กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 546 : คายกลเทพสงครามพิทักษ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ทั้งสองชิ้นนี้ไม่เพียงทรงพลัง
เท่านั้น แต่ทว่ามันยังเป็นมรดกสืบทอดที่ถูกส่งต่อ
ให้แก่ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง แต่ละรุ่น ฉะนั้นมัน
จึงมีคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้
อู่ อวี้ ตัดสินใจแล้วว่าของสิ่งนี้จะถูกส่งคืนให้แก่
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง คนต่อไปในอนาคต
อีกทั้งพื้นฐานฝึกตนในปัจจุบันของเขา เพิ่งจะอยู่
ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 4 เพียง
เท่านั้น ด้วยพื้นฐานฝึกตนเพียงเท่านี้จึงไม่ใช่เรื่อง
ง่ายที่จะบังคับควบคุม ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ทั้ง 2
ชิ้นนี้พร้อม ๆ กัน
ดังนั้นการควบคุมศาสตราเต๋าวิถีแท้ทั้งสองชิ้นให้
จงได้ จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา เขา
จะต้องทราบข้อมูลเรียนรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ
มัน อย่างเช่นของ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ถึงแม้จะมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ แต่
เอาเข้าจริง ๆ พวกเขาก็ถนัดเชี่ยวชาญใน
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ เพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น
โชคดีที่ ‘ชุดเกราะเทพสงครามประมุขฟั้า’
ค่อนข้างแตกต่างจาก เสามังกรสมุทรคลั่ง อยู่บ้าง
เล็กน้อย ทว่าความแตกต่างของศาสตราเต๋าวิถีแท้
ทั้ง 2 ชิ้นนี้หาได้มีความขัดแย้งกันไม่
ผู้ใช้งานจะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ วิญญาณ
ศาสตราที่อยู่ภายในศาสตราเต๋าวิถีแท้ ด้วยเพราะ
มีสติปัญญาสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง
” ชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้ ไม่เพียงแค่สามารถ
ยกระดับพลังความแข็งแกร่งในการปั้องกันมาก
ยิ่งขึ้นเท่านั้น ยังสามารถทำให้ พลังแก่นแท้
ตำหนักม่วง ของข้าเพิ่มพูนยกระดับขึ้นอีกขั้น ซึ่ง
มันจะช่วยปิดจุดอ่อนที่ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
ของข้านั้นด้อยกว่าผู้อื่น สำหรับตัวข้าแล้ว มันหา
ใช่บุปผางามที่ถูกสลักปักทอบนผ้าดิ้น แต่คือการ
หยิบยื่นถ่านหินให้ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ”
การเดินทางเข้าสู่ เส้นทางเซียนบรรพกาล เต็มไป
ด้วยปัจจัยที่ไม่รู้จักนานาชนิด
เมื่อต้องเข้าสู่สถานที่อันแปลกประหลาดพิสดาร
ฉะนั้นก็ต้องพบเจอกับคู่ต่อสู้แปลกประหลาดไม่แพ้
กัน ทุกอย่างคงต้องวัดกันที่พลังฝีมือ มันคือสิ่ง
เดียวที่จะสามารถกำหนด ชี้เป็นชี้ตายชะตาชีวิต
ของเขาได้
นอกจากนี้ยังมีปีศาจใต้สมุทรจำนวนมาก
“เริ่มต้นทำพันธสัญญา!”
หลังจาก อู่ อวี้ เริ่มคุ้นเคยกับ ‘เกราะเทพสงคราม
ประมุขฟั้า’ เขาก็เริ่มเชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้า
ด้วยกัน เพื่อเริ่มทำพันธสัญญากับ ศาสตราเต๋าวิถี
แท้ ซึ่งก็แน่นอนว่า ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ย่อมไม่ยอม
ให้ถูกสยบโดยง่าย
อู่ อวี้ จมเข้าสู่ห้วงภวังค์ลึก บัดนี้เขาอยู่ภายในโลก
ที่เต็มไปด้วยแสงสีทองอันเจิดจ้าส่องสว่างทะยาน
สูงกว่าหมื่นจ้าง ภายในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่แสงสี
ทองเท่านั้น ทว่าโดยรอบยังมีโลหะสีทองตั้ง
ตระหง่าน ปิดล้อม อู่ อวี้ ไว้ภานใน
ท่ามกลางรัศมีแสงสีทองเจิดจ้า ที่ส่องสว่างทอด
ยาวออกมานี้ ประดุจดังกระบี่อันแหลมคมทิ่มแทง
เข้าสู่ร่างกาย สร้างความเจ็บปวดได้ไม่น้อยทีเดียว
แสงสีทองที่อาบไล้อยู่นี้ เต็มไปด้วยอันตรายสุด
พรรณนา เฉกเช่นดั่งภูผากระบี่แลสมุทรเพลิง
ท่ามกลางแสงสีทองสาดส่องอย่างบ้าคลั่งเกรี้ยว
กราด มีเพียงเจตจำนงอันแรงกล้าเท่านั้น จึงจะ
สามารถยืนหยัดต่อสู้อย่างมุ่งมั่นต่อไปได้
” เจ้าเป็นผู้สืบทอด เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ใช่
หรือไม่ ? เจ้ายังอ่อนเยาว์เกินไป รอให้เจ้าถึงระดับ
ก่อร่างกำหนดจิตเทวะ เสียก่อน เมื่อนั้นข้าจะยอม
ให้เจ้าควบคุมก็แล้วกัน ”
ท่ามกลางความเลือนลาง ตรงตำแหน่งที่มีแสงสี
ทองส่องสว่างเจิดจ้าออกมามากที่สุด มีเสียงเก่าแก่
โบราณดังขึ้น เมื่อ อู่ อวี้ พยายามมองทะลุลึกเข้า
ไปในกลุ่มแสง เขาก็ได้แลเห็นราชสีห์ แต่หาใช่
ราชสีห์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป มันคือ ราชสีห์ทองคำ
แรงกดดันแผ่ขยายออกมาอย่างท่วมท้นมหาศาล
มันเป็นแรงกดดันที่ทรงพลังอย่างยิ่ง แม้จะไร้ซึ่ง
โทสะแต่กับเปียมล้นด้วยศักดิ์ศรีอันน่าเกรงขาม
ประดุจดังประมุขฟั้าแห่งแดนสวรรค์ก็มิปาน
คาดว่าราชสีห์ทองคำตนนี้จะต้องเป็นวิญญาณ
ศาสตราอย่างแน่แท้
ราชสีห์ตนนี้มีแผงคอหนาแน่น ดวงตาทั้งสอง
ร้อนแรงประดุจดั่งดวงตะวัน เปลวเพลิงทองคำลุก
ไหม้ส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งโลกา อันที่จริงแสงสี
ทองที่ส่องสว่างเจิดจ้านี้ออกมาจากร่างกายของ
ราชสีห์นั่นเอง
” ข้าสามารถควบคุมศาสตราเต๋าวิถีแท้ได้แล้ว แต่
ข้าต้องการดึงความสามารถของ ศาสตราเต๋าวิถี
แท้ ออกมาใช้ให้ได้อย่างเต็มที่! ฉะนั้นจุดประสงค์
การมาของข้าในวันนี้ก็คือ สยบเจ้า ”
อู่ อวี้ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
เมื่อราชสีห์ทองคำถูก อู่ อวี้ ท้าทายเช่นนี้มีหรือจะ
ยอม หลังจากสิ้นคำพูดมันก็ร้องคำรามออกมา
ในทันที โฮกกกกก!!!!ศาสตราเต๋าวิถีแท้เป็นเสมือน
ดั่งสัตว์ร้าย ทั้งแข็งแกร่งทรงพลังแลดุร้ายเป็น
อย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะพิชิตมันได้ เกรงว่า
งานนี้เพียงแค่ใช้วิธีพูดคุยสานสัมพันธไมตรี คง
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้อีกฝั่ายเชื่อมั่นได้จริง ๆ
ซึ่งวิธีการนี้หาได้แตกต่างจากการทำพันธสัญญา
กับ ศาสตราเต๋า แต่อย่างใด
หลังจาก ราชสีห์ทองคำ ได้ยินคำกล่าวของ อู่ อวี้
มันก็ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” เจ้าหนุ่ม เมื่ออยู่ต่อ
หน้าข้าเจ้าอย่าได้คิดโปั้ปด ถ้าเจ้ามีความสามารถ
และทำได้จริง ข้าในฐานะศาสตราเต๋าวิถีแท้ จะ
ยอมรับใช้เจ้าอย่างเต็มใจ ”
” เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจริงหรือไม่จริง ถ้ายังไม่ได้
ลอง? ”
นี่คือการต่อสู้ด้วยใจจำนงแห่งจิตวิญญาณอันแรง
กล้า ฉะนั้น อู่ อวี้ จึงไม่อาจพ่ายแพ้ได้
เมื่อถูก อู่ อวี้ พูดจากระตุ้นยั่วยุอีกครั้ง ราชสีห์
ทองคำก็กู่ร้องคำรามขึ้นมาอย่างมีโทสะ บัดนี้ผู้มี
ฐานะเทียบเท่ากับประมุขฟั้าแห่งสวรรค์กำลังถูก
ท้าทายโดย อู่ อวี้ มันจึงต้องสั่งสอนให้เขาได้รู้จักที่
ต่ำที่สูงเสียหน่อย แต่เดิมมันคาดว่า อู่ อวี้ จะยอม
ออกไปแต่โดยดี แต่มันคาดไม่ถึงว่า อู่ อวี้ จะ
กระตุ้นโทสะมันเช่นนี้
ตูมมมม!
ขาทั้งสี่ของราชสีห์ทองคำยืนหยัดอยู่บนผืนพสุธา
ทั่วทั้งสรรพางค์ร่างเหยียดตึง ทันใดนั้นก็พุ่ง
กระโจนเข้าใส่ อู่ อวี้ อย่างดุดันรุนแรง ชั่วขณะ
นั้นเองแสงก็ส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งโลกา ลำแสง
ทั้งหมดกำลังพวยพุ่งตรงเข้าใส่ อู่ อวี้
เสมือนดังอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้
สิ้นสุด
“หัวใจวานร”
กล่าวได้ว่าปัจจุบัน อู่ อวี้ มีประสบการณ์ช่าชอง
เป็นอย่างมาก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ราชสีห์
ทองคำ ซึ่งมีความแข็งแกร่งทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง
เขาก็ยังเผชิญหน้าต่อสู้อย่างอาจหาญไม่กระพริบ
ตา จมเข้าสู่ห้วงภวังค์จิตมองเห็นภาพหัวใจวานร
นี่คือการต่อสู้เผชิญหน้าระหว่าง เจตจำนงแห่งจิต
วิญญาณอย่างแท้จริง แน่นอนว่าภายในโลกปกติ
จะไม่ได้รับผลกระทบ หรือ ได้รับบาดเจ็บจากการ
ต่อสู้นี้ อย่างมากเขาก็ถูกดีดให้ออกไป แต่ถึง
กระนั้น อู่ อวี้ ก็ยังดึงดันกลับมาอีกครั้ง
ภาพหัวใจวานรพลันปรากฎ
หัวใจวานรยังคงอยู่ที่นั่นเสมอ บัดนี้ราชาวานรผู้ไร้
ต้านกำลังอาบไล้ชโลมร่างอยู่ท่ามกลางเปลวอัคคี
ทองคำที่ลุกโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ช่าง
แข็งแกร่ง, สูงส่ง, หยิ่งทะนง , ดื้อรัน ,อาจหาญ ,
ไม่แยแสในทุกสรรพสิ่ง , ความตายไม่อาจทำอันใด
เขาได้!
ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นภายในหัวใจวานร ได้ช่วยชี้นำ
ทางให้แก่ อู่ อวี้
ณ เวลานี้ เขาเปรียบเสมือนดั่งราชาวานรผู้ไร้ต้าน
ในมุมมองของ ราชสีห์ทองคำ มันเป็นเพียงมนุษย์
ผู้อ่อนแอเพียงเท่านั้น ทว่าทันใดนั้นเขากลับ
เปลี่ยนแปลงไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือจน
เทียบเคียงกับตนได้ ซึ่งแม้แต่อดีตเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิงก็ยังไม่มีพลังเทียบเคียงเช่นนี้มา
ก่อน
” เจ้าหนุ่มนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ เรื่องที่ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ส่งมอบมรดกของข้าให้แก่เจ้า คง
จะเป็นความจริงเสียแล้ว … ”
อันที่จริงแล้ว ศาสตราเต๋าวิถีแท้เกราะสงครามมิได้
ปฏิเสธ อู่ อวี้ มันเพียงแค่ต้องการให้ อู่ อวี้ เป็นผู้
ควบคุมมัน ใช้ศาสตราเต๋าวิถีแท้เกราะสงครามได้
อย่างเต็มที่เท่านั้น
ภายในโลกแห่งจิตวิญญาณ เซียนวานรทองคำ กับ
ราชสีห์ทองคำ กำลังพัวพันต่อสู้ห้ำหั่นสะกดข่มซึ่ง
กันและกัน ในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ ได้ทุ่มเทพลัง
ทั้งหมดที่มี หมายมาดสยบฝั่ายตรงข้ามลงให้จงได้
อย่างไรก็ตาม ราชสีห์ทองคำ ยังคงพยายามยืน
หยัดตามเจตจำนงของตนเองอย่างถึงที่สุด ตัวมัน
คือผู้ทดสอบ ดังนั้นก่อนที่มันจะพ่ายแพ้อย่างราบ
คาบ มันจะไม่ยินยอมให้ อู่ อวี้ ควบคุมชุดเกราะได้
เด็ดขาด
” เจ้าจะสามารถครอบครอง ‘เกราะเทพสงคราม
ประมุขฟั้า’ ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องมาดูกันว่าเจ้าจะ
สามารถเอาชนะข้าได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ข้าคงต้อง
บอกว่า ความแข็งแกร่งของเจ้านั้นยังไม่เพียงพอ!”
ราชสีห์ทองคำ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง
ดังกึกก้องกังวาน สั่นสะเทือนไปทั้งโสตประสาท
แก้วหูของ อู่ อวี้
นี่คือการยั่วยุสะกดข่ม เพื่อให้เขารู้สึกวิตกกังวลตึง
เครียดมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้
ของ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ มันหาได้ทำให้เขารู้สึกหวั่น
กลัวแต่อย่างใดไม่
นี่คือการต่อสู้ห้ำหั่น ที่ต้องใช้ความเพียรพยายาม
และ ความอดทนอดกลั้น เพื่อดูว่าฝั่ายหนึ่งฝั่ายใด
จะพ่ายแพ้ปราชัยเสียก่อน ซึ่ง อู่ อวี้ ก็แบกรับ
ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงเอาไว้ ในอีกไม่นาน
นี้เขาจะต้องก้าวเข้าสู่ เส้นทางเซียนบรรพกาล
แล้วจะมาพ่ายแพ้ให้แก่มันที่นี่ได้เช่นไร
ท่ามกลางการต่อสู้อันยาวนานกว่าสิบทิวาราตรี ได้
ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเดิมพันด้วยทุก
สิ่งทุกอย่างที่มีของ อู่ อวี้ ส่งผลให้เขาสามารถสยบ
‘เกราะเทพสงครามประมุขฟั้า’ ลงได้ในที่สุด และ
แล้วมันก็ยินยอมกลายเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ของ
อู่ อวี้ อย่างเต็มใจ
ท่ามกลางการต่อสู้พัวพันด้วยชีวิตแลความตาย
ในช่วงสิบทิวาราตรีที่ผันผ่านมา มีอยู่หลายครั้ง
หลายคราที่ อู่ อวี้ ได้บรรลุถึงขีดจำกัดของตน ทำ
ให้เขาตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้งว่า ด้วยความ
แข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา การจะใช้ศาสตราเต๋า
วิถีแท้ทั้ง 2 ย่อมเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถกระทำได้
ดังนั้นเขาจึงกระทำได้เพียงเก็บเจดีย์ประมุขฟั้า
เอาไว้ก่อน มิเช่นนั้นหากปลดปล่อยศาสตราเต๋าวิถี
ทั้ง 3 พร้อมกัน เกรงว่า อู่ อวี้ คงต้องปวดเศียร
เวียนเกล้าเป็นหนักหนาแน่
การสยบ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ลงให้ได้มันกัดกิน
พลังงานของเขาไปมากพอสมควร หลังจากนั้น อู่
อวี้ จึงจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟืนถึงสามทิวาราตรี
เต็ม ๆ เขาหลับลึกอย่างยาวนาน เพื่อฟืนฟูพลังจิต
วิญญาณ
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ศาสตราเต๋าวิถีแท้เกราะ
สงคราม เป็นเสมือนดั่ง ‘เกราะเซียนเหยียนหวง’ ที่
ถูกยกระดับขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่ามันมิได้
ซับซ้อนเท่าใดนัก ท่ามกลางวงเวทนับหมื่น มีวง
เวทปั้องกันหลักอยู่ 2 วงที่ถูกวาดประทับเอาไว้ วง
เวทแรกมีนามว่า ‘ค่ายกลเทพสงครามพิทักษ์
ประมุขฟั้า’ ซึ่งเป็นวงเวทแกนหลักของ ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้เกราะสงคราม ชิ้นนี้ ส่วนวงเวทอื่น ๆ
อีกนับหมื่นล้วนเกี่ยวข้องกับการปั้องกันทั้งหมด
ซึ่งมันสามารถแบกรับและสลายการโจมตีของศัตรู
ได้ทั้งหมด
ส่วนวงเวทหลักที่ 2 นั้นมีนามว่า ‘ค่ายกลประมุข
ฟั้าหลอมรวมเทพสุริยัน’ วงเวทนี้มีความสามารถ
ในการดูดซับแสงตะวัน มารวมไว้บนศาสตราเต๋า
วิธีถีแท้ ช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้กับพลังแก่น
แท้ตำหนักม่วงของ อู่ อวี้ จนมีความสามารถใน
การควบคุม ศาสตราเต๋าวิถีแท้ หรือ ศาสตราทั่วไป
มากยิ่งขึ้น ซึ่งมันจะเพิ่มพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
ของเขาขึ้นอีก 120 เท่าเลยทีเดียว ช่างเป็น
ความสามารถที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ถึงแม้ศาสตราเต๋าวิถีแท้เกราะสงคราม จะไม่มีวง
เวทโจมตีอยู่เลย อย่างไรก็ตามแค่วงเวทหลักทั้ง 2
นี้ มันก็สามารถช่วยเหลือ อู่ อวี้ ได้อย่างใหญ่
หลวงเลยทีเดียว
อู่ อวี้ จำต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อทำความคุ้นเคย
กับวงเวทเหล่านี้ โดยทั่วไปแล้ววงเวทของศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ จักมีความลึกลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งถ้าสามารถทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งแล้วละ
ก็ มันจะช่วยยกระดับส่งเสริมให้ความเข้าใจในวง
เวทย์ของ อู่ อวี้ ก้าวรุดหน้ามากยิ่งขึ้น
เขาคำนวณเวลา ว่าประตูทางเข้าของเส้นทาง
เซียนบรรพกาลจะเปิดขึ้นเมื่อใด เมื่อเวลาใกล้เข้า
มา เขาก็ตัดสินใจจะไปบอกลากับสหายคนสนิท
ดังนั้นในเวลานี้ อู่ อวี้ จึงใช้เคล็ดก้าวเทวะมุ่งหน้า
ออกจากนครจักรพรรดิเพลิงอย่าเงียบ ๆพร้อมทั้ง
ใช้เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิบินทะยานเร่งความเร็ว
มุ่งตรงไปยังทิศทางของ อาณาจักรบูรพาเยว่อู่
ด้วยภัยพิบัติที่ผ่านมา เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
สามารถปกปั้อง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ เอาไว้ได้
หลังจากนั้นท่านก็ได้สร้างค่ายกลคุ้มภัยขึ้นมา
ปกปั้องอาณาจักรเอาไว้ ค่ายกลนี้หากเป็นผู้ฝึกตน
นอกรีดธรรมดาสามัญ จะไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาได้
เด็ดขาด หรือต่อให้เป็นผู้มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
ระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ หมายมาดจะพัง
ทำนายเข้ามา ก็ต้องทุ่มเทด้วยกำลังมหาศาล
นับตั้งแต่นั้นมา อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ก็กลับสู่
ความสงบสุขอย่างสมบูรณ์
ราษฎรทุกผู้คนต่างล่วงรู้ดีว่า อู่ อวี้ อดีตเจ้าชาย
ได้กลายเป็นซ่างเซียน ผู้คอยปกปั้องพิทักษ์คุ้มภัย
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ นับตั้งแต่นั้นมาหลายชั่วอายุ
คนราชวงศ์บูรพา ก็จะหาได้มีปัญหา หรือเรื่องราว
ใด ๆ เกิดขึ้นอีก
สำหรับ อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ อู่ อวี้ ได้รับการยก
ย่องสรรเสริญสักการะประดุจดั่งเทพเซียนก็มิปาน
สำหรับในตอนนี้ อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ได้
กลายเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งเจริญรุ่งเรืองถึงขีด
สุด ราษฎรทั่วหล้าต่างอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
เมื่อ อู่ อวี้ มองดูอาณาจักรเซียนมนุษย์ มันก็ทำให้
เขาหวนรำลึกไปถึง อาณาจักรโบราณเหยียนหวง
ที่ตั้งอยู่บนดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่าง
ดินแดนโบราณเหยียนหวง
” อาณาจักรโบราณเหยียนหวง มีขนาดกว้างใหญ่
ไพศาลมากกว่า อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ อย่างเหลือ
คณานับ มันคืออาณาจักรแห่งเซียนเหริน แล้วถ้า
หากทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การแบ่งชนชั้น ด้วย
อาณาจักรที่สร้างขึ้นมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
ย่อมน่ากลัวยิ่งแล้ว เพราะทางด้าน อาณาจักร
บูรพาเยว่อู่ เองก็ยังมีการแบ่งแยกชนชั้นลำดับขั้น
เช่นกัน แต่ที่แห่งนี้เป็นอาณาจักรของมนุษย์ ไม่ใช่
อาณาจักรของเหล่าเซียนเหริน! ”
ครั้งหนึ่งเขาเคยเกิดศึกแย่งชิงอำนาจในวังหลวง
ทั้งยังตระหนักถึงระดับของยศบรรดาศักดิ์ภายใน
กองพยุหะ เห็นได้ชัดว่าอาณาจักรโบราณก็คงไม่
เป็นอิสระเอกเทศเช่นกัน
แม้แต่อาณาจักรที่ตั้งอยู่บนดินแดนเดียวกัน ก็ยังมี
ความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นพรรค
นิกายต่าง ๆ
เขากลับมายังนครเย่วอู่
หลังจากที่ อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ร่มเย็นเป็นสุข
เจริญรุ่งเรือง อู่ หยู๋ นางก็ผ่อนคลายขึ้นมาก ด้วย
เหตุนี้นั่งจึงวางใจในราชกิจการเมืองแล้วมาตั้งหน้า
ตั้งตาฝึกฝน ด้วยความช่วยเหลือของ อู่ อวี้ ผู้เป็น
น้องชายเขาได้มอบสิ่งของมากมาย ให้นางเอาไว้
ใช้ฝึกฝนบำเพ็ญเพียร ซึ่งก็ทำให้การบำเพ็ญเพียร
ของนางก้าวรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว บัดนี้พื้นฐาน
ฝึกตนของนางอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ แต่
อีกไม่นานเกรงว่านางคงทะลวงเข้าสู่ขั้น สร้างแกน
นภา ได้อย่างราบรื่นไม่มีปัญหา
เมื่อผู้ฝึกตนคนใดก็ตามก้าวเข้าสู่ระดับสร้างแกน
นภา คนผู้นั้นจะมีชีวิตยืนยาวอย่างน้อยสามร้อยปี
อู่ อวี้ เห็นนางอยู่ในอุทยานของวังหลวง ทุก
อิริยาบถการเคลื่อนไหวของ อู่ หยู๋ ช่างดูอ่อนช้อย
ยิ่งนัก มันทำให้ อู่ อวี้ หวนนึกถึงทุกรอยยิ้มทุก
ความขมขื่น นับตั้งแต่เมื่อเขาถือกำเนิดเกิดมา
“ กลับมาแล้วหรือ เจ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่? ” อู่
หยู๋ ปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วไถ่ถามเขาด้วย
รอยยิ้ม
“ก็ดีนะ”
ใน 2-3 วันมานี้ อู่ หยู๋ ใช้เวลาพูดคุยอยู่กับ อู่ อวี้
อย่างเงียบ ๆ สงบ ชมนกตกปลาท่องเที่ยวกันตาม
ประสาพี่น้อง
“ ดูเหมือนจะกลับไปเมื่อครั้งเยาว์วัยอีกครั้ง ”
อู่ อวี้ บิดยืดร่างกายคลายความเมื่อยหลัง
อู่ หยู๋ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน
” ท่านพี่ การไปของข้าครานี้ไม่รู้ว่าจะต้องไปนาน
สักเท่าไหร่ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นข้าจะรีบกลับมา ”
อู่ อวี้ กล่าวแล้วยืนขึ้น
” ข้าก็คิดไว้แล้ว ” อู่ หยู๋ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
อู่ อวี้ มองนานแล้วตอบกลับไปว่า “ปิดท่านไม่ได้
จริงๆ”
” ไม่ต้องห่วง … ข้าดูแลตัวเองได้ เจ้าสบายใจเถิด
” อู่ หยู๋ ยืนขึ้นแล้วพวกเขาก็กอดกัน
” สักวันหนึ่ง ข้าจะทะยานขึ้นไปยังตำหนักเซียน
เมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะทำให้ท่านกลายเป็นอมตะ
อ่อนเยาว์ไปตลอดกาล ” อู่ อวี้ กระซิบข้างหูของ
นาง
“ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้”
อู่ หยู๋ กล่าวเพียงประโยคสั้น ๆ แต่ตรงไปตรงมา
คำเหล่านี้ได้สร้างขวัญกำลังใจแรงผลักดันให้แก่ อู่
อวี้ เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าภายภาคหน้าจะต้องพบเจอ
กับสิ่งใด เขาก็หาได้ใส่ใจให้ความสำคัญ เพียงแค่
นึกถึงความเชื่อมั่นที่นางมีให้แก่เขา
เมื่อบรรลุสู่การเป็นเซียนแล้ว กับแค่การทำให้คน
ในครอบครัวทะยานสู่สวรรค์จะทำไม่ได้กันเล่า?
เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ จากนั้นก็พุ่งทะยานไปยัง
นิกายกระบี่สวรรค์ เพื่อกล่าวอำลา เฟิง ซัวหยา
แล้วค่อยย้อนกลับไปยัง นครจักรพรรดิเพลิง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ