กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 588 : พลังอิทธิฤทธิ์ที่ 3 อันนาเกรงขาม!
การคาดเดาของ อู่ อวี้ กับ หมิงซวง นั้นแตกต่าง
ไปคนละทิศละทาง
เขากล่าวว่า “ข้ารู้สึกว่าการจำนวนครั้งมันไม่มี
ความเกี่ยวข้องกัน เพราะหากมันเกี่ยวข้องกันจริง
ก็ย่อมไร้ซึ่งการคัดกรองไปหน่อย”
หมิงซวง ไม่เห็นด้วยนางกล่าวว่า “แล้วเจ้าคิดว่า
ยังไง?”
อู่ อวี้ หยุดครุ่นคิดสักพักหนึ่ง ก็กล่าวออกมาว่า
“ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเจดีย์ควบคุม
เวลากับเจดีย์แห่งกาลเวลาอื่นๆก็คือ การท้าทาย
หุ่นเชิดอย่างก้าวกระโดด โดยหวังเปลี่ยนแปลง
เวลา ครั้งที่แล้วข้าได้ท้าทายถึงระดับที่ 5 ในเวลา
นั้นประตูลี้ลับกลับไม่ได้ขยับแม้แต่เสี้ยวเดียว และ
ในครั้งนี้ข้าสามารถเอาชนะระดับที่ 6 ได้สำเร็จ ผล
ที่ได้คือช่องว่างของประตูแง้มเปิดออกมาเพียง
เล็กน้อย นั่นหมายความว่าหากท้าทายระดับที่ 7
ช่องว่างก็จะยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น หากทำการท้าทาย
ไปถึงระดับสุดท้าย สามารถผ่านระดับที่ 8 ไปได้
อาจจะเป็นไปได้ที่ช่องว่างจะเปิดออกเพียงพอให้
ข้าผ่านเข้าไปได้”
ซึ่งคาดว่าเจดีย์ควบคุมเวลา หลักๆแล้วน่าจะให้
ความสำคัญกับระดับการท้าทายข้ามชั้น ไม่ใช่
จำนวนครั้งที่ท้าทาย
ฉับพลันนั้น หมิงซวง ก็นึกบางสิ่งบางอย่างออก
ซึ่งในตอนแรกนางไม่เคยคิดถึงส่วนนี้มาก่อน แต่
จู่ๆนางกลับเอ่ยมาอย่างโง่งม “จะว่าไปข้าก็คิด
แบบนี้เหมือนกัน ฮ่าๆๆ หรือว่าข้าเป็นอัจฉริยะกัน
น้า…..”
“เจ้านี่ช่างหน้าหนาเสียจริง”
“เจ้ากล้าเอ่ยวาจากับท่านย่าเช่นนี้?” หมิงซวง
จ้องมองเขาอย่างหงุดหงิด
“มิกล้า” อู่ อวี้ จ้องมองไปยังประตูบานนี้ที่อยู่
เบื้องหน้า เมื่อคิดว่าสิ่งที่อยู่ภายในจะมีสมบัติ
ลึกลับอยู่ ถึงจะยังไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดแต่มันก็ดึงดูด
ใจเขาเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะเปิดประตูบานนี้ยังไง?” หมิงซวง
ถาม
“ยังมีโอกาสอยู่ ครั้งหน้าข้าจะท้าทายระดับที่ 7
เมื่อถึงเวลานั้นอาจจะพบคำตอบก็ได้ ถ้าหากมัน
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ก็จะพิสูจน์ได้ว่าการคาดเดา
ของข้าถูกต้อง อย่างไรก็ตามข้าคาดว่าการที่จะเปิด
ประตูบานนี้ให้สุด น่าจะต้องทำการท้าทายระดับที่
8 ซึ่งเป็นขีดจำกัด”
หมิงซวง กลอกตาไปมา กล่าวว่า “เจ้านี่ชอบคิด
เพ้อเจ้อจริงๆ เจ้าลืมไปแล้วหรือยังไงว่ากว่าเจ้าจะ
เอาชนะมาได้มันยากลำบากมาเพียงไหน! ท้าทา
ยวงเวทสีดำ ข้าว่าเจ้ายังไม่อาจเอาชนะได้เลยด้วย
ซ้ำ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงวงเวทสีขาว แถมหาก
ต้องการเปิดประตูนั่นจริง เจ้าจะต้องสะกดข่มไม่ให้
ตัวเองยกระดับขึ้นไปอีกไม่ใช่รึยังไงเล่า?”
อู่ อวี้ กล่าวว่า “เป็นความคิดไม่เลวเลยแฮะ แต่ว่า
เวลา 600 วันนี้ ข้าคิดว่าเป็นการยากอยู่ดีที่จะ
ทะลวงฝั่าถึงขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 6
เอาเป็นว่าค่อยมาพูดกันอีกที”
ถ้าหากเป็นไปตามการคาดเดาของ อู่ อวี้ ในหมู่คน
จำนวนมาก นอกจากเขาแล้ว ย่อมไม่มีใคร
สามารถเปิดประตูลี้ลับบานนี้ได้ แม้แต่โอรสเล่อก็
ทำไม่ได้ ซึ่งมันจะต้องทดลองมาแล้วหลายวิธีอย่าง
แน่นอน
ที่ยังเหลือเวลาอีก 600 วัน
“ครั้งที่แล้ว ข้ายังไม่คิดจะฝึกฝนมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์วิชาใหม่ แต่ตอนนี้มีเวลาเหลือเฟือ ข้า
สามารถฝึกฝนมหาวิถีวิชาใหม่ได้ตลอดเวลา!” อู่
อวี้ เอ่ย
หมิงซวง หัวเราะออกมา แล้วกล่าวว่า “หึ นับวัน
หน้าเจ้ายิ่งหนาขึ้นมากทุกวัน จะให้ข้าสอนหมด
เลยรึยังไง?”
“ข้าไม่ได้ขอเคล็ดลับจากเจ้าเสียหน่อย ข้าแค่เอา
พลังอิทธิฤทธิ์ที่มาจาก ฉีเทียนต้าเสิ้ง เฉยๆเอง” อู่
อวี้ เอ่ย
“ก็นั่นแหละ หากไม่มีข้า ลำพังถ้าเจ้ารอ พลอง
ทองสมปรารถนา แล้วคิดว่าจะได้มาง่ายๆตามใจ
นึกรึยังไงเล่า?” หมิงซวง เอ่ยด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด
นางอยากจะจับ อู่ อวี้ โยนออกไปไกลๆเสียจริงๆ
หลังจากที่อยู่กับ อู่ อวี้ มานาน ทำให้เขารู้นิสีย
ของนางเป็นอย่างดี ยามนี้เขาจึงเพียงแค่ยิ้มและ
ประจบเอาใจนาง “ท่านย่า การที่ท่านนำมหาวิถี
มามอบให้ข้าถือเป็นพรจากสวรรค์ หากวันใด
หลานท่านกลายเป็นเซียนอมตะได้สำเร็จ ข้าแน่ใจ
ว่าจะทำให้ท่านเกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังจะคอย
ปรนนิบัรับใช้และจงรักภักดีท่าน เป็นยังไง?”
“ไม่เลวเลยนี่ การที่เจ้าเป็นเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายๆ
แบบนี้ ข้าค่อยวางใจที่จะถ่ายทอดมรดกให้กับเจ้า
หน่อย ยามนั้นมีไอพวกโง่เง่ามากมายถึงกับใช้
ทรัพยากรทั่วทั้งอาณาจักร มาทำการแลกเปลี่ยน
กับข้าผู้นี้ แต่ท่านย่าผู้นี้ก็ได้ขับไล่มันออกไป
ทั้งหมด” เบื้องหน้าปรากฎเป็นภาพเด็กไม่สิ้นกลิ่น
น้ำนมที่แทนตัวเองว่าเป็นท่านย่าทุกวัน นับว่าเป็น
เรื่องที่แปลกประหลาดจริงๆ………
ภายในเจดีย์ควบคุมกาลเวลาแห่งนี้ อู่ อวี้ ยังมี
เวลาเหลืออีก 600 วัน เขาจึงไม่ได้รีบร้อนกังวลแต่
อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของบรรพบุรุษ
มารกลืนสวรรค์ ซึ่งนับได้ว่าถูกแก้ไขไปหลายส่วน
ซึ่งแผนต่อไปเขาคิดเอาไว้ว่าจะเดินทางไปยัง
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง แต่ยังไม่ใช่เร็วๆนี้
หมิงซวง กำลังลอยอยู่ที่เบื้องหน้าของเขา พร้อม
เริ่มต้นแนะนำให้เขาฝึกฝนเคล็ดวิชามหาวิถีเชื่อม
สวรรค์วิชาที่ 3
“อิทธิฤทธิ์นี้ แท้จริงแล้วข้าก็เพิ่งจะฝึกฝนได้ถึง
ระดับที่ 3 เพราะมีวิธีฝึกฝนอยู่เพียงแค่ 3 ขั้นแรก
เท่านั้น หลังจากขั้นที่ 3 เจ้าคงต้องไปขอจากพลอง
ทองสมปรารถนาด้วยตัวเองแล้วล่ะ หากคิดจะหวัง
พึ่งเกี่ยวเก็บผลประโยชน์จาก พลองทองสม
ปรารถนา โดยตรงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้หวน
นึกไปจนถึงตอนนั้น….. ”
ต่อมาหมิงซวงก็ได้เอ่ยถ้อยคำออกมาเป็นจำนวน
มาก กล่าวว่าในปีนั้นนางต้องใช้ความพยายามไป
มากมายเท่าไหร่ ต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใด
นับว่าเป็นเรื่องที่ยากเกินจะจินตนาการ จากนั้นก็
กล่าวให้ อู่ อวี้ เคารพนางหลังจากนี้เป็นนัยๆ
ท้ายที่สุดถึงได้กล่าวประเด็นที่สำคัญที่สุดออกมา
“4 มหาวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์ของฉีเทียนต้าเซิ่ง
เรียกได้ว่าใต้หล้าไร้คู่ต่อกร! ร่างอวตารนอกวิถี
แยกร่างอวตารออกมาไร้จุดสิ้นสุด เพียงคนเดียวก็
เหมือนกับมีกองทัพสวรรค์อยู่นับล้านๆ! เนตรเพลิง
สามารถมองเห็นอดีต ปัจจุบัน และ อนาคตได้
อย่างทะลุปรุโปร่ง แผดเผาเหล่าปีศาจจนสิ้นซาก
ส่วนวิชาที่ 3 กลับน่าหวั่นพรึงมากยิ่งกว่า มันมีชื่อ
ว่า ‘เทียมฟั้าจรดดิน’ !”
“ทำไมถึงเรียกว่าเทียมฟั้าจรดดิน?”
“พลังอิทธิฤทธิ์ของ เทียมฟั้าจรดดิน นี้ เมื่อ
ปลดปล่อยออกมาจนถึงขีดสุด สามารแปลงกายให้
สูงได้ถึง หมื่นจั้ง ส่วนศีรษะราวกับเป็นเขาไท่ซาน
หน้าอกเป็นดั่งเทือกเขาสูงตระหง่าน ดวงตาเฉียบ
แหลมราวอัสนี ปากราวกับเป็นอ่างโลหิต ฟัน
แหลมคมดุจกระบี่! สุดท้ายร่างกายจะแข็งแกร่งถึง
เพียงใดข้ายังไม่รู้ แต่ตั้งแต่ที่ข้าฝึกฝน 3 ขั้นแรกได้
สำเร็จ พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล! ”
“ทั้งหมดนี้เป็นอิทธิฤทธิ์ที่ทำให้ร่างกายของเจ้า
ใหญ่ขึ้นหรือย่อส่วนลง ฝึกฝนขั้นแรกสำเร็จ เจ้า
สามารถขยายร่างของเจ้าให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมได้ถึง
2 เท่า ย่อส่วนให้เล็กลงได้ครึ่งหนึ่ง เมื่อเจ้าขยาย
ร่าง พลังกายเนื้อของเจ้าจะทวีคูณ! แน่นอน
ความเร็วของเจ้าจะถูกบั่นถอนจนเหลือครึ่งหนึ่ง
ด้วยเช่นกัน! และเมื่อเจ้าย่อขนาดลง ความ
แข็งแกร่งของกายเนื้อจะหายไปครึ่งหนึ่ง แต่
ความเร็วจะถูกยกระดับเพิ่มมาขึ้นถึง 2 เท่า!
ทั้งหมดทั้งมวลจะไม่ส่งผลกระทบต่อแก่นแท้
ตำหนักม่วง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของเทียมฟั้า
จรดดิน ส่วนใหญ่แล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงของ
กายเนื้อโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ตำหนัก
ม่วง”
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินแล้ว เขาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง
เขาไม่ได้เป็นปีศาจ ไม่อาจจะแปลงกายได้ อย่าง
มากก็ใช้เคล็ดร่างจำแลงเซียนวานรเพิ่มความ
แข็งแกร่งและกำยำของกายเนื้อได้มาส่วนหนึ่ง แต่
พลังอิทธิฤทธิ์ของเทียมฟั้าจรดดิน นี้ สามารถทำ
ให้เขาย่อขยายร่างกายได้? ขยายได้มากกว่า 1 จั้ง
ย่อขนาดลงเหลือไม่ถึง 3 ฉื่อ?
ในขั้นที่หนึ่ง เมื่อย่อขนาดเล็กที่สุด คาดว่าความสูง
จะไม่แตกต่างกับ หมิงซวง ที่อยู่เบื้องหน้าเลยก็ว่า
ได้!
ขณะที่ขยายร่าง ถึงแม้ว่าในด้านความเร็วจะแย่ลง
แต่ที่สำคัญคือพละกำลังมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า!
แถมยังไม่ได้นับรวม เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง เข้าไป
อีก
การย่อขนาดลงก็มีข้อดีอยู่ ประการแรก มันเพิ่ม
ความคล่องแคล่วเป็นอย่างยิ่ง และประการที่ 2 คือ
ได้ความเร็วที่ทวียิ่งขึ้น!
ย่อขยายขนาดร่างกาย คงมีแต่อิทธิฤทธิ์ของ ฉี
เทียนต้าเสิ้ง เท่านั้นถึงทำให้เกิดสิ่งที่มหัศจรรย์
เช่นนี้ได้!
หมิงซวง ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “เมื่อถึงขั้นที่ 2 จะ
ขยายได้มากที่สุด คาดว่ามากกว่าขั้นแรกถึง 2 เท่า
ก็น่าจะ 4 เท่าของเจ้าในตอนนี้ ในส่วนของพลัง
กายเนื้อ จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า! แต่ใน
เรื่องความเร็วก็จะช้ากว่าในขั้นแรกลงมาหน่อย
เช่นกัน คาดว่าน่าจะลดลงจนเหลือ 1 ใน 3 เท่านั้น
และเมื่อเจ้าย่อขนาดลง ก็จะเล็กลงกว่าขั้นแรกอีก
ครึ่งหนึ่ง คร่าวๆน่าจะประมาณ 1 ใน 4 ของเจ้าใน
ยามปกติ ส่วนความเร็ว แน่นอนว่าย่อมทวีไปถึง 3
เท่า แต่พลังกายเนื้อก็จะลดลงจนเหลือ 1 ใน 3
เช่นกัน นี่คือความสมดุลของวิชานี้”
“แล้วขั้นที่ 3 ล่ะ?” อู่ อวี้ กำลังจดบันทึกข้อมูล
อย่างเงียบๆ
เมื่อนึกภาพคิดๆดูแล้ว เทียมฟั้าจรดดิน นั้น
สะดวกสบายยิ่ง มันสามารถปรับใช้ได้อย่าง
ยืดหยุ่น แต่กระนั้นก็ไม่ง่ายดายเช่นนั้น
เนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงความเร็วและ
พละกำลัง เปลี่ยนแปลงแค่กายเนื้อ แต่ปัจจัยหลัก
ยังคงเป็นพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง แม้พลังจะกาย
เนื้อจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า แต่ไม่ใช่ว่าพลังรบของ อู่
อวี้ จะเพิ่มขึ้น 3 เท่าในทันที เพราะว่าพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
แต่อย่างใด
“ขั้นที่ 3 ร่างกายจะขยายขนาดสูงขึ้นมากกว่าขั้น
ที่ 2 อีก 2 เท่า นั่นหมายถึงเจ้าจะขยายใหญ่ขึ้น
กว่าในยามปกติถึง 8 เท่า! หากคาดคะเนจากตัว
เจ้า ความสูง 8 เท่านี้ คาดว่าจะสูงได้ถึง 4 จั้ง
เปรียบดั่งอสูรกายก็มิปาน และยามเมื่อเจ้าย่อ
ขนาดลง ก็จะเล็กกว่าตัวเจ้าในตอนนี้ถึง 1 ใน 8
ส่วนเช่นกัน หรือก็คือสูงไม่ถึง 1 ฉื่อ ขนาดเล็กราว
กับเป็นตุ๊กตาตัวน้อย น่าจะน่ารักน่าชังไม่หยอก ซึ่ง
เป็นการยากที่คนอื่นจะหาเจ้าได้พบ ถ้าหากว่าเจ้า
ฝึกจนถึงขั้นนี้ เจ้าจะพบว่ามันวิเศษยิ่ง แต่หลังจาก
นี้แหละที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่นด้านพละกำลัง
หลังจากที่เจ้าขยายขนาด กายเนื้อของเจ้าจะ
ยิ่งใหญ่ขึ้น คาดว่าจะมีพละกำลังถึง 4 เท่า แต่
อย่างไรก็ตาม ในด้านความเร็วก็จะถูกลดทอนลง
ไปมหาศาล อาจจะเหลือเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น
ส่วนในตอนที่เจ้าย่อส่วนลง พละกำลังจะเหลือ
เพียงแค่ 1 ใน 4 การเปลี่ยนแปลงในด้านของ
ความเร็วไม่ค่อยชัดเจนมากนัก แต่ยังคงเพิ่มมาก
กว่าเดิมถึง 3 เท่า ข้าคาดว่าในขั้นที่ 4 และ ขั้นที่
5 การย่อขยายร่างกายของเจ้า จะเพิ่มขึ้นอย่าง
มหาศาล อาจจะมีถึง 16 เท่าทีเดียว การที่
พละกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลงล้วนขึ้นอยู่กับการ
เปลี่ยนแปลงของร่างกาย ส่วนความเร็วน่าจะอยู่
ระหว่าง 3 เท่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก แน่นอนว่า
นี่คือการคาดคะเนของข้า ข้าไม่รู้ว่าหลังจากฝึกขั้น
4 ได้สำเร็จจะเป็นเช่นไรเหมือนกัน”
หลังจากที่ฝั่าทะลวงมาถึงขั้นที่ 3 การเปลี่ยนแปลง
ในด้านความเร็วของกายเนื้อจะไม่มากนัก แต่
ทางด้านพละกำลังกลับเปลี่ยนแปลงไปมากโข
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านรูปร่าง คาดว่าที่นาง
กล่าวว่าอาจจะมีถึงหมื่นจั้งนั้น ย่อมเป็นไปได้
เนื่องจากร่างกายสูงขึ้น ทุกครั้งจะทวีคูณมาก
กว่าเดิม 2 เท่า ไปตามความสูงของ อู่ อวี้
ในตอนนี้
2 4 8 16 32 64 หากการเปลี่ยนแปลงมัน
เรียงลำดับเช่นนั้น การที่จะสูงถึงหมื่นจั้งก็คงเป็น
เรื่องที่กระทำได้ง่ายดาย
แม้ว่าระดับพลังไม่มีการเพิ่มขึ้น แต่อย่างน้อยใน 3
ขั้นแรกที่เพิ่มพลังกายเนื้อในแต่ละขั้นถึงหนึ่ง
เท่าตัว ก็นับว่าน่ากลัวยิ่งแล้ว เมื่อคิดดูแล้ว
‘เทียมฟั้าจรดดิน’ หากนำมาเปรียบกับ เคล็ด
ระเบิดพลังคลั่ง เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง จึงแทบจะไม่
นับว่าเป็นอะไรเลย
อู่ อวี้ ต้องการจะฝึกฝนพลังอิทธิฤทธิ์วิชานี้อย่าง
แรงกล้า
“อย่างน้อยเวลา 600 วันนี้ ข้าจะต้องฝึกขั้นที่ 1
ให้สำเร็จ! เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะสามารถขยาย
ขนาดได้มากกว่าเดิม 2 เท่า และสามารถย่อขนาด
ได้ครึ่งหนึ่ง! พละกำลังทวีคูณ ความเร็วก็เพิ่มขึ้น
อีกเท่าตัว! การเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ มัน
ทำให้การต่อสู้ของข้ายืดหยุ่นไร้จุดสิ้นสุด!”
ต้องยอมรับว่าอิทธิฤทธิ์ของ ฉีเทียนต้าเสิ้ง
มหัศจรรย์ล้ำลึกเป็นอย่างยิ่ง!
หลังจากที่เขาบันทึกวิธีฝึกฝน 3 ขั้นแรกจาก หมิ
งซวง เขาจึงได้เริ่มทำจิตใจให้สงบลง อย่างน้อยใน
เวลานี้ เขาก็ได้ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่ เคล็ดวิชา
เทียมฟั้าจรดดิน ไม่ได้สนใจถึงการยกระดับ
ขอบเขตหรือว่าวิชาเต๋าวิชาอื่นแม้แต่น้อย
กระทั่งอิทธิฤทธิ์ทั้ง 2 ก็ยังถูกพักเอาไว้ก่อน
ในตอนนี้ร่างอวตารนอกวิถีของเขาสามารถแยก
ร่างได้ถึง 1,000 ร่าง ส่วนเนตรเพลิงก็ฝึกได้ถึงขั้น
ที่ 3 กักตะวัน! ฉะนั้นเขาจึงคิดที่จะฝึกฝน ‘เทียม
ฟั้าจรดดิน’ ให้ถึงขั้นที่ 3 ให้เร็วมากที่สุดเท่าที่จะ
เป็นไปได้ยง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ