กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 548 :
ท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยหมู่มวลดาราอันไร้สิ้นสุด
เขาคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเพราะเหตุใด ประตู
ทางเข้าสู่เส้นทางเซียนบรรพกาล ถึงมาปรากฎขึ้น
ที่นี่
เสมือนกับว่ามันเป็นเรื่องยากลำบากที่จะเข้าใจ
นับตั้งแต่ น้ำพุพลังฟั้าดิน มาปรากฏอยู่ที่นี่ในครา
แรกแล้ว
เมื่อ อู่ อวี้ ตัดสินใจได้แล้วเขาจึงหันกลับมาหา
จอมจักรพรรดิ , ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู , เซียน
กระบี่เทียนซู แล้วกล่าวอำลาว่า ” ข้าต้องไปแล้ว
”
“เดินทางปลอดภัย”
เขาสบตากับยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าพันธุ์
มนุษย์ทั้ง 3 โดยมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดให้มากความ
อู่ อวี้ ก็กระโดดลงไปทันที ชั่วพริบตาที่ร่างกาย
ของเขาแตะสัมผัสกับแผ่นยันต์ของ ประตูทางเข้า
สู่เส้นทางเซียนบรรพกาล ทันใดนั้นแสงสีก็เริ่มแปร
เปลี่ยนเป็นหลอมรวมผสานเข้าด้วยกัน ในชั่ว
พริบตานั้นเอง อู่ อวี้ ก็ได้หายไปต่อหน้าต่อตาของ
ผู้คน แล้วมาปรากฏตัวยังอีกโลกหนึ่ง
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กับคนอื่น ๆ ร่างสั่นสะท้าน
ขณะจ้องมอง พวกเขารู้สึกว่าเริ่มมีความหวัง
โดยเฉพาะจอมจักรพรรดิดวงตาของเขาแดงก่ำ
จนกระทั่ง อู่ อวี้ หายไป ทันใดนั้นประตูทางเข้าสู่
เส้นทางเซียนบรรพกาลก็หายไปเช่นกัน เขากัดฟัน
แน่นพร้อมกล่าวขึ้นว่า ” บนไหล่ของ อู่ อวี้ แบก
รับภาระอันใหญ่หลวง เขาคือความหวังของพวก
เรา ไม่ว่าอย่างไรอีก 8 เดือนที่เหลือ เราต้อง
ตระเตรียมการให้ดีที่สุด ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย กับ
เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา มันจะต้องตาย! ”
ดวงตาของ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู เป็นประกายเจิด
จ้าแล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ ข้าชุบเลี้ยงคนบาปผู้นี้
จนเติบใหญ่ จนกระทั่งนำพาภัยพิบัติมาสู่โลกของ
เรา ข้าขอสาบานว่าหากไม่สังหารมัน ข้าจะไม่ขอ
เป็นมนุษย์อีกต่อไป!”
ไม่นานนักพวกเขาทั้งหมดก็กลับไปยัง นคร
จักรพรรดิเพลิง ปล่อยให้เฟิง ซัวหยา ยืนมองน้ำพุ
พลังฟั้าดินแล้วกล่าวพึมพำขึ้นว่า ” โลกกำลัง
ประสบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวง ทุกคนต้อง
รับผิดชอบร่วมกัน แล้วศิษย์อย่างเจ้าก็ต้องออก
เดินทางไปหาความหวัง ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะกลับมา
เมื่อไหร่? ”
” อู่ อวี้ เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ยิ่งเขามี
ความสามารถมากขึ้นเท่าใด ความรับผิดชอบที่
ต้องแบกรับเอาไว้บนบ่าก็หนักหนาสาหัสมาก
ยิ่งขึ้นเท่านั้น เขาจึงไม่อาจหลีกหนีได้ ข้าเพียงได้
แต่หวังว่าการกระทำครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลง
โชคชะตา ทำให้เขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ”
…
เมื่อแรกสัมผัสกับแผ่นยันต์ ประตูทางเข้าสู่เส้นทาง
เซียนบรรพกาล อู่ อวี้ รู้สึกถึงความลึกลับพิศวง
ยามนี้เขาได้ตกลงมาสู่ธารธารา พลังจากอักขระ
จากแผ่นยันต์ได้ห่อหุ้มเขาเอาไว้ ซึ่งมันทำให้เขา
รู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้นเขาก็แลเห็น พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลสุด
ลูกหูลูกตา ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจน
เพราะรอบ ๆ ตัวเขาเต็มไปด้วยวารีซึ่งกำลัง
ผลักดัน อู่ อวี้ ออกไปยังทิศทางหนึ่งด้วยความเร็ว
ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“ ความรู้สึกนี้เสมือนดั่งกำลังจะทะลุทะลวงไปยัง
โลกหล้า อันที่จริงแล้วชมพูทวีปโลกธาตุคือโลก
ของมนุษย์ ข้าไม่รู้ว่า เส้นทางเซียนบรรพกาล นี้มี
ความเก่าแก่โบราณมากเพียงใด ไม่รู้ว่ามันยังอยู่ใน
โลกมนุษย์ หรือ อยู่นอกโลกกันแน่?”
อู่ อวี้ พึมพำกับตัวเอง
” เท่าที่สตรีผู้นี้รู้ มันน่าจะเป็นเอกเทศแยกอิสระ
จากโลก ทว่าการเชื่อมต่อสามารถเกิดขึ้นในทุก ๆ
ที่บนโลกนี้ ” หมิงซวงมองผ่านสายตาของ อู่ อวี้
ทำให้นางมองเห็นทุกอย่างไปด้วย
” เส้นทางเซียนบรรพกาล เป็นสถานที่ลึกลับที่สุด
ในชมพูทวีปโลกธาตุเลยก็ว่าได้ ร่ำลือกันว่าสถานที่
นับร้อยนับพันในที่แห่งนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ข้าอยากรู้นักว่าในเวลานี้ หากเข้าไปแล้วเจ้าจะพบ
เจอกับสิ่งใดบ้าง ? จะต้องประสบพบเจอกับภัย
พิบัติซึ่งนำไปสู่ความตาย หรือเจ้าจะประสบพบ
เจอกับสมบัติวิเศษ ซึ่งทำให้เกิดความปันปั่วน
โกลาหลครั้งใหญ่ไปทุกแห่งหน? ”
” อีกไม่นานเดี๋ยวก็รู้เอง ”
อู่ อวี้ สัมผัสได้ว่าใกล้ถึง เส้นทางเซียนบรรพกาล
มากแล้ว
ครืนนนน!!!!
ในทันใดนั้นเองเขาก็ถูกกระแสน้ำดันมาอีกที่หนึ่ง
ตรงเบื้องเต็มไปด้วยความปันปั่วนสับสน แม้แต่
สายตาของเขาก็ไม่มองเห็นความลึกลับใด ๆ ได้
ฉับพลันเขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า บัดนี้
กระแสน้ำที่อยู่รอบตัวได้หายไปแล้ว เขาล่วงรู้ทันที
ว่าตัวเองได้เข้าสู่ เส้นทางเซียนบรรพกาล แล้ว
อู่ อวี้ ได้สัมผัสกับ ‘ยันต์เซียนบรรพกาล’ เป็นครั้ง
แรกก็ต่อเมื่อ อักขระที่อยู่รอบตัวของเขา ย่อลงมา
อยู่ในมือกลายเป็นยันต์แผ่นหนึ่ง ซึ่งอักขระทั้งหมด
ที่อยู่บน ประตูทางเข้าสู่เส้นทางเซียนบรรพกาล
ได้มาปรากฏขึ้นบนแผ่นยันต์นี้ ถึงแม้จะดูเหมือนว่า
มันถูกควบแน่นย่อลงมา แต่ประสิทธิภาพของมัน
นั้นหาได้ลดลงแม้แต่น้อย
มันคือยันต์เซียนบรรพกาล ที่จะทำให้เขาสามารถ
กลับไปยัง ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
สิ่งนี้สำคัญยิ่ง เพราะมันจะช่วยให้เขามีชีวิตรอด
ออกจากที่นี่ไปได้ ว่ากันว่าหลังจากที่ได้รับมัน ผู้
ครอบครองจะเก็บมันไว้ โดยซ่อนไว้ส่วนใดส่วน
หนึ่งในร่างกาย เพื่อในแน่ใจว่าหากผู้ครอบครอง
ตกอยู่ในวิกฤตฉุกเฉิน สามารถกระตุ้นใช้งานมันได้
อย่างทันท่วงที ซึ่งยันต์นี้จะพาผู้ใช้หลบหนีออกไป
จากที่นี่
ซึ่งถ้าหากผู้ใช้เก็บมันไว้ในถุงจักรวาล มันจะทำให้
การหลบหนีช้าลง
อู่ อวี้ เก็บยันต์เซียนบรรพกาล ไว้ใน ‘ชุดเกราะ
เทพสงครามประมุขฟั้า ‘ ในขณะที่เขาเก็บยันต์
เซียนบรรพกาลเอาไว้บนชุดเกราะ เขาก็สังเกตเห็น
ว่าชุดเกราะนี้มันโดดเด่นดึงดูดความสนใจมาก
เกินไป เขาจึงเปลี่ยนเป็น ชุดเกราะเซียนเหยียน
หวง
หลังจากเก็บ ยันต์เซียนบรรพกาล เป็นที่เรียบร้อย
อู่ อวี้ ก็ได้ออกจากกระแสน้ำ ในเวลานี้วิสัยทัศน์
การมองเห็นของเขาสามารถมองเห็นภาพเบื้อง
หน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งแรกที่เขาได้พบ
เห็นคือท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยหมู่มวลดาราพร่าง
พราย ทันใดนั้นเองเขาก็สัมผัสถึงแรงโน้มถ่วงของ
โลก กำลังดึงร่างของเขาดิ่งลงสู่เบื้องล่าง!
นี่มันแรงโน้มถ่วง
ปฏิกิริยาตอบสนองของ อู่ อวี้ รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
บัดนี้ท้าวทั้งสองข้างของเขาได้เหยียบลงบนพื้น
แล้ว เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ศีรษะของ
เขารู้สึกหนักอึ้งเสมือนกำลังแบกภูเขาทั้งลูกไว้บน
ศีรษะก็ไม่ปาน ยากที่เขาจะทรงตัวยืนหยัดร่างกาย
ขึ้นได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะสามารถใช้กระบี่บิน
ผ่านท้องเวหาเช่นดั่งแต่ก่อนได้
ไม่ใช่แค่ยากจะบิน หรือ รู้สึกราวกับว่ากำลังแบก
ภูเขาทั้งลูกเอาไว้เท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว พลังที่
กดทับลงมานี้ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของร่างกาย
แม้แต่เส้นผมของเขาก็ยังถูกดึงดิ่งตรงลงสู่เบื้อง
ล่างเช่นกัน
” คาดว่าแรงโน้มถ่วงที่สูงกว่าปกติหลายเท่านี้ ควร
จะเป็นหนึ่งในความลึกลับพิสดารของ เส้นทาง
เซียนบรรพกาล ใช่หรือไม่? ในสถานที่เช่นนี้ มันจะ
ส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการต่อสู้เป็นอย่าง
ยิ่ง หากข้าปรารถนาจะใช้เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิ
ในการต่อสู้ มั่นใจได้เลยว่ามันจะต้องยากลำบาก
มากขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามด้วยความ
แข็งแกร่งทางกายเนื้อของเขา ทำให้เขาสามารถ
ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว หากเปลี่ยนเป็น วูซาน
เซี่ยชือ แล้วละก็ คาดว่านี้เวลานี้มันคงจะลงไป
นอนกลิ้งอยู่บนพื้นดินแล้ว ”
ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ อู่ อวี้ ครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ
มากมาย
สำหรับคนธรรมดาสามัญแล้วสถานที่แห่งนี้ คือที่
ๆ ทำให้เขาก้าวเดินได้อย่างยากลำบาก
เพิ่งจะเข้ามา ก็ต้องประสบพบเจอกับเรื่องแปลก
ประหลาดเช่นนี้ เส้นทางเซียนบรรพกาล คือ
สถานที่แสนลึกลับพิสดารอย่างแท้จริง
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
ซึ่งมันทำให้เขาต้องตื่นตระหนกอย่างช่วยไม่ได้
” นี่ข้ากำลังยืนอยู่บนดวงดาวงั้นหรือ!? ”
มีพื้นปฐพีอยู่ใต้ฝั่าเท้าของเขาก็จริง แต่มันกลับมี
รูปลักษณ์โค้งหม่นหาใช่ดินแดนอันกว้างใหญ่ของ
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ไม่ นอกจากจะไม่ใหญ่
แล้ว ยังมีลักษณะเป็นทรงกลม ไม่คาดคิดว่า
แท้จริงแล้วมันกลับเป็นดาวเล็ก ๆ ดวงหนึ่ง อยู่
ท่ามกลางท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยหมู่มวลดารา ถ้า
แรงดึงดูดมิได้รุนแรงมากนัก ด้วยพื้นผิวของ
ดวงดาวนี้ อู่ อวี้ คาดว่าเขาต้องใช้เวลาประมาณ
1 ก้านธูป ถึงจะสามารถเดินบรรจบครบรอบดาว
ดวงนี้ได้รอบหนึ่ง
นี่ข้ากำลังยืนอยู่บนดวงดาวจริง ๆ เช่นนั้นหรือ?
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พื้นผิวบนดาวดวงนี้
ทั้งหมดคือโลหะอย่างสมบูรณ์ ไม่มีจุดไหนที่เป็น
ปฐพีจากผืนดินเลย ซึ่ง อู่ อวี้ ก็ไม่ทราบว่าแท้จริง
แล้วมันเป็นโลหะชนิดไหน เห็นได้ชัดว่ามันเป็น
สมบัติวิเศษชนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่มีลายเส้นวิญญาณ
ปรากฏอยู่บนดาวดวงนี้ เขาลองใช้กระบี่มหา
จักรพรรดิฟันเข้าไปเล็กน้อย แต่ก็พบว่า ศาสตรา
สถิตวิญญาณชั้นเลิศ ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วน
ใด ๆ ขึ้นบนพื้นผิวโลหะของดาวดวงนี้ได้แม้แต่
น้อย
ตอนนี้ เขาได้ถูกกักขังอยู่บนดาวโลหะอันแข็งแกร่ง
สุดจะเปรียบปานนี้
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ดาวดวงนี้ มันคือ
ท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยหมู่มวลดาราอันไร้สิ้นสุด ซึ่ง
ไม่สามารถแลเห็นได้ถึงจุดจบของมันได้ แต่ อู่ อวี้
ก็สามารถแลเห็นได้ว่า รอบ ๆ บริเวณนี้มีดวงดาว
โลหะน้อยใหญ่อยู่นับ 10 ดวง อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากว่ามันอยู่ไกลเกินไป จึงทำให้เนตรเพลิง
ของเขาไม่สามารถแลเห็นจะชัดเจนนัก
อย่างไรก็ตามดาวโลหะที่อยู่ใกล้เขามากที่สุด
ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ไกลมาก แต่ อู่ อวี้ ก็สามารถใช้
เนตรเพลิงของตน แลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีคน
ยืนอยู่บนดาวดวงนั้น!
มันต้องเป็นคนที่มาจากดินแดนโบราณเหยียนหวง
อย่างแน่นอน!
เมื่อเห็นว่ามีคนอื่น ๆ อยู่ด้วย อู่ อวี้ จึงรู้สึกตื่นเต้น
เป็นอย่างยิ่ง เขารู้สึกสงสัยว่าตนจะสามารถบินไป
ยังดาวดวงอื่นได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าแรงโน้มถ่วงจาก
ดาวโลหะจะมากมายมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง แต่เขา
ก็ยังคงพยายามดิ้นรน โคจรพลังแก่นแท้ตำหนัก
ม่วง ค่อย ๆ ตะเกียกตะกายลอยขึ้นไป ในระหว่าง
กระบวนการนี้ช่างยากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง
อีกทั้งความเร็วยังเชื่องช้าอย่างสุดแสน แต่อย่าง
น้อย ๆ เขาก็สามารถลอยขึ้นจากพื้นโหละ บิน
ทะยานมุ่งหน้าสู่ท้องนภา ซึ่งเต็มไปด้วยหมู่มวล
ดารา!
ตูม!
แต่ทันใดนั้นเอง อู่ อวี้ ก็พุ่งปะทะเข้ากับชนกำแพง
การชนเข้ากับแพงนี้ทำให้เขารู้สึกสับสนเป็นอย่าง
ยิ่ง!
ปรากฏว่าพื้นผิวของดาวโลหะนี้ แท้จริงแล้วมัน
กลับล้อมรอบไปด้วยค่ายกลวงเวทจากรอบทิศทาง
ระหว่างที่อัดกระแทกเข้าใส่กำแพงค่ายกลนี้ เขาก็
พบว่าม่านปราการสีดำ คือค่ายกลที่ห่อหุ้มดาว
โลหะทั้งหมดเอาไว้ภายใน เห็นได้ชัดว่าม่าน
ปราการนี้ถูกกางเอาไว้ โดยมีเปั้าหมายไม่ให้ อู่ อวี้
ออกจากที่นี่
เมื่อ อู่ อวี้ กระแทกเข้ากับพื้นดวงดาว ก็ดู
เหมือนว่าค่ายกลนี้จะหายไปแล้ว ต่อให้ อู่ อวี้ ใช้
เนตรเพลิง ก็ไม่สามารถแลเห็นได้ถึงการดำรงอยู่
ของมันแม้แต่น้อย
” พลังอำนาจในการปั้องกันของค่ายกลนี้ทรงพลัง
เป็นอย่างยิ่ง ข้าสงสัยนักว่า หากทุ่มเทความ
แข็งแกร่งทั้งหมด ข้าจะสามารถทะลวงฝั่าออกจาก
ค่ายกลนี้ไปได้หรือไม่ ”
” เส้นทางเซียนบรรพกาล จัดได้ว่าเป็นสถานที่อัน
ลึกลับพิสดารอย่างยิ่ง ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ควบคุม
มัน ถึงแม้จะผ่านมาเนิ่นนานหลายแรมปี แต่ค่าย
กลนี้ก็ยังคงทำงานด้วยตัวเองอยู่… ”
เขาครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างหนักว่า ตนจะใช้วิธีไหน
ถึงจะสามารถออกไปจากดาวดวงนี้ได้ อย่างไรก็
ตามเมื่อเขาหันมองไปยังดวงดาวที่อยู่ใกล้มากที่สุด
อีกครั้ง เขาก็พบว่าแท้จริงแล้ว บนดาวดวงนั้นมิได้
มีคนอยู่แค่คนเดียว แต่มีอีกคนหนึ่งอยู่ด้วย!
” มีอยู่สองคน! ”
อู่ อวี้ ตกตะลึง
” เช่นนั้นก็กล่าวได้ว่า ดาวดวงนี้อาจมิได้มีข้าอยู่
แค่คนเดียว บางทีอาจเป็นคนจาก ดินแดนโบราณ
เหยียนหวง ก็เป็นได้ ”
หากมีคนอยู่ที่นี่จริง เขาก็ไม่จำเป็นต้องมุ่งหน้าไป
ยังดาวดวงอื่น
” ถ้ามีคนอยู่ที่นี่จริง ข้าแค่ส่งเสียงให้มันดัง ๆ บาง
ทีเขาอาจจะมาหาข้าก็ได้ ”
ภายใน เส้นทางเซียนบรรพกาล แห่งนี้ นอกจาก
ตนเองแล้ว คนอื่น ๆ นับว่าอันตรายยิ่ง
อู่ อวี้ เดินตรวจสอบดูรอบๆ เพื่อยืนยันว่าใน
ท้ายสุดแล้ว นอกจากตนเองมีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย
หรือไม่
” เฮ้อ การเดินเป็นดาวดวงนี้ช่างยากลำบากยิ่งนัก
แถมพลังรบของข้าก็ยังลดลงเป็นอย่างมาก “
การเดินเหินบนดาวดวงนี้ไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งถือ
เป็นเรื่องยากลำบากเล็กน้อย ซึ่งในระหว่างทางเขา
ก็ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ไปด้วย บน
พื้นผิวของดาวดวงนี้ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์หรือการ
เปลี่ยนแปลงใด ๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใหญ่มาก แต่
มันก็ก่อรูปขึ้นมาจากโลหะจำนวนมากมาย
“ มนุษย์? ”
ในเวลานี้มีเสียงดังมาจากเบื้องหลัง อู่ อวี้ จึงหันไป
มองตามที่มาของเสียงนั้น
ที่มาของเสียงเป็นชายแปลกหน้าสวมใส่ชุดเกราะ
ชุดเกราะที่มันสวมใส่อยู่บนล่างดูใหญ่โตเทอะทะ
มากทีเดียว อาจด้วยเพราะผู้สวมใส่ชุดเกราะมี
ร่างกายสูงใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ส่วนรูปลักษณ์ใบหน้า
ของมันละม้ายคล้ายปีศาจ ดวงตาของมันนับว่า
ดุดันทีเดียว ที่สำคัญก็คือกลิ่นอายปีศาจซึ่งโชย
ออกมาจากร่างของมันรุนแรงเป็นอย่างมาก
เสมือนกับว่าหลุดออกมาจากทะเลอันไร้สิ้นสุด
ทว่าก็ยังแตกต่างจากปีศาจของทวีปแห่งทวยเทพ
เล็กน้อย … เพราะกลิ่นอายปีศาจที่โชยออกมาจาก
ร่างของมัน ผสมปนเปกับความเค็มของน้ำทะเลอีก
ด้วย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันคือหนึ่งในปีศาจสมุทร!
ในความเป็นจริง อู่ อวี้ เคยเห็นปีศาจสมุทรมาก่อน
ทว่าก็เป็นเพียงแค่ปีศาจในทะเลตงไห่เท่านั้น ซึ่งก็
จะมีเพียงกุ้งปลาตัวเล็กตัวน้อย ไม่อาจ
เปรียบเทียบได้กับปีศาจสมุทรตนนี้ได้
ความแข็งแกร่งของมัน ไม่ได้มีเพียงแค่พื้นฐานฝึก
ตนเท่านั้น แต่สายโลหิตของมันยังสูงส่งมากอีก
ด้วย!
การต่อสู้ของ ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่งทวีปทวยเทพ’
วูซาน เซี่ยชือ นั้นถือเป็นปีศาจอัจฉริยะอันดับต้น
ๆ ทว่าเมื่อเหยียบก้าว เข้ามาถึง เส้นทางเซียน
บรรพกาล ปีศาจสมุทรตัวแรกที่เขาพบถึงแม้
สายโลหิตของมันจะไม่อาจเปรียบเทียบกับ วูซาน
เซี่ยชือ ได้ก็จริง ทว่าพื้นฐานฝึกตนของมันกลับมี
ความแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่า วูซาน
เซี่ยชือ เสียอีก
นอกจากนี้ภายในร่างของมันยังมีร่องรอยของ
สายเลือดมังกรเทวะอยู่ด้วย
” เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าเป็นคนของ อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวง เช่นนั้นรึ ? ” ปีศาจสมุทรเอ่ยถาม
พร้อมกับแลบลิ้นยาวเหยียดตวัดเลียริมฝีปากของ
มัน
อีกฝั่ายเห็นว่าตนเองเป็นคนของ อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวง ซึ่งดูเหมือนว่ารูปลักษณ์ของเขาจะ
ค่อนข้างเด่นชัด
” หึหึ … ความแข็งแกร่งไม่มากเท่าไหร่ มีพื้นฐาน
ฝึกตนอยู่แค่ระดับตำหนักม่วงมรกต ขั้นที่ 4 แต่
กลับสะเออะกล้าเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขต
ของข้า ฉะนั้นอย่าโทษข้าก็แล้วกันหากต้องสังหาร
เจ้า”
อีกฝั่ายหัวเราะเยาะ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ