กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 565 : หาญกลาเทาฟา
“ขี้!?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็สะดุ้งด้วยความตกใจ ใน
คราแรกเขากำลังยื่นมือออกไปเพื่อสัมผัส แต่แล้วก็
ต้องรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมรูปร่างของมันนั้นดู
ผิดปกติ ทั้งยังติดอยู่ในตำแหน่งส่วนก้นอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะว่ามันคือ อาจม นั่นเอง
“ เดี๋ยวนะ… มันจำศีลอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วไฉนมันถึง
ยังขับถ่ายออกมาได้ ”
โลกอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ ไม่มีสิ่ง
ใดที่เป็นไปไม่ได้จริง ๆ
หมิงซวง หัวเราะอย่างชอบใจแล้วกล่าวขึ้นว่า ”
ฮ่า ๆ ๆ เจ้า สรรพเทวะวิญญาณ มันช่างเป็น
รูปแบบชีวิตที่น่าอัศจรรย์จริง ๆ แม้กระทั่งยาม
หลับมันก็ยังถ่ายของเสียออกมาได้ ช่างยอดเยี่ยม
ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ก็นะ…พวกมันถือกำเนิดเกิดขึ้น
จากสวรรค์แลปฐพี ”
อู่ อวี้ หันมองรูปปันศิลาทั้งสองชิ้นอยู่หลายครั้ง
” ต่อให้ข้าเจอพวกมันแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถ
ทำอันใดได้เช่นนี้ มันช่างน่าหดหู่เสียจริง ๆ ”
อู่ อวี้ ทอดถอนหายใจกับโชควาสนาของตนเอง
เล็กน้อย
ในเวลานี้ หมิงซวง ก็กำลังเฝั้าสังเกต ‘อาจม’ ของ
มันอยู่เช่นเดียวกัน ทันใดนั้นนางก็กล่าวว่า ” ข้า
เคยอ่านบันทึกโบราณเกี่ยวกับ สรรพเทวะ
วิญญาณ ในบันทึกได้กล่าวเอาไว้ว่าถึงแม้มันจะอยู่
ในช่วงจำศีล บางตัวก็ยังสามารถขับถ่ายของเสีย
ออกมาได้ แต่ถ้าจะให้พูดจะเรียกว่าของเสียก็ไม่
เชิงนัก ควรจะเรียกว่าเป็นการ ‘เปลี่ยนถ่ายระบาย
พลัง’ น่าจะเหมาะกว่า ไม่ว่าจะเป็น สรรพเทวะ
วิญญาณ , มนุษย์ , ปีศาจ ย่อมไม่แตกต่างกัน
ร่างกายมีไว้กักเก็บพลังงาน ยกตัวอย่างเช่น ‘เจ้า
อสูรมณีกำเนิดอัคคี’ ทั่วทั้งร่างของมันนั่นคือ
‘แหล่งกำเนิดอัคคี’ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ได้ถูกขับออกมา
ซึ่งอันที่จริงแล้วมันต้องใช้เวลาอย่างนานมาก กว่า
มันจะเปลี่ยนถ่ายพลังงานในร่างของมันออกมาได้
เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ กับ องค์ประกอบของร่างมัน
แท้จริงแล้วเหมือนกันทุกประการ ”
เมื่อฟังสิ่งที่ หมิงซวง กล่าว อู่ อวี้ ก็เริ่มสังเกตมัน
อย่างพินิจพิจารณา แล้วก็พบว่ามันคือเรื่องจริง
แรกเริ่มเขาคิดว่าสิ่งนี้คือ ‘อาจม’ ของเสียที่ถูก
ขับถ่ายออกมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปปันศิลา
เพียงเท่านั้น แต่เมื่อมองดูอย่างใกล้ชิดแล้ว ทั้งสอง
หาได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด
หมิงซวง กล่าวเสริมขึ้นว่า ” ถ้าให้ข้าเดา หลังจาก
ที่มันตื่นขึ้นมา พวกมันจะกลืนกินอาจมของตัวเอง
กลับไป ก็เพราะไอ้เจ้าอาจมนี่ล้วนเป็นแหล่งกำเนิด
อัคคี ซึ่งมันจะไม่สูญเปล่า ฮ่า ฮ่า นี่มันคือการผลิต
อาหารกินเองชัด ๆ! ”
หมิงซวงเริ่มคิดแผลง ๆ หลังจากนั้นนางก็หัวเราะ
ออกมาด้วยความตื่นเต้นลิงโลดเป็นหย่างมาก
อู่ อวี้ ไม่รู้จะตักเตือนนางเช่นไรแล้ว ว่าสตรีที่ดีไม่
ควรพูดจาหรือแสดงท่าทางเช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าเพราะ
เหตุใดนางถึงไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตนเองบ้าง
ฉะนั้นสิ่งที่นางกล่าวมาก็พอเข้าใจได้ หลังจากที่
เจ้าอสูรมณีกำเนิดอัคคี ฟืนจากจำศีล แหล่งกำเนิด
อัคคี ภายในร่างที่ถูกขับถ่ายออกมา เมื่อมันตื้นขึ้น
ย่อมจะกลืนกินกลับคืนไปอย่างแน่นอน
ในขณะที่ หมิงซวง กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่
นั้น ภายในหัวของ อู่ อวี้ ก็กำลังครุ่นคิดหาวิธีว่า
ตนเองควรจะทำเช่นไรถึงได้รับ ‘ศิลามณีกำเนิด
อัคคี’ ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติถึงร้อยเท่ามา
ครอบครองได้ ?
ซึ่งมันยังเป็นปริศนาอันไร้ทางออก
แล้วถ้าหากว่า มันเกิดตื่นขึ้นมาในตอนนี้ สิ่งเดียวที่
เขาจะทำได้ก็คือหลบหนีถอยห่างออกไปอย่าง
รวดเร็วเท่านั้น
” การแสวงหาความมั่งคั่ง นั้นเป็นหนทางแห่ง
ความเสี่ยงเสมอ เพื่อทลายอุปสรรคที่ขัดขวาง
จะต้องต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อเอาชนะความ
ยากลำบากนี้ไปให้จงได้ ยอมใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อให้
ได้สิ่งที่ปรารถนา นี่คือวิถีของผู้ฝึกตนทุกทาง
เหยียบย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยอันตราย หากไม่มี
ความกล้าที่จะเอาชนะผ่านอุปสรรคขวางกั้น ก็จะ
ไม่มีโอกาสที่จะได้กลายเป็นเซียนอมตะ นับตั้งแต่
โบราณกาลผู้ที่จะสามารถประสบความสำเร็จ
กลายเป็นเซียนอมตะได้นั้น จะต้องเพียรพยายาม
โชคชะตาวาสนานำพา แล้วก็ต้องเป็นคนกล้า
หาญ! ”
ถึงหมิงซวงจะหยอกเย้าเก่าเละเทะไปบ้าง แต่
สุดท้ายแล้วนางก็ยังให้กำลังใจ ชี้แนะแนวทาง
ให้แก่ อู่ อวี้
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว สิ่งใดสำคัญที่สุดกันแน่?
อาจจะเป็นทรัพยากร พรสวรรค์ความสามารถหรือ
ว่าอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาผสานกับ
โชคชะตาวาสนาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในศักดิ์ฐานะใด
หรือ แห่งหนใดก็ตาม โชควาสนาล้วนเป็นส่วน
หนึ่งในการขับเคลื่อนนำพา บางคนถือกำเนิดเกิด
มาพร้อมกับทรัพยากรมากมายนับไม่ถ้วน
สิ่งสำคัญจริง ๆ ก็คือโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ ผนวก
กับความเพียรพยายาม ในแบบที่เรียกว่ายอมตาย
ดีกว่ายอมพ่ายแพ้ นอกจากนี้ยังต้องมีความกล้า
หาญที่จะเสี่ยง! สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญ
ที่สุด
ซึ่งถ้าให้กล่าวถึงโชควาสนานำพาแล้วละก็ ก็คงจะ
ไม่พ้นมรดกที่เขานั้นได้รับ นับเป็นโชควาสนา
ยิ่งใหญ่เหลือคณา
ถ้ากล่าวถึงความเพียรพยายามแล้วล่ะก็ ภายใต้
ดวงตะวันอันเจิดจ้านี้ คงมีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่
สามารถนำมาเปรียบเทียบกับ อู่ อวี้ ได้
โดยที่ไม่ต้องพูดถึง เรื่องความกล้าหาญบ้าบิ่นของ
เขา ด้วยเพราะสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ล้วนมี
ภาระหน้าที่ และ สิ่งที่ต้องปกปั้องคุ้มครอง จนไม่
อาจทำอะไรที่มันส่งเสียงได้ แต่ด้วยเพราะสิ่งที่ดี
ที่สุดมักมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ หากแค่ก้าว
ออกไป ก็ยังไม่มีความกล้ามากพอ คนผู้นั้นก็ไม่มี
คุณสมบัติเพียงพอที่จะกลายเป็นเซียนอมตะ
“ เอาล่ะ … เจ้าอยากจะบอกอะไรกับข้ากันแน่ ?”
หมิงซวง จะไม่กล่าวเช่นนี้ หากนางไม่มีทางออก
นางยิ้มแย้มแล้วกล่าวว่า ” ข้ามีความคิดดี ๆ ทว่า
สิ่งที่ข้าจะกล่าวมันเป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น
คงต้องขอออกตัวก่อนว่า แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่ค่อย
แน่ใจ เจ้าอยากจะลองเสี่ยงฟังหรือไม่? ”
” ถ้าเจ้าไม่พูดออกมา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะ
กล้าทำหรือไม่กล้า? ” อู่ อวี้ หัวเราะ
เขาไม่เคยหวาดกลัว ว่าตนเองจะต้องไปพบเจอกับ
ความเสี่ยงมากมายเพียงใด ทว่าสิ่งที่เขากลัวคือ
การไร้ซึ่งหนทางให้เขาได้ก้าวเดินต่อ
” ก็ได้ … ถ้าเช่นนั้นพี่สาวผู้นี้จะยกตัวอย่างให้เจ้า
ฟังสักเล็กน้อยก็แล้วกัน เกรงว่าถ้าพูดมากไปจะทำ
ให้เจ้าหวาดกลัวจนหัวหดเอาเสียเปล่า ๆ ” หมิ
งซวง พูดจาหยอกล้อเย้าแหย่ นางมักจะอ้างตัว
ด้วยสรรพนามแปลก ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นท่าน
ยายผู้นี้ หญิงชราผู้นี้ พอมาครั้งนี้ก็เป็นพี่สาวอีก
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าในอนาคตนางจะใช้สรรพนามตนเองว่า
น้องสาว หรือไม่
” กล่าวมาเต็มที่ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” อู่ อวี้
กล่าว
หมิงซวงแสยะยิ้ม แล้วกล่าวว่า ” ข้ามาลองคิด ๆ
เรื่องนี้ดูแล้ว หลังจากที่พวกมันตื่นแล้ว มันจะต้อง
มากินของเสียใช่ไหมล่ะ แล้วถ้าเจ้าซ่อนหลบซ่อน
อยู่ในอาจมของมัน บางทีเป็นไปได้ว่ามันอาจจะ
กลืนกินเจ้าลงไปในท้อง ซึ่งจะแนะนำว่าในท้อง
ของมันจะต้องร้อนมาก ๆ ซึ่งถ้าบังเอิญมีผู้อื่นมา
ปลุกให้มันตื่น ความสนใจของมันก็จะมุ่งเปั้าไปที่
การต่อสู้ แต่เจ้าก็ยังคงอยู่ในร่างกายของมัน แล้ว
ต้องอดทนอดกลั้นต่อเปลวเพลิงที่แผดเผา จากนั้น
เจ้าก็เฝั้ารอคอยเวลาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเหล่า
อัจฉริยะจาก ดินแดนโบราณเหยียนหวง จะสังหาร
เจ้าอสูรมณีกำเนิดอัคคี เฝั้ารอจังหวะในช่วงที่มัน
เน่าจวนเจียนใกล้จะตกตาย เมื่อนั้นเจ้าก็ค่อย
ออกมาจากปากของมัน แล้วก็ฉกสมบัติวิเศษไป
ครองอย่างสบายใจเฉิบ อย่างน้อยลูกไม้ของเจ้ามัน
ก็น่าทึ่ง ข้ารู้สึกภาคภูมิใจในกลอุบายนี้อยู่ไม่น้อย
ทีเดียว หากใช้วิธีนี้เจ้าอาจจะมีโอกาสได้รับสมบัติ
วิเศษมาครอบครอง จากนั้นเจ้าก็ใช้ร่างอวตาร
หลบหนี ร่างอวตารของเจ้ามีตั้งเยอะแยะ ผู้ใดจะ
ไปล่วงรู้ว่าควรจะไล่ล่าร่างอวตารตนใด? ”
หมิงซวง สาธยายเสียยืดยาว ในที่สุดนางก็เล่า
แผนการจนจบ
อู่ อวี้ ฟังไปพลางก็อึ้งตะลึงไปพลาง เขารู้สึกทึ่งใน
ความหัวใสฉลาดแกมโกงของนางเอามาก ๆ มัน
ช่างเป็นแผนการเหนือล้ำ แม้นางจะออกตัวว่าไม่
ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก สิ่งที่ไม่แน่ใจคงจะเป็นเรื่อง
เจ้าอสูรมณีกำเนิดอัคคี จะยอมกลืนกิน อู่ อวี้ ลง
ไปในท้องหรือไม่?
สิ่งสำคัญก็คือเหล่าอัจฉริยะ จะสามารถสังหาร เจ้า
อสูรมณีกำเนิดอัคคี ได้หรือไม่ ? คอยเฝั้ารอคอย
เวลาจนกว่ามันจะไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจวนเจียนใกล้จะ
ตาย แล้ว อู่ อวี้ จะสามารถฉกฉวยโอกาสดีได้
หรือไม่ ?
เหตุผลอีกอย่างก็คือ ระหว่าง อู่ อวี้ กำลังอยู่ใน
ท้องของมันนั้น เขาจะสามารถทานทนต่อความ
ร้อนจากการแผดเผาของเปลวเพลิงได้หรือไม่?
ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ ล้วนเป็นตัวแปรที่มี
ความผันผวนไม่แน่นอนมากเกินไปทั้งสิ้น
นับเป็นแผนการที่มีความน่าเชื่อถือน้อยเสียจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม หมิงซวง กล่าวย้ำเสริมความ
น่าเชื่อถือของตนเอง ” ข้าเอ็ก็รู้ว่าแผนการของข้า
มันไม่ค่อยน่าเชื่อถือนั้นสักเท่าไหร่นัก แต่มันก็ถือ
ว่าเป็นหนทางออกที่ดีที่สุดของตอนนี้ เพียงแค่เจ้า
หลบซ่อนตัวแล้วเฝั้ารอโอกาสเหมาะ ๆ ซึ่งรูปแบบ
ของมันก็อาจจะเหมือน ๆ กับครั้งที่แล้ว แต่ในครั้ง
นี้เจ้าจะไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าๆอีกทั้งยังได้เก็บ
เกี่ยวสิ่งของบางสิ่งบางอย่างได้ ซึ่งถ้าหากแผนครั้ง
นี้ไม่ประสบความสำเร็จ ก็คิดเสียว่าความผิดพลาด
ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็ค่อยบดขยี้ ยันต์
เซียนบรรพกาล เพื่อกลับไปก็ย่อมได้ เพราะ
อย่างไรเสีย หลาน เถียนอวี้ ก็ช่วยเป็นธุระ
แพร่กระจายข่าวให้กับเจ้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตาม
เปั้าหมายของเจ้าแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสดี ๆ ครั้ง
หนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ ถ้าเจ้าทำพลาดคงจะต้อง
เสียใจไปอีกนาน ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าต้องการให้
ผลลัพธ์มันออกมาเป็นเช่นไร ”
อู่ อวี้ กำลังโดน หมิงซวง กล่อมเสียจนอยู่หมัด
หมิงซวง นับว่าเป็นผู้มีวาทศิลปเป็นเลิศ นางรู้วิธี
ว่าควรจะพูดจี้จุดเช่นไร แล้วในตอนนี้ก็กำลัง
พิจารณาความเป็นไปได้
ผลลัพธ์เลวร้ายมากที่สุดก็คือ ไม่ตกตาย เพียงแค่
กลับไปยัง ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เท่านั้น ซึ่งก็
เท่ากับว่าการเสี่ยงในครั้งนี้หาได้เป็นอันตรายถึง
ชีวิต
” แล้วเจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเปลวอัคคีแผดเผา
เมื่ออยู่ในท้องของมัน ประการแรกเพราะเจ้ามี กา
ยาเพชรอมตะ ซึ่งทนทานต่อเปลวเพลิงไม่ว่ามันจะ
ร้อนแรงมากเพียงใด นอกจากนี้เจ้ายังสามารถใช้
แหล่งกำเนิดอัคคีอันร้อนแรงสุดขั้ว ฝึกฝนยกระดับ
กายาเพชรอมตะ อยู่ภายในท้องของมัน แม้ว่ามัน
จะยากสักหน่อย ลำบากไปสักนิด แต่ก็ไม่ได้แผด
เผาเจ้าถึงกับตกตาย เพราะสุดท้ายแล้วมันมิใช่
เจ้าอสูรมณีกำเนิดอัสนี หรือ เจ้าอสูรมณีกำเนิด
วารี เสียหน่อย ประการที่ 2 เมื่อมันตื่นขึ้นมา พวก
อัจฉริยะจะต้องแห่มาหามันอย่างแน่นอนที่สุด แล้ว
เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าอสูรมณีกำเนิดอัคคี ก็จะยุ่งอยู่
กับการต่อสู้กับฝั่ายตรงข้ามที่อยู่ด้านนอก ส่วนเจ้า
ก็ย่อขนาดตัวให้เล็กลงเสียหน่อย หรือไม่เจ้าก็ทำ
เป็นแกล้งตาย ถ้าหากโดนพบตัวเข้าก็ยังนับว่าไม่
เป็นอะไร ซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด อย่างมากก็แค่
ออกจากที่นี่ ก็แล้วแต่นะ… จะหาหนทางอื่น หรือ
จะยอมเสี่ยงกับวิธีของข้า ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับ
ตัวเจ้า แต่ข้าขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่า อัญมณีที่อยู่
บนหัวของมัน จะทำให้กายเนื้อของเจ้าพุ่งทะยาน
ไปสู่ฟากฟั้า ”
ในขณะที่ หมิงซวง พูดจาหว่านล้อมกล่อม อู่ อวี้
อยู่นั้น นางได้ใช้น้ำเสียงที่จริงจังเป็นอย่างมาก
นี่เป็นความคิด และ แผนการที่บ้าคลั่งสิ้นดี!
“ ข้าหาได้รู้สึกกังวลเกี่ยวกับตัวแปรต่าง ๆ ข้า
ไม่ได้กลัวต่อความเจ็บปวด หรือ ความยากลำบาก
ใด ๆ มันหาได้สำคัญกับข้าไม่ ถ้าหากข้าต้อง
กลับไปยัง ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง จริง ๆ สักวัน
หนึ่งก็ยังสามารถกลับมายัง ดินแดนโบราณเหยียน
หวง ได้ สิ่งเดียวที่ข้ากังวลก็คือ หลาน เถียนอวี้ ถ้า
เขาแพร่กระจายข่าวออกไปไม่มากพอ ก็ยากที่จะมี
ผู้ใดไปช่วยเหลือ ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ”
นี่นับเป็นเรื่องใหญ่
“ นี่ถือเป็นกรณีเลวร้ายมากที่สุด แต่อัตราที่จะเป็น
เช่นนั้นก็นับว่าน้อยอยู่นะ ” ดูเหมือน หมิงซวง จะ
ต้องการให้เขาต่อสู้เป็นอย่างมาก
ใจหนึ่งเขาก็เป็นกังวลกลัวว่า บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ จะฟืนคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ส่วนอีกใจหนึ่ง
ก็เป็นโอกาสที่จะยกระดับความแข็งแกร่งของ
ตนเอง แล้วหนทางนี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงอันตราย ซึ่ง
นับว่าเป็นตัวเลือกที่ตัดสินใจได้ยากยิ่งนัก หากว่า
เขาเลือกที่จะเสี่ยงแล้วเกิดผิดพลาด เขาก็จะ
กลายเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ แล้วไม่ยอม
มองภาพรวมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน นำพาไปสู่
การเกิดผลลัพธ์อันเลวร้ายมากที่สุด นั่นก็คือ จอม
จักรพรรดิพันธมิตรของเขา ไม่สามารถสยบ
ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย กับ เทียนไห่ อวี้ฝูเหยา ลง
ได้ ซึ่งหวนนึกไปถึงเหล่าสายตาของผู้คนบน ทวีป
แห่งทวยเทพ ที่เต็มไปด้วยความหวัง …
เขาใช้เวลาคิดร่วม 1 ก้านธูป
“ได้คำตอบหรือยังล่ะ เจ้าจะเอายังไง ?” หมิงซวง
ไต่ถาม
ดวงตาของ อู่ อวี้ สงบลง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
แล้ว
“ ข้าจะลองเสี่ยงดู! ”
การที่เขาเลือกหนทางนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะ
ไม่รับผิดชอบ ด้วยเพราะเขาทำมาหมดแล้วเกือบ
ทุกหนทาง ซึ่งแผนการนี้ถึงแม้ว่าจะมีตัวแปรอยู่
มาก แต่เขาก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยที่เขาไม่
จำเป็นต้องใช้ ยันต์เซียนบรรพกาล และไม่มีทางที่
เขาจะใช้มันอย่างเด็ดขาด
” ให้มันได้อย่างนี้ เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก! ” อันที่
จริงแล้ว หมิงซวง ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะตัดสินใจ
เด็ดขาดเช่นนี้ นางจึงยิ้มกับการตัดสินใจของเขา
เป็นเพราะนางล่วงรู้ว่านี่แหละคือ อู่ อวี้
” อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ หากเจ้าได้ลองย้อนนึกภาพว่า
ตนเองต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในกองอาจมของ เจ้า
อสูรมณีกำเนิดอัคคี รับรองว่าเจ้าจะต้องภาคภูมิใจ
กับการเลือกครั้งนี้ ฮ่า ๆ ๆ ” หมิงซวง ยังคงหยอก
ล้อหัวเราะด้วยความสนุกสนาน
“ ชิ! เจ้าไม่ได้มาอยู่แบบข้าเสียหน่อย ” อู่ อี้
กลอกตาบน
รูปแบบของ ‘กองอาจม’ ดูไม่ค่อยมีระเบียบ
สะเปะสะปะอีกทั้งยังมีโพรงอยู่มากมาย อันที่จริง
มันก็เป็นแค่ศิลาธรรมดา ๆ อู่ อวี้ ปีนขึ้นไปยัง
ตำแหน่งตรงกลางช่องว่าง ซึ่งถ้าให้กล่าวตามสัตย์
จริง เขาได้พยายายามกลั้นหายใจระหว่างอยู่ใน
นั้น หากเกิดการต่อสู้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้อื่น หรือ
‘เจ้าอสูรมณีกำเนิดอัคคี’ ก็ยากที่จะพบเขาได้
หลังจากซ่อนตัว เขาก็ทำเพียงแค่เฝั้ารอให้ผู้ใดมา
พบเจอเข้า จากนั้นก็ปลุกอสูรทั้งสองให้ตื่น ซึ่ง อู่
อวี้ มั่นใจว่าจะต้องใช้เวลาไม่นานนัก
เขาหลับตาอดทนรอ อยู่ภายในกองอาจม
หลังจากหลบซ่อนตัวมาได้ประมาณหกวัน เขาก็ได้
ยินเสียงผู้คนจากด้านนอกเลยแม้แต่น้อย
” นั่นมันอะไร!? รูปปันศิลา? ดูเหมือนว่ามันจะเป็น
รูปปันของ สรรพเทวะวิญญาณ ใน เส้นทางเซียน
บรรพกาล อันเก่าแก่เช่นจะมีรูปปันศิลาได้อย่างไร?
”
และแล้วก็มีเสียงสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น ซึ่งเสียงนี้เป็น
เสียงที่เขาค่อนข้างคุ้นเคย
จากนั้นก็มีเสียงผู้ชายผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่า ” อย่าได้
สนใจต้นกำเนิดของมัน ก่อนอื่นเรารีบเก็บรูปปัน
ศิลานี้ใส่เข้าไปในถุงจักรวาลกันก่อนดีกว่า
หลังจากออกไปแล้วค่อยนำมันมาตรวจสอบใน
ภายหลัง บางทีอาจจะมีบางอย่างให้เราได้เก็บ
เกี่ยว เอาเป็นว่า… ข้าจะเก็บไปชิ้นหนึ่ง แล้วท่านก็
เก็บไปชิ้นหนึ่ง”
นับว่าพวกเขาฉลาดไม่น้อยทีเดียว เลือกที่จะแบ่ง
กันคนละชิ้นโดยรีบเก็บใส่ถุงจักรวาลแล้วจากไป
แต่ถึงกระนั้น อู่ อวี้ ก็ยังคิดว่ารูปปันศิลาแต่ละชิ้น
ไม่น่าจะเข้าไปในถุงจักรวาลได้นี่นา
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ จดจำเสียงนี้ได้อย่างแม่นยำ นี่
คือเสียงขององค์ชายเมฆา
กับสหายเต๋าของมันนั่นเอง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ