กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 551 : 7 ดาราลาวิญญาณ
“โดยทั่วไปแล้วเมื่อติดอยู่ในดาวดวงเดียวกัน ถ้า
หากไม่ใช่คนรู้จัก ความเป็นไปได้ที่จะต่อสู้กันเองก็
ค่อนข้างมาก แม้ว่าจะไม่ทราบถึงรายละเอียดของ
ค่ายกลนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าคนอื่นๆย่อมอาศัยการต่อสู้
กันเองเพื่อออกไปจากดาวที่แปลกๆนี่”
ดังนั้นเพียงแค่ปล่อยให้เวลาผ่านไป คาดว่าคน
จำนวนมากก็จะสามารถค้นพบวิธีออกไปได้เอง
หลังจากที่ไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ เขาจึงคิดไปถึง หลี่
ฉางกง กับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน ซึ่งทั้ง 2 คนได้ทำให้ อู่
อวี้ รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
“พวกเขาอยู่ด้วยกัน ในตอนนี้จะต้องไปไหนมา
ไหนด้วยกันอย่างแน่นอน ถ้าหากพวกเขาทั้ง 2
แตกคอกันเองก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะหากต้องว่า
จัดการอีกเพียงแค่คนเดียวแล้วจะสามารถออกไป
ได้ ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจะต้องร่วมมือกันจัดการ
กับข้าก่อนอย่างแน่นอน”
“หากมีเพียงวิธีนี้ ถึงแม้ว่าก่อนหน้าพวกเขาจะ
ช่วยเหลือข้า แต่ก็ต้องจำใจแล้ว” อู่ อวี้ ครุ่นคิดใน
ใจ
“เจ้าอย่าทำตัวโง่ไปหน่อยเลย ถ้าพวกมันรู้วิธีที่จะ
ออกไปได้ คนแรกที่จะถูกกำจัดก็คือเจ้า” หมิงซวง
เอ่ย
“อืม เช่นนั้นก็รอให้พวกนั้นลงมือก่อนเถอะ” อู่ อวี้
กล่าว
ด้วยศีลธรรมอันเที่ยงตรงของเขา ทำให้ไม่สามารถ
ลงมือกับผู้ที่ช่วยเหลือตนก่อนหน้าได้
“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เช่นนั้นข้าจะไปหา
พวกเขาก่อนว่าใช้วิธีนี้เพื่อออกไป”
ในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะต้องจัดการหนึ่งหรือสองเพื่อทำ
ให้ออกจากที่นี่ได้ แต่พวกเขาย่อมไม่รู้อย่าง
แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่กระทำได้คือตัดไปหนึ่งเพื่อดู
สถานการณ์
อู่ อวี้ คุ้นเคยกับเส้นทางแล้ว จึงรีบมุ่งไปหาพวก
เขาในทันที ดาวดวงนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก เขา
เพียงแค่ตะโกนออกไป “พวกท่านทั้ง 2 ข้ามีวิธีที่
จะออกจากดาวดวงนี้แล้ว โปรดมาหาข้า”
เมื่อเสียงของเขากระจายออกไป พริบตาเดียวก็ได้
แผ่ขยายไปทั่วทั้งดวงดวง
“เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าขยับไปไหน ” เมื่อ
ผ่านไปสักพัก ก็ได้ยินเสียงของ หลี่ ฉางกง ตอบโต้
กลับมา
อู่ อวี้ ยืนคอยพวกเขา นับว่าเป็นความใจกวาง
อย่างเหลือล้น เพียงดูว่า หลี่ ฉานกง จะเลือก
อย่างไรต่อไป…
ผ่านไปไม่นาน หลี่ ฉางกง กับ ไปั๋ เสวี่ยชวน ที่ได้
ยินเสียงของเขาจึงจับตำแหน่งได้ในทันที ในไม่ช้า
อู่ อวี้ ก็เห็นพวกเขาทั้ง 2 คน
สายตาของทั้ง 2 เต็มไปด้วยความแปลกใจ
หลังจากที่มาอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ หลี่ ฉางกง ก็เอ่ย
ขึ้น “เจ้าหนู อย่าโกหกข้าเชียว เพราะว่าเรื่องนี้มัน
สำคัญมาก”
มันกำลังคิดว่า อู่ อวี้ กำลังหลอกตนอยู่
อู่ อวี้ เกียจคร้านเกินไปที่จะสนใจถึงความคิดที่
เย่อหยิ่งของอีกฝั่าย เขาเอ่ยออกมาในทันทีว่า “ข้า
ได้ทำการศึกษาค่ายกลที่อยู่ด้านบนนี้ พบว่ามันมี
ทั้ง 4 ตำแหน่ง และมันก็ได้เชื่อมต่อกับยันต์เซียน
บรรพกาลที่อยู่บนร่างของพวกเรา หลังจากที่กุ้ง
มังกรทะเลเดือดจากไป ทำให้ยันต์เซียนบรรพกาล
ของมันสูญเสียการเชื่อมต่อกับค่ายกลนี้ไป เช่นนั้น
ค่ายกลนี้จึงอ่อนแอกว่าตอนแรก ดังนั้นจุดประสงค์
ของเส้นทางเซียนบรรพกาลนี้ บางทีอาจจะให้พวก
เราทำการต่อสู้กันบนดาวดวงนี้ เพื่อที่จะตัดสินผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุด 1 คน หรืออาจจะเป็น 2 คน จึงจะ
สามารถออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้”
เมื่อเขากล่าวจบ ก็รอดูปฏิกิริยาของ หลี่ ฉางกง
กับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน
การตอบสนองแรกของพวกเขา คือตกตะลึงยิ่ง
จากนั้นพวกเขาก็ออกห่างกันในทันที
ดูไปแล้ว เหมือนว่าความรักที่มันมอบให้กันและกัน
ในไม่กี่วันนี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่ลึกซึ้งเท่าใดนัก
การตอบสนองนี้ออกมาจากจิตใต้สำนึกของตัวเอง
นี่เป็นธาตุแท้ของพวกเขา
อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังไม่เชื่อมั่นในคำกล่าว
ของ อู่ อวี้ อย่างสนิทใจ ทั้ง 2 คนจึงไปศึกษาค่าย
กลที่อยู่บนท้องฟั้าดู ด้วยคำแนะนำของ อู่ อวี้ จึง
ทำให้ค่อนข้างเข้าใจได้อย่างง่ายดาย และได้รับ
การยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในเวลานี้ใบหน้าของพวกเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง
เล็กน้อย
“น้องไปั๋ ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น นับว่า
ยากลำบากอย่างยิ่ง แต่มันก็ไม่ได้แย่มากนัก อย่าง
น้อยพวกเราน่าจะจัดการมันก่อนเป็นเช่นไร?” หลี่
ฉางกง เอ่ยกระซิบถามนาง แล้วชี้ไปยัง อู่ อวี้
ไปั๋ เสวี่ยหยวน ก็ไม่ได้คิดให้มากความ นางพยัก
หน้าแล้วตอบไปว่า “ตกลง เช่นนั้นก็จัดการมัน
ก่อน ถ้าหากยังไม่ได้ผล เช่นนั้นข้าจะต่อสู้กับศิษย์
พี่หลี่อย่างยุติธรรม ถ้าหากข้าแพ้ ข้าก็จะไม่ปริปาก
บ่นแม้เพียงครึ่งคำ”
หลี่ ฉางกง มีสีหน้าที่รู้สึกเสียใจ พร้อมกับเปิดปาก
เอ่ยออกมาว่า “ถ้าหากนั่นเป็นเพียงวิธีเดียว ข้าก็
จนปัญญา น้องไปั๋คงจะต้องเกลียดข้าเพราะเหตุนี้
อย่างแน่นอน”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น ใครจะได้ออกไป
ก็ยังไม่รู้แน่ชัดเสียหน่อย” ไปั๋ เสวี่ยหยวน ยิ้มขึ้น
ด้วยถ้อยคำในประโยคนี้มันแหลมคมราวกับคม
กระบี่
ฉับพลันนั้น หลี่ ฉางกง ก็ยิ้มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ตามมันกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
“เช่นนั้นก็ตกลง เจ้าจะต้องพักผ่อนเสียหน่อย ก่อน
อื่นข้าจะส่งมันออกไปก่อน ขอให้เจ้ารอสักครู่”
อู่ อวี้ มองดูการกระทำของพวกเขาทุกอย่าง
ภายในใจรู้สึกไร้คำพูด แน่นอนว่าทั้ง 2 คนนี้ไม่ได้
อยู่ในสายตาของเขา จากคำกล่าวที่คุยกัน พวก
เขาต้องการที่จะเขี่ยตนออกไปก่อน นับว่าไร้ซึ่ง
ความเกรงใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่จำเป็นที่
จะต้องสุภาพกับพวกเขาอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถต่อกรกับ
2 สุดยอดอัจฉริยะแห่งดินแดนโบราณเหยียนหวง
ได้ในเวลาเดียวกัน ฉะนั้นเขาต้องแยกพวกมันออก
จากกันจึงจะสามารถรับมือได้
ในตอนนี้ หลี่ ฉางกง กับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน เจรจากัน
เสร็จสิ้นแล้ว ในฐานะที่มันเป็นบุรุษ มันจึงรับ
หน้าที่ในการจัดการส่ง อู่ อวี้ ไปข้างนอก มันมอง
ไปทาง อู่ อวี้ โบกสะบัดมือขึ้น กล่าวว่า “วิธีนี้เป็น
เจ้าที่บอกกับพวกเรา เจ้าน่าจะคาดเดาได้ ว่าพวก
เราจะทำการจัดการกับเจ้าก่อน แต่สิ่งที่น่าแปลกก็
คือ ทำไมเจ้าถึงไม่หลบหนีไป? และยิ่งไปกว่านั้นยัง
นำเรื่องนี้มาบอกพวกเรา สำหรับเจ้าแล้วมันไม่น่า
เป็นประโยชน์อันใด?”
อู่ อวี้ ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกดังเช่นในจินตนาการ
ของมัน เขายิ้มขึ้นและกล่าวว่า “เหตุผลก็เป็น
เพราะว่า ยังไงเจ้าก็ไม่ไล่ข้าได้ทันอยู่แล้ว”
เมื่อ อู่ อวี้ กล่าวจบ ก็เปิดใช้งานเคล็ดก้าวเทวะ
เขาหันหลังกลับและเริ่มวิ่งหนีไปในทันที เพียง
พริบตาเดียวเขาก็หายตัวไปจากเบื้องหน้าของ หลี่
ฉางกง ประโยชน์ของเคล็ดก้าวเทวะสามารถ
สำแดงออกได้อย่างเต็มที่ในสถานที่แห่งนี้ อย่าง
น้อยในแง่ของความเร็ว อู่ อวี้ นั้นก็รวดเร็วกว่าที่
คนที่อยู่ในขอบเขตต่ำกว่าขอบเขตก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะ ซึ่งเร็วกว่าอย่างไม่อาจจะเทียบได้
“ทำไมจึงรวดเร็วได้เช่นนี้? ดูเหมือนว่าจะเป็นวิชา
ที่สามารถปกปั้องชีวิตของมัน น้องไปั๋ เจ้ารอข้าอยู่
ที่นี่สักพักเถอะ ” หลี่ ฉางกง แสดงสีหน้า
ประหลาดใจ มันเลิกสนใจ ไปั๋ เสวี่ยหยวน แล้วเร่ง
รีบติดตามไล่ล่าไปในทันที
“ศิษย์พี่หลี่ท่านไม่ต้องกังวล ดูแลตัวเองด้วย”
ไปั๋ เสวี่ยหยวน ยิ้มขึ้น นางอยู่ในที่แห่งนี้เพียง
ลำพัง หลังจากที่มองดู หลี่ ฉางกง จากไป นางก็
จ้องมองไปที่ท้องฟั้าอันว่างเปล่าอีกครั้ง พร้อม
พึมพัมออกมา “ถ้าหากสามารถออกไปได้เพียงคน
เดียว คนผู้นั้นจะต้องเป็นข้า หลี่ ฉางกง เจ้าคอยดู
เถอะ ”
“เดิมทีข้าคิดว่าจะสามารถหาคนมาปกปั้องข้าบน
เส้นทางเซียนบรรพกาลแห่งนี้ได้ กลับทำให้ข้าผู้
แซ่ไปั๋ ต้องเสียเวลาในที่แห่งนี้โดยเปล่าประโยชน์
เสียแล้ว”
ไปั๋ เสวี่ยหยวน ไม่ได้ติดตามไป นางรั้งรออยู่ในที่
แห่งนี้ และรอคอยฟังข่าวอย่างสงบ
……………………….
อู่ อวี้ ได้ควบคุมความเร็วของเขา ทำให้ หลี่ ฉาง
กง ยังพอสามารถไล่ตามตัวเองมาได้อย่างถูๆไถๆ
มิฉะนั้น ตัวเขาคงทิ้งมันไม่จนไม่เห็นฝุั่นไปนาน
แล้ว
“เจ้ามีชื่อว่าอะไรนะ? อย่าได้เอาแต่หลบหนี ทำ
แบบนี้ไปมันก็ไม่มีความหมาย สุดท้ายทุกคนก็ถูก
ขังอยู่ที่นี่อยู่ดี เจ้าสามารถมาที่เส้นทางเซียนบรรพ
กาลก็นับว่าไม่เลวแล้ว อย่าได้ทำให้คนอื่นๆต้อง
เสียเวลาเลย” หลี่ ฉางกง เอ่ยบ่นมาตลอดทาง
น่าเสียดายที่แม้แต่ชื่อของ อู่ อวี้ มันยังไม่เต็มใจที่
จะจดจำ ในตอนนี้ อู่ อวี้ จึงไม่ได้สุภาพกับมันอีก
ต่อไป
ตามการคาดเดาของเขา ไปั๋ เสวี่ยหยวน น่าจะ
ยังคงรอคอยอยู่ที่เดิม รอให้ หลี่ ฉางกง เอาชนะ อู่
อวี้ จากนั้นนางก็จะหมายมาดเข้าห้ำหั่นในทันที
ซึ่งตอนนี้น่าจะอยู่ห่างจากตำแหน่งของ ไปั๋ เสวี่ย
หยวน มากพอสมควรแล้ว ทันใดนั้นเขาจึงได้หยุด
ลง และใช้เคล็ดวิชามิติไร้ลักษณ์ของเนตรเพลิงอีก
ครั้ง เมื่อมองเห็นว่า ไปั๋ เสวี่ยหยวน ไม่ได้ไล่ล่า
ตามมา ในใจก็รู้สึกคลายกังวลลง
“ข้าจะจัดการเจ้า” เมื่อ หลี่ ฉางกง เห็น อู่ อวี้
ไม่ได้ทำการหลบหนีอีกต่อไป ในใจมันก็เต็มไปด้วย
ความยินดี
มันคิดว่า อู่ อวี้ กำลังกลัวมันมาก
หลี่ ฉางกง มั่นใจเป็นอย่างมาก สำหรับมันแล้ว
การที่จะจัดการกับผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 4 ตัวต่อตัว ย่อมไม่จำเป็นจะต้องใช้
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ เพียงแค่ใช้พลังอำนาจจากแก่น
แท้ตำหนักม่วงก็เพียงพอแล้ว ในเวลานี้มันได้
แสดงเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินออกมา นอกจากมือทั้ง 2
ข้างแล้ว ก็เกิดเป็นการควบแน่นพลังแห่งดวงดาว
เอาไว้ในฝั่ามือของมัน พุ่งโจมตีไปที่ศีรษะของ อู่
อวี้ อย่างไม่เกรงใจ ต่อมามันเปิดปากเอ่ยว่า “เจ้า
จงรีบเปิดใช้งานยันต์เซียบรรพกาลเร็วเข้า มิฉะนั้น
หากชีวิตน้อยๆของเจ้าจะต้องดับดิ้นไป จงอย่ามา
ตำหนิข้า!”
“เจ้ามันช่างหยิ่งทระนงจริงๆ” อู่ อวี้ ยกยิ้มอย่าง
เย็นยะเยือกออกมา เนื่องจากว่าอีกฝั่ายดูถูกตัวเขา
เช่นนั้นเขาก็ยิ่งไม่ต้องเกรงใจอีกต่อไป ฉับพลันเขา
หยิบเอาเสามังกรสมุทรคลั่งออกมา ขณะที่ฝั่ามือ
ซึ่งเต็มไปด้วยพลังแห่งดวงดาวกำลังฟาดลงมายัง
ศีรษะของเขา อู่ อวี้ ก็ยกเสามังกรสมุทรคลั่งเข้า
ปัดปั้อง ทันใดนั้นก็สะบัดการโจมตีนี้ออกไป เมื่อ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ปรากฏขึ้น ปะทะเข้ากับฝั่ามือ
ของอีกฝั่าย จึงเห็นเพียงแต่ว่าฝั่ามือของ หลี่ ฉาง
กง ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งดวงดาวได้ระเบิด
กลายเป็นผุยผง!
ตูมมมมม!
เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น
หลี่ ฉางกง พลันกรีดร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด มันถูก
ฟาดจนปลิวกระเด็นออกไป เมื่อร่างของมันตกลง
มากระทบกับบดาวดวง จะเห็นได้ว่าแขนข้างหนึ่ง
ของมันปรากฏโลหิตหลั่งไหลออกมา และห้อย
ต่องแต่ง จนเกือบจะขาดออก
บัดนี้มันมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยความตกใจกลัวระคน
ความไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งศาสตราเต๋าวิถีแท้ที่อยู่ในมือของ อู่ อวี้
“เจ้าอยู่เพียงแค่ขอบเขตนี้ แต่กลับสามารถ
ครอบครองศาสตราเต๋าวิถีแท้ได้! เจ้ามีพลังต่อสู้
มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร!” ใบหน้าของ หลี่ ฉาง
กง แปรเปลี่ยนกลายเป็นดุร้าย พร้อมกับคำราม
ออกมาด้วยโทสะ
ทันใดนั้นมันก็นึกขึ้นได้ว่า อู่ อวี้ เคยกล่าวเอาไว้ว่า
เขาใช้ควาสามารถของตนเองเข้ามาภายใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล ไม่ได้อาศัยโชควาสนาแต่
อย่างใด แต่ในเวลานั้น หลี่ ฉางกง กลับไม่สนใจที่
จะฟัง
ตอนนี้มันได้รับบาดจากสาหัสเพราะ อู่ อวี้ ทำให้
ในใจของมันตกตะลึง ในใจอดไม่ได้ที่จะเกิด
ความรู้สึกโกรธเกรี้ยว
“เจ้าจงมองคู่ต่อสู้ของเจ้าให้ดีๆ มิฉะนั้นเจ้าอาจจะ
ได้รับความพ่ายแพ้ เมื่อถึงเวลานั้นก็จงอย่าได้
ตำหนิผู้อื่น ” อู่ อวี้ กล่าวออกมาเบาๆ จากนั้น
ควงเสามังกรสมุทรคลั่ง พุ่งไปหา หลี่ ฉางกง อย่าง
รวดเร็วยิ่ง
“พ่ายแพ้เช่นนั้นรึ?” หลี่ ฉางกง บังเกิดโทสะขึ้น
อย่างไรก็ตามความคิดของมันก็เข้าใจได้เป็นอย่าง
ดี ว่า อู่ อวี้ ไม่ได้อาศัยโชควาสนาในการเข้ามา
เมื่อมาถึงตอนนี้มันก็รู้แล้ว การที่อีกฝั่ายกล้าที่จะ
บอกถึงวิธีการออกไปจาที่นี่กับพวกเขาเช่นนี้ เห็น
ได้ชัดว่าอีกฝั่ายมีความมั่นใจพอ
นี่ทำให้ หลี่ ฉางกง ตระหนักขึ้นมาได้แล้วว่ามัน
เป็นการต่อสู้ที่สำคัญ!
ตอนนี้มันไม่ได้ลังเลอีกต่อไป ทันใดนั้นคนเร่งหยิบ
เอาศาสตราเต๋าวิถีแท้ ‘หอกเมฆาล่าดารา’ ออกมา
ทันที มันถือหอกด้วยมือเพียงแค่ข้างเดียว ในเวลา
นี้พลังดวงดาวระเบิดออกมาจากร่างของมัน ทำให้
มันดูโดดเด่นที่สุดในโลกใบนี้! ในเวลาเดียวกันมันก็
ยังมีพลังอำนาจอีกชนิดปรากฎออกมาด้วย ซึ่งก็คือ
เคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์
“เขตแดนเมฆา!”
พริบตานั้น ร่างของมันก็กลายเป็นแกนกลาง ขอบ
มวลหมู่เมฆจำนวนมหาศาล นั่นก็คือเมฆสีขาว
บริสุทธิ์ที่แน่นหนาไม่มีที่เปรียบม้วนกวาดออกไป
ในพริบตาได้เข้าปกคลุมไปทุกพื้นที่ กลุ่มเมฆที่
หนาแน่นและเข้มข้น แทบจะปกคลุมดาวดวงนี้
เกือบครึ่ง
อู่ อวี้ ยังไม่เคยเห็นเมฆที่มีความหนาแน่นเช่นนี้มา
ก่อน และในมวลหมู่เมฆเหล่านั้น ได้ทำให้วิสัยทัศน์
การมองเห็นของคนทั่วไปถูกบดบังอย่างสมบูรณ์
จนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจน
“เมื่ออยู่ท่ามกลางเขตแดนเมฆาของข้า ก็ไม่ต่าง
จากเป็นเหมือนกับคนตาบอด เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง
กันเล่า? ” เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกของ หลี่
ฉางกง ดังออกมา 4 ด้าน 8 ทิศ
“เจ้ามีฝีมือแค่นี่เองหรือ” อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะ
หัวเราะขึ้น ถึงแม้ว่าเขาจะถูกบดบังอย่างสมบูรณ์
แต่เขามีเนตรเพลิงอยู่ บัดนี้ดวงตาทั้ง 2 ข้างของ
เขาพลันแปรเปลี่ยนไป ปรากฏสัญลักษณ์
บางอย่างขึ้น ต่อมาเขาสามารถมองเห็นตำแหน่ง
ของ หลี่ ฉางกง ที่อยู่ภายในเขตแดนเมฆาได้อย่าง
ชัดเจน
ในเวลานี้ หลี่ ฉางกง อยู่เหนือศีรษะของเขา กำลัง
กวัดแกว่งศาสตราเต๋าวิถีแท้ ‘หอกเมฆาล่าดารา’
ภายใต้การหมุนควงนั้น วงเวทศาสตราที่อยู่บน
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ถูกกระตุ้นขึ้น พลังของศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ถูกปลดปล่อยออกมา ลำแสงแห่ง
ดวงดาวส่องประกาย พริบตานั้นทั่วทั้งเขตแดน
เมฆา ก็ถูกอาบไล้ด้วยแสงสีม่วง
“วงเวท 7 ดาราล่าวิญญาณ! ”
นี่คือวงเวทโจมตีที่ หลี่ ฉางกง กระตุ้นใช้งาน
ออกมาด้วยพลังทั้งหมดของมัน ในพริตานั้น เหนือ
ศีรษะของมัน ก็ปรากฏกลุ่มดาวไถ 7 ดวงที่กำลัง
ส่องประกายอยู่
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ