล่าวออกมา
อย่างยากลำบาก
การกล่าวถ้อยคำอำลาเช่นนี้ จอมจักรพรรดิก็ไม่รู้
ว่าตนเองควรจะกล่าวสิ่งใดกลับไป
จากนั้นเจ้านครจักรพรรดิเพลิงก็หันไปกล่าวกับทุก
คนว่า “สหายแห่งทวีปแห่งทวยเทพทุกท่าน ข้าก็
ทำได้เพียงแค่อวยพรให้ทุกท่านสามารถกำจัดเจ้า
ปีศาจตนนี้ และรอดพ้นจากหายนะนี้ นำพาความ
สงบสุขกลับคืนสู่ทวีปแห่งทวยเทพ ชายชราผู้นี้
เกรงว่าต้องขอล่วงหน้าไปรอพวกท่านก่อน ขอ
อภัยด้วย”
เขากำลังเผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบนิ่ง ด้วย
ความคิดอ่านและท่าทีเช่นนี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่
แห่งนี้บังเกิดเป็นความรู้สึกชื่นชมจากใจจริง เจ้า
นครจักรพรรดิเพลิงในตอนนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ความคิดและจิตวิญญาณของเขาได้บรรลุถึง
ขอบเขตใหม่ไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่สังขารของ
เขาไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป
ถึงแม้ว่าในใจของพวกเขาจะเตรียมตัวมาแล้ว แต่
เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ ยามที่จ้องมองไปปรากฎ
เป็นภาพร่างของเจ้านครจักรพรรดิเพลิง ที่กำลัง
นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลา ร่างกายของเขาเต็มไป
ด้วยบรรยากาศแห่งความเที่ยงธรรม! จนกระทั่ง
ดวงตาของเขาจ่อสัมผัสกับผืนธรนี ทำให้แววตา
ของพวกเขาเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากจะ
อธิบาย
ซึ่งประโยคสุดท้าย เขาได้เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
“เหล่าสหายเอ๋ย หากชาติหน้ามีจริงเราค่อยพบกัน
ใหม่”
เมื่อเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา ใบหน้าของเขา
พลันดูผ่อนคลายราวกับปลดเปลื้องจาก
ภาระหน้าที่อันหนักหน่วง และยิ้มขึ้นอย่างอบอุ่น
ในเวลานี้มีเพียงแค่สายวาโยอันอ่อนโยนพัดผ่านไป
ร่างกายของเจ้านครจักรพรรดิเพลิงกำลังสลายไป
คนดีคนหนึ่งได้ลาลับไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ร่าง
ของเขาแปรเปลี่ยนกลายเป็นเถ้าธุลีกระจายเต็มไป
ทั่วทั้งแท่นศิลา ดูเหมือนกับว่ากำลังจะแสดงถึง
เจตจำนงของเขา แม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว แต่ก็
ยังคงปกปักษ์อยู่ด้านนอกของคฤหาสน์มารกลืน
สวรรค์ ไม่ปล่อยให้ผู้ใดเข้าไปภายใน!
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ได้จากไปแล้ว
แม้ว่า อู่ อวี้ จะเตรียมตัวมาบ้างแล้ว แต่ในเวลานี้
ก็เหมือนกับมีสายฟั้าฟาดลงมาที่จิตใจของเขา
บนแท่นศิลา เต็มไปด้วยเถ้าธุลีกองหนึ่ง ซึ่งมันคือ
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง และเจตจำนงของเขาที่ทิ้ง
ไว้เบื้องหลัง
เมื่อ อู่ อวี้ เผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้ เขารู้สึกจุก
จนไปถึงลำคอ เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและขม
ขื่น ไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้แม้แต่ประโยค
เดียว
ในตอนนี้รอบด้านเงียบสงัดราวกับปั่าช้า
จอมจักรพรรดิและพี่ชายของเขาฝึกฝนมาด้วยกัน
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ก็เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว
ความสัมพันธ์ของพวกเขา คนนอกไม่อาจจะเข้าใจ
ได้ จอมจักรพรรดิพลันก้มศีรษะลง ร่ายกายของ
เขาราวกับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงต้องนั่งลงไปอยู่บนพื้น
สามารถรู้ได้ว่าอีกฝั่ายนั่นโศกเศร้าและเจ็บปวด
มากมายเพียงใด
อู่ อวี้ ก็เช่นกัน เช่นเดียวกับตอนที่ เสิน อู่เต้า จาก
เขาไป แต่ความแตกต่างในตอนนี้ก็คือ คนที่ทำให้
เขารู้สึกเกลียดชัง บัดนี้พวกมันถูกคุมขังอยู่ในอีก
มิติหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อาจจะลงมือกับอีกฝั่ายได้ในทันที
ศัตรูคู่อาฆาตที่ทำให้เกิดการนองเลือดนี้ ก็คือหุ่น
เชิดของบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์!
หรือจะกล่าวได้ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็น
ฝีมือของ บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์!
เขาอยู่ที่ด้านข้างของแท่นศิลา
สถานที่เจ้านครจักรพรรดิเพลิงเฝั้าปกปักษ์
ภาพที่ตราตรึงอยู่ในจิตใจของ อู่ อวี้ ก็คือเจ้านครผู้
ยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาแห่งนี้
ไม่ขยับเคลื่อนไหวร่างกายมาหลายทศวรรษ
จอมจักรพรรดิลุกขึ้นยืน เขาเดินไปรอบๆแท่นศิลา
แห่งนี้ พร้อมกับก่อตั้งค่ายกลขึ้นมา เพื่อให้รักษา
ให้เถ้าธุลีของเจ้านครจักรพรรดิเพลิงที่อยู่บนแท่น
ศิลาแท่นนี้ ผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับแท่นศิลา
“จากวันนี้เป็นต้นไป นอกจากข้าจะตาย จะต้องไม่
มีผู้ใดทำลายสถานที่แห่งนี้และเข้าไปข้างในได้”
นี่คือคำสาบานของเขา และเป็นคำมั่นสัญญา ว่า
เขาจะต้องปกปั้องเจ้านครจักรพรรดิเพลิงด้วยชีวิต
ของเขา
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ถอนหายใจแล้วกล่าวออกมา
ว่า “เขาได้จากไปแล้ว ทำใจเสียเถิด เขาเป็นคนที่
น่าชื่นชมยิ่ง แต่พวกเราต้องทำตามคำสั่งเสียของ
เขา เวลา 10 เดือนนั้นเป็นเพียงแค่เวลาสั้นๆ พวก
เราต้องรีบคิดหาวิธี และจะต้องใช้โอกาสเมื่อพวก
มันหลุดออกมาได้แล้ว จะต้องทำการสังหาร
ในทันทีเพื่อล้างแค้นให้กับเจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ก่อนอื่นข้าว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือค่ายกล ข้าขอ
แนะนำว่าให้ กำแพงนี้เป็นจุดศูนย์กลาง ภายในสิบ
เดือนนี้ จะต้องให้พวกเราพรรคนิกายใหญ่ทั้งหมด
ก่อตั้งค่ายกลสังหารที่รุนแรงที่สุด”
“แน่นอนว่าค่ายกลเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนั้น ไม่
ว่าจะมีเคล็ดวิชาสังหารอันใด เราก็จะต้องเตรียม
ตัวให้พร้อม พวกเราจะต้องร่วมมือกัน ไม่อาจจะ
ปล่อยให้พวกมันมีชีวิตรอดไปได้ นอกจากนี้พวก
เราจำต้องเปิดใช้ค่ายกลปั้องกันล้อมรอบแท่นศิลา
แห่งนี้ด้วยเช่นกัน ” เซียนกระบี่เทียนซู กล่าว
พวกเขาได้คิดคำนวนเอาไว้แล้ว กระทั่งคิดว่าจะ
จัดตั้งค่ายกลใดบ้างด้วยเช่นกัน
“จอมจักรพรรดิ เจ้าคิดว่าเป็นยังไงบ้าง?” ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู เห็นว่าอารมณ์ของเขาไม่มั่นคง
ดังนั้นจึงเอ่ยถามความคิดของเขา
ดวงตาทั้ง 2 ข้างของจอมจักรพรรดิแดงก่ำ เขาได้
กล่าวออกมาด้วยท่าทีอันเหนื่อยล้าว่า “ในตอนนี้
ข้าไม่อาจจะควบคุมตนเองได้ อย่าเพิ่งถามความ
คิดเห็นจากข้าเลย ให้เวลาข้าสัก 2-3 วัน ส่วน
เรื่องทุกอย่างพวกท่านตัดสินใจกันก่อนได้เลย…..”
แต่ไหนแต่ไรมากไม่เคยเห็นเขาต้องใช้ความ
พยายามในการดิ้นรนเท่านี้มาก่อน
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ตก
ลง เช่นนั้นพวกเขาขอตัวก่อน ทางฝังพรรคซ่าง
หยวน ก็ยังมีเรื่องที่ต้องสะสาง หลังจากนั้นข้าจะ
กลับมาจัดการเรื่องราวต่างๆที่นี่”
เกรงว่าจอมจักรพรรดิคงต้องรั้งอยู่ที่นี่สักระยะ
มิฉะนั้น ถ้าหากเขาเตรียมตัวในทันที หัวใจของเขา
คงจะไม่อาจก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้
เมื่อประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูส่งสัญญาณ ทุกคนก็
ค่อยๆออกจากคฤหาสน์เจ้านคร ทางด้าน อู่ อวี้
เองก็ติดตามพวกเขาออกไปเช่นกัน ที่ด้านนอกมี
พลเมืองนครจักรพรรดิเพลิงมารออยู่ไม่น้อย พวก
เขากำลังรอคอยการปรากฏตัวของจอมจักรพรรดิ
เพื่อเอ่ยถามถึงเรื่องของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
5,000 คนที่หายไป แต่ อู่ อวี้ ทำได้เพียงแค่ให้
พวกเขากลับไปก่อน
“อู่ อวี้ ”ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูตะโกนเรียกเขา
ภายในกลุ่มชน อู่ อวี้ ถือเป็นตัวตนที่พิเศษแล้วใน
ยามนี้
“ท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์”
ทุกคนพลันล้อมรอบ อู่ อวี้
“เรื่องของเส้นทางเซียนบรรพกาล คงต้องฝากฝัง
เจ้าแล้ว” ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู เอ่ย
“ขอรับ”
ในตอนนี้ อู่ อวี้ อยู่ในอารมณ์เดียวกับจอม
จักรพรรดิ เพียงแค่ไม่ร้ายแรงเท่าจอมจักรพรรดิ
แต่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ในตอนนี้เขาอยากจะ
เอาเสามังกรสมุทรคลั่งออกมาบดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่ขวางหน้า บางทีมีเพียงแค่ความคิดเช่นนี้ จึงจะ
ทำให้ความเจ็บปวดและความเศร้าในจิตใจดีขึ้น
“ทุกท่านกลับไปที่พรรคซ่างหยวนกับข้าก่อน นำ
กลุ่มของตนเองกลับไป หลังจากนั้นให้ผู้ที่อยู่ในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 8 ขึ้นไปออกมา มุ่ง
หน้ามารวมตัวกันที่นครจักรพรรดิเพลิง ในเวลา
เดียวกันพวกเราก็จะต้องจัดเตรียมค่ายกลหรือ
ทรัพยากรต่างๆให้พร้อม เรื่องนี้พวกเรายังไม่
สมควรที่จะเผยแพร่งพรายออกไปได้ เพื่อ
หลีกเลี่ยงไม่ให้ทุกคนตกอยู่ในความแตกตื่น
จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในระดับที่เหนือกว่าขั้นตำหนัก
ม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 8 เท่านั้นจึงจะสามารถรู้เรื่อง
นี้ได้ และให้เข้าร่วมในแผนการนี้ ทุกท่านคิดว่า
เป็นเช่นไร?”
ในด้านนี้ ทุกคนไม่มีความคิดเห็นใดๆ
การได้พบกับเรื่องเช่นนี้ทุกคนจะต้องสงบสติ
อารมณ์ลงและใจเย็นเข้าไว้ห้ามผลีผลาม
ทางฝังของปีศาจ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็ได้เอ่ย
เน้นย้ำ “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของทวีป
แห่งทวยเทพ เผ่าพันธุ์ปีศาจเกรงว่าไม่อาจจะรอด
พ้นได้ ดั้งนั้นพวกเรายังต้องการกำลังของพวกท่าน
ทั้ง 2 ในด้านกลยุทธ์กับวิธีการต่างๆ พวกท่านก็
จะต้องมีส่วนร่วมด้วย”
จักรพรรดิอิง เอ่ย “ไม่ต้องกล่าวให้มากความ พวก
ข้ารู้ว่าควรจะต้องจัดการเช่นไร แต่เกรงว่าต้องรอ
เหล่าปีศาจเฒ่าลงความเห็นเสียก่อน เนื่องจากว่า
มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไป”
จากนั้นประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็มองไปทางนิกาย
เซียนซูซัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
พร้อมกล่าวว่า “ก่อนอื่น หนานกง เจ้าต้องควบคุม
ตนเองเสียก่อน มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์โดยรวม
หากสามารถผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ ค่อยมาจัดการ
เรื่องราวความแค้นส่วนตัว ได้หรือไม่?”
สำหรับเซียนกระบี่กุ้ยหยางแล้ว ความจริงนี้
ค่อนข้างโหดร้าย
มันเป็นการกระทำที่ยากยิ่ง ดังนั้นจึงเลือกที่จะไม่
พูด
อย่างไรก็ตาม เซียนกระบี่เทียนซู ก็ได้ตอบกลับไป
“ท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์โปรดวางใจ พวกเรารู้ดีว่า
ควรทำอย่างไร”
เซียกระบี่กุ้ยหยาง ได้รอคอยเวลาในการแก้แค้นมา
นมนาน เพียงรออีกปีเดียวก็คงไม่เป็นอะไร
ในตอนนี้ เซียนกระบี่เหยากวง ก็เอ่ยขึ้น “มันยังมี
ปัญหาอยู่เล็กน้อย เรื่องนี้ยังไม่อาจจะประกาศ
ออกไปได้ ส่วนทางด้านของศึกมังกรสวรรค์แห่ง
ทวยเทพ เพื่อไม่ให้เป็นขี้ปาก อู่ อวี้ จะต้องคว้า
อันดับที่ 1 มาให้ได้ จึงจะสามารถเข้าไปยังเส้นทาง
เซียนบรรพกาลโดยชอบธรรม มิฉะนั้นคงเป็นข้อ
กังขาสำหรับผู้คนจำนวนมาก ท้ายที่สุดแล้วศึก
มังกรสวรรค์แห่งทวยเทพนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก
เช่นกัน”
สิ่งที่กล่าวออกมานับว่ามีเหตุผลยิ่ง
หากบอกเล่าเรื่องนี้ให้แก่เหล่าผู้เข้าร่วมอีก 6 คนที่
เหลือ คาดว่าพวกเขาคงจะเข้าใจและยอมรับ
เพราะไม่ว่ายังไงแล้ว อู่ อวี้ ก็จำต้องไปที่เส้นทาง
เซียนบรรพกาลเพื่อที่จะแบกรับความผิดชอบอัน
ใหญ่หลวงของทวีปแห่งทวยเทพอยู่ดี
แต่เนื่องจากว่าไม่สามารถกล่าวเรื่องนี้ได้ พวกเขา
จึงจำเป็นต้องเตรียมคำอธิบายที่สมเหตุสมผลเพื่อ
บอกกล่าวแก่ผู้คน
“ไม่มีปัญหา ข้าจะเข้าร่วมการประลอง” เมื่อทุก
คนอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก อู่ อวี้ ก็ได้กล่าว
ออกมา หากเป็นเช่นนี้ก็อาจจะทำให้จัดการ
เรื่องราวต่างๆได้ง่ายดายขึ้น
แน่นอนว่าพวกเขาก็มั่นใจในตัวของ อู่ อวี้ อยู่แล้ว
“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็กลับไปที่พรรคซ่างหยวน
กันก่อนเถอะ”
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ทุกคนก็ได้เร่งรีบกลับไป
ยังพรรคซ่างหยวน ด้วยทุกสิ่งอย่างที่กระชั้นชิด
และฉุกละหุกเกินไป ทุกคนจึงตกอยู่ในสภาพตึง
เครียดและหดหู่ยิ่ง
มีเพียง อู่ อวี้ เท่านั้นที่ยิ่งมาเขาก็ยิ่งเต็มด้วยความ
บ้าคลั่ง ดวงตาทั้ง 2 ข้างแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ ในใจ
เต็มไปด้วยโทสะแลความเกลียดชัง ซึ่งร่างกายของ
เขาบัดนี้ราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ