กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 542 :
เสมือนผู้ปกครองแห่งโลกหล้าลงมาจุติ
การตัดสินใจในครั้งนี้ของเหล่าผู้นำสูงสุด ทวีปแห่ง
ทวยเทพ ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนยิ่ง
นัก
แม้ว่าผู้คนจะไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวเรื่องนี้
เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้วการที่ อู่ อวี้ จะ
กลายเป็นอันดับ 1 ในศึกครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่
แน่นอนอย่างถึงที่สุด แต่เขากลับตัดสินใจเพิ่ม
ความยากลำบากในการกลายผู้ชนะเลิศให้กับ
ตนเอง แล้วคนอื่น ๆ จะคัดค้านไปทำไมกันเล่า
อย่างน้อยผู้คนต่างก็คิดว่า ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู
กับ เซียนกระบี่เทียนซู ล้วนเป็นบุคคลผู้มีความ
เที่ยงธรรมเคารพในกฎเกณฑ์ ฉะนั้นพวกท่านต้อง
ไม่ยอมให้มีการทำลายกฎเกณฑ์ปฏิบัติอันยึดถือมา
อย่างยาวนานแน่นอน ยกตัวอย่างเช่นศึกการ
แข่งขันในครั้งนี้ ถึงแม้จะมีการลงมือโจมตีปีศาจ
อย่างไม่สมควร ทว่าพวกเขาก็ยังยึดถือยึด
กฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
นี่คือหลักฐานยืนยันที่ทำให้ทุกผู้คนแน่ใจได้ว่า ‘ศึก
มังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’ จะสามารถดำเนิน
ต่อไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม
แม้แต่ ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู ผู้ซึ่งคอยควบคุมรักษา
กฎเกณฑ์ ยังมิได้ท้วงติงใด ๆ ฉะนั้นแม้ว่าคนอื่น ๆ
จะรู้สึกแปลกใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้ของเขา
แต่ก็หาได้ปริปากพูดอันใดออกมาไม่
ดั่งเช่น จอมกระบี่ชั่วฮวา ซึ่งยังคงเกลียดชังในตัว
อู่ อวี้ อยู่ ก็ยังกระทำเพียงแค่เหลือบมองไปที่เซียน
กระบี่เล็กน้อย แต่ก็หุบปากเงียบไม่ได้กล่าวคัดค้าน
หรือ โวยวายใด ๆ แม้แต่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ก็ยัง
ไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ ถึงแม้พฤติกรรมของ อู่
อวี้ จะดูเหมือนเป็นการทำลายกฎก็ตามที
ถึงเรื่องนี้จะดูแล้วค่อนข้างแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่ก็
ยังได้รับอนุญาตจาก ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู และ
เซียนกระบี่เทียนซู ให้ หนานกง เหว่ย กับ จี้ หลิง
หลง แย่งชิงอันดับ 1 แบบตะลุมบอน สำหรับการ
แหกกฎในครั้งนี้ มิได้มีผลกระทบกับคนส่วนใหญ่
หรือคนในรุ่นต่อไป
เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้ว ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู
เห็นด้วยกับการแหกกฎนี้
สายตาของ ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู เจิดจ้าเปล่ง
ประกายระคนอ่อนโยน เขาไม่ได้กล่าวอันใดมาก
นอกจากปั่าวประกาศว่าคนที่เหลือทั้ง 6 สามารถ
เข้ามาต่อสู้กับ อู่ อวี้ ได้ เขาทำเพียงจ้องมองไปใน
ดวงตาของ อู่ อวี้ ซึ่งในยามนี้ยังคงสงบนิ่ง อู่ อวี้
ล่วงรู้ดีว่า ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู กำลังช่วยเหลือ
ตนเองอยู่ ถึงแม้สายตาของเขายังคงดูสงบนิ่งไม่
วอกแวก ทว่าภายในจิตใจนั้นไม่อาจสงบนิ่งได้ ซึ่ง
อู่ อวี้ ก็ทราบดีว่าหากอยู่ในสภาวะอารมณ์
วอกแวกสับสนเช่นนี้ มันหาได้เป็นผลดีสำหรับการ
ต่อสู้ไม่ แต่ถึงจะรู้อยู่แก่ใจ มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ
สำหรับผู้ร่วมประลองอีก 6 คนที่เหลือ เมื่อได้รับ
โอกาสดังกล่าวก็หาได้มีความคิดเห็นอื่นใดเพิ่มเติม
ตอนนี้ อู่ อวี้ กำลังยืนรอผู้มาท้าประลอง อยู่กลาง
สนามประลองซ่างเซียน ทันใดนั้นผู้เข้าแข่งขันทั้ง
6 คนก็ทะยานเข้ามาหา อู่ อวี้ จากทั่วทุกทิศทาง 4
ใน 6 มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกตขั้นที่ 8 ซึ่งมีอายุอยู่ราวๆ 40 ปี ส่วน หนาน
กง เหว่ย กับ จี้ หลิงหลง ถึงแม้จะมีอายุน้อยกว่า
แต่ความแข็งแกร่งของพวกนางหาได้อ่อนด้อยกว่า
พวกเขาไม่
ด้านหน้าคือ จี้ หลิงหลง ในคราแรกนางเองก็รู้สึก
กังขากับการตัดสินใจของ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ซึ่ง
ยามนี้นางกำลังเผชิญหน้ากับเขา ฉะนั้นนางจึงทำ
ได้เพียงกล้ำกลืนฝืนใจ สตรีผู้งดงามบริสุทธิ์ประดุจ
เทพธิดาสวรรค์ สวมใส่อาภรณ์ด้วยชุดกระโปรง
ยาวสีขาว พริ้วกระพือตามกระแสสายวาโย สูงส่ง
ศักดิ์สิทธิ์ เสมือนดั่งเซียนอมตะก็มิปาน ก่อนที่ อู่
อวี้ จะปรากฏกายขึ้น ครั้งหนึ่งนางเคยเป็น
อัจฉริยะอันดับ 1 ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือบรรลือนาม
ไปทั่วทั้ง ทวีปแห่งทวยเทพ
ฉะนั้นนางจึงภาคภูมิใจ ในเกียรติแลศักดิ์ศรีของ
ตนเองเป็นอย่างมาก
ยามนี้ในมือของนางถึงจับศาสตราเต๋าวิถีแท้
‘ภาพวาดวิหารเซียน’ เมื่อนางเข้ามาใกล้ อู่ อวี้ วง
เวทบนแผ่น ‘ภาพวาดวิหารเซียน’ ก็เริ่มส่อง
ประกายแสงสลัวขึ้นจาง ๆ น้ำหมึกบนภาพวาดนี้
คือส่วนหนึ่งของวงเวทย์
” นับตั้งแต่โบร่ำโบราณ วีรบุรุษล้วนหาใช่ผู้ทะนง
ตน หยิ่งยโสโอหังเช่นนี้ไม่ ข้าดูเจ้าผิดไป อู่ อวี้ ” จี้
หลิงหลง กล่าวอย่างไม่แยแส
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ของนาง ดูอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
แผ่กลิ่นอายแรงกดดันแผ่ออกมาอย่างใหญ่หลวง
ทันทีที่ ‘ภาพวาดวิหารเซียน’ นั้นถูกเปิดออกก็
ขยายใหญ่ขึ้นในบัดดล แล้วพลังอำนาจของ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ก็ระเบิดพวยพุ่งออก ร่ำลือกันว่า
ลงภายใน ‘ภาพวาดวิหารเซียน’ นางสามารถ
อัญเชิญ ‘ เทพเซียน’ มาเป็นผู้พิทักษ์ คอย
ช่วยเหลือต่อสู้เพื่อ จี้ หลิงหลง
เมื่อสิ้นคำพูด ทางฝังซ้ายของ อู่ อวี้ ก็มีกลิ่นเหม็น
ไหม้คละคลุ้งออกมา ที่มาของกลิ่นเหม็นไหม้นั้นคือ
เปลวเพลิง ซึ่งมีสีสันแตกต่างกันถึง 9 สี ซึ่งส่อง
สว่างมายังเบื้องหน้าของเขา ไปตามที่คาดไว้ เบื้อง
หน้าของ อู่ อวี้ ในยามนี้คือ หนานกง เหว่ย ที่
จำแลงร่างเป็นหงส์เพลิงสัตว์สวรรค์ ดูยิ่งใหญ่
ศักดิ์สิทธิ์ไร้มลทิน เพลิงคะนองจากสัตว์สวรรค์
กำลังบินทะยานขึ้นสู่ท้องเวหา ปีกเก้าสีทั้งสองข้าง
กำลังโบกสะบัด ทุก ๆ ครั้งที่กระพือปีก บนท้องฟั้า
ก็จะม้วนกวาดไปด้วยเปลวเพลิง แพร่กระจายปก
คลุมไปทั่วทุกทิศทาง
สายตาของหงส์เพลิงเปียมล้นไปด้วยความหยิ่ง
ทะนง ทว่าก็ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างขณะ
จ้องมองมายัง อู่ อวี้ ดูจากสถานการณ์ยามนี้ บาง
ทีนางอาจจะล่วงรู้ว่ามีบางอย่างไม่สู้ดีเกิดขึ้นกับ
เขา แต่นี่ก็ถือเป็นโอกาสของนางที่จะได้ต่อสู้กับ
เขา ในแบบที่เรียกว่าให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปข้าง
เพราะนี่คือเปั้าหมายที่จะทำให้นางก้าวเดินหน้า
ต่อไปได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่มีสิ่งใด
สามารถหยุดยั้งนางได้
ส่วนคนที่เหลืออีกสี่คนก็ไม่ใช่ย่อยเช่นกัน ถึงพวก
เขาทั้งสี่จะไม่มีศาสตราเต๋าวิถีแท้ หรือสามารถ
จำแลงร่างเป็นหงส์เพลิงได้ ทว่าพวกเขาต่างมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต
ขั้นที่ 8 ซึ่งนี่คือสิ่งที่ อู่ อวี้ ไม่มี
ในเวลานี้ทั้งหกกำลังอยู่ตรงเบื้องหน้าของเขา แล้ว
จี้ หลิงหลง ซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางผู้ร่วมประลองทั้ง 6
ก็กล่าวขึ้นว่า ” ทุก ๆ ท่าน ในเมื่อ อู่ อวี้ เลือกที่
จะทำเช่นนี้ ฉะนั้นพวกเราก็ไม่ควรขัดศรัทธา ข้า
คิดว่าลำดับแรกพวกเราควรร่วมมือกัน เพื่อ
เอาชนะเขาก่อนแล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาตัดสิน
กันอีกที ข้าเชื่อว่า พวกท่านเองก็คงไม่ต้องการ ให้
เขาดูถูกเหยียดหยามเยี่ยงนี้! ”
หลายปีมานี้ จี้ หลิงหลง อยู่ในฐานะบุตรกิเลน
ถึงแม้น่าจะเป็นสตรีแต่ก็เปียมล้นด้วยความหยิ่ง
ทะนง เต็มไปด้วยเกียรติแลศักดิ์ศรี นางภูมิใจใน
ตัวเองเป็นอย่างมาก แม้แต่ กูซู หยูเตี๋ย ยังไม่เพียง
พอที่จะท้าทายความสง่างาม และ ความตั้งใจของ
นางได้ ถึงแม้ว่าชื่อเสียงของ อู่ อวี้ จะเลื่องลือ
บรรลือนามไปทั่วทั้งใต้หล้า แต่ภายในใจของนางก็
ยังคงมั่นคงแกร่งกล้าดุจหินผา
“ ข้าเห็นด้วย จี้ หลิงหลง นางเป็นศิษย์ของ
ประมุขศักดิ์สิทธิไท่ซู แน่นอนว่าเราต้องเชื่อมั่นใน
คำพูดของท่าน ”
“ ข้าเอาด้วย ข้าขอร่วมมือจัดการกับ อู่ อวี้ อีก
แรง ”
ทุกคนต่างแสดงความเห็นตรงกัน ในที่สุดก็เหลือ
หนานกง เหว่ย ซึ่งนางยังมิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด
ออกมา อาจด้วยเพราะนางกับ อู่ อวี้ มีเรื่องราว
ซับซ้อนที่ต้องสะสางกันเป็นการส่วนตัว นางจึง
อยากจัดการ อู่ อวี้ ด้วยวิธีตรงไปตรงมา ด้วย
เพราะนางไม่ได้มีดีแค่จำแลงร่างเป็นสัตว์สวรรค์ได้
เท่านั้น แต่ภายใต้ปีกของนาง ยังซุกศาสตราเต๋าวิถี
แท้ ‘เตาหลอมผลาญพิภพ’ ที่นางทำพันธสัญญาไว้
หลังจากการพูดคุยผ่านพ้นไป คาดว่าพวกเขาจะ
เริ่มลงมือทำห้ำหั่นกันแล้ว
เดิมทีการที่ อู่ อวี้ สามารถคว้าชัยเหนือ วูซาน เสวี่
ยชือ มาได้ ทำให้ไม่มีผู้ใดรู้สึกสงสัยว่าเขาจะไม่ได้
รับชัยชนะในการปะลองครั้งนี้ แต่เมื่อ อู่ อวี้ แสดง
ท่าทางเช่นนี้ออกมา ส่งผลให้สงครามการประลอง
ครั้งสุดท้ายของ ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ
เปียมล้นไปด้วยความสงสัยกังขา แล ความตรึง
เครียดในทันที! หาก อู่ อวี้ สูญเสียโอกาสในการ
ได้รับชัยชนะเพราะความหยิ่งยโสเช่นนี้ ผู้คนคง
สามารถคิดได้เพียงแค่ว่า เขามั่นใจตนเองมาก
เกินไป
” ทำไมจอมจักรพรรดิถึงไม่กลับมาด้วย? เห็นได้ชัด
ว่าหากจอมจักรพรรดิอยู่ที่นี่ เขาจะไม่กระทำการ
บ้าบิ่นเช่นนี้ ”
” หาก อู่ อวี้ พ่ายแพ้ คงจะน่าอับอายยิ่งนัก การ
ตัดสินใจปัญญาอ่อนเช่นนี้ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่
สิ่งที่คนอย่างเขาจะกระทำได้เลย ”
” หรือ อู่ อวี้ เป็นแค่พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝั่อ พอได้
รับคำชื่นชมเข้าหน่อย จึงกระทำตัวหยิ่งผยอง ไม่
เห็นหัวผู้ใดอยู่ในสายตาเช่นนี้ หรือเราประเมินค่า
เขาสูงเกินไป? ”
ระหว่างที่ฝูงชนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น การต่อสู้ก็
เริ่มต้นขึ้นในฉับพลัน อู่ อวี้ ต้องประลองอีก 6 ครั้ง
แต่ทว่าบัดนี้เขาได้ตัดสินใจจะต่อสู้กับคนทั้ง 6 ใน
ครั้งเดียว ระหว่างที่คนทั้ง 6 กำลังรายล้อมอยู่รอบ
กายของ อู่ อวี้ นั้น ทันใดนั้นเขาก็แปรเปลี่ยนเป็น
วานรทองคำในทันที กระดูกยืดขยาย ร่างกาย
แข็งแกร่งบึกบึนมากยิ่งขึ้น! ดวงตาสีแดงโลหิต
ปลดปล่อยลมหายใจออกมาอย่างรุนแรง เป็น
เสมือนดั่งสัตว์อสูรแสนดุร้าย ซึ่งความบ้าคลั่ง
ระเบิดออกมาจากร่างกายเขาอย่างต่อเนื่อง ด้วย
ความบ้าคลั่งแล้วความดุร้ายเช่นนี้ของ อู่ อวี้ ทำ
ให้ผู้คนทั้ง 6 ที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ กายของเขารู้สึก
ประหวั่นพรั่นพรึงไปตาม ๆ กัน
“ร่างอวตารนอกวิถี!”
หลังจากใช้ร่างจำแลงเซียนวานร อู่ อวี้ ก็ดึงเส้น
ขนทองคำของตนเองออกมา พร้อมกับเปั่าออกไป
ทันที เพียงชั่วพริบตาร่างจำแลงที่เหมือนกับเขา
ทุกประการก็ปรากฏกายขึ้น เดิมทีแล้วสำหรับ
ความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ เพียงแค่คนเดียวนั้นช่าง
ดูอ่อนแอและเปราะบางยิ่ง แต่ทว่าตอนนี้ดู
เหมือนว่า ผู้ที่กลายเป็นฝั่ายอ่อนแอ และ
เปราะบางก็คือคนทั้ง 6 พวกมันต่างถูกปิดล้อมไว้
ด้วยเซียนวานรทองคำนับพันตน!
อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างตระหนักดีว่าร่างอวตาร
ของ อู่ อวี้ นั้น มีความแข็งแกร่งทางร่างกายที่
ค่อนข้างต่ำ ง่ายต่อการถูกทำลาย ดังนั้นพวกมันจึง
ไม่ได้รู้สึกกังวลเท่าใดนัก และเปิดฉากโจมตีทันที
คนทั้ง 6 ชักศาสตราเต๋าของตนเองออกมาแทบจะ
ในเวลาเดียวกัน จากนั้นก็ใช้ออกด้วยมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ และ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ลงมือจู่โจม
เข้าใส่ทันที!
“ลงมือ!”
มีเพียงการต่อสู้แค่อย่างเดียวเท่านั้น ถึงจะสามารถ
แก้ไขปัญหานี้ได้ เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกเกลียด
ชังออกจากภายในจิตใจ ที่บังเกิดขึ้นในขณะนี้
ดวงตาของ อู่ อวี้ นั้นเป็นสีแดงฉาน เมื่อเขาเปล่
งเสียงร้องคำรามขึ้น ร่างอวตารทั้งหมดของเขาก็
กระทำเช่นเดียวกัน จนกระทั่งบัดนี้บังเกิดเป็นเสียง
คำรามดังสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งสวรรค์และ
ปฐพี
ความรุนแรงและพลังอำนาจจากเสียงคำรามของ
วานรนับพันตน แม้กระทั่งฝูงชนโดยรอบยังอดตื่น
ตะลึงไปตาม ๆ กันอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาต้อง
ยอมรับจริง ๆ ว่า อู่ อวี้ นั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่าในช่วงใจต่อมา เขาก็กระทำในสิ่งที่ฝูงชน
ต้องรู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้น!
“วิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะ!”
การประลองรอบล่าสุด อู่ อวี้ เคยใช้เคล็ดวิชาหมื่น
เตาหลอมจักรพรรดิเจ้าเทวะ กุมชัยเหนือ วูซาน
เซี่ยชือ มาได้ แต่เขาไม่เคยใช้ เคล็ดวิชาประมุขฟั้า
เจ้าเทวะ ออกมาให้เห็น ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า
อู่ อวี้ ได้ฝึกฝนเรียนรู้ 2 เคล็ดวิชาเจ้าเทวะ สิ่งนี้
แสดงให้เห็นว่า เขาคือยอดอัจฉริยะผู้มีคุณสมบัติ
ในการสืบทอด มรดกของเจ้านครจักรพรรดิเพลิง
กับ จอมจักรพรรดิเพลิง!
ชั่วขณะที่เสียงคำรามของ อู่ อวี้ ดังสะเทือนเลื่อน
ลั่นไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี ร่างของเขาก็เปล่ง
ประกายแสงสีทองเจิดจ้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดนั้นทั่วทั้งสรรค์พรางกายของร่างจำแลงเซียน
วานร ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นสีทอง ก็ส่องสว่างเปล่ง
ประกายเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น เสมือนราวกับว่าร่างกาย
ของเขาได้ถูกหล่อหลอมแปรเปลี่ยนกลายเป็น
ทองคำ มั่นคงประดุจดั่งภูผา ราวกับจักรพรรดิ
ประมุขฟั้าเสด็จลงมา ปกครองไปทั่วทั้งสวรรค์และ
ปฐพีนี้ ซึ่งผู้คนก็เคยเห็นว่าครั้งหนึ่งร่างกายของ
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ก็เปล่งประกายด้วยแสงสี
ทองเจิดจ้าเช่นนี้ ในท้ายสุดแล้วนี่คือทักษะ
ความสามารถที่อดีตเจ้านครจักรพรรดิเพลิงเคยใช้!
อย่างไรก็ตาม ความตื่นตระหนกของผู้คนยังไม่ได้
หยุดอยู่เพียงแค่ เนื่องจากว่าพื้นฐานร่างกายของ
อู่ อวี้ คือกายาเพชรอมตะ เคล็ดวิชานี้จะช่วยให้
ร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งการปั้องกัน
ยังทรงพลังมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก
สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไม่ใช่แค่ร่างต้นของเขา
เพียงอย่างเดียว แต่ในเวลานี้ร่างอวตารนับพันของ
เขาก็ใช้ ‘เคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะ’ ออกมา
เช่นกัน เพียงชั่วอึดใจ ทั่วทั้งสรรค์พรางกายของ
วานรนับพันก็ดูเสมือนดั่งถูกหล่อหลอมขึ้นมาจาก
ทองคำ เมื่อร่างอวตารทั้งหมดยืนหยัดอยู่ร่วมกัน ก็
เปล่งประกายรัศมีโชติช่วงอันสง่างาม ดูอหังการ
แข็งแกร่งถึงที่สุด เสมือนราวกับว่าเป็นอมตะไม่มี
วันถูกทำลาย!
ภาพที่ปรากฏขึ้นนี้ ทำให้ผู้ร่วมประลองทั้ง 6 รู้สึก
หวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
หลังจาก อู่ อวี้ ใช้ เคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะ
เสร็จสิ้น ดวงตานับพันคู่ของวานรก็แปรเปลี่ยน
เป็นเสมือนดั่งปลายกระบี่อันแหลมคม จ้วงแทงเข้า
ใส่ผู้ร่วมประลองทั้ง 6 ซึ่งขณะนี้เองพวกมันกำลัง
เตรียมลงมือโจมตี แต่ก็ต้องหยุดมือ เนื่องจาก
ความตื่นตระหนกเมื่อแลเห็น อู่ อวี้ ใช้ เคล็ดวิชา
ประมุขฟั้าเจ้าเทวะ ทันใดนั้นร่างอวตารนับพันก็
กระจายตัวแบ่งกันออกเป็นรูปแบบของสี่เหลี่ยม
จัตุรัส แต่ละกรอบสี่เหลี่ยมมีร่างอวตารปิดล้อมอยู่
250 ร่าง ซึ่งแบ่งกันโจมตีเข้าใส่คู่ต่อสู้ 4 คน!
มีแค่ อู่ อวี้ เพียงคนเดียว ที่รับมือกับคู่ต่อสู้ 2 คน
ซึ่งคู่ต่อสู้ที่เขาเลือกมา 2 คนก็คือ หนานกง เหว่ย
กับ จี้ หลิงหลง ไม่ใช่เพราะว่าพวกนางทั้งสอง
งดงามหาใดเปรียบ แต่เนื่องจากว่าศาสตราเต๋าวิถี
แท้ของพวกนาง สามารถหยุดยั้งร่างอวตารของ
เขาที่ใช้ เคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะ ได้ แต่คู่ต่อสู้
ที่เหลืออีก 4 คนไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ความโกลาหลจากการต่อสู้ ได้บังเกิดขึ้นจากร่าง
อวตาร และ ผู้เข้าร่วมประลองทั้ง 4 เป็นอันดับ
แรก!
พวกมันแต่ละคน ต่างถูกปิดล้อมไว้ด้วยร่างอวตาร
250 ร่าง ซึ่งร่างอวตารแต่ละตนที่ล้อมพวกมันไว้
ดูเสมือนดั่งอสูรร้ายก็มิปาน ซึ่งร่างอวตารก็ไม่
ปล่อยให้มีโอกาสได้หายใจแม้แต่เพียงเสี้ยว แต่ละ
ตนเริ่มใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาเต๋าทันที!
ในช่วงเวลานี้เอง เปลวเพลิงทมิฬก็ลุกโหมกระหน่ำ
อย่างเกรี้ยวกราด!
มันคือ ‘เคล็ดวิชาหมื่นเตาหลอมจักรพรรดิเจ้าเท
วะ’ !
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เคยใช้ เคล็ดวิชาหมื่นเตาหลอม
จักรพรรดิเจ้าเทวะ มอบความพ่ายแพ้ให้แก่ วูซาน
เสวี่ยชือ ซึ่งในการต่อสู้ครั้งนั้น อู่ อวี้ ก็ใช้ร่าง
อวตารนับพันลงมือโจมตีอย่างพร้อมเพรียง
เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าในเวลานี้จะมีร่างอวตารเพียง 200 กว่า
ร่าง และมีอีก 10 กว่าร่างที่ไม่ได้ปลดปล่อยเคล็ด
วิชาออกไป ซึ่งร่างอวตารนับ 10 นี้ ได้เลือกที่จะ
กวัดแกว่งศาสตราสถิตวิญญาณ พุ่งจู่โจมเข้าใส่คู่
ต่อสู้ก่อน พวกเขาทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม
ของ อู่ อวี้ เป็นเสมือนกับส่วนหนึ่งในร่างกายของ
อู่ อวี้ ดังนั้นรูปแบบกลยุทธ์ที่ใช้ และ การลงมือจึง
ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาต่างพุ่งทะยานเข้า
ไปปราบปราม สะกดข่มการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้
ส่วนร่างอวตารที่เหลือก็ปลดปล่อย เคล็ดวิชาหมื่น
เตาหลอมจักรพรรดิเจ้าเทวะ ออกไปทันที !
ตูมตูมตูม!
คนทั้ง 4 ไม่ได้เลือกจะหลบหนีไปไหน แต่ตัดสินใจ
ใช้ความสามารถของตนเองเข้าต่อสู้ อย่างไรก็ตาม
ก่อนที่พวกเขาจะได้ลงมือ ร่างอวตารนับ 10 ก็พุ่ง
ทะยานจู่โจมเข้าใส่พวกเขาอย่างหนักหน่วงรุนแรง
ตามมาด้วย เคล็ดวิชาหมื่นเตาหลอมจักรพรรดิเจ้า
เทวะ ที่อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากความสามารถใน
การต้านรับของคู่ต่อสู้มิได้อ่อนแอ ดังนั้นการแบ่ง
ร่างอวตารส่วนหนึ่งเพื่อมาดึงดูดความสนใจ และ
ขัดขวางพวกเขาไว้จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่ง
ระหว่างที่ร่างอวตารลงมือจู่โจมเข้าใส่อย่างหนัก
หน่วงจนคู่ต่อสู้เปิดช่องว่าง ชั่วอึดใจต่อมาพวกมัน
ทั้งสี่ก็ถูก เคล็ดวิชาหมื่นเตาหลอมจักรพรรดิเจ้าเท
วะ กลืนกินเข้าไปทันที!
นี่คือข้อดีจากกลยุทธ์ของมนุษย์!
ภายใต้พลังอำนาจที่ถาโถมเข้าใส่ คนทั้ง 4 ได้ถูก
กำจัดออกจากการประลองในทันที!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ