กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 545 :
ทะลวงสู่ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 4
ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ ในที่สุดก็มาถึง
บทสรุป
อันที่จริงแล้วประมุขพรรคและผู้นำนิกายต่างๆก็มี
แผนการอยู่ในหัวใจแล้ว สำหรับคนอื่นๆ บางที
การที่ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพได้บทสรุปนั่นก็
คือการปิดฉากของงานนี้แล้ว แต่พวกเขายังไม่รู้ว่า
มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
ขั้นถัดไป ก็จะเข้าสู่ช่วงระยะเวลาแห่งการ
เตรียมการ 10 เดือน กล่าวได้ว่าในช่วงเวลานี้ ถือ
เป็นเรื่องของความเป็นความตายบนทวีปแห่งทวย
เทพเลยทีเดียว
ดังนั้นพรรคนิกายชั้นนำพร้อมกับเหล่าปีศาจ และ
ตระกูลเทียนอี้ ในเวลานี้พวกเขาจึงเร่งรีบจากไป
ในทันที แน่นอนหลังจากที่ศึกมังกรสวรรค์แห่ง
ทวยเทพจบลง ก็ย่อมมีการจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อ
เป็นพิธี และผู้ที่เป็นเจ้าภาพก็คือพรรคซ่างหยวน
อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ทว่าในครั้งนี้ไม่มี
สำหรับผู้คนทั่วไปแล้ว มันค่อนข้างรู้สึกแปลกอย่าง
ยิ่ง
กระทั่ทงผู้ที่ได้อันดับที่ 1 อู่ อวี้ ผู้มีคุณสมบัติใน
การเข้าสู่เส้นทางเซียนบรรพกาล ก็ยังเร่งรีบ
กลับไปยังนครจักรพรรดิเพลิงก่อนเช่นกัน ซึ่ง
เนื่องจากว่าจอมจักรพรรดิไม่อยู่ ทำให้เรือรบ
จักรพรรดิแห่งแสงต้องใช้ขุนพลจำนวนหลายคน
ในการขับเคลื่อนมันแทน
ผลลัพธ์กลายเป็นว่าเรือรบทมิฬ ได้ค่อยๆบิน
กลับไปยังนครจักรพรรดิเพลิง
ด้านบนเรือรบทมิฬ ยามนี้ขุนพลหลายสิบคนได้ยืน
ล้อม อู่ อวี้ ไว้ใจกลาง ต่อมา ขุนพลจินหลวน ก็
ตัดสินใจเอ่ยขึ้นมาก่อน “อู่ อวี้ ดูเหมือนว่าจะเกิด
เรื่องบางอย่างขึ้น อีกทั้งน่าจะยังไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
เสียด้วย พวกเราควรจะรู้ใช่ไหมว่าเกิดเรื่องอัน
ใด?”
พวกเขาไม่ใช่คนโง่ การที่ประมุขศักดิ์สิทธิ์ตัดสินใจ
เปลี่ยนแปลงกฏของศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ
จนกระทั่งตอนนี้เหล่านิกายน้อยใหญ่ก็ยังเร่งรีบ
จากไป อีกทั้งจอมจักรพรรดิเพลิงก็ไม่ได้กลับมา
ด้วย รายละเอียดมากมายเหล่านี้ มันอธิบายได้
อย่างชัดเจนว่ามันจะต้องเกิดเรื่องขึ้น
“ข้าไม่รู้ หลังจากกลับไป ทุกท่านรอฟังคำตอบจาก
จอมจักรพรรดิเองเถอะ”
สำหรับการเตรียมตัวสังหาร ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย
กับ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา อู่ อวี้ ไม่สามารถแพร่ง
พรายออกไปได้ ซึ่งภารกิจของเขาในตอนนี้ก็คือ
การเตรียมตัวเข้าไปในเส้นทางเซียนบรรพกาล
ส่วนเรื่องในด้านนี้ให้เป็นหน้าที่ของ จอมจักรพรรดิ
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู และคนอื่นๆ ที่จะ
ปรึกษาหารือวางแผนในการจัดการ
“ตกลง”
เหล่าขุนพลทั้งหลายรู้ว่า อู่ อวี้ รู้เรื่องราว
บางอย่าง แต่เขาไม่อยากจะพูด ดังนั้นเกรงว่าคง
ต้องรอฟังจากจอมจักรพรรดิเสียแล้ว
ไม่กี่วันหลังจากนั้นพวกเขาก็มาถึงนครจักรพรรดิ
เพลิง ในตอนนี้ภายในนครจักรพรรดิเพลิงเต็มไป
ด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า ถึงแม้ว่า อู่ อวี้
จะได้รับอันดับที่ 1 ในศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ
มา แต่เนื่องจากการสูญหายของผู้คนจำนวนมาก
ทำให้ทุกคนต่างช่วยกันค้นหา ดังนั้นทั่วทั้งนครจึง
ยากที่ทำการเฉลิมฉลองได้
หลังจากที่กลับมาแล้ว ทุกคนก็ยังรอฟังคำอธิบาย
จากจอมจักรพรรดิ
ในช่วงหลายวันมานี้ คาดว่าจอมจักรพรรดิก็น่าจะ
ฟืนกลับมาจากความเจ็บปวดแล้ว
หลังจากที่กลับมายังนครจักรพรรดิเพลิงแล้ว เหล่า
ขุนพลก็ถูกจอมจักรพรรดิเรียกตัวให้เข้าไปที่
คฤหาสน์ท่านเจ้านครทันที
สิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของจอมจักรพรรดิ
และคนอื่นๆ นับว่าไม่ทำให้ อู่ อวี้ ต้องเป็นกังวล
แม้แต่น้อย
อู่ อวี้ มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว ซึ่งยังเหลือเวลาอีก
2 เดือน ที่เส้นทางเซียนบรรพกาลจะเปิดขึ้น เขา
จะต้องพยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งมากที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้
ทางเจ้านครจักรพรรดิเพลิงได้ให้สิ่งสำคัญ 2 อย่าง
ส่งมอบให้กับ อู่ อวี้ นั่นก็คือ ‘เกราะเทพสงคราม
ประมุขฟั้า’ กับ ‘เจดีย์ประมุขฟั้า’ ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กล่าวว่า เมื่อเข้าไปภายในเส้นทาง
เซียนบรรพกาลแล้ว จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง
ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การที่สามารถควบคุมศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ 1 ชิ้นได้ ในความเป็นจริงมันก็เป็น
เหมือนหลักประกันชีวิตอีกอย่างหนึ่ง
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเร่งกลับไปยังค่ายเทียมฟั้า เพื่อ
เตรียมตัวที่จะกำราบศาสตราเต๋าวิถีแท้ ในตอนนี้
เขามีประสบการณ์ในการกำราบเสามังกรสมุทร
คลั่ง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่มันก็ไม่
เสียหายที่จะลอง
บนมือทั้ง 2 ข้างของเขา ด้านหนึ่งเป็นผ้าไหมสี
ทอง อีกด้านหนึ่งเป็นเจดีย์ 1 หลัง ระดับของเจดีย์
ประมุขฟั้า น่าจะสูงกว่าเกราะเทพสงครามประมุข
ฟั้า
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ทั้ง 2 ชิ้นนี้ ทำให้ อู่ อวี้ นึกไปถึง
คำชี้แนะและการปกปั้องหลายครั้งหลายคราจาก
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เขาเป็นผู้นำทางของ อู่ อวี้
อย่างแท้จริง ซึ่งมันได้ทำให้ อู่ อวี้ เปิดโลกทัศน์
ของชมทวีปโลกธาตุ
ทำให้ อู่ อวี้ ได้เห็นถึงความจริงว่าโลกมนุษย์นั้น
กว้างใหญ่เพียงใด
ในครั้งนี้ อู่ อวี้ ต้องการที่จะทำความคุ้นเคยกับ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ก่อนที่จะเข้าไปภายในเส้นทาง
เซียนบรรพกาล เพราะมันก็เป็นมรดกอย่างหนึ่ง
เวลาเหลืออีกไม่มาก
ก่อนที่ อู่ อวี้ จะกำราบศาสตราเต๋าวิถีแท้ทั้ง 2 นี้
อู่ อวี้ ยังมีอีก 1 เรื่องที่ต้องไปทำ
ความจริงเมื่อประมาณครึ่งปีที่แล้ว เขาเพิ่งจะฝั่า
ทะลวงเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 3
หลังจากผ่านมาครึ่งปีต่อมา เขาได้ฝึกฝนอย่างหนัก
หน่วงในการขยายตำหนักม่วงของตน ในนคร
จักรพรรดิเพลิงมีพลังฟั้าดินบรรพกาลและเม็ดยา
ปราณมรกตที่เขามีอยู่จำนวนมาก มันจึงทำให้พลัง
ฝึกตนของเขาก้าวหน้าด้วยความรวดเร็ว
แต่บางครั้ง การยกระดับจิตใจขึ้น มันจะเป็น
หนทางที่เร็วที่สุดในการยกระดับของเขตอย่างหนึ่ง
และทั้งหมดนี้ มันก็คือเต๋า
เต๋า มันเป็นทั้งภาพลวงตาและมีอยู่จริง
การตายของเจ้านครจักรพรรดิเพลิง ทำให้เต๋าของ
อู่ อวี้ ตกเข้าไปในโคลนตม เส้นทางการฝึกตนของ
เขาพลันปรากฎข้อสงสัยมากมาย
อย่างไรก็ตามย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะมันได้
แต่ความแน่วแน่ในจิตใจของเขาเหนือกว่าคนรุ่น
ราวคราวเดียวกันกับเขา และเขายังมีภาพจำแลง
หัวใจวานร มันทำให้ความมุ่งมั่นของเขาเติบโตขึ้น
ไปเรื่อยๆ
หลังจากจบศึกมังกรสวรรค์แห่งทวยเทพ ด้วย
ความสามารถอันโดดเด่นของเขา ทำให้ตนได้รับ
อันดับ 1 มาครอง และการต่อสู้สุดท้าย เขาได้
กลายเป็นดาวเด่นของงานอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วย
ความแข็งแกร่งที่สามารถสะกดข่มผู้คนได้ มันได้
ทำให้ อู่ อวี้ คลี่คลายความสับสนในจิตใจไปจน
หมดสิ้น
คำถามทั้งหมดเกี่ยวกับเต๋า ในตอนนี้ได้หายไปหมด
สิ้นแล้ว
เขาได้เห็นถึงเต๋าที่แท้จริงของตนเอง มันได้ทำให้
เขามีจิตใจที่อยากจะกลายเป็นเซียนของเขามี
ความแน่วแน่ขึ้น เจ้านครจักรพรรดิเพลิงกล่าวว่า
ชีวิตนั้นเป็นไปตามชะตาลิขิต ใครจะรู้ว่าเราจะตาย
ไปตอนไหน ซึ่งในตอนนั้นมันได้ส่งผลกระทบต่อ
จิตใจของเขาอย่างรุนแรง
โชคดีที่มรดกของเซียนอมตะ นั้นมีความแข็งแกร่ง
ที่เหนือกว่า ทำให้ความมั่นใจของเขาฟืนคืน แม้แต่
จิตใจของเขาในตอนนี้ ก็ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดอย่าง
ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เต๋าของเขาค่อยๆคืบหน้าไปเรื่อยๆ
ด้วยความรู้แจ้งนี้ มันทำให้ อู่ อวี้ พุ่งทะยานไปอีก
หลายขุมทีเดียว
“การจะสำเร็จกลายเป็นเซียนอมตะ ขั้นตอนแรก
ก็คือการปล่อยวางเรื่องชีวิตและความตาย ในจุดนี้
มีหลายคนที่ทำผิดพลาด ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่อาจจะ
ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเต๋าของตนเจอกับ
อุปสรรค หลังจากที่อายุขัยของตนเองค่อยๆหมด
ลง”
เกรงว่าเจ้านครจักรพรรดิเพลิงก็เป็นเช่นเดียวกัน
การสำเร็จกลายเป็นเซียนอมตะก็เพื่อที่จะหลบหนี
ความตาย อู่ อวี้ ครอบครองมรดกของเซียนอมตะ
ทำให้มุมมองของเขาสูงกว่าคนอื่นไม่น้อย
จนกระทั่งตอนนี้ เขายังไม่เคยเห็นคนอื่นจะมี
เปั้าหมายที่จะกลายเป็นเซียนอมตะเลยสักคน
เหตุผลก็เพราะว่าพวกเขาไม่มีมุมมองถึงขั้นนั้น
บางครั้งจิตใจและมุมมองจะเป็นตัวตัดสินเรื่องราว
ต่างๆมากมาย
อู่ อวี้ ไม่ได้รีบร้อนในการกำราบศาสตราเต๋าวิถีแท้
เขารู้ว่ายังมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือการ
ไตร่ตรองถึงเต๋าที่อยู่ภายในจิตใจ คิดทบทวน
เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งจะเกิดขึ้นกับจิตใจ
ของเขา จะต้องทำการรู้แจ้ง และผสานพวกมัน
ทั้งหมดเข้าไปภายในตำหนักม่วงของเขา
ในมือของเขามีเม็ดยาปราณมรกตจำนวนมาก
ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องการ
ขาดแคลนเม็ดยาปราณมรกตเหล่านี้ เม็ดยา
ทั้งหมดได้ถูกนำไปผสานหลอมจุดห่ายชี่ เพื่อที่จะ
ขยายตำหนักม่วงของเขาให้แข็งแกร่งและมั่นคง
ยิ่งขึ้น
จอมจักรพรรดิมาเยี่ยมเยียน อู่ อวี้ เป็นครั้งคราว
ซึ่งเขาพบว่า อู่ อวี้ ยังไม่ได้ทำการกำราบศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ แต่กำลังทำการยกระดับขอบเขตของ
ตนเอง สิ่งที่เขาเห็นก็คือ อู่ อวี้ มีความเร็วในการ
พัฒนาที่สามารถทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง เขากลืน
กินเม็ดยาปราณมรกตอย่างต่อเนื่อง ราวกับ
ร่างกายของเขาเป็นหลุมลึกที่ไร้จุดสิ้นสุด สามารถ
มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตำหนักม่วงของ อู่ อวี้
ยิ่งมายิ่งกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“ครั้งนี้ ถือได้ว่าเขาเก็บเกี่ยวผลจากโชคร้ายได้
จริงๆ”
“พี่ชายเชื่อใจเขาเช่นนี้ แม้กระทั่งมอบหมาย
ภารกิจสำคัญให้เอาวางไว้บนบ่าของเขาอีก บางที
เขาอาจจะเป็นความหวังที่สำคัญที่สุดของทวีป
แห่งทวยเทพในอีก 10 เดือนข้างหน้า…….”
ครั้งนี้ เหล่าประมุขพรรคและผู้นำนิกายทั้งหมด
ได้มารวมตัวกันอยู่ที่หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
แม้กระทั่งจักรพรรดิปีศาจทั้ง 2 ก็มาด้วย เพื่อ
เผชิญหน้ากับภัยพิบัติ คนและปีศาจต่างปล่อยวาง
ความเกลียดชังทั้งหลาย
จอมจักรพรรดิฉวยโอกาสแวะเวียนมาหา อู่ อวี้
เป็นครั้งคราว
หลังจากที่ครุ่นคิดและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด
หลังจากผ่านไป 1 เดือน อู่ อวี้ ก็ประสบ
ความสำเร็จในการทะลวงเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 4 ขอบเขตของเขายกระดับขึ้น
ทำให้แก่นแท้ตำหนักม่วงของเขาเพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็ว แก่นแท้ตำหนักม่วงของเขามีขนาดใหญ่
กว่าผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 6
ทั่วๆไปเสียด้วยซ้ำ
เป็นผลให้ กลุ่มร่างอวตารเรียกร้องหาอาหาร ทำ
ให้สามารถยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องการ
ยกระดับร่างอวตาร อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รู้สึกกังวล ตราบ
ใดที่มอบเม็ดยาปราณมรกตให้กับพวกมัน พวกมัน
ก็จะสามารถกลั่นสกัดเม็ดยาได้ด้วยตนเอง สิ่งเดียว
ที่เขารู้สึกกลัดกลุ้ม ความสามารถในการกลืนกิน
ของพวกมันนั้นมีมากเกินไป แม้ว่าในตอนนี้ อู่ อวี้
จะมีเม็ดปราณมรกตเพียงพอ แต่เขาก็รู้ว่าอีกไม่
นานเกรงว่าเม็ดยาย่อมร่อยหรออย่างแน่นอน
บนเส้นทางเซียนบรรพกาลนั้นจะมีอะไรรออยู่กัน
แน่นะ?
“ดินแดนโบราณเหยียนหวง ที่ซึ่งมีสุดยอดอัจฉริยะ
มากมายก็ยังต้องขวนขวายไปที่แห่งนั้น หรือว่า
เส้นทางเซียนบรรพกาลอาจจะมีความลับใดซ่อน
อยู่ก็เป็นได้”
ลึกๆแล้ว อู่ อวี้ รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ง่ายที่จะ
เดินไปมาอย่างไม่รู้ทาง ครั้งที่แล้วที่ ตัวหมิงซาน
เสิ้งเสวี่ย เข้าไป มันก็ยังเร่งรีบออกมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เขาฝั่าทะลวงมายังขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 4 พลังการต่อสู้ของเขาก็ยกระดับขึ้น
อีกครั้ง ช่องว่างระหว่างตนและผู้เยาว์ที่อยู่ในทวีป
แห่งทวยเทพ ยิ่งมาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หนานกง
เหว่ย และ จี้ หลิงหลง ต่างนำเขามาเป็นเปั้าหมาย
คอยไล่ตาม อู่ อวี้ ให้ทัน แต่ อู่ อวี้ รู้สึกว่ามันไม่
น่าจะเป็นไปได้ นอกเสียจากว่าพวกนางจะได้รับ
โชควาสนาบางอย่าง
“กายาเพชรอมตะของเจ้าหยุดชะงักมาเป็น
เวลานาน ถ้าหากไม่ได้ยกระดับมัน ในอนาคต
ความได้เปรียบทางด้านกายเนื้อยิ่งมายิ่งน้อยลง ยิ่ง
ไปกว่านั้นชมพูทวีปโลกธาตุ มีผู้คนมากมายที่มี
กายเนื้ออันแสนจะน่าหวาดกลัว ซึ่งมันไม่ได้
อ่อนแอเท่ากับทวีปแห่งทวยเทพ น่าเสียดายที่กา
ยาเพชรอมตะต้องการวัตถุดิบ ซึ่งไม่อาจจะหาได้ที่
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิน” หมิงซวงกล่าว
“แล้วบนเส้นทางเซียนบรรพกาลจะมีหรือไม่?” อู่
อวี้ ถาม
“เส้นทางเซียนบรรพกาล อาจจะเป็นไปได้ อีกทั้งก็
อาจจะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ล้วนขึ้นอยู่กับโชค
วาสนา ข้าแนะนำให้เจ้าระมัดระวังตัวเอาไว้
สถานที่แห่งนั้นมันไม่มีอะไรที่ชัดเจน ไม่แน่ว่าเมื่อ
เจ้าเข้าไป อาจจะเข้าไปพัวพันอยู่ในสถานการณ์ที่
อันตราย หากเจ้าตอบโต้ช้าเจ้าคงได้ไปเฝั้ายมบาล
แน่นอน อย่าเพิ่งคิดไปถึงการแย่งชิงยันต์จากผู้อื่น
เสียเลย ทุกคนในนั้นย่อมไม่ใช่คนโง่หรอกนะ ของ
สำคัญที่เป็นความหวังสุดท้าย พวกมันคงจะยกให้
เจ้าง่ายๆหรอก?”
สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ของ อู่ อวี้ แน่นอนว่า
หมิงซวง ไม่ได้มองมันในแง่ดีนัก
อู่ อวี้ ไม่มีอะไรจะกล่าว ไม่ว่านางจะกล่าวสิ่งใด
แต่เขาก็จะต้องไปที่นั่นอยู่ดี
เขากำลังครุ่นคิดอยู่ ว่าตนเองจะต้องเพิ่มระดับ
ความแข็งแกร่งในด้านใดอีก
“ในด้านของเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสววรค์ ยังไม่ได้มี
ความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งก็ยังคงต้องพยายาม
อย่างหนักต่อไป”
“กายาเพชรอมตะ ก็ยังขาดแคลนซึ่งวัตถุดิบ”
“ส่วนเคล็ดวิชาเต๋าข้าก็เพิ่งจะได้รับเคล็ดวิชาเจ้า
เทวะทั้ง 2 วิชามา”
“เช่นนั้นก็เหลือแค่ศาสตราเต๋าวิถีแท้ เช่นนั้นเราจะ
ทำการกำราบศาสตราเต๋าชิ้นไหนก่อนดี?”
หมิงซวงกล่าว “แน่นอนว่าจะต้องเป็นกระดองเต่า
ชิ้นนี้สิ ศาสตราเต๋าประเภทโจมตี เจ้าก็มีเสาเล่ม
นั้นแล้ว ดังนั้นในเวลานี้เจ้าต้องพัฒนาด้านการ
ปั้องกัน สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้ามีชีวิตรอดบนเส้นทาง
เซียนบรรพกาลได้อย่างน้อยสักเพียงนิดก็ยังดี ส่วน
เจดีย์ประมุขฟั้ามีพลังอำนาจที่น่าหวาดกลัว แต่
เกรงว่าเจ้าไม่อาจกำราบมันได้ภายในเวลาสั้นๆ รอ
หลังจากเข้าไปในเส้นทางเซียนบรรพกาลค่อยมา
พูดกันอีกที”
การจะกำราบศาสตาเต๋าวิถีแท้ทั้ง 2 ชิ้นนี้ สำหรับ
อู่ อวี้ แล้วมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ในตอนนี้
เขาสามารถเลือกได้เพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่ง
เขาก็รู้สึกว่าจะต้องเป็น ‘เกราะเทพสงคราม
ประมุขฟั้า’เช่นกัน ไม่เช่นนั้นการมีศาสตราเต๋าวิถี
แท้ประเภทโจมตีทั้ง 2 ชิ้น มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดี
หลังจากที่ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้เตรียมตัว
พร้อมแล้ว เหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ก่อนที่
เส้นทางเซียนบรรพกาลจะเปิดขึ้น เขาจะต้อง
กำราบ ‘เกราะเทพสงครามประมุขฟั้า’ ชิ้นนี้ให้จง
ได้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ