กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 550 : อาณาจักรเซียนลองเมฆา
เมื่อเผชิญหน้ากับข้อเสนอของ หลี่ ฉางกงไปั๋ เสวี่ย
หยวน ก็หัวเราะขึ้น แล้วกล่าวว่า “สามารถ
กลายเป็นสหายเต๋ากับศิษย์พี่หลี่ผู้มากด้วย
สติปัญญาได้ นับเป็นบุญวาสนาของข้า ทั้งความ
โดดเด่นของศิษย์พี่หลี่ยังคงส่องประกายอย่าง
ต่อเนื่อง และด้วยสถานะที่สูงส่ง บวกกับบิดาของ
ท่านที่มีอำนาจมากมายอยู่ภายใน ‘อาณาจักร
เซียนล่องเมฆา’ สุดท้ายพลังการฝึกตนของท่านก็
จะสูงส่งเทียมฟั้า นับว่าเป็นที่อิจฉาของทุกคน
จริงๆ”
เมื่อยกเรื่องเช่นนี้มากล่าว หลี่ ฉางกง พลันรู้สึกดี
ยิ่ง แต่ดูแล้วมันกลับไม่ค่อยแยแสกับคำสรรเสริญ
เท่าใดนัก และเอ่ยออกมาว่า “เจ้าอย่าได้ยกยอข้า
ถึงเพียงนั้น มันทำให้ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ เมื่อนำ
ข้าไปเทียบกับท่านพ่อของข้าแล้ว นับว่าข้ายังอยู่
ห่างจากเขาอีกหลายขุม นอกจากนี้ เจ้าเองก็เป็น
ถึงประมุขน้อยของ ‘อาณาเขตเหมันต์’ ที่เป็นมหา
ขุมอำนาจเช่นนั้น พวกเราอาณาจักรเซียนล่อง
เมฆายังต้องปฏิบัติต่อพวกเจ้าด้วยความเคารพ
ครั้งนี้ได้มาพานพบกับน้องสาวที่ดวงดาวดวง
เดียวกัน ถือเป็นวาสนาของข้าแล้ว”
พวกเขาเอ่ยเยินยอและเกี้ยวพาราสีกันและกัน
เพียงพูดคุยกันไปมาก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว ซึ่ง อู่ อวี้
ถูกทิ้งไว้อยู่ด้านข้าง ดูเหมือนจะหาโอกาสเอ่ย
แทรกขึ้นมาไม่ได้เลย
เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่ทั้ง 2 คนนี้สนทนากัน จึงทราบ
ว่าคนหนึ่งมาจาก อาณาจักรเซียนล่องเมฆา ส่วน
อีกคนมาจากอาณาเขตเหมันต์ สำหรับสถานที่ทั้ง
2 นี้คือที่ไหน และความแข็งแกร่งอยู่ในระดับใด อู่
อวี้ ไม่รู้เลยแม้แต่น้อย
ความเข้าใจในดินแดนโบราณเหยียนหวงของเขา
ในตอนนี้ ก็ได้รับการบอกเล่ามาจากเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิงเท่านั้น
“หมิงซวง สถานที่ทั้ง 2 นี้อยู่ที่ไหน อยู่ไกลจาก
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงหรือไม่?” อู่ อวี้ เอ่ย
ถาม
“การถามท่านย่าของเจ้า ไม่รู้หรือว่าจำเป็นต้องใช้
ความสุภาพน่ะ ” หมิงซวง กล่าวด้วยความ
ภาคภูมิใจ
อู่ อวี้ รู้สึกกระดากอาย ในการเปลี่ยนน้ำเสียงเอ่ย
อ้อนวอนนาง สุดท้าย หมิงซวง จึงกล่าวขึ้นว่า
“อาณาเขตเหมันต์นั้นคือที่ไหนข้าไม่รู้ ส่วน
อาณาจักรเซียนล่องเมฆาเป็นอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งดู
เหมือนจะอยู่ใน ‘ทวีปประตูอุดรมัจจุราชเหมันต์’
ทวีปประตูอุดรมัจจุราชเหมันต์เป็น 1 ในไม่กี่ทวีปที่
อยู่ทางทิศเหนือสุดของดินแดนโบราณเหยียนหวง
ซึ่งนับว่าอยู่หากจากทวีปกลางเป็นอย่างยิ่ง จำต้อง
ผ่านทวีปถึง 5 ทวีปด้วยกันกว่าจะถึง ขอบอกเจ้า
ไว้ก่อนเลยนะว่าในดินแดนโบราณเหยียนหวง มี
อาณาจักรอยู่มากมาย และการจะข้ามไปยังแต่ละ
อาณาจักรล้วนไม่ง่ายทีเดียวเชียวล่ะ”
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ได้เคยคิดมาก่อนแล้ว ว่า
ทางเลือกที่ดีที่สุด นั่นคือการไปค้นหาผู้ฝึกตนที่มา
จากอาณาจักรโบราณเหยียนหวง นี่จะเป็นวิธีที่จะ
สามารถไปยังที่อาณาจักรโบราณเหยียนหวงและ
ติดต่อกับคนที่นั่นได้เร็วที่สุด แม้กระทั่งถ้าหาก
สามารถพบกับคนที่ยินยอมไปแจ้งข่าวนี้ให้กับ อู่
อวี้ เช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะว่าทวีป
แห่งทวยเทพเหลือเวลาอยู่อีกไม่นานแล้ว ซึ่ง
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่สามารถจะใช้กำลังบังคับให้
คนผู้นั้นกลับไปยังอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
เพื่อแจ้งข่าวให้กับตนเองได้ ดังนั้นเขาจึงต้องลงมือ
ทำมันด้วยตัวเอง
สำหรับบุคคลทั้ง 2 ที่อยู่เบื้องหน้า ประการแรก
พวกเขามาจากสถานที่ที่ห่างไกล จึงยังไม่ใช่
ตัวเลือกที่ดีที่สุด ประการที่ 2 เพราะว่าพวกเขา
พึ่งจะมาทำการช่วยเหลือตนเองไว้ ถ้าหากตนเอง
ไปทำร้ายพวกเขา มันก็ค่อนข้างที่ดูใจไม้ไส้ระกำไป
หน่อย
ดังนั้นก่อนอื่นเลยเขาต้องพักเรื่องบรรพบุรุษมาร
กลืนสวรรค์เอาไว้ก่อน ถ้าหากสามารถกลายเป็น
สหายกับคนทั้ง 2 นี้ได้ อย่างน้อยตัวเขาก็อาจจะได้
เรียนรู้เรื่องราวภายในเส้นทางเซียนบรรพกาล
เพิ่มเติมได้อีกบ้าง และอาจจะได้รู้เรื่องของดินแดน
โบราณเหยียนหวงได้ด้วย
ในเวลานี้ หลี่ ฉางกง กับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน พูดคุยกัน
อย่างสนุกสนาน และ หลี่ ฉางกง ก็เป็นผู้ที่มี
อารมณ์ขัน เช่นนั้นมันจึงหยอกล้อให้ ไปั๋ เสวี่ย
หยวน ยิ้มได้ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าทั้ง 2 มี
ความรู้สึกดีๆให้แก่กัน และเกรงว่าก่อนที่พวกเขา
ทั้งคู่จะเข้ามาภายในเส้นทางเซียนบรรพกาล
น่าจะไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
“อ๊ะ!!ใช่แล้ว เจ้ามาจากที่ใด ขอข้าถามเจ้าหน่อย
ว่าเจ้าพบกับประตูเส้นทางเซียนบรรพกาลได้
อย่างไร เจ้าหลงเข้ามาในเส้นทางเซียนบรรพกาล
เช่นนั้นรึ เจ้าช่างเป็นผู้ที่มีวาสนาจริงๆ ไม่ต้องผ่าน
ประสบการณ์ต่อสู้คัดเลือกเฉกเช่นพวกเรา เจ้านี่
ช่างน่าอิจฉาเสียจริง”
ทันใดนั้น หลี่ ฉางกง ก็หันมาทาง อู่ อวี้ แล้วกวัก
มือเรียกให้เขาเข้ามา
อู่ อวี้ ได้ยินแล้วรู้สึกสับสนยิ่ง หลี่ ฉางกง รู้ได้
อย่างไรว่าตัวเขานั้นหลงเข้ามาที่เส้นทางเซียน
บรรพกาล แล้วคิดได้อย่างไรว่าตัวเขาไม่มี
คุณสมบัติที่จะเข้ามายังเส้นทางเซียนบรรพกาล?
ไปั๋ เสวี่ยหยวน ก็มองมาที่เขาด้วยเช่นกัน นางยิ้ม
ขึ้น พร้อมเอ่ยมาว่า “อันที่จริงแล้วนี่ไม่นับว่าเป็น
โชคดีเลย เป็นเพราะบนเส้นทางเซียนบรรพกาล
นั้นเต็มไปด้วยภัยตรายมากมาย ถ้าหากไม่ใช่
เพราะพวกเรามาถึง และหากเขากระตุ้นยันต์เซียน
บรรพกาลช้าไปเพียงชั่วครู่ คาดว่าเขาคงไม่อาจ
หลบหนีเอาตัวรอดมาได้ แต่ไหนแต่ไรมาทุกครั้งที่
เส้นทางเซียนบรรพกาลเปิดขึ้น บางคนอาจจะโชค
ดีที่พบประตูเส้นทางเซียนบรรพกาลปรากฏขึ้น
เบื้องหน้าพวกเขาอย่างฉับพลัน ไม่คาดคิดว่าเรา
จะได้พบกับคนที่โชคดีคนนั้น และก็ไม่รู้ว่าใครกัน
แน่ที่น่าสงสาร พยายามอย่างหนักเพื่อคว้าชัยชนะ
มา แต่สุดท้ายกลับโดนคนอื่นชิงตัดหน้าไปได้ ”
หลี่ ฉางกง เอ่ย “เจ้าเด็กผู้นี้เพิ่งจะอยู่ในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 4 นับว่าเป็นคนที่
อ่อนแอที่สุดคนหนึ่งที่เข้ามายังที่นี่ จะต้องรู้ว่าคน
อื่นที่เข้ามา อย่างน้อยจะต้องอยู่ในขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 8 และจะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น
เป็นพิเศษอีกด้วยนะ”
เมื่อมองจากการที่ทั้ง 2 คนกล่าวมาเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็
เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะขอบเขตของเขา ทำให้
พวกเขาเข้าใจว่าตัวเองหลงเข้ามายังที่แห่งนี้ เขา
หยุดครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง ถ้าหากต้องการที่จะ
รวมกลุ่มเข้ากับพวกเขาทั้ง 2 ก็จะต้องทำตัวเป็น
เหมือนกับผู้ติดตาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าสบอารมณ์
นัก ดังนั้นเขาจึงก้าวเดินไปข้างหน้า พร้อมกล่าว
ออกมาด้วยความสงบ “ผู้น้อยมีชื่อว่า อู่ อวี้ ต้อง
ขอบคุณพวกท่านทั้ง 2 ที่เข้ามาช่วยเหลือข้า แต่
ยังมีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องกล่าวให้ชัดเจน ข้าไม่ได้หลง
เข้ามาภายในเส้นทางเซียนบรรพกาลแต่อย่างใด
ข้าเพียงแค่อาศัย…….“
เมื่อกล่าวจบ หลี่ ฉางกง พลันหัวเราะขึ้นในทันใด
“ดูเหมือนว่าเจ้าเจ้าจะมีนิสัยค่อนข้างดีเชียว ช่าง
มันเถอะ ดูไปแล้วเจ้าก็มีโชควาสนาที่ไม่เลว แต่
พวกข้าก็ไม่ได้สนใจเจ้าหรอก บนเส้นทางเซียน
บรรพกาลนี้เจ้าจะต้องพึ่งพาตนเอง พวกข้า
สามารถช่วยเจ้าได้แค่ครั้งเดียว ไม่สามารถ
ช่วยเหลือเจ้าได้หลายครั้ง เป็นเพราะว่าทุกคนต่าง
ก็มีภาระของตนเอง ตอนนี้พวกเราทั้ง 2 คนก็ยัง
สงสัยว่าจะสามารถออกไปจากดาวดวงนี้ได้เช่นไร
หากเจ้าไม่สามารถช่วยได้ เช่นนั้นก็จงไปเดิน
สำรวจรอบๆเอาเองเถอะ”
ดูเหมือนว่าความหมายของเขาคือไม่ต้องการที่จะ
อยู่กับ อู่ อวี้ หลังจากกล่าวจบ มันจึงเร่งจากไป
ด้วยกันกับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน ราวกับว่าบนโลกใบนี้
เหลือเพียงพวกเขาอยู่กันแค่ 2 คน ไม่ว่าจะ
อย่างไร ก็ไม่อาจจะให้ อู่ อวี้ เข้ามาเป็นก้างขวาง
คอได้
“เจ้าชื่อ อู่ อวี้ สินะ? มิจำเป็นต้องกังวลไป ทั่วทั้ง
ดาวดวงที่เรายืนอยู่นั้นมีพวกเรา 3 คน ย่อม
ปลอดภัยหายห่วง แต่หากอยากจะได้โชควาสนา ก็
คิดเสียว่าจะออกไปจากที่นี่ยังไง” ไปั๋ เสวี่ยชวน
หันกล่าวขณะที่กำลังเดินจากไป
พวกเขาทั้ง 2 คนบินจากไปไกลอย่างรวดเร็ว ราว
กับว่าไม่ต้องการให้ อู่ อวี้ มารบกวนพวกเขา
ฉับพลันนั้น อู่ อวี้ หัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
หมิงซวง หัวเราะแล้วกล่าวว่า “เจ้าโง่ คนเขาจะ
จีบกันแล้วเจ้าจะไปแส่เป็นกว้างขวางคอทำไมเล่า?
ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะหนีไปไกลๆเลย เหม็นกลิ่น
ความรักชะมัด!!”
อู่ อวี้ กล่าว “พวกเขาก็นับว่าเป็นคนดีอยู่… ถึงจะ
จองหองอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นข้าตกอยู่ในความ
ยากลำบาก กลับลงมือช่วยเหลือข้าในทันที ไม่
อาจจะกล่าวนินทาพวกเขาได้หรอกนะ ตอนนี้มา
ช่วยกันคิดดูว่าจะมีวิธีอะไรที่จะออกไปจากดาว
ดวงนี้กันดีกว่า หรือไปดูรอบๆดาวนี้ดีว่ามีสิ่งใดอยู่
บ้าง”
หมิงซวง กล่าว “ช่วยเจ้า? คิดง่ายเกินไปแล้ว
พวกมันเพียงแค่หาโอกาสที่จะออกไปจากดาวดวง
นี้เท่านั้น เพียงเจ้าเปิดเผยความสามารถของ
ตนเองให้อีกฝั่ายได้เห็นก็จบแล้ว อย่าลีลาน่า ใช้
การกระทำแทนคำพูดไปเลย”
“อะไรของเจ้าเนี่ย? เป็นบุรุษรึยังไงกัน?” อู่ อวี้
เอ่ย
หมิงซวง เอ่ยด้วยโทสะ “ล้อเลียนข้าไปเถอะ หาก
ท่านย่าของเจ้าเป็นบุรุษ เกรงว่าข้าคงจะต้องมีสตรี
ล่มเมืองรายล้อมอยู่รอบกาย และจะต้องมีนางสนม
อย่างน้อย 3,000 คน แต่ละวันไม่มีคำว่าซ้ำหน้า
กระทั่งชั่วชีวิตนี้ก็ยังวนไม่ครบ จำไว้ซะ…”
“……”
ไม่คาดคิดว่านางจะเป็นคนที่ใจกล้าเช่นนี้
การเดินทางบนเส้นทางเซียนบรรพกาลนี้ เมื่อมี
หมิงซวง อยู่เป็นเพื่อน จึงทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกไม่เหงา
เมื่อคิดไปแล้ว นางเป็นคนที่อยู่กับตัวเขามานาน
มากที่สุด จากตอนที่เริ่มแรกพวกเขาต่างถือสา
แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่บัดนี้กลับกลายเป็น
เรื่องปกติที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ถ้าหากสามารถกลายเป็นเซียนอมตะได้ เขาก็จะ
ช่วยคืนชีพให้กับ หมิงซวง สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว นี่
เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด ไม่ว่ามันจะยากลำบาก
สักเพียงไหน เขาก็จะต้องทำให้สำเร็จ นี่เป็น 1 ใน
คำสัญญาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา
เช่นเดียวกับที่เขาสาบานว่าจะไปหา ลั่วผิน
ติดตามไปที่โลกของนาง
หลังจากที่ทั้ง 2 คนนั้นเอ่ยอำลาแล้ว อู่ อวี้ ก็เดิน
ไปรอบๆดาวดวงนี้ ดาวดวงนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก
นัก เมื่อผ่านไป พวกเขาก็ได้พบกันอยู่หลายครั้ง
หลังจากที่พวกเขาพบกับ อู่ อวี้ ก็หลบเลี่ยงไปอีก
ทางในทันที ไม่ได้เข้ามาพูดคุยกับ อู่ อวี้ และไม่ให้
โอกาสเขาได้ติดตามไป ดังนั้นทุกครั้งที่ หมิงซวง
พบกับพวกเขา จึงได้ก่นด่าออกมาทุกครั้งไป
อู่ อวี้ ที่เผชิญกับแรงโน้มถ่วงอันหนักหน่วงนี้เป็น
เวลากว่าสองวัน ทำให้เขาได้เดินจนเกือบครบทั้ง
ดวงดาว ซึ่งเขายังพยายามอยู่หลายครั้งที่จะทะลุ
ทะลวงฝั่าค่ายกลนี้ออกไป แต่กลับไร้ผล
“พื้นผิวของดาวดวงนี้ นอกจากโลหะแล้ว พื้นดิน
หรือว่าก้อนหินก็ไม่มีอะไรเลยเลยสักอย่าง กระทั่ง
น้ำสักหยดก็ยังไม่มี”
“ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่โลหะ”
“การมาที่เส้นทางเซียนบรรพกาล ไม่อาจอยู่ได้เกิน
หนึ่งปี เส้นทางเซียนบรรพกาลเต็มไปด้วยการ
เปลี่ยนแปลงมากมาย ดังนั้นมันจะต้องมีสักทางสิที่
จะได้ออกจากที่แห่งนี้!”
อู่ อวี้ จะต้องเร่งรีบค้นหาคนที่เหมาะสม ที่จะทำให้
ตัวเขาสามารถไปยังดินแดนโบราณเหยียนหวงได้
ดังนั้นเขาจึงกระตือรือล้นในการค้นหาทั่วดาวดวง
“สิ่งที่สำคัญก็คือค่ายกลที่อยู่บนท้องฟั้า มีวิธีอะไร
ที่จะสามารถทำลายค่ายกลนั้นลงได้กันนะ?”
สายตาของเขาสามารถมองเห็นถึงดาวดวงอื่น
คาดว่าจะต้องมีคนถูกกักขังอยู่ภายในนั้นเช่นกัน
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอาจจะมีคนสามารถออกไปจาก
ดวงดาว แล้วเข้าสู่จักรวาลที่แสนกว้างใหญ่ไร้ที่
สิ้นสุดได้แล้ว
“ค่ายกล”
เขาคาดการณ์ว่า ถ้าหากจะทำลายค่ายกล เช่นนั้น
ก็ควรต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับค่ายกลนั้นๆ ดังนั้น
เขาจึงคิดที่จะศึกษาค่ายกลที่อยู่บนท้องฟั้า
เขาที่ยืนอยู่บนพื้นได้เร่งนำเสามังกรสมุทรคลั่ง
ออกมาเพื่อโจมตีขึ้นไปยังค่ายกลบนท้องฟั้า ทุก
ครั้งที่เขาสัมผัสกับมัน ค่ายกลสีดำก็จะปรากฏ
ออกมา ทำให้ อู่ อวี้สามารถมองเห็นถึงลายเส้น
และลายละเอียดของค่ายกลได้ มันเป็นค่ายกลที่มี
ขนาดมหึมาอย่างยิ่ง ทั่วทั้งค่ายกลดูเหมือนจะได้
ทำการเชื่อมต่อกับดาวทั้งดวงอย่างสมบูรณ์
อู่ อวี้ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งของตนเพื่อที่จะทำการ
สังเกตการณ์
เรื่องนี้เขาจำเป็นที่จะต้องใช้สมาธิระดับสูง
เวลาผ่านไปประมาณ 2 วัน เขาเกือบจะจับเคล็ด
บางอย่างได้แล้ว และเมื่อเขาได้พินิจค่ายกลนี้อย่าง
ครบถ้วนแล้ว จึงตระหนักบางสิ่งบางอย่างได้
“ค่ายกัลนี้ ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ยันต์
เซียนบรรพกาล ?”
เขารู้สึกว่า ยันต์เซียนบรรพกาลกับค่ายกลนี้มี
ความเกี่ยวข้องกันอยู่ ภายในค่ายกลนี้ มีตำแหน่งที่
สำคัญอยู่ 4 แห่ง ซึ่งทั้ง 4 ตำแหน่งนี้มีความ
เชื่อมโยงกับยันต์เซียนบรรพกาล มันเชื่อมโยงกัน
ถึงสามจุดด้วยกัน ส่วนอีกตำแหน่งที่เหลือนั้นว่าง
เปล่า เนื่องจากว่ามังกรสมุทรนั้นได้จากไปแล้ว จึง
ทำให้มันกลายเป็นช่องที่ว่างเปล่า และช่องที่ว่าง
เปล่านั้น ดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบต่อค่ายกล
ทั้งหมด ทำให้ค่ายกลทั้งหมดซึ่งทำให้ดูอ่อนแอลง
เล็กน้อย
ฉับพลันนั้น อู่ อวี้ ก็เข้าใจมันขึ้นมา
”เส้นทางเซียนบรรพกาลมันจะต้องมีผู้ควบคุม
และบางทีผู้ควบคุมนั้น อาจจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว แต่ว่า
ค่ายกลจำนวนมากยังคงทำงานอยู่ และการทำงาน
ของค่ายกลนี้ก็มีกฎตายตัวของมันอยู่”
“ถ้าหากมีคนสร้างมันขึ้นมา แน่นอนว่าย่อมไม่มี
ทางกักพวกเราได้เป็นเวลา 1 ปี มันจะต้องมีวิธีฝั่า
ออกไปอย่างแน่นอน”
“และในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าวิธีการเปลี่ยนแปลง
ของค่ายกลนี้ก็คือการกระตุ้นยันต์เซียนบรรพกาล
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นไปได้ว่า คนที่อยู่ที่นี่
จะต้องต่อสู้กันเพื่อบีบบังคับให้คนอื่นๆกระตุ้นยันต์
ออกไปจนทำให้ค่ายกลอ่อนแอลง”
“บางทีอาจจะต้องจัดการคนอื่นๆให้หมด หรือไม่ก็
ให้พวกนั้นแตกคอกันเอง!”
หลี่ ฉางกง กับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ