กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 541 : จิตมารในหวงความเปนความตาย
การเร่งกลับไปที่พรรคซ่างหยวนในครั้งนี้ ด้านหนึ่ง
ก็เพื่อจะพาคนในพรรคนิกายของตนกลับไปทำการ
เตรียมตัว ส่วนอีกด้านก็เพื่อตัดสินว่าใครจะเป็น
อัจฉริยะอันดับที่ 1 ของทวีปแห่งทวยเทพ
ข่าวการตายของเจ้านครจักรพรรดิเพลิง ยังไม่
อาจจะเปิดเผยได้ในตอนนี้
ครั้งนี้ไม่ได้เหมือนกับศึกสงครามกับผู้ฝึกตนนอกรีต
แห่งทะเลตงไห่ ถึงแม้ว่าการรวมตัวของทั้ง 2 คนนี้
จะยังจะร้ายแรงมากกว่าจักรพรรดิมาร แต่อย่าง
น้อยก็มิได้มีข่าวลือหนาหูจนไม่สามารถปิดได้
เหมือนครั้งก่อน
เพราะสุดท้ายข่าวลือจะสร้างความตื่นตระหนก
และสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนได้ โดยเฉพาะ
กับอาณาจักรมนุษย์
“อู่ อวี้ เจ้าต้องสงบจิตใจลงเป็นเพราะว่าเจ้านั้นได้
แบกรับภาระมากมาย มันอาจจะทำให้เจ้าสูญเสีย
การควบคุมได้”
ระหว่างทางที่กำลังมุ่งหน้าไปยังพรรคซ่างหยวน
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็ได้เอ่ยขึ้น
อู่ อวี้ พยักหน้าตอบรับ แต่ไม่ได้เอ่ยตอบกลับไป
เพราะการจากไปของเจ้านครจักรพรรดิเพลิง ทำ
ให้เขายากที่จะปล่อยวางความรู้สึกได้ เรื่องของ
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ สาเหตุก็มาจากเขา ซึ่ง
มีบางครั้งที่เขาก็คิดว่ามันเป็นความผิดของเขา
เช่นกัน
เรื่องการที่จะเดินทางไปยังเส้นทางเซียนบรรพกาล
เขาได้ย้ำเตือนตัวเองว่าจะต้องทำให้สำเร็จ
ตอนนี้ในสมองของเขาเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์ที่
เจ้านครจักรพรรดิเพลิงจากไปอย่างสงบ ทุกๆ
ท่าทาง ทุกๆรายละเอียด สำหรับ อู่ อวี้ แล้วมัน
ค่อนข้างหนักหน่วง และความหนักหน่วงนี้ทำให้
หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและโศกเศร้า
คอยกัดกินหัวใจเขาอย่างต่อเนื่อง
แม้กระทั่งทำให้เลือดในกายไหลเวียนอย่างผิดปกติ
ภายในจินตนาการ อารมณ์ความโกรธนั้น ได้ก่อตัว
เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจนกลายเป็นวานรสีทองตัวหนึ่ง
ผู้ซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ความรุนแรง เกรี้ยวกราด
และบ้าคลั่ง
ตรงกลางหน้าอก ที่ได้เก็บสะสมพลังงานด้านลบมา
เป็นเวลานานแล้ว ซึ่งมันเปรียบดั่งภูเขาไฟที่ระเบิด
พลังออกมาอย่างบ้าคลั่ง ลาวาพุ่งพลันทะลัก
เปลวเพลิงกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง
ความเกลียดชังนี้ จนกว่าเขาจะล้างแค้นได้สำเร็จ
มันย่อมไม่อาจจะหายไปจากในใจของเขา ศัตรู
ของเขาในตอนนี้ก็คือ พ่อลูก ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย
และรวมถึง บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์
“เห้อ ทั้งหมดเป็นบาปกรรมที่ข้าได้ก่อเอาไว้ หาก
ในตอนนั้นข้าเด็ดขาดกว่านี้สักหน่อย เทียนไห่อวี้
ฝูเหยา ก็คงไม่มีโอกาสเช่นในวันนี้….”
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู พลางถอนหายใจออกมา
เขาเป็นคนเลี้ยงดูปลูกฝัง ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย
ขึ้นมา
เซียนกระบี่เทียนซู กล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้อง
กับท่าน ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากบรรพบุรุษมารกลืน
สวรรค์ ถ้าหากมันไม่มาควบคุมพวกพ่อลูกคู่นี้ มัน
ก็ไปควบคุมผู้อื่นอยู่ดี เพียงแต่ว่าพวกมันทั้ง 2 คน
มีพื้นฐานและความแข็งแกร่งที่ดีกว่า ทำให้มันมี
โอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากกว่า”
พวกเขาเหล่าเจ็ดเซียนแห่งซูซัน ในตอนนี้นับเป็น
กำลังหลักสำคัญ
คนส่วนใหญ่กำลังวิตกกังวล ราวกับว่ามีหินก้อน
ใหญ่กดลงมาในหัวใจของพวกเขา บรรยากาศจึง
ตึงเครียดไร้ที่เปรียบ
อู่ อวี้ ก้มศีรษะลง
ในที่สุดก็มาถึงพรรคซ่างหยวน พวกเขาล่องลอย
อยู่บนนภากาศ จ้องมองไปยังเหล่ายอดฝีมือ
จำนวนมากของทวีปแห่งทวยเทพ ที่ยังรั้งรออยู่ที่นี่
พวกเขากำลังรอคอยอย่างอดทน และต่างจับกลุ่ม
สนทนากัน ก่อนหน้านี้ทุกคนกำลังสนทนากันอย่าง
ดุเดือด
พวกเขารู้เนื้อหาภายในจดหมายของเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ดังนั้นในเวลานี้ในใจจึงรู้สึกตึง
เครียด กระทั่งยังได้เตรียมตัวเพื่อที่จะเพื่อที่จะเข้า
ร่วมสงคราม
เมื่อถูกสั่งให้รออยู่ที่นี่ ทุกคนก็บังเกิดความรู้สึกร้อน
ใจดุจดั่งไฟไหม้
โดยเฉพาะทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงกับเหล่า
หัวหน้ากองพัน ใบหน้าของพวกเขามืดหม่น และ
เดินวนไปวนมาอยู่บนเรือรบจักรพรรดิแห่งแสง
ราวกับเป็นมดที่โดนไฟรนก้น
ทั่วทั้งสนามประลองซ่างเซียน ทุกคนต่างก็แสดง
อาการร้อนอกร้อนใจออกมา
มีบางคนมุ่งหน้าไปที่นครจักรพรรดิเพลิงเพื่อสืบ
ข่าวคราว อย่างไรก็ตามที่นครจักรพรรดิเพลิง ก็ไม่
มีผู้ใดรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น มีเพียงแต่เรื่องการ
หายไปตัวไปของคน 5,000 คนในนครจักรพรรดิ
เพลิง ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วเท่านั้น
ในหมู่คนที่หายไปนั้นเป็นจำนวนไม่น้อย อีกทั้งยังมี
เหล่าหัวหน้ากองพันรวมอยู่ในนั้นด้วย
เหล่าผู้คนได้เห็นว่าคนที่เดินทางไปยังนคร
จักรพรรดิเพลิงกลับมาแล้ว กระทั่งเซียนกระบี่
เทียนซูที่มาสมทบด้วย เมื่อดูจากการแสดงผู้นำ
นิกายและประมุขพรรค ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีเรื่อง
ร้ายแรงเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าจะไมได้
ผ่านการต่อสู้ที่ร้ายแรงมาอีกด้วย
ทุกคนค่อยเบาใจลงบ้าง ดูเหมือนว่าจะไม่ได้
ร้ายแรง และไม่เหมือนกับว่าจะเกิดข่าวร้ายแรงอัน
ใด
ในความเป็นจริงก่อนที่จะกลับมาที่พรรคซ่างหยวน
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูได้เตือนให้ทุกคน ปรับอารมณ์
ของตัวเอง คนส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขอบเขตก่อร่าง
สร้างจิตเทวะ จึงได้สามารถปรับอารมณ์ความรู้สึก
ตัวเองได้ในทันที
ดังนั้นในตอนนี้ทุกคนจึงมีท่าทีผ่อนคลาย หลังจาก
ที่ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูกลับมาแล้ว เขาก็รีบกล่าว
ขึ้นมาว่า “เกิดเรื่องเข้าใจผิดบางอย่างขึ้น แต่บัดนี้
ได้สะสางเสร็จสิ้น คงต้องทำให้ทุกคนเสียเวลา
แล้ว”
เมื่อได้ยินประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูกล่าวเช่นนี้ ถึงแม้จะ
ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึก
วางใจ มีเพียงทางฝังของนครจักรพรรดิเพลิง ที่ทุก
คนรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจเพราะว่าจอมจักรพรรดิเพลิง
ไม่ได้กลับมาด้วย
ผู้นำนิกายและประมุขพรรคส่วนใหญ่ และ
จักรพรรดิปีศาจทั้ง 2 ต่างก็กลับไปที่ฝังของตน
ยังมีคนอีกจำนวนมากที่รู้สึกสงสัย ว่ารายละเอียด
ที่ทำให้ต้องหยุดงานกลางคันนี้คืออะไร อย่างไรก็
ตามประมุขพรรคและผู้นำนิกายทั้งหลายก็เตรียม
ตัวหาข้อแก้ตัวมาแล้ว หากมีคนเข้ามาถามไถ่
พวกเขาก็จะตอบกลับไปแบบเดียวกัน ผู้คนก็จะรู้
เพียงแค่ว่ายันต์สื่อสารที่เจ้านครจักรพรรดิเพลิงส่ง
มานั้นบอกว่า จักรพรรดิมารได้กลับมากำเนิดใหม่
อีกครั้งที่ทะเลตะวันออก ดังนั้นทุกคนจึงได้ไป
ประชุมหารือกัน แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่ามันเป็น
แค่ข่าวปลอม
นี่ก็คือข้ออ้างที่ประมุขพรรคและผู้นำนิกายคิด
ขึ้นมา
แต่พวกเขาก็ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยคำกล่าวเหล่านี้ เพราะว่าไม่
มีผู้ใดจะคาดคิดถึง ว่ายอดฝีมือระดับต้นๆของทวีป
แห่งทวยเทพ จะรวมตัวกันปิดบังพวกเขา
หลังจากนั้นพวกเขาก็ค่อยไปบอกให้กับตัวตน
ระดับจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงระดับสูง และพวกปีศาจระดับสูง
ให้พวกเขาเข้าร่วมแผนการ และเพื่อร่วมมือกัน
จัดการกับภัยพิบัติในครั้งนี้
หลังจากที่ทุกคนกลับไปประจำที่แล้ว ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูก็กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้
สามารถเอาชนะ วูซาน เซี่ยชือ ได้สำเร็จ ทุกคนก็
เห็นแล้ว ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับ อู่ อวี้ การ
ต่อสู้นี้เป็นการต่อสู้ที่สั่นคลอนทวีปแห่งทวยเทพ
การต่อสู้อีก 2-3 สนามถัดไป ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเป็น
กังวล แต่ก็จำต้องดำเนินการต่อไป อย่าได้หวาด
วิตก เช่นนั้นข้าจะขอเริ่มต้นจับฉลากการประลอง
ที่ 2 ”
คำกล่าวของประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู เห็นได้ชัดว่าเขา
ต้องการที่จะสนับสนุนให้ อู่ อวี้ ได้รับอันดับที่ 1 นี้
ให้ได้
แต่สิ่งที่เขากล่าวมาก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง ที่
การต่อสู้ของ อู่ อวี้ ได้ทำให้ฟั้าดินต้องสั่นสะเทือน
แม้ว่าจะมีขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 8 ทั้ง
4 คน ผนวกกับยังมี จี้ หลิงหลง กับ หนานกง
เหว่ย ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้
อีกทั้ง 6 คนที่เหลือก็ยังดูไม่ได้แข็งแกร่งมากมาย
แต่อย่างใด นอกจาก หนานกง เหว่ย
ในตอนนี้ทุกคนได้กลับมาอยู่ในความสงบดังเดิม ดู
เหมือนว่าในนครจักรพรรดิเพลิงจะไม่ได้เกิดเรื่อง
ร้ายแรง และประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูก็ให้เด็กน้อยมา
เริ่มทำการจับฉลากอีกครั้ง เพื่อค้นหาคู่ประลอง
ต่อไป
ความจริงในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้ตกเข้าสู่ห้วงวังวน
สายตาของเขาดูมืดหม่น รู้สึกหวาดกลัว จนไม่
สามารถทำให้จิตใจสงบลงได้ การตายของเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ได้เข้ามากลืนกินจิตใจของเขา
ความรู้สึกโศกเศร้าได้วนเวียนเข้ามาอยู่ในจิตใจ
ของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกเก็บ
กดเป็นอย่างยิ่ง!
สำหรับเขาแล้ว ในตอนนี้ทุกวินาทีที่ผ่านไป รู้สึกว่า
มันช่างเป็นเรื่องที่เสียเวลาโดยใช่เหตุ
ผู้คนในระดับประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ย่อมสามารถ
อดทนและทำจิตใจให้สงบได้ แต่สำหรับ อู่ อวี้
แน่นอนว่าไม่สามารถทำได้
“ชีวิตคนเราเกิดมาก็ต้องตาย! มนุษย์จะต้องคล้อย
ตามลิขิตของสวรรค์ จุดสิ้นสุดของทุกคนก็คือ
ความตาย! ไม่อาจจะอยู่เหนือฟั้าดินได้ หรือไม่มีแก่
ไม่มีตายไม่ได้เชียวหรือ?!”
ความตายของเจ้านครจักรพรรดิเพลิง มันได้ชักนำ
ให้เขาขบคิดเกี่ยวกับเรื่องความเป็นความตาย
บางครั้งกลางดึก เขาได้บังเกิดความคิดขึ้นมาว่าถ้า
อยู่ดีๆ ตัวตนและความคิดของตนเองหายไป ย่อม
ไม่หลงเหลือสิ่งใด สิ่งนี้เองได้บังเกิดเป็นความกลัว
เข้ามากัดกินหัวใจ เหมือนกับสายน้ำซัดสาดเข้ามา
ทำให้ อู่ อวี้ ตกอยู่ในห้วงภวงค์กับฝันร้ายนี้
ซึ่งมันทำให้เขายิ่งกดดันและบ้าคลั่งมากขึ้นจนเกิด
เป็นความไม่ยินยอม
“ข้าไม่อยากตาย!”
เมื่อเจ้านครจักรพรรดิเพลิงกลายเป็นฝุั่นธุลีต่อหน้า
ต่อตาเขา ฉากเบื้องหน้าได้ปรากฎเป็นความกลัว
เข้ามาแทนที่
อารมณ์ของเขาก็เป็นเหมือนกับลาวาที่พร้อมจะ
ปะทุ
เมื่อประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูได้ประกาศ 2 รายชื่อที่จะ
มาทำการประลองในลำดับต่อไป อู่ อวี้ ก็ไม่อาจจะ
ควบคุมตนเองได้ ทันใดนั้นเขาก็พุ่งไปอยู่ใจกลาง
สนามประลอง ในตอนนี้ความเกลียดชังและความ
โศกเศร้าได้ถูกสะสมอยู่ในหัวใจของเขามากเกินไป
เขาต้องการที่จะหาที่ระบาย
การกระทำของ อู่ อวี้ ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คน
จำนวนมาก
ตอนนี้เขาได้มาอยู่บนสนามประลองซ่างเซียน
หลังจากที่จ้องมองไปรอบๆ คู่ต่อสู้ทั้ง 6 พลัน
ปรากฎภายใต้คลองจักษุ
“ข้าไม่ต้องการเสียเวลา พวกเจ้าทั้ง 6 คนเข้ามา
พร้อมกันให้หมด! หากใครสามารถล้มข้าได้ ก็เอา
อันดับที่ 1 ไป!”
ในตอนนี้เขาคิดเพียงแค่ต้องการต่อสู้ให้มันจบๆไป
ให้เร็วที่สุด
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่ อู่ อวี้ กำลังทำอยู่นี้
ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฏ ความจริงมันเป็นสิ่งที่ไม่
เหมาะสม มันทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาค่อนข้างหยาบ
คายและโอหังเกินไป
ดังนั้นเมื่อประโยคนี้หลุดออกมาด้วยเสียงที่ดังสนั่น
ทำให้ก่อนหน้านี้ ผู้คนต่างที่ล้วนเลื่อมใส อู่ อวี้
และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดี จึงแทบไม่เชื่อหู
ตัวเอง
ช่างบ้าระห่ำ โอหังยิ่ง และไม่เห็นใครอยู่ในสายตา!
“อู่ อวี้ เจ้ากำลังทำผิดกฏของศึกมังกรสวรรค์แห่ง
ทวยเทพ นอกจากนี้พวกเราก็ยังเหลือเวลาอีก
มาก” ตอนนี้ทางด้านของนครจักรพรรดิเพลิง เมื่อ
ไม่มีจอมจักรพรรดิและเจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ขุนพลระดับสูงก็รีบลุกยืนขึ้นมา อีกทั้งขุนพลกู่ที่มี
ความสัมพันธ์อันดีกับ อู่ อวี้ ก็ได้กล่าวออกมา
เช่นกัน
ส่วนพรรคนิกายอื่นๆ และนิกายเซียนซูซันต่างก็อยู่
ที่นี่ด้วยเช่นกัน นับว่าการกระทำนี้ของ อู่ อวี้ ไม่ได้
มีการไว้หน้าแต่อย่างใด บัดนี้ จอมกระบี่ชั่วฮวา
จึงกล่าวอออกไปด้วยความไม่พอใจยิ่ง “เจ้าได้รับ
ชัยชนะมาเพียงแค่ 2 ครั้งก็ไม่เห็นหัวผู้ใดแล้ว ช่าง
หยิ่งผยองจริงๆ ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพไม่ใช่
ที่ที่เจ้าจะมาทำตัวปั่าเถื่อนเช่นนี้! อย่าได้มาทำตัว
น่าขายหน้า กลับไปอยู่ในที่ของเจ้าซะ”
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ได้สนใจยังคงกล่าวต่อไปว่า
“พวกเจ้า 6 คนร่วมมือกัน ก็ยังไม่กล้าอีกเช่นนั้น
รึ?”
คาดว่ามีเพียงประมุขพรรคและผู้นำนิกายเท่านั้นที่
เข้าใจความรู้สึกของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ การเกิดเรื่อง
เช่นนี้ขึ้น นอกจากจอมจักรพรรดิแล้ว ก็มีแต่เขาที่
รู้สึกเศร้าโศกและโมโหมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเจ้า
นครจักรพรรดิเพลิงก็ได้ส่งมอบภารกิจอันแสนจะ
หนักหนาสาหัสให้กับเขาอีก
สำหรับประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูและคนอื่นๆแล้ว
อันดับ 1 ในศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ จะต้อง
เป็น อู่ อวี้ เท่านั้น เมื่อเห็นการกระทำของ อู่ อวี้
หากการต่อสู้ครั้งนี้ สามารถทำให้เขาก้าวผ่าน
สถานการณ์ที่ยากลำบากได้ เช่นนั้นก็ถือว่าดีไม่
น้อย
พวกเขามองเห็นว่าตอนนี้เต๋าของ อู่ อวี้ อยู่ใน
ความสับสน มันเป็นจิตมารอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่า
สามารถก้าวข้ามไปได้ เขาก็จะเติบโตมากขึ้น แต่
หากไม่อาจจะก้าวข้ามมันไปได้ เห็นได้ชัดว่าใน
ภายภาคหน้า ก็จะมีอิทธิพลต่อเขา ไม่ต้องสงสัย
เลยว่านี่ย่อมเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด มันทำให้เกิด
ข้อสงสัยในเต๋าของตนเอง มันก็จะเป็นเรื่องยากที่
จะก้าวไปข้างหน้าได้
ในตอนนี้ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ ประมุขพรรคและผู้นำ
นิกายต่างมองหน้ากันและกัน จากนั้นประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู โบกมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “อู่ อวี้
นับว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงและคุณงามความดีสูงล้ำ
บางครั้งการจะเปลี่ยนกฏเกณฑ์เพื่อเขา ก็นับว่า
ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด และไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่จะ
ทำให้เขาได้รับความยากลำบากมากขึ้นในการจะ
เอาชนะและคว้าที่ 1 ส่วนใครสามารถเอาชนะเขา
ได้ก็จะเป็นอัจฉริยะอันดับ 1 ถือว่าสมเหตุสมผล
และเนื่องจากว่าเขาเอ่ยปากออกมาด้วยตนเอง นี่
นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับคนเหลืออีก 6 คน ข้า
เชื่อว่าย่อมไม่มีใครคิดปฎิเสธ ทุกท่านเห็นว่าเป็น
เช่นไร?“
เขาเข้าใจ อู่ อวี้ ดังนั้นจึงอยากให้เขาเอาชนะจิต
มารนี้ไปได้ อย่างน้อยต้องให้เขากลับเข้าลู่เข้าทาง
เสียก่อน ซึ่งเขาคิดว่า อู่ อวี้ จะต้องดิ้นรนต่อสู้
ภายในจิตใจมาโดยตลอดอย่างแน่นอน
เซียนกระบี่เทียนซู เอ่ยว่า “การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
นับว่าน่าตื่นเต้นไม่น้อย ลองดูเสียหน่อยย่อมไม่
เสียหาย พวกเรานิกายเซียนซูซันเห็นด้วย”
เมื่อพวกเขาทั้ง 2 คนเปิดประเด็นเช่นนี้ ดังนั้นจึง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้นำนิกายและประมุขพรรคคน
อื่นๆก็จะต้องเห็นด้วย สำหรับปีศาจ พวกมันก็ไม่
คัดค้านแต่อย่างใด หากไม่ใช่ อู่ อวี้ ที่กระทำเช่นนี้
อย่างฉับพลัน พวกมันก็คิดที่จะจากไปในทันทีอยู่
แล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ