กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 553 : องคชายเมฆา
ไปั๋ เสวี่ยหยวน กล่าวได้ดีทีเดียว ผู้คนที่เข้ามาจะ
กระจัดกระจายส่งไปยังดวงดาวต่าง ๆ แต่ไม่ว่า
ผู้ใดที่สามารถหลุดออกมาจากดวงดาวนั้น ๆ ได้ ก็
จะโผล่มายังท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยหมู่มวลดารา
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ท่ามกลางความมืด
มิดอันไร้สิ้นสุด เมื่อนั้นก็จะมองเห็นแสงสีขาวเปล่ง
ประกายเจิดจ้าขึ้น
เสมือนกับแสงสว่างอันเจิดจ้าส่องสว่างอยู่
ท่ามกลางความมืดมิด ซึ่งดึงดูดความสนใจของ
ทุกผู้คน
ทั้งสองพร้อมที่จะไปที่นั่น
ไปั๋ เสวี่ยหยวน มองมาทางเขาด้วยสายตาอ่อนโยน
แล้วนางก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า ” ยิ่ง
พวกเราเข้าใกล้ที่นั่นมากเท่าใด เกรงว่าเราจะได้
พานพบเจอผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นั่นมากขึ้น
เท่านั้น เพื่อที่จะเข้าสู่ เส้นทางเซียนบรรพกาล ทุก
คนจะต้องแข่งขันกันเอง แล้วบางคนอาจเป็นศัตรู
คู่อาฆาตแห่งชีวิตและความตาย นั่นเพราะศัตรู
ไม่ได้มีเพียงแค่ เผ่าพันธุ์มนุษย์ กับ ปีศาจ เท่านั้น
ยังมีปีศาจสมุทร เพิ่มขึ้นมาอีก โดยพื้นฐานแล้วมัน
จะสังหารท่านทันทีหากพบเจอเข้า แม้ท่านกับข้า
จะร่วมมือผนึกกำลังกันก็จริง แต่ความแข็งแกร่งก็
ยังถือว่าต่ำอยู่ดี ฉะนั้นพวกเราจึงควรระวังให้มาก
การที่ท่านปิดบังพื้นฐานฝึกตนให้อยู่เพียงแค่ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 4 อันที่จริงมันหาได้มี
ผลอันใดไหมเมื่ออยู่ที่นี่ ในทางตรงกันข้ามมันยิ่ง
ดึงดูดศัตรูเข้ามา ”
คงต้องบอกว่าสิ่งที่นางกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญ
เนื่องจาก อู่ อวี้ กับนางได้ตกลงร่วมมือกันแล้ว
ฉะนั้นนางจริงหวังว่า อู่ อวี้ จะไม่ปิดบังหรือ
หลอกลวงนางในเรื่องใดอีก
อู่ อวี้ ส่ายหัวอย่างอับจนหนทางแล้วก็กล่าวว่า ”
ข้าไม่อาจทำได้ ต้องขออภัยด้วย ”
ไปั๋ เสวี่ยหยวน เพียงแค่กล่าวตักเตือนถึงบางสิ่ง
บางอย่างที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น ในเมื่อเจ้าตัวไม่
ยินยอมที่จะกระทำอันใด นางก็หมดปัญญาที่จะ
เซ้าซี้ต่อ หลังจากนั้นคนทั้งสองก็รีบมุ่งตรงไปยัง
ตำแหน่งของแสงสีขาวที่สว่างเจิดจ้าออกมา เมื่อ
นางเห็นว่า อู่ อวี้ กำลังจะใช้เคล็ดกระบี่บิน
จักรพรรดินางก็รู้สึกประหลาดใจเป็นยิ่งนัก จึงไต่
ถามขึ้น ” ท่านเป็นผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่? ”
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะ
ตลอดเส้นทางนี้ พวกเขาทั้งสองต้องผ่านดวงดาว
จำนวนมาก ดวงดาวแต่ละดวงจะมีผู้คนหลุดเข้า
ไปในนั้น ซึ่งพวกเขาคงกำลังครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อ
จะหลุดออกมาให้จงได้ เมื่อเห็นพวกเขาผ่านมา
ผู้คนเหล่านั้นก็ตะโกนถามด้วยเสียงดังลั่น ทว่า ไปั๋
เสวี่ยหยวน ก็ขอให้ อู่ อวี้ อย่าได้แยแสคนเหล่านั้น
” คนพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคู่แข่งของเรา ยิ่งคน
เหล่านั้นถูกขังอยู่ที่นั่นไว้นานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็น
ประโยชน์ต่อพวกเรามากยิ่งขึ้นเท่านั้น ”
เมื่อได้ยินนางกล่าว อู่ อวี้ จึงไม่แยแสพวกมันอีก
ทว่าใจจริงแล้ว อู่ อวี้ ต้องการเจอผู้คนให้มากกว่า
นี้ เพื่อค้นหาเปั้าหมายที่สามารถให้เขาแย่งชิง
ยันต์เซียนบรรพกาล ได้
อย่างไรก็ตามเขาพบว่า จำนวนของดวงดาวมี
มากกว่าผู้คนที่เข้ามา อันที่จริงแล้วผู้ที่มาเยือนที่นี่
ล้วนแล้วเป็นเหล่าอัจฉริยะผู้มากความสามารถโดย
ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงไม่น่าเป็นเรื่องยากเย็นอันใดนักถ้า
จะผ่านวงเวทออกมา
ซึ่งก็ยังมีอีกหลายคน ที่มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของ
แสงสีขาวเรืองรองนั้น
“ อู่ อวี้ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่าน
มาก่อน ดินแดนโบราณของเหยียนหวง นั้นกว้าง
ใหญ่ไพศาลยิ่งนักข้าไม่ทราบว่าท่านอยู่ทวีปใด?
อาณาจักรไหน? ”
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง มีสามทวีป
ดูนางให้ความสนตกสนใจกับ อู่ อวี้ อย่างมาก
ทีเดียว
อู่ อวี้ กล่าว ” ข้าเป็นเพียงผู้น้อยไร้ซึ่งชื่อเสียง จึง
ไม่น่าแปลกที่ท่านจะไม่รู้จัก ดินแดนใจกลางแห่ง
ทวีปทวยเทพ มีผู้คนเพียงน้อยนิดที่จะรู้จักข้า ”
ดินแดนใจกลางแห่งทวีปทวยเทพ ซึ่งเป็นหนึ่งใน
สามทวีป เหตุผลที่เขาเอ่ยชื่อนี้ออกมาเพราะว่า อู่
อวี้ รู้จักเพียงแค่ ดินแดนใจกลางแห่งทวีปทวยเทพ
เท่านั้น
” เป็นคนจาก ดินแดนใจกลางแห่งทวีปทวยเทพ
นี่เอง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านมีวิชาเช่นนี้ ”
สายตาของ ไปั๋ เสวี่ยหยวน แปรเปลี่ยนไป
เล็กน้อย ขณะจ้องมอง อู่ อวี้ ซึ่งเขาเองก็ตระหนัก
ดีว่าในบรรดาสิบเก้าทวีปภายใน ชมพูทวีป
โลกธาตุ ดินแดนใจกลางแห่งทวีปทวยเทพ นั่นน่า
กลัวมากที่สุด ด้วยเพราะเป็นแกนหลัก จุด
ศูนย์กลางของ ดินแดนโบราณเหยียนหวง ซึ่ง
สันนิษฐานได้ว่ามันจะต้องเป็นแผ่นดินหลักด้วย
เช่นกัน
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงพูดคุยหารือกับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน
เป็นครั้งคราว เพื่อประเมินสถานการณ์ของผู้เข้า
มาใน เส้นทางเซียนบรรพกาล สิ่งที่พูดคุยก็จะเป็น
เรื่องของระดับฝีมือความสามารถ แลอื่น ๆจิปาถะ
ซึ่งมันก็คือจุดประสงค์ดั้งเดิมที่เขามากับ ไปั๋ เสวี่ย
หยวน
แน่นอนว่าการมีสตรีรูปโฉมงดงามร่วมเดินทางมา
ด้วย อีกทั้งยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มันย่อม
เพลิดเพลินดีไม่น้อย …
” นางกล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามายัง เส้นทางเซียนบรรพ
กาลได้ อย่างน้อยควรมีพื้นฐานฝึกตนอยู่เหนือกว่า
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 8 อย่างผู้ที่อยู่
ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9 ยังถือว่า
ต่ำเกินไป ท่ามกลางพวกเขาเหล่านี้มีฝีมืออยู่ใน
ระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ จำนวนมาก อีกทั้งยัง
มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ”
เรื่องนี้ทำให้เขารู้ว่ากฎของ ‘ศึกมังกรสวรรค์แห่ง
ทวีปทวยเทพ’ จากทวีปแหง่ทวยเทพตงเสิ้ง อันที่
จริงแล้วเป็นกฎที่ได้รับสืบทอดมาจาก ดินแดน
โบราณเหยียนหวง
” เพิ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาวแท้ ๆ ทว่ากลับสามารถมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับ ก่อร่างกำหนดจิตเทวะ
ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก! ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใด
ผู้คนของ ดินแดนโบราณเหยียนหวง ถึงได้
กลายเป็นเซียนอมตะ! ”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ อู่ อวี้ รู้สึกตื่นตกใจเป็นอย่างมาก
สำหรับเขาตอนนี้หากต้องจัดการกับคู่ต่อสู้ใน
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 9 ย่อมถือเป็น
ขีดจำกัดของเขาแล้ว ซึ่งถ้าวัดจากเหล่าอัจฉริยะผู้
ที่เข้ามาภายในนี้ทั้งหมด ระดับฝีมือของเขาจัดอยู่
แค่ระดับล่างถึงระดับกลางเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มันได้กระตุ้นจิตวิญญาณการ
ต่อสู้ของเขาไฟลุกโชนขึ้นมา แน่นอนว่าเขาจะไม่
ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดง่าย ๆ
นับเป็นการเดินทางค่อนข้างยาวนาน เวลาได้
ล่วงเลยมาสองสามวันแล้ว ในที่สุดทั้งสองก็
เดินทางมาถึงตำแหน่งของแสงสีขาวส่องประกาย
เจิดจ้า เมื่อมาถึงเขาก็พบว่าช่องว่างที่ว่านี้มีขนาด
ที่ใหญ่มากจริง ๆ แสงสีขาวที่ส่องเจิดจ้าเบื้องหน้า
แผ่ขยายปกคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ขอบฟั้า
เบื้องหน้า!
ในระหว่างนั้น ไปั๋ เสวี่ยหยวน ก็พยายามซักถาม
ขึ้นเป็นครั้งคราว ด้วยเพราะต้องการจะล่วงรู้
ตัวตนตื้นลึกหนาบางต่าง ๆ ของ อู่ อวี้ ทว่าเขา
เองก็รู้ทันในเรื่องนี้ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็ได้โปั้ปดทุก ๆเรื่อง
ในอดีตที่เล่าให้นางฟัง
ในทางตรงกันข้าม อู่ อวี้ กลับพยายามล้วง
ความลับจากปากของนางแทน
มีเสียงผู้คนจำนวนมากดังไล่หลังมา ฟังจากเสียงนี้
คาดว่าคงมีผู้คนจำนวนมาก สามารถออกมาจาก
ดวงดาวที่เขาหลุดเข้าไปได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วเมื่อมี
ผู้คนล่วงรู้วิธีหลุดออกมาเบื้องนอกได้ พวกเขาก็จะ
ปรากฎตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบ
เป็นร้อย หลังจากนั้นผู้คนที่อยู่เบื้องหลังก็ได้ทราบ
กันหมด ฉะนั้น อู่ อวี้ จึงคาดว่า มีผู้คนกำลัง
เดินทางมาที่นี่อย่างน้อยสองสามร้อย
นอกจากนี้ยังมีผู้คนอยู่เบื้องหน้าอีกหลายคน
หลังจาก อู่ อวี้ มาถึงตำแหน่งของแสงสีขาว เขาก็
เห็นเงาร่างหลายสิบเงา ซึ่งพวกเขาต่างหยุดอยู่
ตรงเบื้องหน้าแสงสีขาว ไม่ก้าวข้ามแสงสีขาวนั้น
เข้าไป คาดว่าพวกเขาคงกำลังสังเกตการณ์ก่อนจะ
ก้าวเข้าไป
ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้คนในที่แห่งนี้ อาจจะมีมากกว่าที่
เขาได้คาดการณ์เอาไว้มากนัก ทว่าคนส่วนใหญ่
พยายามหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด
อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้คนที่มาถึงแสงสว่างนี้ก่อน
ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือที่ทรงพลังยิ่ง ดังนั้นเมื่อ
มาถึงที่นี่ อู่ อวี้ ก็ไม่กล้าไปยืนด้านหน้าให้เป็นที่
สนใจ นั่นก็เพราะว่าจากมุมมองสายตาที่เขาเห็น
หลายสิบคนที่อยู่เบื้องหน้าอย่างน้อย 80 ในส่วน
100 อาจจะมากกว่านั้น พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นผู้
อยู่ในวัยหนุ่มสาว มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับ ก่อ
ร่างกำเนิดจิตเทวะ อีกทั้งท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ยัง
มีปีศาจปะปนอยู่อีกด้วย!
ฝีมือของบางคนยังแข็งแกร่งเหนือกว่า ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู! หากนำคนเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับ
ผู้คนของ ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ผู้คนเหล่านี้
ย่อมร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง!
กลุ่มคนซึ่งมีความแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนาได้มา
รวมตัวกันอยู่ที่นี่ พวกเขาทั้งหมดล้วนมีฝีมือเหนือ
วูซาน เซี่ยชือ ด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้น อู่ อวี้ จึง
พยายามปิดปากเงียบให้มากที่สุด ถึงแม้ยามนี้จะมี
ผู้คนอยู่เป็นจำนวนมากก็จริง อีกทั้งยังมีคนของ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งต่อ
ให้เขาเห็นเปั้าหมายอยู่ตรงหน้าแล้วก็ตาม ทว่าเขา
ก็ยังไม่หาญกล้าจะทำตามเปั้าหมายตรงนี้ได้
ด้วยเหตุนี้ตัวเขากับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน จึงซ่อนตัวอยู่
ในมุมมืดมุมหนึ่ง ซึ่งก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่แสงสีขาว
กล่าวได้ว่าในเวลานี้ทุกคนกำลังเฝั้าสังเกตการณ์
เฝั้ารอให้คนหนึ่งคนใดเคลื่อนไหว ในบางครั้งมี
ผู้คนพูดคุยกันว่า ในท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยหมู่มวล
ดาราแห่งนี้มีผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้น
หลังจากนั้นก็มีผู้คนรวมตัวกันอย่างน้อยหลายร้อย
ด้วยเพราะที่นี่คือท้องนภาซึ่งเต็มไปหมู่มวลดารา
คนเหล่านี้ได้ผ่านการคัดกรองจากดวงดาวแต่ละ
ดวงแล้วถึงได้หลุดออกมาได้ ไม่เช่นนั้นผู้คนคงมี
จำนวนมากยิ่งกว่านี้เสียอีก
ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งซึ่งรวมตัวกันอยู่ในที่แห่งนี้มี
มากมายเสมือนดั่งหมู่พงไพรก็มิปาน อู่ อ วี้แอบ
ลอบสังเกตแต่คน มันทำให้เขารู้สึกว่าตนเองได้เปิด
หูเปิดตายิ่งนัก ในฐานะผู้ซึ่งเป็นอัจฉริยะ เมื่อต้อง
อยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้พวกเขากลับดูด้อยค่าไป
ถนัดตา ตัวอย่างเช่น ไปั๋ เสวี่ยหยวน ด้วย
ความสามารถของนางที่สามารถเอาชนะ วูซาน
เซี่ยชือ ของทวีปแห่งทวยเทพได้อย่างสบาย ๆ
ทว่าเมื่ออยู่ที่นี่นางกลับทำได้เพียงแค่แอบซ่อนตัว
อยู่ภายในเงามืดเท่านั้น ไม่กล้าเคลื่อนไหวใด ๆ
” อย่าสอดส่องสายตาเช่นนั้น ” ไปั๋ เสวี่ยหยวน
กระซิบปรามเขา ด้วยเพราะ อู่ อวี้ จะดึงดูดความ
สนใจของอัจฉริยะที่น่ากลัวเหล่านี้ เนื่องจากว่า
นางยืนถัดจาก อู่ อวี้ เห็นได้ชัดว่านางกำลังทน
ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ จึงรีบสำรวมกิริยาบางส่วน
ดินแดนโบราณเหยียนหวง ช่างกว้างใหญ่เสีย
เหลือเกิน
ในเวลานี้คนจากดินแดนกลุ่มหนึ่ง กำลังพูดคุย
ปรึกษาหารือกันอยู่ ว่าผู้ใดจะเป็นคนทดสอบก้าว
ผ่านลำแสงสีขาวนี้ออกไป
แน่นอนว่าในช่วงเวลาเช่นนี้ย่อมมีผู้กล้าเสมอ เมื่อ
ก้าวเข้าไปแล้วหากมีสมบัติอะไรอยู่ด้านในพวกมัน
ไม่ได้รับเป็นคนแรก ซึ่งก็แน่นอนว่าหากพบเจอกับ
อันตราย คนแรกที่เข้าไปก็จะต้องตกตายไปก่อน
และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หากเกิด
อันตรายแบบฉุกละหุกโดยไม่ทันตั้งตัว แม้แต่ ยันต์
เซียนบรรพกาล ก็ไม่อาจช่วยเหลือได้
ในเวลานี้ดูเหมือนว่ากลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลออกไป
ได้เหลือบเห็น ไปั๋ เสวี่ยหยวน ด้วยเหตุนี้ก็มีคน 5
คนพุ่งตรงเข้ามาหานาง ผู้คนเหล่านี้มีทั้งบุรุษหนุ่ม
แลหญิงสาว ทุกคนล้วนมีกลิ่นอายโดดเด่นประดุจ
ดั่งเทพเซียน ซึ่งถูกส่งลงมาจุติยังผืนปฐพี
ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งกำลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่
กล่าวกับ ไปั๋ เสวี่ยหยวน ว่า ” แม่นางใช่ ศิษน้อง
ไปั๋ แห่ง ‘อาณาเขตเหมันต์’ ใช่หรือไม่ ข้าอยากจะ
ไต่ถามแม่นางสักนิดว่าท่านพบเห็น หลี่ ฉางกง
แห่ง ‘อาณาจักรเซียนเมฆา’ ของข้าบ้างหรือไม่? ”
อู่ อวี้ ตกตะลึงในทันที เมื่อรู้ว่าคนผู้นี้เป็นคนของ
‘อาณาจักรเซียนเมฆา’ อีกทั้งคนผู้นี้ยังดูเยาว์วัย
กว่า หลี่ ฉางกง เสียอีก ทว่าพื้นฐานฝึกตนของมัน
หาได้น้อยเท่าอายุแต่อย่างใดไม่ มันผู้นี้มีพื้นฐาน
ฝึกตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 10
กลิ่นอายของมันคล้ายคลึงกับ จอมกระบี่ซวนจี
แห่งนิกายเซียนซูซัน จอมกระบี่ซวนจี เป็นถึง
ปรมาจารย์แห่งซูซัน ทว่าคนผู้นี้กลับเป็นเพียงแค่
ชายหนุ่ม …
ไปั๋ เสวี่ยหยวน ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า ” องค์
เมฆา ก่อนหน้านี้ หลี่ ฉางกง ได้อยู่ในดวงดาวจริง
ทว่า หลี่ ฉางกง ได้พ่ายแพ้แก่ เขา ทำให้ยามนี้ได้
ถูกส่งกลับไปยัง อาณาจักรเซียนเมฆา แล้ว ”
สิ่งที่นางตอบถือว่าไม่หนักแล้วก็ไม่เบาจนเกิน ทั้ง
ยังฉลาดว่องไว ราวกับว่านางได้เตรียมพร้อม
สำหรับคำตอบนี้มานานแล้ว
” ต้องขออภัย ด้วยเพราะชายผู้นี้ได้ปิดบังความ
แข็งแกร่ง ตัวข้า กับ หลี่ ฉางกง จึงได้ประมาท
ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงประสบ
ความสำเร็จในการโจมตี ข้าจำใจมากับเขาผู้นี้
ตลอดการเดินทาง ก็เพราะว่าต้องการจะแจ้งให้
‘องค์ชายเมฆา’ ได้ทราบข่าวในเรื่องนี้ ถึงสิ่งที่
พี่ชายหลี่ต้องประสบเจอ ”
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ แอบหลงชื่นชมในนิสัยใจคอของ
ไปั๋ เสวี่ยหยวน ซึ่งระหว่างทางนางหาได้มีปากมี
เสียงใด ๆ แต่เมื่อครั้น ‘องค์ชายเมฆ’ มาถึง ท่าที
การแสดงออกของนางก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็น
หลังเท้าเอาดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น เมื่ออีกฝั่ายไต่ถาม
นางกลับหันคมหอกมาให้เขาทันที
อู่ อวี้ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าหนึ่งในกลุ่มคน
เหล่านี้จะเป็น องค์ชายเมฆา จากสิ่งที่ ไปั๋ เสวี่ย
หยวน กล่าวทำให้อีกฝั่ายเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง
ชัดเจน ดังนั้นในเวลานี้พวกมันจึงจับจ้องมาที่
ตนเอง ส่วนคนที่เหลือในกลุ่มมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 10 ด้วยกัน
ทั้งสิ้น ในเวลานี้สายตาที่เปียมล้นไปด้วยความดูถูก
เหยียดหยามได้จับจ้องมายังร่างของ อู่ อวี้
อู่ อวี้ มิได้กังวล เพียงแต่เขานั้นตกตะลึงกับนิสัย
กลับกลอกไม่ต่างจากอสรพิษของนาง แล้วเขาก็
กล่าวว่า ” นี่แม่นางไปั๋ ท่านเป็นคนมาหาข้าเอง
ด้วยเพราะว่าสามารถเอาชนะ หลี่ ฉางกง ได้ แล้ว
อยู่ ๆ จะมาถีบหัวส่งข้าเอาตอนนี้ได้อย่างไร ?”
ด้วยเพราะนางต้องการจะทำร้ายตัวเอง อู่ อวี้ จึง
ตอบโต้กลับไปบ้าง ซึ่งทำให้นางรู้สึกไม่ค่อยดีนัก
สุดท้ายแล้วใครถูกใครผิดผู้ใดจะล่วงรู้ความจริง?
เมื่อได้ยินเช่นนี้สีหน้าของ ไปั๋ เสวี่ยหยวน ก็
เปลี่ยนไป แล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ เจ้ากล้าใส่ร้ายข้า
ช่างต่ำช้ายิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าเจ้าเป็น … ”
อู่ อวี้ ขัดจังหวะนางแล้วกล่าวว่า ” สตรีเปรียบได้
ดั่งอสรพิษร้ายไว้ใจไม่ได้ ข้ารู้ว่าแม่นางพยายามจะ
ไปรวมกลุ่มกับพวกเขา ถึงได้ทรยศข้าเยี่ยงนี้!
แผนการย้ายกลุ่มครั้งนี้ช่างน่าชื่นชมจริง ๆ! ”
ด้วยเพราะ ไปั๋ เสวี่ยหยวน คิดจะทำร้ายเขาก่อน
ซึ่งเรื่องนี้ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใด
เห็นได้ชัดว่า องค์ชายแห่งอาณาจักรเซียนเมฆา
หาได้มีความอดทนมากพอที่จะแยกแยะถูกผิดจริง
เท็จ มันถอดถอนหายใจแล้วกล่าวว่า ” อย่าเถียง
กัน สรุปพวกเจ้าทั้งคู่รู้จักกัน ฉะนั้นจงรีบไสหัว
ออกจาก เส้นทางเซียนบรรพกาล ไปซะ แล้วอย่า
กลับมาให้ข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีก อย่าให้ข้าต้อง
เป็นคนลงมือส่งพวกเจ้าทั้งสองออกไป เพราะมัน
คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ”
ในเวลานี้ ไปั๋ เสวี่ยหยวน ถือเป็นอันตรายต่อฝาย
ตรงข้าม
น้ำตาของนางไหลพราก พร้อมกล่าวขึ้นด้วย
น้ำเสียงน่าสงสาร ” องค์ชายเมฆา คนผู้นี้เจตนา
ปิดซ่อนความแข็งแกร่ง เขาเป็นคนมีไหวพริบมาก
สามารถพลิกขาวให้เป็นดำ ท่านอย่าไปเชื่อเขา!
หลี่ ฉางกง ต้องพ่ายแพ้ก็ตกหลุมพรางของเขาผู้นี้
ข้าเป็นคนของ อาณาจักรเซียนเมฆา อยู่ใน อาณา
เขตเหมันต์ ท่านทำกับข้าเช่นนี้ไม่ได้ …
สตรีผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ถัดออกไปจาก องค์ชายเมฆา ซึ่ง
มีพื้นฐานฝึกตนเหนือกว่า ไปั๋ เสวี่ยหยวน ได้กล่าว
ขึ้นว่า ” นางแพศยา ยังมีหน้ามาตีหน้าเศร้าเล่า
ความเท็จ แสร้งทำตัวน่าสงสารต่อหน้าสหายเต๋า
ของข้า รีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้ ”
ดูเหมือนว่าแม่นางผู้นี้จะเป็นสหายเต๋าเคียงคู่คน
ปัจจุบันของ องค์ชายเมฆา มิฉะนั้นคงจะไม่มอง
ไปั๋ เสวี่ยหยวน ด้วยสายตาเช่นนี้
เวลานี้ถือเป็นหายนะของ ไปั๋ เสวี่ยหยวน เลย
ทีเดียว
” ข้าจะนับถึงสามเพียงเท่านั้น แล้วไม่ต้องมาเล่น
ลูกไม้กับข้าอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะส่งเจ้าไปสบาย ”
องค์ชายเมฆา กล่าวอย่างไม่แยแส
ไปั๋ เสวี่ยหยวน กำลังร้องไห้แล้วนางก็มอง อู่ อวี้
ด้วยความขุ่นเคืองใจแล้วกล่าวว่า ” ข้าจะจดจำ
เจ้าไว้! ”
อันที่จริงแล้วนางหวาดกลัว องค์ชายเมฆา เป็น
อย่างมาก จากนั้นนางก็บดขยี้ ยันต์เซียนบรรพ
กาล แล้วจากไป โดยทิ้งไว้แค่ความเกลียดชัง
ถัดไปก็คือตาของ อู่ อวี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ