กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 587 : เจาพยัคฆเทวะ
อันที่จริงก่อนที่เขาจะทันได้สังเกตวงเวทเก้าสี
ความสนใจของเขาได้มุ่งไปยัง ประตูลึกลับ ซึ่งอยู่
ฝังตรงข้ามเป็นอันดับแรก
เวลานี้ประตูลึกลับยังคงปิดอยู่ ดูจากสภาพ
ภายนอกมันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ นับตั้งแต่
เขาได้จากไป
อู่ อวี้ กำลังเปิดใช้งานเนตรเพลิง เขายังคง
สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าระยะทาง
ระหว่างเขากับประตูจะอยู่ค่อนข้างห่างก็ตาม ดู
เหมือนว่าตรงบริเวณประตูจะมีร่องรอยเล็ก ๆ
ปรากฏอยู่ ด้วยเพราะร่องรอยมีขนาดเล็กมาก
หากไม่สังเกตอย่างถี่ถ้วนจะไม่สามารถมองเห็นได้
ซึ่ง อู่ อวี้ ค่อนข้างมั่นใจในตอนที่เขาจากไป
ร่องรอยนี้ยังไม่มีปรากฏ
จากการสังเกตเขาอนุมานว่าสิ่งนี้น่าจะเป็น
ล่องลอยจาก ศาสตร์ตราเต๋าวิถีแท้ หรือการถูก
โจมตีด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากประตู
บานนี้ค่อนข้างแข็งแรงทนทาน ร่องรอยดังกล่าว
จึงไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ
“ โอรสเล่อ น่าจะพยายามทำลายประตูนี้ อย่างไร
ก็ตามต่อให้มันใช้ความแข็งแกร่งของตน
ทรัพยากรที่มี หรือ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ก็ทำได้แค่
สร้างริ้วรอยบนประตูบานนี้เพียงเท่านั้น ดู
เหมือนว่าการสำรวจความลึกลับของประตูบานนี้
จะยากกว่าไปสวรรค์เสียอีก ”
สำหรับตอนนี้จุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ของเขา หาใช่
การค้นหาความลึกลับของประตูบานนี้ไม่ ทว่าเขา
เข้ามาเพื่อแสวงหาเวลา
ยามนี้มีวงเวทสีได้ปรากฏขึ้น หุ่นเชิดแต่ละตน ซึ่ง
แผ่แรงกดดันออกมาอย่างมหาศาลก็ค่อย ๆ
ปรากฏตัวขึ้นทีละตัว ๆ
วงเวทที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือสี แดง, ส้ม, เหลือง,
เขียว, คราม, น้ำเงิน, ม่วง, ดำ และ ขาว มีทั้งหมด
เก้าวง
ทั้งขนาด และ จำนวนวงเวท เสมือนครั้งที่แล้วทุก
ประการ
ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่ว่าความสอดคล้องของหุ่น
เชิดกลับแตกต่างกัน ครั้งก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เข้ามา
ท้าทาย ด้วยพื้นฐานฝึกตนระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกตขั้นที่ 4 เพียงเท่านั้น ซึ่งหากคำนวณแค่
พื้นฐานฝึกตน หุ่นเชิด ที่เหมาะสมกลับระดับนี้ก็คือ
วงเวทสีแดง ทว่ากลับมาในครั้งนี้พื้นฐานฝึกตน
ของเขาอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 5
ซึ่งพื้นฐานฝึกตนปัจจุบันไม่ได้สอดคล้องกับระดับ
ของวงเวทสีแดง แต่จะสอดคล้องกับวงเวทสีส้ม
จากนั้นก็จะเรียงลำดับพลังโดยไล่สีวงเวทขึ้นไป
เรื่อย ๆ ครั้งล่าสุดนั้น หุ่นเชิด 3 หัว ที่สีหน้าของ
มันแต่ละหัวมีอารมณ์ที่แตกต่างกันเริ่มจาก ปิติ
ยินดีมีความสุข , มีโทสะเกรี้ยวกราด , เศร้าโศก
เสียใจ ได้อยู่ที่วงเวทสีขาว แต่บัดนี้มันกลับถูกลด
ตำแหน่งจนเลื่อนมาอยู่ที่วงเวทสีดำ
ส่วนหุ่นเชิดตัวสุดท้ายที่อยู่ในวงแหวนสีขาว ความ
แข็งแกร่งของมันแผ่ออกมาอย่างท่วมท้นชวนอึด
อัด อีกทั้งบริเวณใบหน้าของมันยังมีหมอกสีขาว
ปกคลุม ทำให้ไม่อาจมองเห็นใบหน้าของมันได้
อย่างชัดเจน
“ คาดว่า หุ่นเชิดที่อยู่ในวงเวททั้ง 9 สีของ โอรส
เล่อ ต่อให้เป็นตัวที่อ่อนแอที่สุด ก็คงแข็งแกร่งกว่า
หุ่นเชิดในวงเวทสีขาวของข้า! เส้นทางเซียนบรรพ
กาล ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ข้าสงสัยเหลือเกินว่า
ภายใน เจดีย์ควบคุมกาลเวลา แห่งนี้ หุ่นเชิดที่
เหนือลำยิ่งกว่าระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ซึ่งอยู่
ในระดับระดับ 3 ภัยพิบัติค้นหาเต๋า แท้จริงแล้วคือ
อะไรกันแน่ ? ”
หากมีหุ่นเชิดเช่นนี้อยู่ใน ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
พลังของมันสามารถกวาดล้างโลกา ไม่มีผู้ใดหาญ
เทียบได้!
พลังอำนาจของหุ่นเชิดเหล่านี้ เทียบเท่าได้กับ
ขอบเขตพลังของ โอรสเล่อ ซึ่งก็หมายความว่าเขา
สามารถกวาดล้างไปทั่วทั้งโลกหล้าได้
“ขอต่อสู้”
หากเขาต้องการประสบความสำเร็จเขาก็จำต้องอยู่
ที่นี่ ฉะนั้นคราวนี้เปั้าหมายของ อู่ อวี้ คือหกร้อย
วัน! ครั้งก่อนหน้านี้เขาต่อสู้กับหุ่นเชิดในวงเวทสี
น้ำเงิน ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 5 แต่ในครั้งนี้เขาจะท้าทา
ยวงเวทสีม่วง ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 6! อันที่จริงระดับ
ความยากลำบากของวงเวทสีม่วงในครั้งนี้ อยู่ห่าง
จากหุ่นเชิดในวงเวทสีขาวอันน่าสะพรึงกลัวแค่ 2
วงเท่านั้น
หลังจากเอาชนะ กงซู กู่ มาได้ อู่ อวี้ ก็มีความ
มั่นใจยิ่งขึ้น เขามั่นใจว่าสามารถจัดการกับความ
ยากระดับนี้ได้
ดังนั้นเขาจึงเลือก วงเวทสีม่วง อย่างไม่ลังเล! เขา
เลือกท้าทายต่อสู้กับระดับที่ 6 ซึ่งนับเป็นการท้า
ทายที่น่าเหลือเชื่อยิ่ง!
ด้วยเหตุนี้เขาเดินดิ่งเข้าไปหาวงเวทสีม่วง
หลังจากนั้นวงเวทสีอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ สลัวจางลง
แล้วหุ่นเชิดก็ค่อย ๆ จมลงไป มีเพียงวงเวทสีม่วง
เท่านั้นที่ยังส่องสว่างเจิดจ้าอยู่ แต่แล้วแสงก็ดับลง
อย่างฉับพลัน ส่วนหุ่นเชิดนั้นยังคงอยู่ จากสถานะ
ที่นิ่งสงบราวกับตายไปแล้ว ก็กลับมามีชีวิตขึ้น
อย่างฉับพลัน
ณ ปัจจุบัน อู่ อวี้ สามารถมองเห็นคู่ต่อสู้ของ
ตนเองได้อย่างชัดเจน มันคือหุ่นเชิดสีดำทะมึนซึ่งมี
ความสูงถึง 5 จั้ง ขนาดความสูงของมันมากกว่า อู่
อวี้ ถึงสองเท่า ทั่วทั้งสรรพางค์ร่างตั้งแต่ศีรษะจรด
ปลายเท้าถูกห่อหุ้มด้วยโลหะสีดำ แผ่แรงกดดัน
ออกมาอย่างมหาศาลให้ความรู้สึกเย็นเยือก สิ่งที่
น่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือแม้ว่าร่างกายของ
มันจะดูเป็นมนุษย์ ทว่ากลับมีร่างกายบางส่วนและ
ความแข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับเสือดาว โดยเฉพาะ
ส่วนหัวมันหาใช่เป็นมนุษย์แต่เป็น พยัคฆ์ทมิฬ!
หุ่นเชิดตัวนี้มีร่างกายเป็นมนุษย์ห่อหุ้มด้วย
เหล็กกล้า ส่วนศีรษะนั้นเป็นเสือดาว ทั้งนิ้วมือ
และ นิ้วเท้ามีกรงเล็บอันแหลมคมเช่นดั่งใบมีด ยื่น
ยาวออกมากว่าครึ่งฉือ ระดับความแข็งแกร่งของ
มันเปรียบเทียบ ศาสตราเต๋าวิถีแท้!
ในความเป็นจริงร่างกายของมัน ถูกสร้างขึ้นด้วย
วัสดุที่ใช้สร้างศาสตราเต๋าวิถีแท้! ระดับความ
แข็งแกร่งของหุ่นเชิดตัวนี้ เทียบเท่าได้กับระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
” ร่างกายทั้งหมดของมันทำจาก ทองคำอเวจีทมิฬ
ซึ่งเป็นสมบัติพิเศษที่มีเส้นวิญญาณถึง 7 เส้น อีก
ทั้งยังถูกสร้างขึ้นจากวัสดุที่ใช้สร้างศาสตราเต๋าวิถี
แท้ ดูจากวงเวทที่วาดประทับอยู่ ความแข็งแกร่ง
ของมันเหนือกว่าศาสตราเต๋าวิถีแท้ระดับปกติมาก
นัก หุ่นเชิดตัวนี้สามารถต่อสู้กับระดับ ก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะ ได้แบบสบาย ๆ ทั้งยังมีระดับที่สูง
กว่าศาสตราเต๋าวิถีแท้มากนัก หากสามารถ
ควบคุมหุ่นเชิดตัวนี้ได้ คงสุดยอดมากแน่ ๆ แต่น่า
เสียดายที่ผู้ควบคุมหุ่นเชิดเหล่านี้อยู่ก็คือ เส้นทาง
เซียนบรรพกาล เป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะควบคุม
พวกมันได้ ” หมิงซวง กล่าวชื่นชมในความ
มหัศจรรย์พันลึกของดินแดนนี้
“สุดยอดขนาดนี้เลยงั้นรึ!”
ทั้งร่างของมันถูกสร้างจากวัสดุที่ใช้สร้าง ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ นอกเหนือจากนี้ยังมีวงเวทประทับ
มากกว่า ศาสตราเต๋าวิถีแท้ถึง 2 เท่า สิ่งเหล่านี้ทำ
ให้มันมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับระดับ
กำเนิดจิตเทวะ มันคือเครื่องจักรสังหารอย่าง
แท้จริง! หากหุ่นเชิดทั้งหมดนี้รวมตัวกันเป็น
กองทัพ มันจะต้องกลายเป็นกองพยุหะอันน่า
สะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
หากสามารถเอาชนะมันได้ ก็จะได้รับวิธีสร้างหุ่น
เชิดตัวนี้
โอรสเล่อ คงเก็บเกี่ยวกำไรไปได้มากมาย หลังจาก
ต่อสู้เอาชนะหุ่นเชิดมาได้ มันก็จะได้รับวงเวทของ
มัน!
ขณะ อู่ อวี้ กำลังชื่นชมอยู่ ทันใดนั้นเองหุ่นเชิดที่มี
ฉายาว่า ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ ก็พุ่งเข้าโจมตี! วงเวทซึ่ง
ประทับอยู่บนร่างของมันเริ่มทำงาน ความเร็วใน
การเคลื่อนไหวของ ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ เป็นระดับ
ความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ซึ่งเทียบได้กับ
เคล็ดวิชา ก้าวเทวะของ อู่ อวี้! อีกทั้งร่างกายของ
มันยังถูกสร้างจากวัสดุที่ใช้สร้างศาสตราเต๋าวิถีแท้
พลังปั้องกันของมันคล้ายคลึงกับ กายาเจ้ามังกร
สักการะราชันอรหันต์ไม่ดับสูญ ของ อู่ อวี้ สิ่ง
เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อีกฝั่ายหาได้มีความ
หวาดกลัว หาได้มีความเจ็บปวด เมื่อทุกอย่าง
เริ่มต้นขึ้นมันทำได้เพียง ต่อสู้ห้ำหั่นอย่างไม่กลัว
ตาย!
นี่คือการต่อสู้ที่ยากลำบาก!
อู่ อวี้ กรีดร้องคำรามปลดปล่อยพลังสูงสุดทันที!
เริ่มแรกเขากลายร่างเป็น ร่างจำแลงเซียนวานร
จากนั้นก็แบ่งร่างอวตารออกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน
กระจายไปทั่วทั้ง เจดีย์ควบคุมกาลเวลา นี่คือการ
ต่อสู้อันดุเดือด เขาจำต้องทุ่มเทพลังกายพลังใจ
พยายามอย่างดีที่สุด!
ตูมมมมม!
กรงเล็บอันแหลมคมนี้ ถูกสร้างโดยวัสดุที่ใช้สร้าง
ศาสตราต่างวิถีแท้ ฉะนั้นประสิทธิภาพความร้าย
กาจของมันจึงมิได้แตกต่างจาก ศาสตราต่างวิถีแท้
แต่อย่างใด อู่ อวี้ หยิบเสามังกรสมุทรคลั่งออกมา
อัดกระแทกเข้าใส่กรงเล็บอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็
บังเกิดเสียงเสียดสีจากของมีคมกดังขึ้น!
ตูมตูมตูม!
อีกฝั่ายเป็นเครื่องจักรสังหารในคราบมนุษย์ พลัง
ความเร็วของมันเฉกเช่นเดียวกับเสือชีตาห์ในปั่า
ทั้งเก่งกาจแลเชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด ใน
เวลานี้ อู่ อวี้ เสมือนดั่งพรานปั่านักล่าที่กำลังต่อสู้
กับ ‘พยัคฆ์ทมิฬ’! ซึ่งร้ายกาจอันตรายอย่างยิ่ง!
ฉึก แควก!
พยัคฆ์ทมิฬหาได้แยแสการโจมตีของ อู่ อวี้ ไม่ แต่
มันกลับพุ่งทะยานฉีกกระชากอก อู่ อวี้ โดยตรง!
สำหรับคนอื่น ๆ หากถูกการโจมตีนี้เข้าไปอาจจะ
ตกตายไปแล้วก็ได้ แต่สำหรับ อู่ อวี้ กรงเล็บของ
มันกลับติดอยู่ภายในกล้ามเนื้อของเขา อย่างไม่
อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวต่อไปได้!
การฟาดเสาลงไปในครั้งนี้ของ อู่ อวี้ ผสานไปด้วย
พลังจากวงเวทโจมตีของเสามังกรสมุทรคลั่ง ที่พุ่ง
ทะยานถึงขีดสุด เสาถูกเหวี่ยงฟาดอัดกระแทกเข้า
ใส่ศีรษะของพยัคฆ์ทมิฬ จนหัวของมันบิดเบี้ยวผิด
รูป และกระเด็นลอยออกไปทันที! แต่มันก็หาได้มี
ประโยชน์อันใดไม่ ต่อให้ศีรษะของมันถูกทำลาย ก็
ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น!
“กักตะวัน!”
อู่ อวี้ เริ่มใช้เนตรเพลิงขั้นที่ 3 ทว่าอันที่จริงแล้ว
มันคือการหลอมรวมพลังในระหว่างการต่อสู้ เปลว
เพลิงจากดวงอาทิตย์บนฟากฟั้า ได้ผสารหลอม
รวมอยู่ภายในดวงเนตรทั้งสองข้างเขาอย่าง
ต่อเนื่อง สามารถแลเห็นได้ว่าเปลวเพลิงบนดวง
เนตรทั้งสองข้างทวีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนดูราวกับ
ดวงตะวันสองดวงก็ไม่ปาน
อย่างไรก็ตามการหลอมรวมพลังนี้ กลับไม่ได้ส่งผล
ให้การต่อสู้ของ อู่ อวี้ ชะงักลงไปแต่อย่างใด!
ท่ามกลางวงเวทของพยัคฆ์ทมิฬ มีวงเวทโจมตีอยู่
ภายในนั้นด้วย ซึ่งวงเวทโจมตีนี้ได้ผสานอยู่ภายใน
ร่างกายของพยัคฆ์ทมิฬโดยตรง ส่งผลให้ความเร็ว
ของมันทวีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะต้านรับได้!
ท่ามกลางวงเวทนับหมื่น มีการจัดเรียงกันอย่าง
หนาแน่น และ แม่นยำ หลายครั้งที่มันดูเสมือนดั่ง
ถูกสั่งการออกมาจากสมองจริง ๆ แน่นอนว่าการ
จะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องคำนวณการเปลี่ยนแปลง
และ อัตราการความผันผวนนับไม่ถ้วน นับได้ว่า อู่
อวี้ ก็เป็นผู้ก้าวเดินอยู่ในวิถีแห่งเต๋านี้เช่นกัน แต่
เขาก็ต้องยอมรับว่า ผู้ที่สามารถวาดเครือข่ายวง
เวทหลอมรวมตราประทับเหล่านี้ หลอมสร้างเป็น
เครื่องจักรสังหาร เฉกเช่นดั่งพยัคฆ์ทมิฬตนนี้
ขึ้นมาได้ คืออัจฉริยะอย่างแท้จริง บุคคลเช่นนี้เมื่อ
เทียบกับอัจฉริยะในด้านการต่อสู้แล้ว ถือว่าน่า
สะพรึงกลัวกว่ามาก
บนร่างของพยัคฆ์ทมิฬตนนี้ มีผลกระทบจากพลัง
อำนาจชนิดต่าง ๆ แฝงเร้นอยู่มากมาย
ดังนั้นในทุก ๆ การโจมตี จึงแฝงไปด้วยความน่า
ตื่นตะลึงแปลกประหลาดมากมาย
ร่างอวตารของ อู่ อวี้ ได้เสริมสร้างความแข็งแกร่ง
ด้วยเคล็ดวิชาประมุขฟั้าเจ้าเทวะแล้ว ช่วงเวลา
เดียวกันนั้น ‘เคล็ดวิชาหมื่นเตาหลอมจักรพรรดิ
เจ้าเทวะ’ ได้ถูกเปิดใช้จู่โจมเข้าใสร่างของพยัคฆ์
ทมิฬ เปลวเพลิงมากมายลุกโหมกระหน่ำเผา
ผลาญอยู่บนร่างมัน แต่ อู่ อวี้ ก็สามารถแลเห็นได้
ว่า เปลวเพลิงที่ลุกโหมกระหน่ำเผาผลาญอยู่บน
ร่างของพยัคฆ์ทมิฬ ที่ดูราวกับถูกหลอมสร้าง
ขึ้นมาจากทองคำดำของจากประตูอเวจีนั้น ส่งผล
กระทบต่อมันอย่างจำกัด สิ่งที่เปลวเพลิงกระทำได้
ยามนี้ คือเผาร่างของมันจนเป็นสีแดงเท่านั้น แต่ก็
ยังไม่หลอมละลายไป
ในระหว่างการต่อสู้ กักตะวันยังคงหลอมรวมเปลว
เพลิงจากดวงอาทิตย์ไว้ ซึ่งนี่ก็ไม่จำเป็นต้องคิดอัน
ใดให้มากความ ระหว่างที่ อู่ อวี้ ต่อสู้ห้ำหั่นกับ
พยัคฆ์ทมิฬในระยะประชิด ดวงเนตรของเขาก็เป็น
ประกายส่องสว่างเจิดจ้า เปลวเพลิงที่อยู่บนนั้น
เริ่มลุกโหมกระหน่ำทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม พยัคฆ์ทมิฬไม่ใช่มนุษย์ มันจึงมิได้
รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา
“เวทกองทัพประมุขฟั้านำพาวิบัติ!” การ
เผชิญหน้าห้ำหั่นกับหุ่นเชิดอันแสนน่าสะพรึงกลัว
นี้ ทำให้ อู่ อวี้ ต้องงัดเจดีย์ประมุขฟั้าที่ตนได้ทำ
พันธสัญญาออกมา ปลดปล่อยพลังอำนาจสะกด
ข่ม กดทับลงมาจากด้านบนศีรษะของพยัคฆ์ทมิฬ
พลังอำนาจอันมหาศาลนี้ ได้กดทับลงใส่พยัคฆ์
ทมิฬ จนร่างมันอัดกระแทกลงกับพื้น ทำให้มันไม่
อาจเคลื่อนไหวได้ในช่วงสั้น ๆ นี้ ชั่วพริบตานี้เอง
อู่ อวี้ ก็ปลดปล่อยพลังอำนาจจากกักตะวันออกไป
ลำแสงเพลิงทองคำถูกยิงออกจากดวงเนตรทั้งสอง
ข้าง อัดกระแทกเข้าใส่ร่างของ พยัคฆ์ทมิฬ กล่าว
ได้ว่ายามนี้ถือช่วงวิกฤตของมันอย่างแท้จริง
ร่างกายกว่าครึ่งเริ่มหลอมละลายกลายเป็นโลหะ
เหลวสีแดง ไหลนองลงสู่พื้นดิน
หลังจากหลอมละลายแล้ว วงเวททั้งหมดบนร่าง
ของมันก็ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ บัดนี้หุ่นเชิดได้
ถูกทำลายลงแล้ว
หลังจากถูกทำลาย ตรงตำแหน่งใจกลางของมัน มี
ผ้าสีดำซ่อนเอาไว้อยู่ อู่ อวี้ เปิดมัน มีวงเวทเล็ก
ใหญ่ที่แท้จริงอยู่นับหมื่นวง วงเวทอันลึกลับ
พิศดารส่องแสงสว่างซ้อนทับกันอยู่ แค่ได้แลมอง
สองสามครั้งก็ทำให้รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าได้
” ที่แท้ชื่อของมันก็คือ ‘เจ้าพยัคฆ์เทวะ’ ”
เจ้าพยัคฆ์เทวะ มีความแข็งแกร่งเหนือกว่า ผู้
พิทักษ์นภาเงิน หนึ่งขั้น
อู่ อวี้ หยิบผ้าเก็บเอาไว้ ผลสรุปการท้าทายครั้งนี้
เขาประสบความสำเร็จ ซึ่งก็หมายความว่าเขามี
เวลากว่า 600 วัน
ด้วยเพราะสามารถรับเวลาได้มากมายเช่นนี้ ใจ
หนึ่งของเขาจึงรู้สึกปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนอีก
ใจนึงก็รู้สึกผ่อนคลาย
ทันใดนั้น เจดีย์ควบคุมกาลเวลา ก็เกิดการ
สั่นสะเทือนขึ้น!
ปัง!
อู่ อวี้ ก็ไม่คาดคิดว่าประตูลึกลับที่อยู่เบื้องหน้า จะ
บังเกิดสุรเสียงดังกึกก้องขึ้น หลังจากนั้นบานประตู
ก็ค่อย ๆ เปิดแง้มอ้าออกเล็กน้อย ช่องว่างนี้มี
ความกว้างแค่เพียง 3 ชุ่น อีกทั้งยังเปิดค้างแค่
เพียง 3 อึดใจเท่านั้น ช่วงเวลาเพียงแค่ 3 อึดใจนี้
อู่ อวี้ ยังไม่หายตกตะลึงเลยด้วยซ้ำ ขณะที่เขายัง
ไม่ทันได้ตอบสนองใด ๆ ประตูลึกลับก็แผดเสียง
กรีดร้องแล้วก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าความกว้างเพียงแค่ 3 ชุ่น อู่ อวี้ ไม่
สามารถเข้าไปได้
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้ ทำ
ให้เขาตกตะลึงนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาเดินมาที่ประตู
ลึกลับบานนี้ พร้อมกับเอามือลูบประตูด้วยหัวใจที่
เต็มเปียมไปด้วยความตกตะลึง อู่ อวี้ เมื่อสักครู่นี้
ประตูได้เปิดขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกราวกับว่ามี
บางอย่างด้านในกำลังร้องเรียกตนเอง ซึ่งมันทำให้
เขามีความปรารถนาอันแรงกล้า
” หมายความว่าเช่นใดกัน หากท้าทายมากกว่า
เพิ่มขึ้นอีกครั้ง มันจะเปิดออกงั้นหรือ? หากท้าทาย
อีก 2-3 ครั้ง ประตูบานนี้จะเปิดออกอย่างสมบูรณ์
หรือไม่ ? แล้วเหตุใดมันถึงได้ปิดลง อยากให้เจ้ารีบ
เข้าไปงั้นหรือ? ” หมิงซวง ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก
อู่ อวี้ หันกลับไปมองแล้วเห็นเศษซาก ‘พยัคฆ์เท
วะ’ ที่ถูกทิ้งเอาไว้อยู่เบื้องหลัง เขายังจำได้ว่าเมื่อ
ครั้งที่เขาต่อสู้กับ ผู้พิทักษ์นภาเงิน ประตูบานนี้
ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เกิดขึ้น เขาคิดว่าความ
จริงอาจจะไม่เป็นอย่างที่ หมิงซวง กล่าว
ทันใดนั้น เขาก็มีความคิดแสนบ้าบิ่นผุดขึ้น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ