กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 560 : คนละชั้น
มีเรื่องราวมากมายที่เล่าขานสืบเนื่องมาตลอด
ระยะเวลา 129,600 ปี หรือเท่ากับ 1 กาลสมัย
เหล่าเทพเซียนที่อยู่บนสวรรค์ ใช้เวลาถึง 3 กาล
สมัย เพื่อที่จะทำลายล้างบรรพบุรุษมารกลืน
สวรรค์ให้สิ้นซาก
แต่ในตอนนี้มันได้ผ่านมาถึง 5 กาลสมัยแล้ว!
กล่าวได้ว่า มันได้ผันผ่านมาถึง 600,000 กว่าปี
จนถึงตอนนี้ บางคนก็ยังสามารถจดจำถึงบรรพ
บุรุษมารกลืนสวรรค์ได้ มันอธิบายได้ถึงหายนะที่
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ได้ก่อไว้บนชมพูทวีป
โลกธาตุ ซึ่งนับว่าเป็นความร้ายแรงอย่างมาก
และบัดนี้เมื่อ อู่ อวี้ ได้กล่าวถึงทวีปที่ผนึกปีศาจที่
ทำการผนึกปีศาจมาแล้วถึง 5 ยุคสมัย จนกระทั่ง
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์สามารถกลับมาเกิดใหม่
ได้อีกครั้ง ทำให้ท่าทีของสตรีผู้สวมใส่ชุดคลุมสี
ทองดูยากที่จะเชื่อคำกล่าวของเขา
ดังนั้น เมื่อนางฟัง อู่ อวี้ กล่าวจบ จึงอดไม่ได้ที่จะ
ยิ้มอย่างเย็นชาว่า กล่าวว่า “อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า
เสียดีกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อกันเล่น เจ้าคิดว่า
ข้าจะฟังคำกล่าวโปั้ปดของเจ้าเช่นนั้นรึ? เข้าคิดว่า
เวลา 5 กาลสมัยมันมีความหมายเช่นไร? มันเป็น
เทพเซียนที่ไม่แก่ไม่ตายหรือยังไง ตอนนี้มันจะต้อง
สลายกลายเป็นเศษธุลีไปแล้ว แล้วบรรพบุรุษมาร
กลืนสวรรค์จะสามารถเกิดใหม่ได้เช่นไร? ”
สีหน้าของนางแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่านางไม่
เชื่อ
นี่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเป็นกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากอีก
ฝั่ายไม่ได้มีอดทนกับเขาแต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าในใจจะค่อนข้างจะหงุดหงิด แต่อย่างไรก็
ตามนี่คือภารกิจที่เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
มอบหมายให้กับเขา การรับมือกับเรื่องนี้ก็ไม่เป็น
ปัญหาแต่อย่างใด
ตอนนี้สตรีชุดคลุมสีทองกำลังจะจากไป เขาจึง
ตะโกนออกมาด้วยความรีบร้อนว่า “ข้าไม่ได้โกหก
แม้แต่เสี้ยวเดียว นี่ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นจะต้องหลอก
หลวงท่านแต่อย่างใด ท่านเพียงแค่ให้เวลาข้า 60
อึดใจ ข้าจะอธิบายเรื่องราวต่างๆให้ชัดเจน ตอนนี้
ทวีปแห่งทวยเทพนั้นตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
อย่างยิ่งยวด กระทั่งท่านเจ้านครจักรพรรดิเพลิงก็
ได้สละชีวิตในการต่อสู้ไปแล้ว ข้าได้พกพา
ความหวังของทวีปแห่งทวยเทพดั้นด้นมายัง
สถานที่แห่งนี้ ท่านคิดว่าข้ามาเพียงเพื่อเที่ยวเล่น
เช่นนั้นรึ”
เขาไม่สนใจว่าสตรีชุดคลุมสีทองจะเห็นด้วยหรือไม่
เขาเริ่มจากการเล่าถึงเรื่องราวภายในคฤหาสน์มาร
กลืนสวรรค์ จากปรากฏตัวของจักรพรรดิมารใน
สงครามผู้ฝึกตนนอกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความสามารถที่จักรพรรดิมารแสดงออกมา
หลังจากนั้นเขาก็เล่าถึงเรื่องราวของพ่อลูก ตัวหมิง
ซาน เสิ้งเสวี่ย อธิบายทุกเรื่องราวให้กระจ่างชัด
แต่ก็มีบางส่วนที่เขาไม่ได้กล่าวถึง หนึ่งคือสาเหตุ
ที่เขากับ ลั่วผิน เข้าไปภายในคฤหาสน์มาร
จักรพรรดิเพลิง จนเป็นเหตุที่นำไปสู่เหตุการณ์
ต่างๆ สองคือการที่ ลั่วผิน ปรากฏตัวออกมาล้ม
จักรพรรดิมาร อย่างที่สาม เขาไม่ได้กล่าวถึงไข่ที่
อยู่ในมือของเขา
แม้ว่าจะละเว้นรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ แต่มันก็
ทำให้เรื่องของบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ชัดเจน
แล้ว
บัดนี้สตรีชุดคลุมสีทองจึงลดการระวังตัวลง
เล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์และ
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์? ไม่ได้เป็นอย่างอื่นไป?
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ไม่น่าจะกลับมาเกิดใหม่
ได้อีก บางทีอาจจะมีบางคนข่มขู่พวกเจ้าด้วยชื่อ
ของมัน เพราะยังไงแล้วบนทวีปของเจ้าก็มี
กำลังคนอยู่เพียงแค่น้อยนิด แล้วจะมีกำลังแก้
ไขมันได้อย่างไร?”
กล่าวตามตรง อู่ อวี้ รู้สึกโกรธเคืองอยู่บ้าง
เขาเกลียดการไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจาก
ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทคนที่อยู่เบื้องหน้า
นี้ ไม่ว่า อู่ อวี้ จะอธิบายไปมากเท่าไหร่ นางก็
ยังคงเต็มไปด้วยข้อกังขา จนท้ายที่สุดแล้ว นางก็
ยังคงดูถูก อู่ อวี้ และทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง อีก
ทั้งยังไม่คิดว่าเรื่องบนทวีปแห่งทวยเทพ อู่ อวี้
และคนอื่นๆจะสำคัญแม้แต่น้อย แต่ต่อให้สำคัญ
แค่ไหน นางก็ไม่คิดว่าเทพเซียนทั้งหลายไม่น่าจะ
ผิดพลาด
และผนวกกับทั้งหลายทั้งปวงแล้ว จึงกล่าวได้ว่า
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะกล่าวสิ่งใดย่อมไร้ประโยชน์
ความรู้สึกเช่นนี้ ก็เป็นเหมือนกับชาวบ้านหลงเข้า
มาในเมืองกรุง แล้วบอกคนในเมืองว่า พวกเขาได้
พบกับมหาสมบัติอยู่ที่บ้านนอก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่อง
ที่อัศจรรย์เกินจริง จึงทำให้ผู้คนในเมืองต่างพากัน
หัวเราะเยาะ จนเปรียบเสมือนกับพวกเขาเป็นกบ
ในกะลาเพียงเท่านั้น
ซึ่งเหตุการณ์ยามนี้ก็ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
“หากมันออกมาจากคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ แล้ว
ครอบครองความสามารถในการกลืนกินที่น่า
หวาดหวั่นพรั่นพรึงเช่นนี้ แล้วมันจะไม่เกี่ยวของ
กับบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ได้อย่างไร?” อู่ อวี้
กล่าวออกมาด้วยโทสะ
สตรีชุดคลุมสีทองเห็นว่า อู่ อวี้ เริ่มเกิดน้ำโหขึ้น
สายตาที่มองมายัง อู่ อวี้ จึงดุดันขึงขังกว่าเดิม
และจากนั้นก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตก
ลง เรื่องนี้ข้าได้รับรู้แล้ว หากพบกับคนจาก
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงคนอื่น ข้าจะกล่าวกับ
พวกเขาให้ แต่ว่าเรื่องนี้มันเป็นเพียงคำกล่าวของ
เจ้าเพียงฝั่ายเดียว พวกเราไม่อาจจะเสียเวลาและ
โอกาสเพื่อเจ้าได้ หากพวกเราโชคไม่ดีต้องออก
จากเส้นทางเซียนบรรพกาลไปเสียก่อน ข้าจะนำ
เรื่องที่เจ้ากล่าวมาไปบอกกับพวกผู้อาวุโส ให้เหล่า
อาวุโสทั้งหลายเป็นผู้ตัดสิน”
ความแตกต่างของชนชั้นเช่นนี้ นับว่าทำให้ อู่ อวี้
ค่อนข้างไม่ชอบใจเอาเสียเลย เห็นได้ชัดว่าในโลก
ของดินแดนโบราณเหยียนหวงนั้นอยู่ในระดับที่
เหนือกว่าทวีปแห่งทวยเทพอย่างสุดกู่ เช่นเดียวกับ
สตรีชุดคลุมสีทองผู้นี้ที่ทำตัวสูงส่ง ดังนั้นนางจึง
ปรากฎสายตาที่เขาคุ้นชินยิ่ง นั่นคือแววตาแห่ง
การดูถูกเหยียดหยาม
ถึงนางจะยังไม่ได้ออกไปจากเส้นทางเซียนบรรพ
กาลในตอนนี้ก็ตาม แต่ว่าที่แห่งนี้ก็มีผู้คนจากไปอยู่
เสมอ อย่างน้อยหากนางออกไปแล้ว และสามารถ
ถ่ายทอดข้อความบอกกล่าวแก่คนของอาณาจักร
โบราณเหยียนหวงได้แล้วละก็ ย่อมปรากฎแสงอัน
เลืองรางที่จะช่วยเหลือได้อย่างแน่นอนแล้ว
เพราะยังไงแล้ว เขาก็ได้คาดหวังว่าเหล่าผู้อาวุโส
แห่งอาณาจักรโบราณเหยียนหวง น่าจะเป็นผู้ที่
ฉลาดปราดเปรื่อง
อย่างน้อยในวันนี้เขาก็ได้บอกเล่าเรื่องนี้ให้กับสตรี
ชุดคลุมสีทองได้รู้แล้ว นับว่าการที่ได้มายังเส้นทาง
เซียนบรรพกาลแห่งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จไป
ไม่น้อย
ไม่ว่าสตรีชุดคลุมสีทองผู้นี้จะไปบอกกล่าวกับคน
อื่นหรือไม่ แต่ท้ายที่สุด อู่ อวี้ ก็ยังคงที่จะบอกเล่า
เรื่องนี้กับผู้อื่นต่อ คอยค้นหาผู้คนจากอาณาจักร
โบราณเหยียนหวงคนอื่นๆ ให้พวกเขากระจาย
ข่าวนี้ออกไป ไม่ว่าอาณาจักรโบราณเหยียนหวงจะ
ยอมรับหรือไม่ก็ตามที
และหลังจากนั้นเขาจะไปเยือนดินแดนโบราณเห
ยียนหวงด้วยตนเอง
แต่ก่อนอื่นจะต้องแย่งชิงยันต์เซียนบรรพกาลชิ้น
อื่นมากครองให้ได้เสียก่อน
“เจ้านคร ข้าไม่สามารถทำให้ท่านต้องผิดหวังใน
ตัวของข้าได้” ยามเมื่อเขาคิดไปถึงการตายของ
ชายชราผู้หนึ่งที่ปกปั้องสิ่งสำคัญเอาไว้เบื้องหลัง
มันได้ทำให้ อู่ อวี้ สามารถทำจิตใจสงบลงได้
สตรีชุดคลุมสีทองได้หันกายเตรียมจะจากไป
“จะเป็นไปหรือไม่หากข้าอยากจะขอถามถึงนาม
ของท่าน?” อู่ อวี้ เอ่ยถามตามหลังนางไป
ในวันนี้ถึงแม้ว่าอีกฝั่ายจะไม่ได้ลงมือกับตน แต่ก็
ปฏิเสธไม่ได้ว่า อู่ อวี้ ได้พ่ายแพ้นางอย่างราบคาบ
เขาต้องการที่จะจดจำชื่อของนางเอาไว้ ไม่ใช่
เพื่อที่จะล้างแค้นนาง แต่ว่าเพราะสักวันหนึ่ง เขา
ต้องการที่จะไปยืนอยู่ในระดับเดียวกับนาง เมื่อถึง
เวลานั้นนางย่อมไม่อาจจะดูถูกเขาและกล่าวกับ
เขาด้วยถ้อยคำเหยียดหยาม ได้อีกต่อไป
อู่ อวี้ มองไปยังเบื้องหลังของนาง
ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งนี้ เงาร่างของสตรีชุดคลุม
สีทองได้หายไปจากเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ เมื่อนาง
ได้ยินคำกล่าวของเขา เห็นได้ชัดว่านางไม่ต้องการ
ที่จะบอกชื่อเสียงเรียงนามของตนให้ อู่ อวี้ ได้รับรู้
นี่แสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วนางเป็นคนที่หยิ่งผยอง
คิดว่าตัวเองสูงส่งราวกับฟั้าสวรรค์ หลังจากที่ได้รู้
ถึงตัวตนของ อู่ อวี้ แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้อง
สนใจและแยแสความรู้สึกใดๆของ อู่ อวี้
“ช่างเป็นคนที่เย่อหยิ่งเสียจริง ” อู่ อวี้ ส่ายศีรษะ
อย่างอารมณ์เสีย แต่นี่ไม่อาจจะทำให้เขาต้องพ่าย
แพ้ไป เพียงแต่จะทำให้เขากลับเขามุ่งมั่นมาก
ยิ่งขึ้น
เมื่อต้องการให้คนอื่นเคารพนับถือ ก็จำเป็นจะต้อง
มีคุณสมบัติที่จะทำให้ผู้คนนับถือ นี่เป็นความจริง
มาตั้งแต่สมัยโบราณ จริงๆแล้วสตรีชุดคลุมสีทองก็
ไม่ได้ทำผิดอะไร เพียงแต่ว่านางยึดถือความจริงใน
เรื่องนี้
“อย่างน้อยก็มีความคืบหน้าแล้ว!”
แม้ว่า อู่ อวี้ จะถูกบังคับให้กลับไปยังทวีปแห่งทวย
เทพตงเสิ้ง แต่อาณาจักรโบราณเหยียนหวงก็ได้
รับรู้ถึงข่าวคราวของบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์
แล้ว
ลำดับต่อไป เขาก็จะต้องจัดการอีก 2 เรื่อง
เรื่องแรก ท่ามกลางกระแสปันปั่วนเช่นนี้ เขา
จะต้องค้นหาสรรพเทวะวิญญาณต่อ ซึ่งนี่คือสิ่งที่
ทุกคนกำลังทำ
เรื่องที่ 2 เขาก็ยังคงต้องค้นหาคนจากอาณาจักร
โบราณเหยียนหวง เพื่อที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของ
บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ต่อไป
แม้ว่าจะไม่ใช่อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ตราบ
ใดที่ดูไปแล้วเป็นคนดี การจะบอกกับพวกเขาก็
อาจจะไม่เป็นไร
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าการที่จะค้นหาสรรพเทวะ
วิญญาณมันจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
เนื่องจากว่าการเผชิญหน้ากันของเหล่าอัจฉริยะ
แห่งชมพูทวีปโลกธาตุ นับว่ารุนแรงทวีคูณอยู่
ตลอดเวลา กล่าวได้ว่าแทบจะทุกคนกำลังไล่ล่า
สังหารสรรพเทวะวิญญาณ เพราะหากช้าเพียง
ก้าว เกรงว่าคงจะมีผู้อื่นคว้าสมบัตินั้นไปก่อนแล้ว
ด้านโชควาสนาของ อู่ อวี้ ก็นับว่าไม่เลวเลย
ทีเดียว ในระยะเวลา 10 วันมานี้เขาได้พบกับ
สรรพเทวะวิญญาณถึง 3 ตัว เป็นอสูรกำเนิดอัสนี
, วารี และ อัคคี ในหมู่พวกมันอสูรกำเนิดวารี
สามารถหลบหนีไปได้ ส่วนอีก 2 ตัวถูก อู่ อวี้
สังหารไป และนำศิลามณีกำเนิดอัสนีและอัคคีมา
ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสูรกำเนิดอัคคี เมื่อ อู่ อวี้
ค้นพบมัน โลหิตของ อู่ อวี้ ก็เดือดพล่านพร้อม
ทุ่มเทพลังออกมาทั้งหมด จนแทบจะสามารถ
สังหารมันได้ในการโจมตีเดียว ทั้งหมดทั้งมวลก็
เพื่อนำศิลามณีกำเนิดอัคคีมาให้ได้
หลังจากที่เขาครอบครองมันได้แล้ว เขาก็รีบทำ
การหลอมสกัดมันในทันที เพื่อใช้ในการหลอม ‘กา
ยาเจ้ามังกรสักการะราชันอนหันต์ไม่ดับสูญ’
จริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับที่ หมิงซวง ได้
กล่าว ด้วยจำนวนตัวอักษรที่ชวนปวดหัว ผนวก
กับความเจ็บปวดที่ไม่ต่างจากครั้งแรก จึงทำให้ทุก
ครั้งที่ท่องสัจจาคาถาเปรียบเสมือนกับฝันร้ายก็มิ
ปาน
มันทำให้ อู่ อวี้ต้องกัดฟันทนรับความเจ็บปวด ไม่
ว่าบนโลกนี้จะมีคำสบถอะไรเขาก็แทบจะกล่าว
ออกมาทุกคำเพื่อระบาย
แต่ในครั้งนี้ เวลาในการกลั่นสกัด เขาจะนึกถึง
ใบหน้าของสตรีชุดคลุมสีทองผู้นั้น อู่ อวี้ ยากที่จะ
ลืมบทสนทนาและท่าทางระหว่างพวกเขาทั้ง 2
คนได้ เนื่องจากมันยากที่จะลืมได้ลง มันจึง
เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้แก่เขาไม่ให้ยอมแพ้
“ยัยหนูนั่นมันจะมากเกินไปแล้ว รอให้เจ้าก้าวข้าม
นางได้เสียก่อน ข้าขอแนะนำให้เจ้าจับนางแก้ผ้า
เสียเลย จากนั้นก็ใช้ความแข็งแกร่งที่เจ้ามี
ครอบครองเรือนร่างของนางให้กลายมาเป็นบ่าว
ของเจ้าซะ ทำให้นางต้องร้องไห้จนต้องร้องขอชีวิต
ไปเลย” หมิงซวง กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกขุ่น
เคือง
อู่ อวี้ ยืนอย่างโง่งม และกล่าวออกมาว่า “ตั้งแต่
เมื่อไหร่กันที่เจ้ากลายเป็นคนหยาบคายเช่นนี้ ก่อน
หน้านี้เจ้าก็ดูเป็นคนที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เลยนี่นา”
“ข้าเนี่ยนะเป็นคนหยาบคาย? เจ้าหน่ะสิที่หยาบ
คาย! ข้าก็แค่พูดสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่เท่านั้นเอง”
หมิงซวง ยิ้มอย่างแปลกๆ
“เจ้ามาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย”
เขาอยู่กับนางมาเป็นเวลานาน เกรงว่าแม้แต่นิสัย
ของเขาก็จะเปลี่ยนกลายเป็นคนไร้ซึ่งคุณธรรมตาม
นางเสียแล้ว
อย่างไรก็ตามด้วยไม่กี่ประโยคนี้ของนาง อู่ อวี้ ก็
อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา อารมณ์
ของเขากลายเป็นดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การ
ครุ่นคิดถึงปัญหาต่างๆ สามารถจัดการได้อย่าง
สงบมากยิ่งขึ้น!
“ความจริงก็คือความจริง ด้วยลำดับชั้นบนโลกใบ
นี้ จึงทำให้ผู้คนจำนวนมากถูกแบ่งแยก บุคคลที่มี
สถานะแลตำแหน่งอันต่ำต้อย ก็จะโดนดูถูกและ
ปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ”
“เช่นนั้นการจะแก้ปัญหานี้คือสิ่งใด?”
“ก็มีแต่จะต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น จึงจะ
ได้รับความสำคัญ”
หลังจากที่เขาหลอมรวมศิลามณีกำเนิดอัคคีเสร็จ
สิ้นแล้ว เขาสามารถสัมผัสได้ว่าความแข็งแกร่ง
ของกายเนื้อยกระดับขึ้นได้อย่างชัดเจน ความ
ได้เปรียบทางกายเนื้อของ อู่ อวี้ ยังคงไต่ระดับขึ้น
ไปอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้น หมิงซวง ก็ยังคงเอ่ย
วาจาบั่นทอน
“ท่านย่าลองคำนวนดูแล้ว ระยะห่างของ
ความสำเร็จของเจ้ากับกายาเจ้ามังกรสักการะ
อรหันต์ไม่ดับสูญ ยังคงต้องใช้ศิลามณีกำเนิดอัคคี
อีกประมาณ 30 ก้อน”
เมื่อมีผู้ล่าจำนวนมากมายเช่นนี้ จำนวนของสรรพ
เทวะวิญญาณยิ่งมายิ่งน้อยลง แม้แต่ อู่ อวี้ ยัง
สงสัยเลยว่าจำนวนของอสูรกำเนิดอัคคี ณ ที่แห่งนี้
จะมีถึง 30 ตัวหรือไม่
เห็นได้ชัดว่า การที่จะสำเร็จกายาเพชรอมตะขั้นที่
4 ในที่แห่งนี้ เกรงว่าคงไม่อาจจะเป็นไปได้เสียแล้ว
อย่างไรก็ตามก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้สำเร็จใน
ทีเดียว เพราะว่าบนเส้นทางเซียนบรรพกาลแห่งนี้
มันเต็มไปด้วยสถานที่แปลกๆและน่าอัศจรรย์อีก
มากมาย
อู่ อวี้ เริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งนี้เขา
พยายามที่จะเดินทางไปพบกับผู้คนมากมาย โดย
ก่อนที่จะเข้าไปพูดคุยด้วย เขาจะดูเสียก่อนว่าเป็น
คนที่น่าคบหาหรือไม่
เพื่อทวีปแห่งทวยเทพแล้ว เขายินดีที่จะทำในสิ่งที่
เขาไม่ปรารถนาจะทำมาก่อน เป็นการที่ทำดีโดยไม่
หวังผลตอบแทน
มีอยู่วันหนึ่ง มหาสมุทรทมิฬได้เกิดการเคลื่อนไหว
ขึ้นอย่างฉับพลัน ดูเหมือนว่าทั่วทั้งมหาสมุทรจะ
กำลังพลิกตลบและเดือดพล่านขึ้นอย่างรุนแรง! อู่
อวี้ ได้พบว่าท่ามกลางมหาสมุทร กำลังเต็มไปด้วย
อสรพิษอัสนีรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น แสงสี
ม่วงแหวกว่ายไปมาอยู่ท่ามกลางสายธารา ยิ่งอยู่
ใกล้ทิศนั้นมากเท่าไหร่ กระแสอัสนีก็ยิ่งรวมตัวกัน
หนาแน่มากขึ้น และการแหวกว่ายของกระแสอัสนี
ก็ยิ่งทวีความบ้าคลั่งขึ้นด้วยเช่นกัน
“เกิดเรื่องอะไร?”
ในใจพลันเกิดความรู้สึกบางอย่าง ดูเหมือนจะเกิด
เรื่องใหญ่ขึ้น
เขารีบมุ่งไปยังทิศนั้นอย่างรวดเร็ว
ในเวลาไม่นาน เขาก็เห็นเงาร่างจำนวนมาก กำลัง
มุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกันกับเขา
เห็นได้ชัดว่าทุกคนรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอย่าง
ฉับพลันในครั้งนี้ จึงมุ่งหน้ามายังทิศทางที่เกิดการ
เคลื่อนไหว!
เส้นทางเซียนบรรพกาลอันแสนลึกลับแห่งนี้จะเกิด
สิ่งใดขึ้นอีกกันแน่!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ